ครูน้ำฝน ทะกลกิจ สอนการเขียน

เสวนาภาษาไทย

ครูน้ำฝน ทะกลกิจ สอนการเขียน

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 22 มิ.ย. 2019 3:54 pm

เริ่มต้นด้วยการสอนเขียน "อัตชีวประวัติ"

ก่อนอื่นต้องนึกถึงคำที่ครูบอกก่อนว่า งานเขียนอัตชีวประวัติจะต้องเขียนเป็นย่อหน้าๆ ไม่ได้เขียนแบบไดอารี่ และการเขียนย่อหน้าจะต้องเป็นย่อหน้าที่สมบูรณ์ มีใจความสำคัญเพียงหนึ่งเดียว ที่เหลือเป็นส่วนขยาย (พลความ) ขยายอะไรล่ะ ก็ขยายใจความสำคัญ ไง มีการอธิบาย และยกตัวอย่างเพื่อให้ใจความสำคัญดูมีเหตุผล น่าเชื่อถือ ดังนั้นนักเรียนต้องวางโครงเรื่องก่อนว่าจะเขียนอะไรบ้างในแต่ละย่อหน้า ถ้ายังนึกไม่ออก ก็ตามนี้เลย

- แนะนำตัว (เอาเท่าที่สะดวก)

- ชีวิตวัยเด็กกับครอบครัวและญาติ อาจจะพูดถึงความทรงจำที่น่าประทับใจด้วยก็ได้

- ชีวิตวัยเรียนแยกเป็นประถม ๑ ย่อหน้า มัธยม ๑ ย่อหน้า

- สรุป

ในการเขียน ขึ้นต้นจะต้องมี หัวข้อ การเขียนอัตชีวประวัติ นาย/นางสาว.... แล้วจึงขึ้นต้นย่อหน้าแรก อย่าลืม เขียนให้เต็มบรรทัด อย่าล้นไปอีกฝั่งกระดาษ อย่าตัดคำ มีย่อหน้า เว้นวรรคตอน เขียนวันที่ เขียนเลขไทย เขียนเสร็จก็ขีดเส้นใต้ด้วย และอย่าลืมอ่านทวนเพื่อปรับภาษา และแก้ไขคำที่เขียนผิด

13046251_870178849757414_1246721565_n (1).jpg
13046251_870178849757414_1246721565_n (1).jpg (107.92 KiB) เปิดดู 3675 ครั้ง


ตัวอย่างการเขียน ครูจะเขียนให้ดูคร่าวๆ เอาเฉพาะชีวิตในวัยเด็ก อันที่จริงต้องเขียนทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน แต่ชีวิตของครูยาวมาก เกรงจะลำบากคนอ่าน ก็เลยยกตัวอย่างช่วงหนึ่งของชีวิต และมีย่อหน้าสรุปปิดท้าย เพื่อให้นักเรียนได้สังเกตวิธีการเขียนสรุป ว่าการเขียนให้จบจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร


อัตชีวประวัติ “น้ำฝน ทะกลกิจ”



อดีตมักจะฝังรากลึกอยู่ในซอกหลืบความทรงจำของมนุษย์ทุกคน ยามใดที่ได้เห็นภาพเก่าๆ บุคคลเก่าๆ หรือได้ยินเรื่องราวเก่าๆ ความทรงจำเหล่านั้นก็จะหวนคืนกลับมา และฉายชัดให้เกิดความรู้สึกดีๆอยู่เสมอ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่มีความรู้สึกผูกพันต่อบ้านเกิดอย่างยากจะลืมเลือน ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใด เรื่องราวความหลังก็ยังกระจ่างชัดราวกับเหตุการณ์ในอดีตมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

“เมืองพร้าว” บ้านเกิดของข้าพเจ้า บ้าน...ที่มีภูเขาโอบล้อมโดยมีทุ่งนาเขียวขจีโอบกอดอยู่อีกชั้นหนึ่ง บ้าน...อันเงียบสงบ แต่กลับมีเรื่องราวน่าจดจำอยู่เสมอ ข้าพเจ้าจะค่อยๆเล่าสอดแทรกไปกับการเล่าเรื่องราววัยเยาว์เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น


ความทรงจำของข้าพเจ้าเริ่มต้นเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน ข้าพเจ้าเป็นลูกสาวคนโตของพ่อและแม่ซึ่งเป็นคนเชื้อสายล้านนาแท้ๆ เกิดในอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ วีถีชีวิตจึงถูกบ่มเพาะด้วยวัฒนธรรมประเพณีล้านนาอยู่ตลอดเวลา จวบจนทุกอย่างแทรกซึมเข้ามาอยู่ในทุกความรู้สึกนึกคิดและการกระทำมาจนถึงปัจจุบัน

ในความทรงจำอันงดงาม บ้านหลังแรกในชีวิตของข้าพเจ้าเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆใต้ถุนสูง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของบ้านอุ๊ย หรือตามภาษาไทยนั้นหมายถึ งปู่ ย่าตา ยาย โดยในที่นี้ คือบ้านปู่กับย่า ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านแม่ต๋าซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กของปู่ ถัดจากบ้านจะเป็นป่าละเมาะกินเนื้อที่ไปจนถึงแนวกอไผ่ซึ่งขึ้นอยู่ตามแนวคลองเล็กๆที่เราเรียกกันว่าน้ำเหมือง ลำน้ำสายชีวิตที่หล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านมาตั้งแต่โบราณกาล

ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวที่ว่าประกอบด้วยพ่อแม่ ปู่ย่า ป้า และน้าๆอีก ๕ คน นอกจากนี้ยังมีครอบครัวแม่ต๋าที่มีสมาชิกอีก ๗ คน อันได้แก่ อุ๊ยหม่อน พ่อของปู่ผู้มีอายุประมาณเก้าสิบกว่าปี พ่อปัน น้องชายของปู่และเป็นพี่ของแม่ต๋า แม่ต๋ากับสามี และลูกๆอีก ๓ คน พวกเราทั้ง ๓ ครอบครัวอาศัยอยู่ภายในรั้วเดียวกัน รั้วที่ว่าก็เป็นการปลูกไม้ดอกและไม้ประดับเป็นแนวให้รู้อาณาเขตเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความแน่นหนาใดๆ เช่นเดียวกับประตูรั้วที่ปล่อยเอาไว้เป็นช่องว่าง ใครจะเดินเข้าเดินออกก็สะดวก แต่ก็ระวังมะพร้าวหล่นใส่หัวด้วยก็แล้วกัน เพราะตรงประตูทางเข้าบ้านนั้นจะปลูกต้นมะพร้าวขนาบไว้ทั้งสองฝั่ง

พ่อของข้าพเจ้าชื่อ นายแดง ทะกลกิจ พ่อเล่าว่า จริงๆท่านชื่อ สมฤทธิ์ แต่เพราะเอกสารทางราชการผิดจึงกลายเป็นนายแดง ตรงกับชื่อเล่นของน้องชายของพ่อ คนมักจะบอกว่าข้าพเจ้าหน้าเหมือนแม่ แต่คงไม่มีใครรู้ว่าข้าพเจ้านั้นถอดนิสัยพ่อออกมาหลายอย่าง พ่อนิสัยนักเลง ไม่ค่อยพูด แต่ทำจริง พ่อเป็นคนอดทน มีน้ำใจ รักพี่รักน้องมาก สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ พ่อจะห่วงลูกห่วงหลาน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ ข้าพเจ้าประกวดเรียงความของม.มหิดลได้รางวัลที่ ๑ พ่อก็โทรศัพท์มาในวันที่ต้องเดินทางไปรับรางวัลถามว่า ถึงหรือยัง เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดจนการเป็นนักเขียนนั้นพ่อก็สนันสนุน คอยแนะนำคิดพล็อตเรื่องให้ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้หรอก เพราะพล็อตนิยายนั้นต้องเขียนตามที่คนเขียนผูกเรื่องไว้

แม่ของข้าพเจ้าชื่อคำ ซอน ทะกลกิจ (ชื่อสกุลเดิม พรมปัญญา) แม่เป็นคนใจดี ตอนเด็กๆข้าพเจ้าจะเกลียดการสระผมที่สุด แม่ก็จะให้นอนตักแล้วสระให้ เวลาไม่สบายแม่ก็จะทำให้ข้าวต้มให้กิน แม่ทำกับข้าวอร่อย เป็นผู้หญิงที่อดทน เป็นหญิงเหล็ก เป็นสุดยอดของนักสู้ อยากใจเย็นเหมือนแม่ แต่ก็ทำไม่ค่อยได้


สมัยที่ยังเป็นเด็กนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าอาณาจักร เหตุเพราะเป็นหลานสาวคนแรกของครอบครัว และยังเป็นเด็กสาวหนึ่งในไม่กี่คนในละแวกบ้าน ที่สำคัญพวกพี่ๆมักจะชวนกันมาเล่นที่กลางข่วงบ้านข้าพเจ้าอยู่เสมอ เพราะมีพื้นที่กว้างขวาง ทำเลเหมาะสม มีหน้าบ้านติดถนน หลังบ้านบ้านติดน้ำเหมือง ช่วงเวลาปกติพวกเราก็จะชวนกัน เล่นเบี้ย อีโป้ง ซ่อนหา อีจ้ง เป่ากบฯลฯ แต่ถ้าช่วงน้ำนองพวกเราก็จะแอบไปเล่นน้ำเหมืองหลังบ้านโดยการตัดต้นกล้วยแล้วเอามาขี่ให้ไหลตามน้ำไปถึง “ปุม” หรือฝาย ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก ชีวิตในวัยเด็กของข้าพเจ้านั้นค่อนข้างซนประหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย เนื่องจากได้เล่นกับเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ประกอบกับพ่อชอบให้ใส่กางเกงมากกว่ากระโปรง แถมยังทำกระสอบทรายให้ฝึกมวยอีก แต่กระนั้นแม่ก็ไม่ยอมให้ตัดผม ปล่อยผมข้าพเจ้าให้ยาวสลวยลงมาถึงบั้นเอว พ่อคงไม่ชอบเท่าไรนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้


ก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ นั้น ข้าพเจ้าไม่ยอมไปอยู่ศูนย์เด็กเล็กที่โบสถ์คริสต์เหมือนเพื่อนคนอื่น จริงๆพ่อแม่ก็พยายามพาไปอยู่เหมือนกัน แต่ข้าพเจ้านั้นร้องไห้ไม่หยุด ครูที่ศูนย์เด็กถึงขั้นพาซ้อนท้ายจักรยานออกไปเที่ยวตามบ้านคนแต่ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมหยุดร้อง เป็นเช่นนั้นอยู่นานพ่อจึงตัดสินใจว่าค่อยรอไปเรียนชั้นประถมฯเลยก็แล้วกัน ระหว่างที่พ่อแม่ไปทำงานข้าพเจ้าก็จะอยู่กับปู่ ย่า หรือน้าๆ บางวันถึงได้ติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปบ้าง


ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นครอบครัวเกษตรกรโดยแท้ จำได้ว่าตอนยังเล็กๆ เราจะเลี้ยงควายเอาไว้ใต้ถุนหลองข้าว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันคลอดลูกแล้วลูกควายน้อยไม่แข็งแรง พ่อต้องซื้อนมมาใส่ขวดนมให้มันกิน ข้าพเจ้าเป็นคนดูแลมันอยู่หลายวัน แต่สุดท้ายมันก็ตาย เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าแอบร้องไห้อยู่นานทีเดียว นอกจากควายแล้วครอบครัวของเรายังเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยไว้ ๒ ตัวมันชื่อดิ๊กกับมุม มันทั้งสองทำตัวน่ารักไม่เคยกัดคนหรือแม้แต่ไก่ที่พ่อกับปู่เลี้ยงเอาไว้เต็มบ้าน มีเห่าคนแปลกหน้าอยู่บ้างแต่พอห้ามก็หยุด มันอยู่กับครอบครัวเราไปจนอายุประมาณ ๑๐ ปีจึงตายตามอายุขัย ข้าพเจ้าแอบร้องไห้อีกเช่นเคย หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าคนในครอบครัวจะนำสุนัขมาเลี้ยงอีกเลย

ตอนเรียนประถมฯคุณครูพิกุล ปันทา บอกว่า ทั้งห้องมีคนชื่อเป็นภาษาไทยแท้คนเดียว "อย่าเปลี่ยนนะ"ก็เลยไม่เปลี่ยนมาจนบัดนี้ ตอนเด็กๆเป็นคนที่ค่อนข้างดื้อ ซน ไม่ค่อยมีความเป็นผู้หญิงเลย ชีวิตวัยเด็กของข้าพเจ้าจึงค่อนข้างมีสีสัน ชอบแอบหนีไปจับปลาในคลองบ่อยๆ และมีเรื่องชกต่อยประจำ สมัยเด็กไม่ค่อยอยากเรียนหนังสือ ติดบ้าน ติดแม่ ไม่ชอบไปโรงเรียน ก็เลยแอบหนีเรียนตั้งแต่ ป.๑ จำได้ว่าครูพิกุลขู่ว่าจะมัดมือติดกับเพื่อนชายชื่อสุชาติ เพราะไม่อยากมาโรงเรียนเหมือนกัน เลยกลับมาตั้งใจหนแรก

สมัยเด็กๆทางโรงเรียนจะแบ่งภาคเรียนเป็น ๓ ภาคเรียน ป.๑ เทอม ๑ สอบได้ที่ ๑๒ เทอม ๒ ได้ที่ ๘ เทอม๓ ได้ที่ ๓ แล้วพอป.๒ เทอม ๑ ก็สอบได้ที่ ๑ ดีใจมากๆ แต่ไม่ได้รางวัล แค่ทำให้พ่อแม่ดีใจก็พอใจแล้ว หลังจากนั้นจำรายละเอียดไม่ได้ จำได้ว่าอันดับขึ้นๆลงๆ แต่จำตอนเรียนจบป.๖ ได้ว่าเทอมสุดท้ายสอบได้ที่ ๓ ครูคนแรกของข้าพเจ้าชื่อ พิกุล ปันทา เป็นครูประจำชั้นป.๑ ,๓,๖ ครูใหญ่คนแรกชื่อ สุเธียร ปัญญาโจง ครูนงเยาว์ แก้วเจ๊ก ครูประจำชั้น ป.๒ ครูสมศักดิ์ เวียงเงิน ครูประจำชั้นป.๔ ครูสุวิทย์ใจแปง ครูประจำชั้นป.๕ นอกจากนี้ก็ยังมีครูประจำวิชาที่ไม่ได้ประจำชั้น คือ ครูสมพร สวนต๊ะ,ครูผ่องใส(ตอนนี้ไม่ทราบครูใช้นามสกุลอะไร เพราะจำแต่นามสกุลเดิม),ครูบุญช่วย วิชัยรัตน์ ครูทุกท่านสอนเต็มที่ ไม่ตั้งใจก็ตี ทำให้เป็นคนดี ได้ดีมาจนทุกวันนี้ กราบขอบกระคุณครูทุกท่านจากใจ ศิษย์คนนี้ได้ดีเพราะไม้เรียว แต่ไม่ค่อยโดนหรอก ถึงจะดื้อบ้างแต่ข้าพเจ้าก็เอาถ่าน

ตอนเด็กๆข้าพเจ้าเป็นคนชอบร้องเพลง เคยเป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดร้องเพลงหลายครั้ง ครั้งแรกคือตอน ป.๑ ไปแข่งระดับประถมศึกษากับรุ่นพี่โรงเรียนอื่น สถานที่แข่งขันคือ โรงเรียนบ้านหนองปิด ข้าพเจ้าร้องเพลงโยสลัม ได้รางวัลที่ ๓ หลังจากนั้นก็ไปประกวดในวันประถมศึกษาทุกปี พอประกวดเสร็จก็ขึ้นร้องเพลงบนเวที อันที่จริงเป็นคนขี้อายไม่ชอบขึ้นร้องบนเวทีเลย แต่จำเป็นต้องขึ้นไป เพราะคุณครูสมศักดิ์ เวียงเงิน ชอบแกล้ง มักจะเขียนโน้ตส่งไปให้พิธีกร

นอกจากการร้องเพลงแล้วอีกสิ่งที่ข้าพเจ้าชอบมากคือ การวาดรูป ความชอบน่าจะเริ่มต้นจากเห็นอา น้องสาวของพ่อวาดภาพดาราติดฝาบ้านตอนเด็กๆ ก็เลยหัดวาดตั้งแต่ตอนนั้น ด้วยพรสวรรค์หรือการฝึกฝนก็ไม่ทราบได้ ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาข้าพเจ้าก็กลายเป็นมือวาดการ์ตูนให้พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆอยู่เสมอ วันไหนครูมีประชุม แล้วให้นักเรียนนั่งทำงานอยู่ในห้อง ก็มักจะมีคนนำสมุดวาดภาพมาให้วาดอยู่เสมอ เหมือนเป็นศิลปินตัวน้อยๆ น่าเสียดายที่โตขึ้นไม่ได้เรียนด้านนี้ มิเช่นนั้นอาจจะมีจิตรกรชื่อน้ำฝนก็เป็นได้

ข้าพเจ้ามีความถนัดด้านภาษาไทย มักจะเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันทักษะภาษาไทยอยู่ตลอด ทุกวันนี้ยังมีเกียรติบัตรที่ชนะเลิศการอ่านทำนองเสนาะอยู่เลย ในส่วนของพื้นฐานการเขียนนั้นไม่ทราบว่ามาจากที่ใด จำได้ว่าตอนป. ๔ เคยประกวดเรียงความวันแม่ได้ที่ ๑ ของโรงเรียน ได้อ่านออกเสียงให้ทุกคนในงานฟังด้วย พอกลับถึงบ้านแม่ก็บอกว่า มีคนพูดลอยๆกับแม่ว่า "คงไม่ได้แต่งเอง ผู้ใหญ่แต่งให้แน่ๆ" ข้าพเจ้ารู้ว่าแม่ไม่โกรธเขา คำพูดนั้นทำให้แม่ภูมิใจว่า ลูกสาวตัวเล็กๆเขียนเองแต่กลับทำให้คนคิดว่าผู้ใหญ่เขียนได้ จนบัดนี้ถ้าคนที่ปรามาสจำเหตุการณ์ในอดีตได้ ก็คงจะเชื่อแล้วว่าข้าพเจ้าเขียนเอง เพราะปัจจุบันข้าพเจ้าเป็นนักเขียนอาชีพ


ทุกชีวิตย่อมต้องผ่านจุดที่ต่ำก่อนจึงจะก้าวขึ้นมายืนบนที่สูงได้อย่างมั่นคง ทุกบททุกตอนตอนของชีวิตคือ เรื่องราว ประสบการณ์เพื่อให้เรียนรู้ และเป็นบททดสอบ เพื่อให้ทุกคนเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งเหมือนที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ในปัจจุบัน ขอขอบคุณทุกๆบริบทของชีวิตที่ปั้นแต่งจน น้ำฝน ทะกลกิจ กลายเป็นข้าราชการครู และเป็นนักเขียนนามปากกา น้ำฟ้า ในวันนี้

DSCF0025_re4414size.jpg
DSCF0025_re4414size.jpg (121.11 KiB) เปิดดู 3675 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 1094
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: ครูน้ำฝน ทะกลกิจ สอนการเขียน

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พุธ 19 ก.ค. 2023 10:32 pm

สอนเขียนย่อหน้า


สอนเขียนอัตชีวประวัติ


มารยาทในการเขียน


การใช้คำ
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 1112
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ครูน้ำฝน ทะกลกิจ สอนการเขียน

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พุธ 19 ก.ค. 2023 10:39 pm

การเขียนเรียงความ

งานเขียนบันเทิงคดี

ประเภทของงานเขียนบันเทิงคดี
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 1112
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ครูน้ำฝน ทะกลกิจ สอนการเขียน

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 07 ต.ค. 2023 8:41 pm

ตัวอย่างเรียงความ


เรียงความรางวัลชนะเลิศ
โดย กองทุนศาสตราจารย์เกียรติยศประสพ รัตนากร และหน่วยวิจัยประสาท
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


คุณค่าของผู้สูงอายุ

......เมื่อเอ่ยถึงผู้สูงอายุฉันมักจะนึกถึง ภาพชายและหญิงชราที่มีดวงตาอ่อนโยนในยามที่มองลูกหลานมีฉากหลังเป็นเรื่องราวในอดีตที่ทับซ้อนผ่านวันเวลาอันเนิ่นนาน จนเกิดเป็นริ้วรอยแห่งประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของสังคมเมืองหลวง บ่อยครั้งที่ฉันกลับโหยหาความอบอุ่นที่ได้รับจากวัยเด็ก และความกรุณาจากท่านทั้งสองคน
...... ย้อนไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่กันพร้อมหน้า โดยมีหัวหน้าครอบครัวคือ ปู่ ในฐานะที่ฉันเป็นหลานคนแรกจึงได้ใกล้ชิดกับปู่มากกว่าใคร ปู่เป็นชายชราที่ใจดี จนถึงวันนี้ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของท่านยังอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอ
......ในยามค่ำคืนของฤดูหนาวที่เชียงใหม่ช่างหนาวจัด ยิ่งในหมู่บ้านที่ห่างไกลตัวเมือง เช่น หมู่บ้านของฉันนั้นดูเหมือนจะทวีความเย็นเยียบขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ฉันกลับมีความสุข เพราะท่ามกลางความหนาวเหน็บนั้นกลับอบอวลไปด้วยไออุ่นจากครอบครัว ฉันจึงไม่ปฏิเสธเลยว่าชอบฤดูหนาวมากกว่าฤดูอื่นๆ เพราะทุกคนจะอยู่กันพร้อมหน้า
......ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นเช่นในปัจจุบัน ตกเย็นฉันมักจะเห็นปู่ตักน้ำใส่ถังและนำมาตากแดดเพื่อใช้อาบ ปู่บอกว่า “ ถ้าเราต้มน้ำอาบมักจะทำให้ผิวแตก “ มาถึงวันนี้ฉันมีความรู้สึกว่า ปู่มักจะมีคำแนะนำดีๆเสมอ ถึงแม้ปู่จะเรียนหนังสือจบแค่ชั้นประถมศึกษา แต่บ่อยครั้งที่ปู่ทำให้ฉันได้เห็นว่า คำแนะนำของท่านมีค่ายิ่ง
........บางคืนที่ดวงดาวกระพริบพร่างอยู่เต็มท้องฟ้า แม้จะมองไม่เห็นพระจันทร์ ปู่จะพาฉันไปนั่งดูดวงดาวแล้วอธิบายว่าเรียกชื่ออย่างไร แต่ฉันก็ไม่วายอ้อนวอนให้ปู่เล่านิทานให้ฟัง นิทานของปู่ล้วนมีคติสอนใจและหลายๆเรื่องมาจากนิทานชาดก แต่ชื่อตัวละครอาจจะเปลี่ยนเป็นภาษาเหนือ เพราะปู่เป็นคนเหนือแท้ๆ ตั้งแต่จำความได้ฉันเห็นว่า “ปู่เป็นคนที่เล่านิทานได้เก่งที่สุด” ฉันมักจะนั่งขดอยู่บนเสื่อข้างๆกองไฟไม่รู้จักเหน็บหนาว ส่วนปู่ก็เล่านิทานได้ไม่ซ้ำทุกวัน พอฉันได้มาอยู่กรุงเทพฯ บางคืนก็นั่งยิ้มเมื่อนึกถึงนิทานของปู่ที่คอยเป็นเครื่องเตือนใจมาจนถึงทุกวันนี้
......ฉันจำได้ว่าปู่เป็นคนที่มีความสามารถรอบตัวมากมาย ที่น่าสนใจที่สุดคือ ปู่จะสอนการละเล่นแบคนเหนือ เช่น อีโป้ง ยางวง และการละเล่นอีกหลายชนิดที่ฉันจำชื่อไม่ได้ แต่ที่ชอบที่สุด คือ การเล่นอีโป้ง คือการวางยางรัดไว้บนกระป๋องนม แล้วกำหนดเขตสำหรับยืนไว้ ถ้าใครสามารถใช้ก้อนหินยิงกระป๋องให้ล้มลงแล้วยางรัดกระเด็นออกมาได้ ผู้นั้นจะได้ยางรัดไปครอบครอง ยกเว้นยางรัดที่กลิ้งไปทับกัน ปู่สอนว่าเวลาจะเล็งกระป๋องนมจะต้องมีสมาธิ มือจะต้องไม่สั่น และยิงไปด้วยความมั่นใจ พอทำตามที่ปู่บอกฉันก็กลายเป็นแชมป์อีโป้งไปโดยปริยาย นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักคำว่า “สมาธิ” ซึ่งในปัจจุบันคำคำนี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต
....... ในวันนี้ไม่มีปู่อีกต่อไปแล้ว ฉันเคยเสียใจว่ายังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณท่าน แต่ฉันเชื่อว่าสิ่งที่ปู่ต้องการคือ ท่านอยากเห็นฉันเป็นคนดี และมีน้ำใจเหมือนดังนิทานชาดกที่ท่านเคยเล่าให้ฟัง การที่ฉันได้กระทำตามที่ท่านสั่งสอน ฉันเชื่อว่าวันนี้ปู่จะต้องภูมิใจ ไม่ว่าท่านจะมองลงมากจากมุมใดของฟากฟ้าก็ตาม
.......ในวันสงกรานต์ของทุกปี ทางภาคเหนือจะมีประเพณีการรดน้ำดำหัว ซึ่งเป็นประเพณีเพื่อรดน้ำดำหัวญาติและผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ แต่ละบ้านจะหาขนมนมเนยและของใช้ที่จำเป็นสำหรับญาติผู้ใหญ่ที่ตนจะไปไหว้ พอถึงวันที่ ๑๕ เมษายน ก็จะนำของเหล่านั้นไปไหว้ท่าน ท่านก็จะให้พรเพื่อเป็นสิริมงคลตลอดปี ตอนเด็กๆฉันเคยถามแม่ว่า “ ทำไมเราต้องทำทุกปี “ จำได้ว่าแม่ยิ้มและบอกว่า “ นี่คือการแสดงความเคารพและระลึกถึงญาติผู้ใหญ่ เพราะในแต่ละปีแต่ละบ้านจะมัวแต่ทำงาน จนบางครั้งทำให้ญาติผู้ใหญ่ท่านคิดว่าละเลย จึงถือประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้แสดงความเคารพท่าน”
.......ท่ามกลางการจราจรอันคับคั่งในเมืองหลวง บ่อยครั้งที่ได้เห็นผู้สูงอายุบนทางเดิน ทุกๆคนต่างก็พยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด หลายๆท่านยังไม่หยุดทำงานเพราะไม่อยากเป็นภาระแก่ลูกหลานเป็นน้ำใจบริสุทธิ์ที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน ความรักความห่วงใยที่ให้ไปโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน หลายๆคนมองข้ามความรู้สึกนี้ดังไม่เคยสัมผัส หลงลืมไปว่าใครกันที่เคยปลอบใจในยามร้องไห้ เคยอภัยไม่เคยตัดพ้อในยามที่เราผิดพลาด ปล่อยปละละเลยให้ท่านเสียใจ ในขณะที่มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดได้ ในวันที่ต้องสูญเสียท่านไปอย่างไม่มีวันกลับ
......ฉันอยากบอกกับทุกคนว่า “ ผู้สูงอายุ ” เป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า “ เมื่อต้นไม้จะเติบโตออกดอกสวยงามเมื่อมีคนดูแลฉันใด ก็เปรียบเสมือนเราเป็นคนดีได้เมื่อมีท่านคอยกล่อมเกลาและปลูกฝังจิตสำนึกฉันนั้น" เมื่อหันไปมองผู้สูงอายุที่อยู่ข้างกาย ฉันมองเห็นผู้ที่มีหัวใจเปี่ยมด้วยความรักอย่างบริสุทธิ์ใจ มองเห็นมือเหี่ยวย่นที่เคยประคับประคองฉันมาจนเติบโต ท่านเป็นบุคคลที่ควรเคารพและเอาใจใส่ ในวันนี้ท่านอาจไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะสานฝัน แต่สิ่งที่ท่านเคยทำมาในอดีตล้วนแต่เป็นภาพอันน่าประทับใจตลอดกาล

......ดังดวงจันทร์อ่อนแสงยามใกล้สาง
ทั้งที่เคยส่องสว่างจำรัสศรี
เป็นแสงทองแก่มวลประชาชี
ในยามนี้อ่อนแสงแรงกำลัง
.......เปรียบดังญาติพ่อแม่ยามแก่เฒ่า
ท่านคอยเฝ้าดูแลแต่หนหลัง
ควรตอบแทนบุญคุณเมื่อท่านยัง
ใจท่านหวังเพียงรักและอาทร

ป.ล.ในเว็บบอร์ดจะมีปัญหาเรื่องการจัดหน้า จริงๆแล้วชื่อเรื่องจะต้องอยู่ตรงกลาง และไม่ต้องมี.....ในการขึ้นย่อหน้าใหม่

ที่มา http://www.pasasiam.com/home/index.php/ ... te/218-q-q
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 1112
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm


ย้อนกลับไปยัง สนทนากับคนภาษาไทย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน

cron