หน้าหลัก ประวัติศาสตร์ เมืองพร้าว วัดพระธาตุกลางใจเมือง(สะดือเมือง) ศูนย์รวมจิตใจชาวเมืองพร้าว
วัดพระธาตุกลางใจเมือง(สะดือเมือง) ศูนย์รวมจิตใจชาวเมืองพร้าว PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ภาษาสยาม   
วันเสาร์ที่ 08 ตุลาคม 2011 เวลา 00:00 น.

 

 

                                              วัดพระธาตุกลางใจเมืองศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองพร้าว

 

 

                                                      

 
                                                                            
                                                                                

 

 

             วัดพระธาตุกลางใจเมือง นั้นเชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาแสนคำลือ ในยุคก่อนที่เมืองต่างๆจะรวมกันเป็นล้านนา ต่อมากลายเป็นวัดร้าง พระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จึงสร้างวัดขึ้นใหม่ในจุดเดิมแล้วได้ทรงประทานนามว่า “วัดสะดือเมือง” อันหมายถึงจุดศูนย์กลางของเวียงพร้าววังหิน แล้วก็มีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงพุทธศักราช ๒๑๐๑ ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดพระธาตุสะดือเมืองก็ถูกปล่อยให้เป็นวัดร้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับเป็นเวลานานร่วม ๓๗๑ ปีทีเดียว (

 

             นานวันเข้าคนเดินผ่านไปผ่านมาก็จะมองเห็นองค์พระธาตุตระหง่านอยู่ จนมาถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม เดือนเกี๋ยงเหนือ ( เดือน ๑๑) แรม ๕ ค่ำ พ.ศ.๒๔๗๒ ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย แห่งสำนักบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ได้เดินทางมาพักที่ถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว คณะศรัทธาพี่น้องอำเภอพร้าวทราบข่าว ท่านครูบาเจ้ามาพักที่ถ้ำเชียงดาวก็ได้พากันไปนมัสการทำบุญร่วมกับท่านเป็นจำนวนมาก พ่ออุ๊ยคำตั๋น จันทร์จรมานิตย์ ก็ได้อาราธนานิมนต์ท่านมาอำเภอพร้าวท่านก็รับนิมนต์ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ท่านก็ออกเดินทางจากถ้ำเชียงดาว สมัยนั้นทางเข้าสู่อำเภอพร้าวไม่มีทางรถยนต์ ท่านต้องย้อนล่องใต้สู่ทางเดินเข้าอำเภอแม่แตง ผ่านมาทางบ้านช่อแล อำเภอแม่แตง มาทางแม่วะ แม่จวน ห้วยหินฝน มานอนค้างที่วัดแม่แพง อำเภอพร้าว เพราะเดินทางโดยเท้าขึ้นเขาลงห้วย มาพักฉันอาหารเช้าที่วัดแม่แวนหลวง อำเภอพร้าว มาถึงวัดสันทรายเวลา ๑๗ นาฬิกาของวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๒ มาพักที่วัดสันทราย ๑ คืน ตอนกลางคืนท่านก็เข้าวิปัสสนา พอรุ่งเช้าท่านก็บอกแก่คณะศรัทธาที่มาทำบุญเป็นจำนวนมากพร้อมกันกับพ่ออุ๊ยคำตั๋น จันทร์จรมานิตย์ ที่ปฏิบัติใกล้ชิดท่าน ว่า “อาตมาจะสร้างวัด วัดที่อาตมาจะสร้างนั้น ไม่ใช่วัดสันทราย เมื่อคืนนี้มีรุกขเทวดามาอาราธนาให้สร้างวัดที่สำคัญยิ่งมาแต่อดีต อยู่ห่างจากวัดนี้ไปทางทิศตะวันออก...”

 

 

          เมื่อฉันอาหารเช้าเสร็จแล้ว ท่านก็ออกเดินทางนำหน้าคณะศรัทธามุ่งหน้ามาทางทิศตะวันออก พอมาถึงวัดร้าง ( วัดพระธาตุ ) ท่านก็บอกว่า วัดนี้ตรงกับที่รุกขเทวดามาบอก ท่านก็พาคณะศรัทธาค้นตามกองอิฐ ตามองค์พระธาตุซึ่งพังลงมาตามกาลเวลาอันนานแสนนาน ประมาณ ๒ชั่วโมง ท่านก็ได้พบศิลาจารึก เป็นหินสีดำนิล ปรากฏว่ามีตัวหนังสือของภาคเหนือมีใจความว่า “วันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีชวด พ.ศ. ๑๙๒๘ กือนาธรรมมิกราชา ( ผู้สร้าง ) วัดนี้ชื่อว่าสะดือเมือง “ พบของจำนวนมาก ท่านจึงมีผอบบรรจุพระธาตุ เทียนเงินเทียนทอง ส่วนหินสีดำนิลนั้นท่านครูบาว่าเป็นของมีค่ามาก บรรจุไว้ในองค์พระธาตุ ให้รักษาไว้กับวัดมีระฆังทองปนเงิน ๑ อัน สลักอักษรขอมโดยรอบ เสียงกังวานมาก ท่านสร้างพระธาตุ โบสถ์ พร้อมๆกันเป็นเวลาสองเดือนก็เสร็จบริบูรณ์แล้ว ก็ได้ถวายทานและตั้งชื่อใหม่ว่า วัดพระธาตุกลางใจเมือง วัดนี้เป็นวัดวิเวกเพราะอยู่ห่างจากหมู่บ้าน ๑ ถึง ๒ กิโลเมตร เมื่อท่านสร้างเสร็จแล้วก็เดินทางกลับไปวัดบ้านปางและได้สร้างวัดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน อีกเป็นจำนวนมากเมื่อท่านมรณภาพไป ทางคณะกรรมการก็ได้แบ่งอัฐิดูกแขนเบื้องขวา มาบรรจุไว้ที่วัดพระธาตุกลางใจเมือง ให้เป็นที่สักการบูชาแก่ทุกๆ คน

 

          พี่น้องชาวอำเภอพร้าว และอำเภอใกล้เคียงจะมาสรงน้ำพระธาตุ และอัฐิของครูบาเจ้าทุกเดือน ๙ เหนือ ( เดือน ๗) ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นประจำทุกปี เป็นประเพณีที่พี่น้องชาวอำเภอพร้าวจะลืมเสียไม่ได้ พอเดือน ๙ เหนือ ( เดือน ๗ ไทย) มาถึงวันขึ้น ๑๔ค่ำ จะมีการสมโภชน์ตลอดคืน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ จะมีการจุดบอกไฟเป็นพุทธบูชาตลอดวัน

 

 

 
 
 

  

ประวัติย่อของไม้ศรีมหาโพธิ์ ๓ ต้น

 

ของ วัดพระธาตุกลางใจเมือง ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

 

                 เมื่อสมัยพุทธกาลก่อนโน้น  มีพระอรหันต์เจ้าชื่อโมคคัลลานะ  ได้เดินทางเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอน  ของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้ามาสู่ล้านนาประเทศคือแคว้นล้านนาไทย  ได้ผ่านมาอำเภอพร้าว  มาทางทิศใต้ถึงบ้านโหล่งขอด  สายบาตรของท่านทำท่าจะขาด จึงให้ท้าวมหายักษ์ไปขอด้ายจากชาวบ้านมาเย็บต่อสายบาตรของท่าน ปรากฏว่าไม่ได้ชาวบ้านบอกไม่มี ท่านจึงขอดสายบาตรของท่านที่นั่นจนปรากฏได้นามชื่อว่าขอดมาจนทุกวันนี้  ( ที่น่าอัศจรรย์ว่าชาวบ้านโหล่งขอดปลูกฝ้ายไม่มีดอกฝ้ายจนเท่าทุกวันนี้ )  ท่านได้เดินทางสู่ทิศเหนือ  มาพักที่ถ้ำ  ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่เชิงเขาด้านทิศตะวันออกของตัวอำเภอปัจจุบันห่างประมาณ ๗ กิโลเมตร  จนได้ชื่อว่าถ้ำโมคคัลลานะมาจนทุกวันนี้ และท่านได้ผ่านมาทางวัดพระธาตุ ท่านได้ใช้ท้าวมหายักษ์เอากิ่งไม้ศรีมหาโพธิ์  ซึ่งท้าวมหายักษ์ได้นำมาพร้อมกับท่าน ตัดออกเป็น  ๓  ท่อน เอามาปลูกไว้เรียงไปทางทิศตะวันตก ๑ ๒ ๓ ตามลำดับจนปรากฏมาทุกวันนี้  ตามตำนานเมืองเหนือระบุว่าท่านได้เอาเสาอินทขิลมาฝังไว้ที่วัดพระธาตุ  ท้าวมหายักษ์ก็เลยถวายดาบไว้ที่วัดพระธาตุด้วย  ต่อจากนั้นท่านได้ไปสู่ดอยขุนโก๋น  ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือตัวอำเภอพร้าวประมาณ 8กิโลเมตร  ตำนานกล่าวมหายักษ์ได้กวนใจท่านจนท่านหนีมาอยู่ถ้ำดอกคำ  ท้าวมหายักษ์ได้เอาดอกไม้คำมากับท่านที่ถ้ำจนได้ชื่อว่า  ถ้ำดอกไม้คำ  มาจนทุกวันนี้

               ไม้ศรีมหาโพธิ์ต้นแรก ( ต้นที่ติดกับวัดเมื่อประมาณร้อยปีเศษ  กลางคืนเกิดพายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักทำให้ต้นไม่ศรีต้นแรก ซึ่งมีกิ่งก้านสาขางามนั้นล้มคลืนลงมาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นหลุมหนองน้ำ  ตามคำบอกของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน บอกว่าสมัยวัดพระธาตุสร้างอยู่นั้นพอถึงฤดูฝนน้ำจะขัง  ปลาชุมมาก  ชาวบ้านใกล้เคียงชอบเอาไซ ( เครื่องดักปลา )  ไปดักไว้ตามกิ่งไม้ศรีมหาโพธิ์ซึ่งล้มลงมานั้นเป็นประจำ  อยู่มาอีก ๒ ปี มีคืนหนึ่งเกิดฝนตกหนัก แผ่นดินไหว ฟ้าร้องฟ้าผ่าตลอดคืน พอรุ่งเช้าชาวบ้านไปยกไซเอาปลา  แต่ปรากฏว่าไม้ศรีมหาโพธิ์ได้ลุกขึ้นตั้งต้นดังเดิม โดยมีไซเครื่องมือดักปลาของชาวบ้านไปติดบนยอดไม้ศรีมหาโพธิ์หมด ชาวบ้านพากันแตกตื่นไปดู  บางคนก็หาไม้ไปค้ำไว้สมัยนั้นบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดคือบ้านสันศรี มีพ่อต๊าวอาจ แม่แก้ว เป็นนายบ้าน  ได้นำลูกบ้านไปแผ้วถางเอาไม้ค้ำ  กลัวไม้ศรีมหาโพธิ์จะล้มลงมาอีก  พ่อต๊าวอาจก็เลยเปลี่ยนชื่อบ้านสันศรีมาเป็นศรีค้ำ จนทุกวันนี้ พอไม้ศรีมหาโพธิ์ลุกขึ้นเองได้พอวันต่อมาเวลาบ่าย  ตามคำบอกของผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุมากหลายคนในหมู่บ้านที่มีชีวิตอยู่  ท่านบอกว่าจะมีควันออกจากต้นไม้ศรีมหาโพธิ์  สีขาวพุ่งพวยขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นลำยาวอยู่ถึง ๗ วัน ๗ คืน  ในขณะนั้นจะมีประชากรทั้งใกล้และไกล ก็พากันเอาน้ำอบ น้ำหอมมาสะสรงกราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก  พอถึงสงกรานต์เมืองเหนือ จะมีชาวบ้านในอำเภอ ต่างอำเภอ ต่างจังหวัดมาเที่ยวอำเภอพร้าว จะมากราบไหว้บูชาเป็นประจำทุกปี

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ผู้เฒ่าผู้แก่และข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2016 เวลา 10:08 น.
 

Facebook Like Box

ออนไลน์

เรามี 17 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้312
mod_vvisit_counterเมื่อวาน580
mod_vvisit_counterอาทิตย์นี้2179
mod_vvisit_counterเดือนนี้9924
mod_vvisit_counterทั้งหมด5723728