หน้าหลัก ภาษาสยาม ผลงานส่วนตัว เรียงความ ประชาธิปไตยใต้ร่มพระบารมี
เรียงความ ประชาธิปไตยใต้ร่มพระบารมี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ภาษาสยาม   
วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2008 เวลา 18:14 น.

 เรียงความ รางวัลชมเชย เรื่อง ประชาธิปไตยใต้ร่มพระบารมี

เรียงความเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี จาก รัฐสภา วันที่มิถุนายน

 

_________________________________________________________________________

 

              ประเทศไทยเรานั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  เราดำรงความเป็นไทย

 

มาจนทุกวันนี้  ด้วยพระปรีชาสามารถแห่งองค์พระประมุข  ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ

 

ของชนชาวไทย  นับเป็นระยะเวลา ๖๐ ปีแล้วที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล

 

อดุลยเดช  ทรงเปรียบเสมือนร่มโพร่มไทรให้แก่ปวงชนชาวไทย  ยามใดที่ประเทศชาติ

 

ประสบกับปัญหาไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด  พระองค์จะทรงเป็นผู้คอยแนะแนวทาง 

 

ทำให้ปัญหาต่างๆล้วนคลี่คลายไปในทางที่ดี  ฉันจำไม่ได้แล้วว่าได้ยินพระ

 

 

ของพระองค์ครั้งแรกเมื่อใด แต่เท่าที่รับรู้ขณะนี้คือ พระราชจริยวัตรของพระองค์

  

เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจยิ่งนัก

 

 

          ในความทรงจำที่ข้ามผ่านวันและคืนอันยาวนาน  ฉันถือกำเนิดในหมู่บ้าน

 

ชนบทแห่งหนึ่ง  ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร     อำเภอ

 

ที่ฉันอาศัยอยู่มีภูเขาล้อมรอบจนเป็นเหมือนก้นกระทะ  มองไปทางใดก็พบแต่ความ

 

เขียวขจี  ประชากรส่วนใหญ่จะยึดอาชีพชาวนา  ซึ่งถือว่าเป็นมรดกตกทอดมาจาก

 

บรรพบุรุษ  ขณะนั้นความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง  ถนนยังเป็นฝุ่นคลุ้งในยามที่

 

รถจักรยานยนต์วิ่งผ่าน  ในยามค่ำคืนยังต้องพึ่งพาแสงสว่างจากตะเกียง  ข่าวสาร

 

ที่ได้รับรู้ก็มาจากวิทยุราคาร้อยกว่าบาท  บ้านยังคงเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง  ฉันจำได้ว่า

 ใต้หิ้งพระข้างฝาบ้านจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ติดอยู่  ฉันเคยแหงนคอมองดูหลายครั้ง  ก็จะได้เห็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

 

ประทับอยู่ท่ามกลางราษฎร  ที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ  พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับ

 

ราษฎรอย่างใกล้ชิด  ฉันเคยถามแม่ว่าทำไมในรูปยายคนนั้นจึงต้องร้องไห้ก็ได้รับ

 

คำตอบว่ายายเขาคงดีใจ ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จมา เพราะตลอดชีวิตอาจจะหาโอกาส

 

อันล้ำค่าเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว ”  แม่บอกว่าพระองค์ คือ พระเจ้าแผ่นดิน ”   นั่นเป็น

 

ครั้งแรกที่ฉันได้ยินแม่กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  แม้จะยังไม่เข้าใจ

 

ความหมายเท่าใดนัก  แต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงพระบารมีของพระองค์ในสายตาแม่..ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด 

 

 

 

                ภายใต้ความเขียวขจีของแมกไม้บนดอยสูง  ยังมีชาวเขาที่ยังมี

 

ความเป็นอยู่อย่างลำบาก  ยิ่งในฤดูฝนนั้นไม่สามารถเดินทางลงมาในเมืองได้ 

 

เพราะการเดินทางไม่สะดวก  และอันตรายอันเกิดจากถนนลื่นและเต็มไปด้วยหุบเหว

 

 ในสมัยที่ยังเป็นเด็ก  ฉันมักจะได้ยินเสมอว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะเสด็จ

 

ไปพระราชทานสิ่งของแก่ชาวเขาอย่างสม่ำเสมอ  โดยมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่

 

ตามเสด็จไปด้วย  เพื่อรับเอาคนป่วยเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์  หลังจากที่พระองค์

 

ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมชาวเขาทางภาคเหนือแล้ว  ได้ทอดพระเนตรเห็นการ

 

ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกฝิ่น  จึงมีกระแสพระราชดำรัสที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของ

 

พวกเขาเหล่านั้น  ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยราษฎร  ฉันเชื่อว่าชาวเขา

 

ทุกคนล้วนสัมผัสได้  ต่อมาพวกเขาจึงเลิกปลูกฝิ่น  แล้วหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิด

 

อื่นแทน  นับเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  เพราะนอกจากจะลดปัญหา

 

ด้านยาเสพติดแล้ว  ยังทำให้ชาวเขาเลิกการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย  ไม่เพียงแต่

 

ชาวเขาเท่านั้นแต่เป็นพสกนิกรทั้งหมด

 

 ไม่ว่าภาคใดถิ่นฐานใด  ไม่ว่าจะเกิดไฟไหม้  น้ำท่วม พายุใหญ่  หรือวิกฤตการณ์

 

ใดๆ  เราคนไทยต่างได้รับพระราชทานพระกรุณาจากพระองค์ตลอดมา  ตราบจนถึง

 

วันนี้นานหลายสิบปีแล้ว  ที่พระองค์ยังทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแผ่กิ่งก้านสาขา

 

 เพื่อให้ความร่มเย็นแก่ปวงประชาราษฎร์

 

                พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่าง

 

แท้จริง  ตามที่อับราฮัม  ลินคอร์น ได้กล่าวเอาไว้ว่าประชาธิปไตย  คือการปกครอง

 

ของประชาชน  โดยประชาชน  และเพื่อประชาชน ”  พระองค์นั้นทรงกระทำตาม

 

แนวคิดนี้โดย  ได้มอบอำนาจอธิปไตยให้เป็นของประชาชนโดยแท้จริง  แต่ในยามใด

 

ที่บ้านเมืองประสบปัญหา  พระองค์ก็จะทรงแนะแนวทางการแก้ปัญหาอย่างแยบยล

 

  “ เมื่อบ้านต้องมีเสาเอกฉันใด  บ้านเมืองย่อมจะต้องมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น

 

ศูนย์รวมจิตใจฉันนั้น

 

 

          ในความคิดเห็นส่วนตัวนั้น  ฉันเห็นว่าประเทศไทยมีรากฐานความเป็น

 

ประชาธิปไตยมาแต่โบราณ  ในสมัยสุโขทัยนั้นใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้า

 

ม้าค้า”  แสดงถึงการให้สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ  ทำให้ฉันคิดเอาเอง

 

ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบพ่อปกครองลูก” จนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์  ชาวไทย

 

จึงได้มีโอกาสอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ  เนื่องจากในปีพุทธศักราช

 

 ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ได้ทำการปฏิวัติสำเร็จ  จึงนำพาประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย

  

 โดยในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ทรงให้อำนาจแก่

 

ประชาชนทุกคน โดยผ่านทางตัวแทนที่ได้มาจากการเลือกตั้ง  โดยไม่แบ่งชนชั้น

 

หรือเชื้อชาติ  ทรงให้สิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน  ไม่ว่าจะมาจากเชื้อชาติใด

 

 เมื่อมาอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร  พระองค์ก็ทรงถือว่าเป็นคนไทยทั้งสิ้น  และแม้ว่า

 

ประเทศไทยจะเป็นเมืองพุทธ  แต่พระองค์ก็ทรงให้สิทธิ  และเสรีภาพในการนับถือ

 

ศาสนา  และให้ความเสมอภาค  ไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธ  คริสต์  อิสลามฯลฯ

 

 ต่างก็มีเสรีภาพในการเลือกนับถือ  และปฏิบัติตามหลักคำสอนโดยเท่าเทียมกัน

 

 ทรงเป็นตัวอย่างของนักประชาธิปไตยที่ดี  ฉันเคยอ่านพระบรมราโชวาท

 

เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยของพระองค์ว่า

 

                “ ในบ้านเมืองนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี  ไม่มีใครสามารถจะทำให้คนทุกคน

 

เป็นคนดีได้ทั้งหมด  การปกครองบ้านเมืองให้เป็นปกติสุขเรียบร้อย  จึงมิใช่อยู่ที่

 

การทำให้ทุกคนเป็นคนดี  หากแต่อยู่ที่  การส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

 

 และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ  ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ ” 

 

 

          การดำเนินชีวิตในวิถีประชาธิปไตยนั้น  หากมีผู้นำที่ดีบ้านเมืองก็จะประสบแต่

 

ความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง แต่การเลือกสรรคนดีเข้าไปบริหารประเทศนั้น  ฉันมี

 

ความคิดเห็นว่า  ควรให้ความรู้แก่ประชาชนให้ทั่วถึง  เพื่อให้เขาสามารถวิเคราะห์

 

 และเลือกสรรคนดีเข้าไปบริหารประเทศได้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเล็งเห็น

 

ความสำคัญของการศึกษา  ดังจะเห็นได้จากโครงการสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

 

ซึ่งเรียกว่าโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ ”  แม้จะอยู่ในถิ่นห่างไกล  และทุรกันดาร

 

เพียงใด  การศึกษาก็ยังเข้าไปถึง  “ พระองค์เปรียบดังดวงอาทิตย์ที่ไม่เลือกว่าเป็นสถานที่

 

แห่งใดก็ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ชนทุกผู้ทุกนามเสมอภาคกัน

   นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อเด็กไทย  ผู้เป็นอนาคตของชาติ 

                เมืองไทยเป็นเมืองแห่งธรรมะ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรง

 

เป็นแบบอย่างที่ดีของพุทธศาสนิกชน  ทรงยึดมั่นในหลักธรรมไม่ว่าจะเป็น

 

ทศพิธราชธรรม  จักรวรรดิวัตร  ราชสังคหวัตถุ  และละเว้นจากอคติทุกประการ

 

 ทรงได้รับการอบรมจากพระมารดา  คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตั้งแต่

 

ยังทรงพระเยาว์ให้เป็นคนดี  มีเมตตา  กรุณา ”  สิ่งที่ฉันได้รับรู้ตลอด

 

มา  คือ  พระองค์จะทรงตรากตรำทำงานอยู่ตลอดเวลา  วันใดที่เปิดดูข่าว

 

ในพระราชสำนัก  จะเห็นได้ว่าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรไม่ว่า

 

ถิ่นฐานใด  ไม่ว่าการเดินทางลำบากยากแค้นเพียงใดก็ตาม  พระองค์ไม่ทรงย่อท้อ

  พระเสโทที่รินไหลแสดงถึงน้ำพระทัยที่แน่วแน่  ที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ 

ประชาราษฎร์ สมดังที่ได้ตั้งพระราชสัตยาธิษฐานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า

 

 “ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม

  ซึ่งพระองค์ได้ทรงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทุกประการ 

                ในสายตาของฉันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนับเป็นผู้มีอัจฉริยภาพ

 

ทางความคิดพระองค์หนึ่ง  พระองค์ทรงมีโครงการอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

มากมาย  โดยเฉพาะโครงการหลวงซึ่งทำให้พระองค์ทรงได้รับรางวัลแม็กไซไซ

 

 ในฐานะองค์กรดีเด่น  สาขาส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศในปีพุทธศักราช

 

๒๕๓๑     ฉันเคยไปเยี่ยมชมโครงการหลวงดอยปุย จ.เชียงใหม่  ซึ่งมีการพัฒนา

 

พันธุ์ไม้เมืองหนาว  และนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนเพื่อใช้ในการเพาะปลูกเป็นอาชีพ

 

ต่อไป  นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีโครงการตามพระราชดำริอีกหลายโครงการที่

 

ช่วยบำบัดทุกข์  บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ

 

และชลประทาน  เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม  พระองค์ทรงให้ความสำคัญ

 

ต่อการพัฒนาแหล่งน้ำซึ่งถือเป็นหัวใจของการเกษตรเลยทีเดียว  ซึ่งนอกจากจะเป็น

 

น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตชนชาวไทยในถิ่นทุรกันดารแล้ว  ก็ยังถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ

 

ของเขาเหล่านั้น  ว่าท่ามกลางความทุกข์ยาก  พระองค์ก็ยังทรงมีน้ำพระทัยห่วงใย

 เขาอยู่เสมอ 

                “ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ”  เนื้อเพลงกราวกีฬาของท่านเจ้าพระยา

 

ธรรมศักดิ์มนตรีประโยคนี้  ช่างแสดงความสามารถของท่านผู้ประพันธ์ได้เป็น

 

อย่างดี  เป็นประโยคสั้นๆที่แสดงความหมายได้ชัดเจนอย่างยิ่ง  นอกจากกีฬา

 

จะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว  ยังสามารถลดปัญหาทางสังคมได้อีกด้วย  เพราะเป็น

 

การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์วิธีหนึ่ง  พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯนั้นทรงมี

 

พระปรีชาสามารถอย่างไม่เป็นรองใคร  ดังจะเห็นได้จากที่ทรงเป็นนักกีฬา

 

เหรียญทอง  จากการแข่งขันเรือใบในกีฬาเซ้าท์เอเซี่ยนเพนนินซูล่าเกม

 

 ที่พัทยา จ.ชลบุรี  เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๐  ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนไทย 

 

ในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  ไม่หันไปพึ่งพายาเสพติด  หรือเที่ยวเตร่กระทำ

 ในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร 

                สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกชีวิต  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

จึงทรงจัดตั้งโครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน  เช่น  แพทย์หลวงเคลื่อนที่  สำหรับ

 

รักษาอาการป่วยของคนไข้ในถิ่นทุรกันการ  ทรงเป็นที่พึ่งของผู้พิการ

 

 พวกเขาเหล่านั้นได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์  และทรง

 

พระราชทานพระบรมราโชบายว่า  “ เมื่อพวกเขาเหล่านั้นพิการทางกายแล้ว

 

ก็ไม่ควรพิการทางใจอีก  จะต้องให้เขารีบฟื้นฟูทางกายใจ  สามารถช่วยเหลือตัวเอง

 

ได้  โดยไม่ต้องเป็นภาระของสังคมพระองค์ทรงมีโครงการตามพระราชประสงค์

 

เพื่อค้นคว้า วิจัย  และทดลองส่วนพระองค์  เพื่อศึกษาหาแนวทางและวิธีปฏิบัติที่

 

ใช้ได้จริง  เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศต่อไป  ฉันยังเคยมีความคิดว่า  ในวันหนึ่งจะมี

 

สักกี่นาทีที่พระองค์จะทรงผ่อนคลายพระอิริยาบถ  ในเมื่อพระองค์ทรงงานหนักถึง

 เพียงนี้ 

                ก่อนหน้านี้ฉันเคยมีความคิดว่า  ผู้ที่เป็นนักวิชาการมักจะไม่มี

 

อ่อนไหวพอที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะได้  แต่เมื่ออ่านพระราชประวัติของ

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วจึงพบว่าตนเองนั้นคิดผิดมาตลอด  เมื่อพบว่า

 

นั้นทรงมีพระปรีชาสามารถทางศิลปะหลายแขนง  สังเกตได้จากการที่ทรง

 

พระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “  ติโต  ”  และพระราชนิพนธ์ เรื่อง   “พระมหาชนก”

 

 ซึ่งมีคติสอนใจให้มีความเพียรพยายาม  และทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงอีก

 

หลายเพลง  เช่น  เพลงสายฝน  ซึ่งเป็นบทเพลงที่ฉันได้ยินครั้งแรกขณะที่ยังเรียน

 

อยู่ในชั้นประถมศึกษา  นับเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะ  และมีเนื้อหาน่าสนใจเป็น

 อย่างยิ่ง 

                คนไทยทุกคนคงพอจำกันได้  เมื่อหลายปีก่อนประเทศไทยและอีก

 

หลายประเทศทั่วโลกต้องประสบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ  ประเทศไทยเองนั้นค่า

 

เงินบาทอ่อนตัวลงมาก  จนเศรษฐีบางคนถึงกับต้องล้มละลาย  ขณะนั้น

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดำริ  เรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่”

 

 มาเป็นแนวทางช่วยแก้ปัญหา  โดยส่วนตัวฉันเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

 เพราะถ้าทุกคนพยายามจ่ายให้น้อยกว่ารายรับ  และดำรงชีวิตอย่าง “ พออยู่พอกิน ”

 

ทุกคนย่อมหมดปัญหาเรื่องหนี้สิน  นับเป็นพระอัจฉริยภาพทางความคิดของพระองค์

 

 ที่ทรงสามารถปลูกจิตสำนึกคนไทยให้ลดความฟุ่มเฟือยลงได้  ด้วยเหตุนี้ฉันจึง

 

มีความภาคภูมิใจยิ่งนักที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย  และมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมี

 

พระปรีชาสามารถ  ยากที่จะหาผู้ใดจะเสมอเหมือน

 

                ในด้านการปกครองนั้นแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  จะทรงมอบ

 

อำนาจอธิปไตยให้แก่ปวงชนแล้วพระองค์ก็มิได้ทรงละเลย  ในยามที่ประเทศชาติ

 

ประสบปัญหา  พระองค์ก็ทรงแก้ไขได้ทันท่วงที  ดังจะยกตัวอย่างจากเหตุการณ์

 

 ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ ซึ่งเหล่าวีรชนผู้มาร่วมเดินขบวนนั้น  มีทั้ง

 

นักเรียน  นักศึกษา  และประชาชน  ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกังวล

 

พระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อการชุมนุมขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ  จนเกิดความรุนแรงขึ้น

 

พระองค์ทรงมีพระบรมราโชวาทถึงประชาชนที่มาชุมนุม  ฝูงชนเหล่านั้นจึงสลายตัว

 

ตามพระราชประสงค์  สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทุกคนล้วนพร้อมใจกันทำตาม

 

พระราชประสงค์อย่างสงบ  ฉันเชื่อว่าทุกคนกระทำตามด้วยความจงรักภักดี  และสำนึก

 

ในน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยอย่างแท้จริง  เช่นเดียวกับเหตุการณ์ “ พฤษภาทมิฬ”

 

 เมื่อวันที่ ๗-๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕  เมื่อเหตุการณ์เริ่ม

 

บานปลาย  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงใช้พระบารมีคลี่คลายสถานการณ์ที่

 

ตึงเครียด  โดยทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ 

 

 ให้พล.อ สุจินดา  คราประยูร  และ พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง  เข้าเฝ้าฯ  เพื่อเตือนสติ

 

ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา  ทั้งสองจึงหันหน้าเข้าหากัน  และประชุมหารือ

 

เพื่อยุติปัญหา  เหตุการณ์ครั้งนี้ช่วยสนับสนุนคำกล่าวที่ว่า “ พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ” 

                ด้านหนึ่งพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่  ทรงมีพระบารมีปกครอง

 

บ้านเมืองอย่างสงบสุข  แต่ฉันได้รับรู้ถึงอีกด้านหนึ่งของพระองค์  ซึ่งทำให้ฉันรู้สึก

 

ประทับใจมาก  นั่นคือ การที่พระองค์ทรงปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้เป็นลูกได้อย่าง

 

น่าชื่นชม  ฉันได้อ่านหนังสือเรื่อง  “พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู” แล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจ

 

ยิ่งนัก  หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงพระองค์ว่า  “ในหลวงได้เสด็จจากวังสวนจิต..ไป

 

วังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน  เสด็จไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ ๕ วัน  ทุกครั้งที่ในหลวง

 

ไปหาสมเด็จย่า  ในหลวงจะต้องเข้าไปกราบที่ตัก  แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงตัวในหลวง

 

มากอด ” ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นระหว่างสองพระองค์ได้เป็นอย่างดี

 

 “ เป็นความรักบริสุทธิ์ระหว่างแม่กับลูก”  จากหนังสือเล่มเดียวกันยังกล่าวอีกว่า

 

 “ คราวหนึ่งในหลวงป่วย สมเด็จย่าก็ป่วย  ไปอยู่ศิริราชด้วยกัน..อยู่คนละมุมตึก

 

  ตอนเช้าในหลวงเปิดประตูออกมา  พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่าออกมา

 

 รับลมอยู่พอดี  ในหลวงนั้นพอเห็นแม่ก็รีบออกจากห้องมาแย่งพยาบาล เข็นรถ 

 

มหาดเล็กกราบทูลว่า  ไม่เป็นไร..มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว  ในหลวงมีรับสั่งว่า

 

“ แม่ของเรา  ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น  เราเข็นเองได้”  เมื่ออ่านถึงตอนนี้ฉัน

 

ตื้นตันใจยิ่งนัก  พระองค์ทรงงานแทบไม่ได้พักผ่อน  ทรงปกครองประเทศที่มีประชากร

 

ถึง ๖๒ ล้านคน  แต่ก็ยังแสดงความกตัญญูต่อสมเด็จย่าได้อย่างไม่มีที่ติ  ตัวฉันเอง

 

เป็นคนธรรมดาสามัญที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ถึงเสี้ยวธุลีของพระองค์  แต่ยังไม่สามารถ

 

ปรนนิบัติและดูแลแม่ได้ถึงเพียงนั้น  ไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่า“ พระองค์ทรงเป็นต้นแบบ

 

ของลูกที่ดี  และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในใจชาวไทยทั้งชาติ”

 

                ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ นี้ ถือเป็นวโรกาสอันดียิ่ง  ที่พระบาทสมเด็จ

 

พระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงครองศิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี  ซึ่งเป็น ๖๐ ปีที่ทรงเสียสละและ

 

ทุ่มเทแก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง  ฉันในฐานะพสกนิกรชาวไทยคนหนึ่ง ขอถวาย

 

พระพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน  และทรงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยแก่ปวงชนชาวไทย

 

ไปตลอดกาล

 

  

หกสิบสองล้านใจไทยทั้งชาติ

 

กราบพระบาทแห่งองค์พระทรงศรี

 

เราอยู่เย็นใต้ร่มพระบารมี

 

หกสิบปีที่ทรงพระกรุณา

 

พระเสโททุกหยดที่รดริน

 

ลงสู่ผืนแผ่นดินช่างสูงค่า

 

ทรงเหนื่อยยากตรากตรำเพื่อประชา

 

ขอเทิดเหนือเกศาด้วยภักดี

 

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

 

ผองภัยพาลใดใดหลีกหายหนี

 

วโรกาสครองราชย์หกสิบปี

 

ขอจงมีแต่พระเกษมสำราญ

 

______________________________________________________________________

ที่มา  หนังสือผลงานเรียงความที่ได้รับรางวัล  เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จประเจ้าอยู่หัว

 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีหัวข้อ  " ประชาธิปไตยใต้ร่มพระบารมี "

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 08 สิงหาคม 2014 เวลา 06:22 น.
 

กระทู้ล่าสุด

Facebook Like Box

ออนไลน์

เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้751
mod_vvisit_counterเมื่อวาน832
mod_vvisit_counterอาทิตย์นี้5808
mod_vvisit_counterเดือนนี้20699
mod_vvisit_counterทั้งหมด4333662