ไตรภูมิพระร่วง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ภาษาสยาม   
วันพุธที่ 24 กันยายน 2008 เวลา 22:54 น.
              ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญเล่มหนึ่งของไทย
 มีอายุกว่า ๖๐๐ ปี แต่งขึ้นโดยพญาลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์พระร่วง
 เมื่อ พ.ศ. ๑๘๘๘ นับเป็นเวลา ๗ ปีก่อนที่จะเสด็จออกผนวชในพ.ศ. ๑๙๐๕  

ความมุ่งหมาย                 ๑.      เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา  เป็นการเจริญธรรมความกตัญญู


                                          ๒.     เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรมและช่วยกันดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืน

ลักษณะการแต่ง               แต่งเป็นร้อยแก้ว

เนื้อเรื่องย่อ
 ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ และ
อรูปภูมิ ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา
ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม ทิวเขา
มีชื่อต่างๆดังนี้ ๑. ยุคนธร ๒. อิสินธร ๓. กรวิก ๔. สุทัศน์ ๕. เนมินธร ๖. วินันตก และ๗.อัศกรรณ ซึ่งเป็น
เขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้รวมเรียกว่าเขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลที่รายล้อมอยู่ ๗ ชั้น เรียกว่า
 มหานทีสีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็ก
กั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล
นรกภูมิ

นรกภูมิ มีนรกใหญ่ ๘ ขุม คือ สัญชีพนรก กาลสูตนรก สังฆาฏนรก โรรุพนรก ตาปนรก มหาตาปนรก มหาอเวจีนรก

มหาโรรุพนรก สัตว์ที่เกิดในนรกแห่งนี้มีอายุยืนนานนับไม่ถ้วน สัตว์นรกขุมแรกมีอายุยืนได้ ๕๐๐ ปี ( ๑ วันกับ ๑ คืนของ

เมืองนรกเท่ากับ ๙ ล้านปีของเมืองมนุษย์) ส่วนสัตว์นรกที่อยู่ขุมถัดไปมีอายุนับทวีคูณจำนวนปีของขุมนรกแรก

นรก ๘ ขุมนี้ มีกำแพงเหล็กแดงลุกเป็นไฟอยู่เสมอล้อมเป็นสี่เหลี่ยม พื้นบนและพื้นล่างก็เป็นเหล็กแดงที่ลุกเป็นไฟ

 กำแพงทั้ง ๔ ด้าน ยาวด้านละ ๑,๐๐๐ โยชน์ หนา ๙ โยชน์ มีประตูเข้า ๔ ประตู ส่วนพื้นบนและพื้นล่างมี

ความหนา ๙ โยชน์ นรกใหญ่แต่ละขุมมีนรกบริวารหรือนรกบ่าวล้อมอยู่ด้านละ ๔ ขุม นรกใหญ่ขุมหนึ่งจึงมี

นรกบ่าว ๑๖ ขุม นรกใหญ่  ๘ ขุมจึงมีนรกบ่าวทั้งหมด ๑๓๖ ขุม และก็มีนรกเล็กๆ น้อยๆ อีกจำนวนนับไม่ถ้วน

นรกบ่าวทั้ง ๑๖ ขุมรวมเรียกชื่อว่า อุสุทธ (อุสสทนรก) นรกโลกันต์

ยมบาล

        ผู้ดูแลนรกเฝ้าประตูนรกไว้ มีพระยายมราชเป็นผู้ทรงธรรมเที่ยงตรงเป็นใหญ่เหนือยมบาลทั้งหลาย

หน้าที่ของพระยายมราชคือสอบสวนบุญบาปของมนุษย์ที่ตายไป หากทำบุญก็จะได้ขึ้นสวรรค์ทำบาปก็จะตกนรก

ติรัจฉานภูมิ

ติรัจฉานติภูมิ หรือเดรัจฉานติภูมิ คือแดนของเดียรฉาน แปลว่าตามขวางหรือตามเส้นนอนตรงกันข้ามกับคนซึ่งไปตัวตรง

 ดังนั้นสัตว์เดรัจฉานก็หมายถึงสัตว์ที่ไปไหนมาไหนต้องคว่ำอก

ในหนังสือไตรภูมิตอนนี้เริ่มต้นกล่าวถึงสัตว์อันเกิดมาในแดนเดรัจฉานว่า มีเกิดจากไข่ (อัณฑชะ) จากมีรกอันห่อหุ้ม

(ชลาพุชะ) จากใบไม้และเหงื่อไคล(สังเสทชะ) เกิดเป็นตัวขึ้นเองและโตทันที(อุปปาติกะ) สัตว์เดรัจฉานนั้นมี

ความเป็นอยู่ ๓ ประการ คือ รู้สืบพันธุ์ รู้กิน รู้ตาย เรียกเป็นศัพท์ว่า กามสัญญา อาหารสัญญา และมรณสัญญา

ส่วนคนนั้นเพิ่มอีกสัญญาหนึ่งคือ ธธมสัญญา คือรู้จักการทำมาหากิน รู้บาปบุญ หรือตรงกับคำว่าวัฒนธรรมนั้นเอง

 สัตว์ที่กล่าวในแดนเดรัจฉานหลักๆก็มีดังนี้

  • ราชสีห์ เป็นสัตว์จำพวกเดียวกับสิงโต ไม่มีตัวตนจริงอยู่ในโลกนี้แต่เป็นสัตว์ที่อยู่ในวรรณคดีเท่านั้น
  • ช้างแก้ว อาศัยอยู่ที่ถ้ำทองว่ากันว่าพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเคยไปเกิดเป็นช้างนี้อยู่หนึ่งชาติ
  • ปลา ในแดนเดรัจฉานนี้ปลาที่อาศัยอยู่ที่นี้จะมีขนาดใหญ่มาก ตัวที่เล็กสุดก็ยังยาวถึง ๗๕ โยชน์ ตัวที่ใหญ่

           ก็ยาวถึง ๕,๐๐๐ โยชน์ ปลาที่รู้จักกันดีคือ พญาปลาอานนท์ ซึ่งหนุนชมพูทวีปอยู่

  • ครุฑ อาศัยอยู่ที่ตามฝั่งสระใหญ่ชื่อสิมพลีสระที่ตีนเขาพระสุเมรุหรือสระต้นงิ้ว กว้างได้ ๕๐๐ โยชน์ พระยาครุฑ
  • ที่เป็นหัวหน้าตัวโต ๕๐ โยชน์ ปีกยาวอีก ๕๐ โยชน์ ปากยาว ๙ โยชน์ ตีนทั้งสองยาว ๑- โยชน์ ครุฑกินนาค

           เป็นอาหาร และเป็นพาหนะของพระนารายณ์

  • นาค หรืองูมีหงอนและมีตีน นาคมีสองชนิด คือ ถลชะ หรือนาคที่เกิดบนบก และ ชลชะ หรือนาคที่เกิดในน้ำ
  • นาคถลชะจะเนรมิตตนเป็นคนหรือเทวดานางฟ้าได้แต่บนบก นาคชลชะจะเนรมิตตนเป็นคนหรือเทวดานางฟ้า
  • ได้แต่ในน้ำเท่านั้น เรื่องนาคเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือเป็นบรรพบุรุษของชนชาติ

           ต่างๆ เช่น เขมร ลาว มอญ

  • หงส์ อาศัยอยู่ที่ถ้ำทองบนเขาคิชฌกูฏหรือเขายอดนกแร้ง หงส์เป็นพาหนะของพระพรหม

 เปรตภูมิ

เปรตเป็นผีเลวชนิดหนึ่ง ในไตรภูมิบรรยายรูปร่างของเปรตไว้ว่า เปรตบางชนิดมีตัวใหญ่ ปากเท่ารูเข็ม เปรตบางชนิด

ก็ตัวผอมไม่มีเนื้อหนังมังสา ตาลึกกลวง และร้องไห้ตลอดเวลา แต่ก็มีเปรตบางชนิดที่ตัวงามเป็นทอง แต่ปากเป็นหมู

และเหม็นมาก สรุปรวมๆแล้วก็คือเมื่อตอนเป็นคนแล้วทำบาปอย่างใดเมื่อตายไปก็จะเป็นเปรตตามที่ทำบาปไว้

เปรตนั้นมีโอกาสดีกว่าสัตว์นรก เนื่องจากสามารถออกมาขอบุญกุศลจากการทำบุญของมนุษย์ได้

 อสูรกายภูมิ

อสูร แปลตรงตัวว่า ผู้ไม่ใช่สุระหรือไม่ใช่พวกเทวดาที่มีพระอินทร์เป็นหัวหน้า เดิมพวกอสูรมีเมืองอยู่บนเขาพระสุเมรุหรือ

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั่นเอง ภายหลังพวกเทวดาคิดอุบายมอมเหล้าพวกอสูรเมาจนไม่ได้สติ แล้วพวกเทวดาก็ช่วยกันถีบ

อสูรให้ตกเขาพระสุเมรุดิ่งจมลงใต้ดิน เมื่ออสูรสร่างเมาได้สติแล้วก็สำนึกตัวได้ว่า เป็นเพราะกินเหล้ามากจนเมามาย

จึงต้องเสียบ้านเมืองให้กับพวกเทวดาจึงเลิกกินเหล้าแล้วไปสร้างเมืองใหม่ใต้บาดาลเรียกว่า อสูรภพ

พวกอสูรกายมีบ้านเมืองเป็นของตนเอง เรียกว่าอสูรภพ อยู่ลึกใต้ดินไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ เป็นบ้านเมืองงดงามมากเต็ม

ไปด้วยแผ่นทองคำ คือบ้านเมืองของอสูรนี้จะมีเหมือนสวรรค์ของเทวดา เช่น กลางสวรรค์มีต้นปาริชาติ กลางเมืองอสูร

ก็มีต้นแคฝอย เมืองอสูรมีเมืองใหญ่อยู่ ๔ เมืองโดยมีพระยาอสูรปกครองอยู่ทุกเมือง ในบรรดาอสูรมีอยู่ตนหนึ่งมีอำนาจ

ากชื่อว่า ราหู

อสูรราหู

       มีหน้าตาหัวหูที่ใหญ่โตมากกว่าเหล่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ ราหูมีความเกลียดชังพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก

 ในวันพระจันทร์เต็มดวงหรือวันเดือนงามและวันเดือนดับ ราหูจะขึ้นไปนั่งอยู่บนเขายุคนธรอันเป็นทิวเขาทิวแรกที่ล้อม

เขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา ราหูจะคอยให้พระอาทิตย์หรือพระจันทร์ผ่านมา เพื่อที่จะคอยอ้าปากอันกว้างใหญ่

อมเอาพระจันทร์หรือพระอาทิตย์หายลบไป บางครั้งก็เอานิ้วมือบังไว้บ้าง เอาไว้ใต้คางบ้าง เหตุการณ์เหล่านี้เรียกกันว่า

สุริยคราสและจันทรคราส

         เรื่องราวที่เป็นเหตุทำให้ราหูมีความเกลียดชังพระอาทิตย์และพระจันทร์ก็คือ มีการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าบรรดา

เทวดาและอสูรเพื่อทำน้ำอมฤต เมื่อกวนสำเร็จแล้วเทวดาก็ไม่ยอมให้เหล่าอสูรกิน แต่ราหูปลอมเป็นเทวดาเข้าไปกิน

น้ำอมฤตกับเทวดาด้วย พระอาทิตย์และพระจันทร์เห็นจึงไปฟ้องพระวิษณุว่าราหูปลอมตัวเป็นเทวดามากินน้ำอมฤต

พระวิษณุทรงขว้างจักรแก้วไปตัดตัวราหูออกเป็นสองท่อนแต่ราหูไม่ตายเพราะได้กินน้ำอมฤตไปแล้ว ครึ่งตัวท่อนบน

จึงเป็นราหูอยู่ แต่ครึ่งตัวท่อนล่างกลายเป็นอสูรอีกตัวหนึ่งชื่อเกตุ

 

มนุษยภูมิ

      กล่าวถึงฝูงสัตว์อันเกิดในมนุษยภูมิ มีกำเนิดดังนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิสนธิในครรภ์มารดาก็เริ่มก่อตัวเป็นกัลละ กัลละมีรูปร่าง

โปร่งเหลวเหมือนน้ำหรือเหมือนเมือกตม เป็นคำที่ใช้เฉพาะสิ่งที่ห่อหุ้มก่อกำเนิดเป็นคนเท่านั้น กัลละที่ก่อเป็นตัวเด็ก

ขึ้นมานี้ตามวิทยาศาสตร์กล่าวเรียกว่า 'cell' เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดกลายเป็นตัวเด็กขึ้นนั่งกลางท้องแม่และเอาหลังมา

ชนท้องแม่ มีสายสะดือเป็นตัวส่งอาหารที่แม่กินเข้าไปให้แก่เด็ก เด็กที่นั่งอยู่กลางท้องแม่นั้นจะนั่งอยู่เวลาประมาณ

 ๘ - ๑๐ เดือน แล้วจึงคลอดจากท้องแม่

บุตรที่เกิดมาในไตรภูมิแบ่งได้เป็น ๓ สิ่ง คือ

  • อภิชาตบุตร เป็นคนเฉลียวฉลาดมีรูปงามหรือมั่งมียศยิ่งกว่าพ่อแม่
  • อนุชาตบุตร มีเพียงพ่อแม่
  • อวชาติบุตร ด้อยกว่าพ่อแม่

คนทั้งหลายก็แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ

  • ผู้ที่ทำบาปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และบาปนั้นตามทันต้องถูกตัดตีนสินมือและทุกข์โศกเวทนานักหนา พวกนี้เรียกว่า

          "คนนรก"

  • ผู้หาบุญจะกระทำบ่มิได้ และเมื่อแต่ก่อนและเกิดมาเป็นคนเข็ญใจยากจนนักหนา อดอยากไม่มีกิน รูปโฉมก็ขี้เหร่

           พวกนี้เรียกว่า "คนเปรต"

  • คนที่ไม่รู้จักบาปและบุญ ไม่มีความเมตตากรุณา ไม่มีความยำเกรงผู้ใหญ่ ไม่รู้จักปฏิบัติพ่อแม่ครูอาจารย์ ไม่รัก

           พี่รักน้อง กระทำบาปอยู่ร่ำไป พวกนี้ท่านเรียกว่า "คนเดรัจฉาน"

  • คนที่รู้จักบาปและบุญ รู้กลัวรู้ละอายแก่บาป รู้รักพี่รักน้อง รู้กรุณาคนยากจนเข็ญใจ และรู้จักยำเกรงพ่อแม่ผู้เฒ่า

            ผู้แก่ครูอาจารย์ และรู้จักคุณแก้ว 3 ประการ คือ พระรัตนตรัย พวกนี้ท่านเรียกว่า "มนุษย์"

         คนทั้ง ๔ ชนิดนี้ พวกหนึ่งเกิดและอยู่ในชมพูทวีปมีรูปหน้ากลมดังดุมเกวียน พวกหนึ่งเกิดและอยู่ในบูรพเทห์เบื้องตะวันออก

มีรูปหน้าดังเดือนเพ็ญกลมดังหน้าแว่น พวกหนึ่งเกิดและอยู่ในอุตตรกุรุทวีปฝ่ายเหนือมีรูปหน้าสี่มุมดังท่านแกล้งถากให้เป็น

สี่เหลี่ยมกว้างและรีเท่ากัน และอีกพวกหนึ่งเกิดและอยู่ในอมรโคยานทวีปเบื้องตะวันตกมีรูปหน้าดังเดือนแรม ๘ ค่ำ แผ่นดิน

ทั้งสี่ตั้งอยู่รายล้อมเขาพระสุเมรุ

ชมพูทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ มีสัณฐานเป็นรูปไข่ดุจดังดุมเกวียน คนมีรูปหน้ากลมดุจดังดุมเกวียน 

อายุของคนในชมพูทวีปนั้น หากเป็นผู้ที่เป็นคนดีมีศีลธรรมอายุก็จะยืน หากมีลักษณะตรงกันข้ามก็จะอายุสั้น แผ่นดินนี้คาดว่าจะเป็นภูมิภาคอินเดีย

อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ เป็นแผ่นดินกว้างได้ ๙,๐๐๐ โยชน์ มีสัณฐานเป็น

รูปพระจันทร์ครึ่งดวง มีเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นบริวารอยู่โดยรอบ คนในทวีปนี้มีรูปหน้าดังพระจันทร์ครึ่งดวง แผ่นดินนี้

คาดว่าจะเป็นภูมิภาคอาหรับแถบตะวันออกกลางรวมไปถึงยุโรป

บุรพวิเทหทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ เป็นแผ่นดินกว้างได้ ๗,๐๐๐ โยชน์ มีสัณฐานเป็นรูปแว่นที่กลม

 มีเกาะล้อมรอบเป็นบริวาร ๔๐๐ เกาะ มีแม่น้ำเล็กใหญ่ มีเมืองใหญ่เมืองน้อย คนในทวีปนี้หน้ากลมดังเดือนเพ็ญ มีรูปกะโหลกสั้น

อาจหมายถึงมนุษย์เผ่ามองโกเลียน แผ่นดินนี้คาดว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อุตตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ เป็นแผ่นดินกว้างได้ ๘,๐๐๐ โยชน์ มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม

มีภูเขาทองล้อมรอบ มีเกาะล้อมรอบเป็นบริวาร ๕๐๐ เกาะ คนในทวีปนี้หน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีรูปร่างสมประกอบไม่สูงไม่ต่ำ

ดูงดงาม กล่าวกันว่าคนที่อยู่ทวีปนี้เป็นคนรักษาศีล จึงทำให้แผ่นดินราบเรียบ ต้นไม้ต่างก็ออกดอดงดงามส่งกลิ่นหอมขจร

ขจายไปทั่ว และเป็นแผ่นดินที่ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ในแผ่นดินอุตตรกุรุทวีปนี้มีต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง สูง ๑๐๐ โยชน์

กว้าง ๑๐๐ โยชน์ ผู้ใดปรารถนาจะได้แก้วแหวนเงินทองหรือสิ่งใดๆ ก็ให้ไปยืนนึกอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์นี้ ผู้หญิง

ชาวอุตตรกุรุทวีปนั้นมีความงดงามมาก ส่วนผู้ชายก็เช่นกันมีความงามดังเช่นหนุ่มอายุ ๒๐ ปีกันทุกคน

 

พระยาจักรพรรดิราช

พระยาจักรพรรดิราช เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าพระราชาทั้งปวง คือเป็นพระราชาผู้มีจักรหรือล้อแห่งรถเลื่อนแล่น

ไปได้รอบโลกโดยปราศจากการขัดขวางหรือปราบปรามทั่วโลก พระยาจักรพรรดิราชนั้นเมื่อชาติก่อนเป็นคนแต่ทำบุญ

ไว้มากเมื่อตายไปจึงไปเกิดในสวรรค์ ในบางครั้งก็มาเกิดเป็นพระยาที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ได้รับพระนามว่า พระยาจักรพรรดิราช

เป็นพระยาที่ทรงคุณธรรมทุกประการเป็นเจ้านายคนทั้งหลายพระองค์ทรงตั้งอยู่ในทศพิศราชธรรม พระยาจักรพรรดิราช

มีแก้ว ๗  ประการเกิดคู่บารมีมาด้วย ได้แก่

       - จักรแก้ว คือแก้วอย่างที่หนึ่ง จักรแก้วหรือจักรรัตน์จมอยู่ใต้ท้องทะเลลึกได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ เมื่อเกิดจักรพรรดิราช

         ขึ้นในโลก จักรแก้วซึ่งเป็นคู่บุญบารมีและจมอยู่ในมหาสมุทรก็จะผุดขึ้นมาจากท้องทะเลพุ่งขึ้นไปในอากาศเกิดเป็น

          แสงส่องอันงดงามมาน้อมนบ เมื่อพระยาผู้ครองเมืองนั้นทราบว่าพระองค์จะได้เป็นพระยาจักรพรรดิราชปราบทั่ว

         จักรวาลเพราะมีจักรแก้วมาสู่พระองค์ พระยาจักรพรรดิราชก็จะเสด็จปราบทวีปทั้งสี่ แล้วประทานโอวาทให้ชาวทวีป

          เหล่านั้นประพฤติและตั้งอยู่ในคุณงามความดีแล้วจึงเสด็จกลับพระนคร

       - ช้างแก้ว (หัสดีรัตน์) คือแก้วอย่างที่สอง ซึ่งเป็นช้างที่มีความงดงาม ตัวเป็นสีขาว ตีนและงวงสีแดง เหาะได้

          รวดเร็ว

      -  ม้าแก้ว (อัศวรัตน์) คือแก้วอย่างที่สาม เป็นม้าที่มีขนงามดังสีเมฆหมอก กีบเท้าและหน้าผากแดงดั่งน้ำครั่ง เหาะ

         ได้รวดเร็วเช่นเดียวกับช้างแก้ว

     -  แก้วดวง (มณีรัตน์) คือแก้วอย่างที่สี่ เป็นแก้วที่มีขนาดยาวได้ 4 ศอก ใหญ่เท่าดุมเกวียนใหญ่ สองหัวแก้วมี

        ดอกบัวทอง เมื่อมีความมืดแก้วนี้จะส่องสว่างให้เห็นทุกหนแห่งดังเช่นเวลากลางวัน แก้วนี้จะอยู่กับพระยา

       จักรพรรดิราชจนตราบเท่าเสด็จสวรรคาลัย จึงจะคืนไปอยู่ยอดเขาพิปูลบรรพตตามเดิม

     -  นางแก้ว ( อิตถีรัตน์ ) คือแก้วอย่างที่ห้า เป็นหญิงที่จะมาเป็นมเหสีคู่บารมีของพระยาจักรพรรดิราช นางแก้วนี้

       จะต้องเป็นหญิงที่ได้ทำบุญมาแต่ชาติก่อน และมาเกิดในแผ่นดินของพระยาจักรพรรดิราชในตระกูลกษัตริย์ นางแก้วนี้

       จะเป็นหญิงที่มีลักษณะงดงามไปทุกส่วน จะทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดีของพระยาจักรพรรดิราช 

     -  ขุนคลังแก้ว คือแก้วอย่างที่หก เกิดขึ้นเพื่อบุญแห่งพระยาจักรพรรดิราช และจะเป็นมหาเศรษฐี ขุนคลังแก้วจะ

        สามารถกระทำได้ทุกอย่างที่พระยาจักรพรรดิราชต้องการเพราะขุนคลังแก้วมีหูทิพย์ตาทิพย์ดังเทวดาในสวรรค์

        หากว่าพระยาจักรพรรดิราชต้องการทรัพย์สินสิ่งใดขุนคลังก็จะสามารถนำมาถวายได้

    -  ลูกแก้ว คือแก้วประการสุดท้ายของพระยาจักรพรรดิราช หรือโอรสของพระยาจักรพรรดิราช มีรูปโฉมอันงดงาม กล้าหาญ

        เฉลียวฉลาด สามารถบริหารกิจการบ้านเมืองได้ทุกประการ บางตำราก็ว่าเป็นขุนพลแก้ว

 

ฉกามาพจรภูมิ

        คือดินแดนสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราชิกภูมิ ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิ

       เป็นสวรรค์ชั้นแรก สูงจากพื้นโลกได้ ๔๖,๐๐๐ โยชน์ จาตุมหาราชิกภูมิ แปลว่าแดนแห่ง

๔ มหาราช สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่เหนือเทือกเขายุคนธรอันเป็นเทือกเขาแรกที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ บนเทือกเขายุคนธรทั้ง

 ๔ ทิศ มีเมืองใหญ่ ๔ เมือง เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุมีท้าวธตรฐเป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือคนธรรพ์

(เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง ครึ่งเทวดาครึ่งมนุษย์ เป็นนักดนตรีและชอบผู้หญิง) เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุมี

ท้าววิรูปักษ์เป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือนาค เมืองที่อยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุมีท้าววิรุฬหกเป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่

เหนือพวกกุมภัณฑ์ (เป็นยักษ์จำพวกหนึ่ง มีท้องใหญ่และมีอัณฑะเหมือนหม้อ) เมืองที่อยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุมี

ท้าวไพศรพเป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือพวกยักษ์ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นี้เรียกรวมๆว่า จตุโลกบาลทั้ง ๔ คือผู้ดูแลรักษาโลก

ทั้ง ๔  ทิศ

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

         เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๒ สูงจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิได้ 46,000 โยชน์ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นตั้งอยู่

เหนือจอมเขาพระสุเมรุ มีนครไตรตรึงส์อยู่ตรงกลางสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นเมืองของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดา

ทั้งหลาย เมืองพระอินทร์กว้างได้ ๘,๐๐๐,๐๐๐ วา มีปรางค์ปราสาทแก้ว มีกำแพงแก้ว มีประตูทองประดับด้วยแก้ว

 ประการ เมื่อเปิดประตูจะได้ยินเสียงดนตรีไพเราะ กลางนครไตรตรึงส์นี้มีไพชยนต์วิมานหรือปราสาทที่ประทับของพระอินทร์

สูง ๒๕,๖๐๐,๐๐๐ วา ประดับด้วยสัตตพิพิธรัตนะหรือแก้ว ๗ ประการที่งดงามมาก ไพชยนต์วิมานนั้นประกอบด้วยเชิงชั้น

ชาลา ๑๐๐ ชาลา แต่ละชาลามีวิมานได้ ๗๐๐ วิมาน วิมานหนึ่งมีนางอัปสร ๗ คน นอกจากพระอินทร์ที่เป็นเจ้าสวรรค์ชั้น

ดาวดึงส์แล้ว ยังมีเทวดาอีก ๓๒ พระองค์ครองเมือง ๓๒ เมืองอยู่รอบนครไตรตรึงส์นี้ทิศละ ๘ องค์

ทางทิศตะวันออกของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีสวนขวัญชื่อ นันทอุทยาน มีต้นไม้ดอกไม้วิเศษ เป็นที่เล่นสนุกของเหล่าเทวดา

ทั้งหลาย ใกล้อุทยานมีสระใหญ่ชื่อ นันทาโบกขรณี และจุลนันทาโบกขรณี น้ำในสระทั้งสองนี้ใสงามดังแก้วอินทนิล

 ริมฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว ๒ แผ่น ชื่อ นันทาปริถิปาสาณ และจุลนันทาปาริถิปาสาณ เป็นแผ่นศิลาที่มีรัศมีรุ่งเรือง

ทางทิศใต้ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ ผรุสกวัน แปลว่าสวนมะปราง มีสระใหญ่ชื่อภัทราโบกขรณี และสุภัทรา

โบรขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว ๒ แผ่น ชื่อภัทราปริถิปาสาณ และสุภัทราปริถิปาสาณ

ทางทิศตะวันตกของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ จิตรลดาวัน แปลว่างามไปด้วยไม้เถา มีสระใหญ่ชื่อจิตรโบกขรณี

 และจุลจิตรโบรขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว ๒ แผ่น ชื่อจิตรปปาสาณ และจุลจิตรปาสาณ

ทางทิศเหนือของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ สักกวัน มีสระใหญ่ชื่อธรรมาโบกขรณี และสุธรรมาโบกขรณี ที่ฝั่งสระ

ทั้งสองมีศิลาแก้ว ๒ แผ่น ชื่อธรรมาปริถิปาสาณ และสุธรรมาปริถิปาสาณ

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อบุณฑริกวัน มีไม้ทองหลางใหญ่ชื่อ ปาริชาติกัลปพฤกษ์

ใต้ต้นกัลปพฤกษ์มีแท่นศิลาแก้วชื่อ บัณฑุกัมพล เป็นแท่นสีแดงเข้มดังดอกชบาและอ่อนดังฟูกผ้า ใกล้กันมีศาลาสุธรรม

เทพสภาเป็นที่ประชุมและฟังธรรมของเทวดา

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีเจดีย์จุฬามณี เป็นเจดีย์ประดับด้วยทองและแก้ว ๗ ประการ มีกำแพงทอง ๔ ด้าน ประดับด้วย

ธงประฏาก (ธงเป็นผืนห้อยยาวลงมาอย่างธงจรเข้) ธงไชย และกลดชุมสาย (กลดทำด้วยผ้าตาดทองมีสายห้อยเป็นระย้า

อยู่รอบๆ) มีเทวดาประโคมดนตรีถวายพระเจดีย์อยู่เสมอ พระอินทร์ก็เสด็จมายังเจดีย์จุฬามณีนี้บ่อยๆ

สวรรค์ชั้นยามา เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๓ อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีพระยาสยามเทวราชครองอยู่ สวรรค์ชั้น

นี้สูงกว่าวิถีการโคจรของพระอาทิตย์ แต่ก็ไม่มืดเนื่องจากรัศมีแก้วและรัศมีตัวเทวดาส่องสว่างอยู่เสมอ

สวรรค์ชั้นดุสิต เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๔ อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นยามา ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ มีพระยาสันดุสิตเทวราช พระโพธิสัตว์ซึ่ง

จะเสด็จลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า มีพระศรีอาริย์โพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๕ อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดุสิต ๓๓๖,๐๐๐ โยชน์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๖ อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ๖๗๒,๐๐๐โยชน์ มีพระยาปรนิมมิตวสวัตตีครองอยู่

 

พรหมโลก

อยู่เหนือสวรรค์ชั้นสูงสุด มี ๒ ประเภท คือ รูปพรหม (รูปาวจร) มี ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม (อรูปาวจร) มี ๔ ชั้น

 

ตัวอย่าง 

 

หอสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑ พฤษภาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๑ คาถานมัสการ

     วัน์ ทิต์วา สิรสา พุท์ธํ สหัส์ส ธัม์มํ คณมุต์ตมํอิทํ ติสํ เขปํ ปวัก์ขามิ กถํ อิธ ฯสุจิร ภฎิตุกามํ สัช์ชนาลิยสโมหํมธุร สมคนานํ

ปารมี ปารุฬ์หถาคุณยํ สรคัน์ธํ กัณ์ณิกา ฉกวัณ์ณํชณจรณสโวชํ ปีติปาโมช์เฌ ภิวัน์เทวิกสิตวิทิตานํ สัช์ชราโธตุณ์ณนํสัช์ชนหทยสา

 เม สาวนาภาเม กุสลยุเทน์ตํมกุสลติมรัน์ธํธสนํ ปาภูตํมุนิวร มวลัต์ธํ ธัม์มทีปภิวัน์เทมิสชนมนสโรชํ พุท์ ธิวารี สชผลอุภริยภชิตัต์ต

ธัม์มสการ สํกตํวิมลธวลสิสํ รสิธัญ์ญายุเปตสสธรวรสยํ อุต์ตมัค์เคภิวันต์เทชโนรณาวิณารวิภาเวน์โต เห อปาสาปัญ์ญวาสัท์ธามลผลาพุท์ธํ

 พาสัจ์จธนาลโยกูปภูปัน์ธยัน์โตโย ราชาสุนุรัท์ธชโกสุโชเทย์ยนิริน์ทัส์ส ลิเทย์โยนามอัต์รโชอภิราโมมหาปัญ์โญ

 ธิติมาจวิสารโธทานาสีลลคุณูเปโต มาตาปิตุภโรปิจธัม์มธโรสกุสโล สัพ์พสัต์เถจสุปากโฏอยํภูมิกถานาม

รัญ์ญา เภเทนจสัช์ชนาลัย์ยธรัม์หิ ถปิตาทยภาสโตพุช์ฌิตุสาสนัญ์เจว สัก์กัจ์จํสัพ์พโสเจทา ฯ

 

ที่มา    ประวัติวรรณคดี ๑ .อ.เปลื้อง ณ นคร
            ประวัติวรรณคดี ๑.รศ.บรรเทา  กิตติศักดิ์
            หนังสือไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไทย ฉบับตรวจสอบชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖
             วิกิพีเดีย  สารานุกรมเสรี
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 24 กันยายน 2008 เวลา 23:01 น.
 

กระทู้ล่าสุด

Facebook Like Box

ออนไลน์

เรามี 18 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้273
mod_vvisit_counterเมื่อวาน939
mod_vvisit_counterอาทิตย์นี้1212
mod_vvisit_counterเดือนนี้22837
mod_vvisit_counterทั้งหมด4335800