เรื่องเล่าของน้ำฟ้า.."คุณแม่ วัยรุ่นยุค๙๐"

เสวนาภาษาไทย

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า.."คุณแม่ วัยรุ่นยุค๙๐"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อังคาร 21 พ.ค. 2024 6:51 am

บทที่๒
วัยเด็กของแม่
fam_03.jpg
fam_03.jpg (40.66 KiB) เปิดดู 790 ครั้ง

ในภาพคือพี่ๆน้องๆของหม่อนดี เริ่มจากคนยืนซ้าย หม่อนปัน หม่อนหนานนนท์ หม่อนดี หม่อนเฮือน
คนนั่ง คือ หม่อนต๋าและหม่อนลูน เป็นพี่น้องกัน ทั้งหมดเป็นลูกของหม่อนปวงและหม่อนสุ


ช่วงที่แม่เริ่มจำความได้วิถีชีวิตของทุกคนในครอบครัวเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ “มนต์รักลูกทุ่ง”เราอยู่กับธรรมชาติ ทุ่งนาป่าเขา ช่วงปฐมวัยของแม่สังคมรอบตัวไร้การปรุงแต่ง ไร้เทคโนโลยี บ้านยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา เราตักน้ำจากบ่อน้ำมากินและใช้ บ่อน้ำที่ใสกินได้ใกล้ ๆ บ้าน คือ บ่อบ้านอุ๊ยมอญ ยังจำภาพเดิม ๆ ได้เสมอ บ้านอุ๊ยมอญกับบ้านเราอยู่ตรงข้ามกันโดยมีถนนกั้น ช่วงเช้าหรือเย็น ๆ น้าผู้หญิงจะใช้ไม้คานหาบคุไปตักน้ำที่ใช้ดื่ม ส่วนน้ำใช้สามารถตักที่บ่อน้ำบ้านเราได้ บ่อน้ำแต่ละบ่อไม่เหมือนกัน บางบ้านใสแจ๋วกินได้ บางบ้านใสพอที่จะซักผ้า ล้างจานได้ แต่กินไม่ได้ บางบ้านน้ำจะเป็นสีส้ม เราเรียกว่า น้ำฮาก น่าจะหมายถึงรากไม้


บ่อน้ำบ้านอุ๊ยมอญจะมีคนไปตักน้ำไม่ขาด เป็นที่พบปะพูดคุย สนุกสนาน แต่ถ้าตอนกลางคืนก็จะน่ากลัว เพราะบ้านอุ๊ยมอญพื้นที่กว้างขวาง มีบ้านอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนทางทิศใต้เป็นป่าบอนและต้นไม้อย่างอื่นดูอึมครึม ใกล้บ่อน้ำจะมีต้นมะม่วงเก่าแก่ซึ่งเป็นที่เล่าลือกันว่า ถ้าใครมาตักน้ำตอนกลางคืนอาจจะมีกิ่งไม้ถูกเขย่าทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนอยู่แถวนั้นก็ได้ เช่นเดียวกับซอยเล็ก ๆ ตรงข้ามบ้านเราและฝายกั้นน้ำ ที่คนบ้านเราเรียกว่า ปุม ที่ถูกลือว่า ผีดุมาก แต่ปุมนี่แหละเป็นสถานที่โปรดของแม่ แม่ชอบเอายอไปจับปลาซิวที่นั่นบ่อย ๆ น้ำใต้ปุมจะไหลเอื่อย ๆ ตื้น ๆ และมักจะมีปลาซิวลอยทวนน้ำมาเป็นฝูง ๆ ช่วงไหนที่ปลาซิวขึ้นเราจะนำยอไปดักจับมัน หากเป็นหน้าแล้งแถวนั้นจะมีปลาหมอ ปลาช่อน ปลาดุก ให้งมอีกด้วย


หนูคงสงสัยว่าแม่งมปลาได้อย่างไร คืออย่างนี้ สมัยก่อนลำน้ำที่ไหลผ่านบ้านเราจะกว้างกว่านี้ เขาจะนำไม้มาปักเป็นแนวกันตลิ่งพัง จุดไหนเป็นสะพานถึงจะมีปูน ปลามันชอบหลบอยู่ตามซอกหลืบไม้เหล่านั้น เราสามารถใช้มือเปล่าสองข้างค่อย ๆ โอบเข้าหากัน ปลามันจะว่ายหนี เราก็ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งจับมันได้ หรือถ้ามันอยู่ในแม่น้ำหรือแอ่งน้ำก็ใช้สุ่มดักมันก่อนจะใช้มือควานลงไป ตอนนั้นเน้นความสนุก ผลพลอยได้ก็คือเป็นอาหาร แม่ไปจับปลาโดยใช้มือเปล่าบ่อยจนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถูกงูไซกัดมือ ถ้ามันเป็นงูเห่าแม่คงตายไปแล้วเพราะไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ เนื่องจากถูกห้ามเสมอเรื่องจับปลา


นอกจากปุมก็จะมี โละ ที่ปลาชุกชุมมาก โละเกิดจากลำน้ำสองสายไหลที่ไหลมาบรรจบกันกลางเป็นทางสามแพร่ง ที่นี่สถานที่ต้องห้ามเพราะคนบ้านเราเชื่อว่า ที่นี่ผีกั่น หมายถึง มีความดุร้ายและหมอผีเอาชนะได้ยาก เนื่องจากที่จุดนี้เคยเป็นทั้งโบราณสถาน อนันตกาล ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเมืองโบราณที่จมอยู่ใต้พื้นดิน เคยขุดกรุพระได้พระพุทธรูปและพระเครื่องโบราณจำนวน ๒ กรุ นอกจากนี้ยังเคยเป็นสถานที่รบกันระหว่างคนล้านนากับทัพพม่า มีคนตายเป็นจำนวนมาก บางคนก็ตายอย่างทรมาน เช่น ศัตรูที่ถูกจับมัดแล้วใช้ช้าง ม้า ลากจนขาดใจตาย ถึงจะมีความเชื่อแสนน่ากลัวแต่ที่นี่เป็นจุดโปรดของแม่ ถ้าไม่มาจับปลาก็มักจะมาเล่นอยู่คนเดียว ถ้าเราดูด้วยตามันก็ไม่ได้น่ากลัวหรอก น้ำตื้นแค่ข้อเท้า คนมักจะกลัวตำนานที่เล่าลือสืบต่อกันมานั่นแหละ สำหรับแม่นั้นไม่รู้สึกอะไร บางทีมันอาจจะจริงก็ได้นะ ที่มีคนทำนายทายทักว่าชาติที่แล้วแม่เคยเกิดที่นี่ ความฝันมันก็ผนวกกันเสียด้วยสิ เคยฝันถึงผู้ทรงศีล พญาเจ้าเมือง และผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ เป็นเรื่องราวที่นึกถึงแล้วชวนเพ้อฝันดีแต่แม่ไม่ได้สืบเสาะไปตามความเชื่อแต่อย่างใด แม่ถือว่า สิ่งใดที่พิสูจน์ไม่ได้ สิ่งใดที่ผ่านพ้นไปแล้ว คือหมดวาระ ไม่ควรนำมาเชื่อมโยงให้เป็นพันธะอีก ชีวิตคือวันนี้..อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเราเพ้อพกถึงอดีตชาติก็คงเหนื่อยมากเพราะไม่รู้ผ่านมากี่ชาติกี่ภพ เคยเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์มากี่ยุคกี่สมัย
7151019.jpg
7151019.jpg (59.34 KiB) เปิดดู 809 ครั้ง

ภาพนี้เป็นภาพใต้ถุนบ้านอุ๊ยดี (หม่อนดีของคำแก้ว)มุมขวาของภาพเป็นเล้าไก่ ไกลออกไปแสงจ้ามองเห็นไม่ชัดเป็นบ้านของหม่อนปัน

แม่ชอบเดินไปตามลำน้ำ เดินเรื่อย ๆ มาขึ้นท่าน้ำบ้านเรา เมื่อก่อนบ้านเรามีท่าน้ำทำด้วยไม้ ข้าง ๆ ท่าน้ำจะมีต้นมะกอกฝรั่งซึ่งเราเรียกมันว่า มะกุก กิ่งก้านสาขามันแผ่เต็มไปหมด ลูกของมันก็เยอะเช่นกัน หม่อนดีนั้นนอกจากจะชอบปลูกดอกไม้แล้วยังชอบปลูกผลไม้อร่อย ๆ หลายอย่าง ที่แม่ชอบที่สุดคือ มะพร้าว หม่อนปลูกห่าง ๆ ไว้รอบ ๆ เขตรั้วบ้าน ในช่วงหน้าร้อนเราจะขึ้นมะพร้าวมาผ่ากิน บางทีก็เอาทั้งน้ำและเนื้อมะพร้าวมารวมกัน เติมน้ำอ้อยหรือน้ำตาล แล้วใส่น้ำแข็งลงไป อร่อยชื่นใจมาก จริง ๆ คนที่ขึ้นมะพร้าวไม่ใช่คนในครอบครัวเราหรอก แกชื่อ ลุงปิน เป็นคนที่ปั่นจักรยานรับจ้างขึ้นมะพร้าวไปทั่วอำเภอ เป็นคนมีเอกลักษณ์นะ แกจะมีวิทยุหนึ่งเครื่องผูกไว้กับจักรยานและเปิดมันตลอดเส้นทางที่ปั่น ถ้าอยากกินมะพร้าวก็รอฟังเสียงเพลงได้เลย

เล่าย้อนกลับมาถึงการเดินมาที่ท่าน้ำบางทีมันก็มีปลิงเหมือนกันนะ แต่มันจะเห็นด้วยตาเปล่า เวลามันเข้ามาใกล้ตัวแม่จะรีบวิ่งหนี ที่น่ากลัวสุดคือปลิงควายที่ตัวมันใหญ่มาก แต่หน้าแล้งไม่ค่อยมีปลิงเพราะน้ำมันแห้งขอด ความทรงจำที่ท่าน้ำของแม่มีเยอะเหมือนกัน แม่ยังจำได้สมัยที่น้ายุ้ยกับน้าเบนเล็ก ๆ เราซักผ้าอ้อมกันที่นี่ หนูอาจจะสงสัยว่าทำไมซักในแม่น้ำมันไม่สกปรกหรือ มันเป็นวิถีชีวิตของพวกเรา น้ำไหลมาจากภูเขาไหลไปทางทิศใต้เรื่อย ๆ ถึงจะไม่ค่อยถูกสุขอนามัยแต่ทุกคนก็โตมาแบบนี้ แม่เองก็เช่นกัน

แม่เป็นเด็กที่ซนมาก หลายคนทายถูกที่ว่าคำแก้วซนเหมือนแม่ ฟังจากที่ผู้ใหญ่เล่าแล้วแม่คงซนกว่าพ่อ รอบ ๆ บ้านเราจะมีเด็กรุ่นพี่หลายคนซึ่งล้วนแต่เป็นญาติกัน แม่ชอบเล่นกับลุงหวัด ลุงนู ลุงสันต์ แต่ด้วยความที่เขาอายุห่างจากเราหลายปีเขาจึงเล่นซนได้เต็มที่ สนุกที่สุดคือ ช่วงน้ำนองเต็มคลองพวกลุง ๆ เขาจะตัดต้นกล้วยมาขี่ไหลไปตามน้ำ แหวกว่ายกันทั้ง ๆ ที่น้ำไหลแรงมาก หนึ่งในนั้นคือแม่ อันที่จริงรุ่นพี่ผู้หญิงใกล้บ้านก็มีป้าแรมกับป้าปูแต่เขาไม่มาเล่นกับพวกผู้ชายจึงมีแค่แม่คนเดียวที่เล่นแบบนั้น สรุปแม่เล่นกระโดดหนังยางไม่เป็น ไม่เคยเล่น แต่เล่น อีจ้ง ปีโป้ง หมากฮอส หมากเก็บ และเล่นเบี้ย ที่กล่าวมานี่ชำนาญมากเลย บางทีแม่ก็ตามแม่หล้าแสงเดือนไปไล่นกที่ทุ่งนา เขาจะเอาเชือกฟางมาผูกรอบ ๆ นาข้าวแล้วนั่งอยู่ในห้างนาดึงเชือกให้ขยับนกก็จะบินหนีไป ถ้ามันไม่บินเราก็ยิงด้วยก๋ง(หนังสติ๊ก) เหมือนได้เฝ้าไปเล่นไป แม่ไม่ได้มีแค่การเล่นซนอย่างเดียวนะ บางทีก็เอาผ้าห่มมาแขวนเป็นชั้น ๆ เหมือนฉากลิเกแล้วเล่นบทบาทสมมติอยู่คนเดียว ตัวละครอื่น ๆ ก็มโนเอา สนุกเหมือนกัน
Camera360_2015_10_17_082008_2.jpg
Camera360_2015_10_17_082008_2.jpg (118.5 KiB) เปิดดู 1017 ครั้ง

ภาพนี้ถ่ายที่โละสมัยที่ยังไม่ได้ลาดซีเมนต์ในลำน้ำ
การเล่นซนของแม่จะเกิดขึ้นได้จากการหลบผู้ใหญ่ไปเล่นแต่โดยปรกติถ้าแม่ไม่ไปนาไปสวนกับอุ๊ยสมอุ๊ยซอนแล้วหม่อนดีก็จะเป็นคนดูแล ไม่ค่อยได้เล่นโลดโผนหรอก บางทีก็เล่นขายของเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปนี่แหละ เสียดายที่หม่อนทาถึงแก่กรรมตอนที่แม่อายุแค่ ๔ ขวบ แต่ก็ยังจำเหตุการณ์ตอนที่อยู่กับหม่อนได้นะ ที่จำฝังใจที่สุดคือตอนหม่อนแสง (แม่แสง สิทธิราช) ซึ่งเป็นพี่สาวหม่อนทาพาหม่อนทาไปถือศีลที่วัดสันทราย หม่อนนุ่งห่มสีขาวเหมือนแม่ชี แม่นั่งรอท่านอยู่ในศาลาบาตร ในอดีตวัดเรามีศาลาบาตรด้วย จะเป็นศาลายาว ๆ ขนาบไปกับกำแพงวัด เวลามีงานสลากภัตหรือปอยหลวง ศรัทธาต่างหมู่บ้านก็จะมานั่งกันที่นี่ ศาลาบาตรเป็นศาลาดั้งเดิมของทางล้านนาเรา น่าเสียดายที่ทุกอย่างถูกกลืนไปกับกาลเวลา เพราะความนิยมแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และความไม่รู้ว่าของเก่าแบบเบ้าโบราณมีค่าเพียงใด

ชีวิตวัยเด็กเล็กของแม่นอกจากอยู่กับหม่อนดีแล้ว ก็ยังมีหม่อนต๋า หม่อนปันที่เป็นน้องของหม่อนดีแล้วอยู่บ้านติดกัน ทำให้เราเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน ทำกับข้าวก็จะตักมาแบ่งกัน ในความรู้สึกของแม่นี่คือครอบครัวใหญ่ของเรา โดยมีหม่อนปวงเป็นเสาหลัก (หม่อนปวงคือเทียดของคำแก้ว) ทุก ๆ เช้า หม่อนปันจะพาแม่ซ้อนจักรยานไปตลาด แม่เคยไปทั้งตลาดสันปงและตลาดบ้านดง ตลาดเช้าเป็นอะไรที่ละลานตามาก มันก็เหมือนกาดหมั้วสมัยนี้นั่นแหละ มีของกินเยอะแยะ แม่มักจะได้กินขนมปาด ขนมครก และโอวัลติน หม่อนปันนั้นเปย์หลานได้เต็มที่เพราะภรรยาและลูกแยกไปอยู่ที่เมืองฝางกันหมด หม่อนปันอยู่คนเดียวและเลี้ยงชีพด้วยฝีมือการนำสังกะสีมาตัดแต่งเป็นของใช้ เช่น ลิตร หม้อนึ่งข้าวใหญ่ ๆ ที่เก็บน้ำ จ๊อบ ๆ เล็ก ๆ ของหม่อนปันก็คือ ซ่อมน้ำคุที่รั่ว บ้านหม่อนปันจะมีเสียงดังโป๊ก ๆ ป๊าก ๆ อยู่ทั้งวัน แต่เราก็ชินแล้ว เอกลักษณ์ของหม่อนปันก็คือ ชอบสูบยานัตถุ์ แต่ก็ไม่สูบบุหรี่นะ ถ้าจะสูบบุหรี่ต้องหม่อนต๋า รายนั้นสูบไปหัวเราะไป อารมณ์ดี

แม่อยู่บ้านที่สันทรายแต่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับญาติทางบ้านสันผักฮี้ (ญาติทางอุ๊ยซอน) เพราะอุ๊ยซอนจะพาแม่ซ้อนรถเอนตาโร่ (เอนดูโร่) ไปบ้านหม่อนสุขกับหม่อนแต่มบ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่เมืองแม่จะตามไปดำหัวญาติผู้ใหญ่ด้วยทุกครั้ง ปีใหม่เมืองสมัยก่อนสนุกกว่าเดี๋ยวนี้ ตามหมู่บ้านจะดักสาดน้ำหน้าบ้านตนเอง สาดได้โดยไม่โกรธกัน ยกเว้นเห็นคนใส่ชุดไปทำนาทำสวนกลับมาเราจะไม่สาดเพราะมันจะคัน แม่เองก็ถ้าไม่เล่นน้ำหน้าบ้านก็จะไปเล่นที่น้ำโยกคือ ปั๊มโยกน้ำบาดาล ซึ่งอยู่ริมถนนหน้าบ้านน้องไข่หวานนี่แหละ สะดวกดี


บ้านหม่อนสุขหม่อนแต่มที่ปัจจุบันเป็นมรดกตกทอดมาถึงแม่นั้น เมื่อก่อนหม่อนจะอาศัยอยู่ในบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง บ้านอยู่ทางทิศเหนือของพื้นที่ ทางทิศใต้ไว้เลี้ยงวัวควาย มีบ่อน้ำ ข้าง ๆ บ่อน้ำจะมีต้นมะเฟืองต้นหนึ่ง ทางทิศเหนือของบ้านเป็นข่วงสาธารณะของหมู่บ้าน เวลาที่แม่ไปเยี่ยมหม่อนก็ต้องแวะไปตามบ้านป้า ๆ ลุง ๆ ที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันจนครบถึงจะกลับบ้านได้ ถ้าไม่ไปก็จะมีคนงอน นี่เป็นข้อปฏิบัติที่แม่ทำมาจนถึงบัดนี้ ในความรู้สึกของแม่นั้นคำว่าญาติมีค่าเสมอ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเชื่อเสมอว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ดังนั้นไม่ว่าเราจะเติบโตมาอย่างไร อยู่ไกลแค่ไหน เป็นญาติฝ่ายไหนแม่ก็ไม่เคยลืม มีเหมือนกันที่เราเสียความรู้สึกกับญาติบางคน เพราะถึงจะอยู่ไกลแต่ก็รู้ทุกเรื่อง แต่พอเวลาผ่านไปลมมันก็พัดความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นไปหมด ชีวิตสอนแม่ว่า กาลเวลาและบริบทชีวิตเปลี่ยนใจคนได้เสมอแต่หากเราปล่อยวางแล้วรักษาสัมพันธ์ดี ๆ เอาไว้ มิตรภาพก็ยังคงอยู่ แน่นอนเรื่องที่รู้มันอยู่ในความทรงจำแต่มันก็แค่ทำให้เรารู้ว่า “ใคร” ที่รักเราด้วยใจจริง
tayay_resize.jpg
tayay_resize.jpg (54.55 KiB) เปิดดู 790 ครั้ง

หม่อนสุขและหม่อนแต่ม พ่อและแม่ของอุ๊ยซอน

ในลิงก์ด้านล่างเป็น "โมเดลบ้านหนองอ้อ"ที่ทำออกมาสื่อถึงวิถีล้านนา วิถีชนบทดั้งเดิม ดูแล้วมีความสุขเหมือนย้อนอดีต
(ผู้สร้างโมเดล คือ ร.ต.ท.เสรี ศรีวิชัย เป็น ตชด. อยู่ กก.ตชด.๓๓)

https://www.facebook.com/NamfarRamink/v ... 4972672503
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 1181
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า.."คุณแม่ วัยรุ่นยุค๙๐"

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 27 พ.ค. 2024 6:41 am

คุณแม่วัยรุ่นยุค๙๐ สารคดีเรื่องเล่าให้คำแก้ว บทที่ ๓ ชีวิตคนชนบท
309650_2.jpg
309650_2.jpg (153.65 KiB) เปิดดู 782 ครั้ง

ผามปู่ย่าของครอบครัวเราจะอยู่บ้านอุ๊ยอร พี่สาวของอุ๊ยซอน

วัยเด็กของแม่ไม่มีมือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ยูทูป และไม่มีเทคโนโลยีหลาย ๆ ที่ยุคของคำแก้วมี ของเล่นของแม่คือของเล่นพื้นบ้าน เช่น ต้นไม้ใบหญ้า ก้อนหิน ยางรัด เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดตอนนั้นคงจะเป็นโทรทัศน์ที่เปิดจากเครื่องปั่นไฟ เท่าที่แม่ทราบทั้งหมู่บ้านจะมีโทรทัศน์แค่เครื่องเดียวแต่คนไปรอดูกันเหมือนหนังกลางแปลงเลยทีเดียว บ้านเราไม่มีโทรทัศน์แต่อุ๊ยหม่อนปวงมีวิทยุเอาไว้สำหรับฟังละครวิทยุ ฟังเพลง และฟังข่าว ถ้าหม่อนหลับแม่มักจะแอบเอาวิทยุของหม่อนมาฟังเพลง ตอนเด็ก ๆ แม่ร้องเพลงเพราะนะคำแก้ว การันตีด้วยการถูกนำไปเป็นตัวแทนประกวดร้องเพลงอยู่บ่อย ๆ คงเป็นเพราะแม่อยู่กับคนร้องเพลงเก่งมาตั้งแต่เด็ก แม่เป็นหลานของช่างซอ ก็คือ “แม่คำ” ของคำแก้ว ซึ่งจริง ๆ มีศักดิ์เป็นยายเพราะเป็นน้องของอุ๊ยสม แต่บ้านเรามักจะเรียกน้องของอุ๊ยว่าพ่อหรือแม่ แม่จึงให้คำแก้วเรียกตามนั้น แม่คำเป็นช่างซอที่คนรู้จักในนาม “บัวคำ เมืองพร้าว” แม่คำเป็นสาวฮอตมีหนุ่ม ๆ เอฟซีเขียนจดหมายมาหาตลอด ความลับคือแม่นางเป็นคนช่วยตอบจดหมายแทน ตอนเด็ก ๆ แม่คำจะสอนแม่ให้ร้อง ซอเก็บนก ซึ่งเป็นซอช่วงที่ตลก ๆ หรือเพลงที่ดัดแปลงให้ทะลึ่งหน่อย เป็นการอำลาผามซอที่เป็นการอำลาคนดูก่อนเลิกซอนั่นแหละ วันไหนหนุ่ม ๆ มาแอ่วหาแม่คำ พวกแม่นาง แม่แอร์ แม่หล้า ก็จะยุให้แม่ร้องเพลงทะลึ่งที่แม่คำสอนเพื่อล้อเลียนเจ้าตัว แม่คำก็จะเขินไปไม่เป็นทีเดียวแหละ

ชีวิตคนบ้านนอกกลางวันทำงาน กลางคืนเป็นช่วงผ่อนคลาย หนุ่มก็จะไปแอ่วสาว สาวก็จะอยู่นอก (หมายถึงนั่งอยู่เติ๋นรอรับหนุ่ม ๆ ที่มาเที่ยวหา) แต่บ้านเราพิเศษกว่านั้น น้า ๆ ของแม่มักจะได้เป็นประธานกลุ่มหนุ่มสาวดังนั้นตกเย็นบ้านเราจึงครึกครื้นมีการซ้อมเต้นซ้อมฟ้อนกันบ่อย ๆ นอกจากจะเป็นศูนย์รวมของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ในหมู่บ้านแล้ว หนุ่มต่างถิ่นที่หมายปองสาวก็จะมาเฝ้าสาวที่ตนหมายปองด้วย ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ในสายตาแม่ตลอดเพราะแม่เป็นหลานที่ต้องนอนกับน้า ตอนเล็ก ๆ อุ๊ยตอง แม่แอร์ แม่หล้าจะให้แม่นอนด้วยที่บ้านอุ๊ยดีแต่ไม่รอดเพราะแม่ยังเล็กนัก เริ่มนอนกับน้าได้จริงตอนเรียนชั้นประถมศึกษา คือมานอนกับแม่นางแม่หล้า แม่นางเพิ่งบอกแม่ว่าการที่แม่มานอนด้วยนั้นนอกจากจะทำให้หายกลัวผีแล้ว ประโยชน์ที่สำคัญของแม่คือสามารถจัดการกับหนุ่ม ๆ ได้ แม่นางเขาเป็นสาวฮอตมักจะถูกพาไปประกวดนางงามท้องถิ่นอยู่บ่อย ๆ จึงมีหนุ่ม ๆ มาชอบหลายคน คนไหนที่แม่นางรำคาญก็จะส่งแม่ไปบอกว่า “ไม่อยู่” แน่นอนหนุ่มเหล่านั้นมักจะไม่เชื่อ แต่แม่ก็จะมีวิธีการทำให้เขาเหล่านั้นกลับไปได้เสมอ

ตอนหัวค่ำวันไหนแม่ยังไม่ไปบ้านแม่หล้าแม่นาง แม่ก็จะตามอุ๊ยซอนไปแอ่วบ้านใกล้ ๆ บางบ้านก็เป็นญาติ บางบ้านก็ไม่ใช่ อุ๊ยซอนมักจะไปบ้าน อุ๊ยกี้ที่มาจากบ้านสันผักฮี้เหมือนกัน บ้านอุ๊ยนางนุซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ และบ้านอุ๊ยแปง อุ๊ยแปงอยู่กับอุ๊ยตาสองคนไม่มีลูก ทั้งคู่ประกอบอาชีพขายเมี่ยง จะมีทั้งเมี่ยงหวานเมี่ยงฝาด ใกล้ ๆ บ้านอุ๊ยแปงเป็นบ้านของลูกหลานที่มาอยู่ใกล้เพื่อดูแล ตอนเด็ก ๆ เป็นบ้านน้าติ๋มน้าต๋อม สองคนนี้เป็นแฝดกัน แต่พอโตมาหน่อยน้าติ๋มน้าต๋อมย้ายบ้านไปอยู่ข้างวัด พี่ศรีจึงมาอยู่แทน อุ๊ยซอนสนิทกับหลานอุ๊ยแปงทั้งคู่ กลางคืนมานั่งคุยกัน หลังบ้านอุ๊ยแปงเป็นทางไปทุ่งนาก่อนถึงจะเป็นที่สาธารณะซึ่งเป็นพื้นที่ของเมืองเก่าอนันตกาล ตรงนั้นจะมีกอไผกอใหญ่อยู่หลายจุด เป็นกอไผ่ที่มีมาแต่โบราณจึงมีขนาดใหญ่มาก ค่ำคืนหนึ่งแม่เคยเห็นงูตัวใหญ่และยาวมากเลื้อยผ่านบ้านอุ๊ยแปงไปยังฝั่งทุ่งนา บ้านเรามีความเชื่อเรื่องผี ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณหรือร่างทรงเราจึงไม่ทำร้ายงูใหญ่ มันจึงเลื้อยผ่านไปเฉย ๆ โดยที่หลังจากนั้นแม่ก็ไม่เห็นมันอีกเลย
13806_resize.jpg
13806_resize.jpg (53.06 KiB) เปิดดู 780 ครั้ง

คนเฒ่าคนแก่จะเข้าวัดอยู่เสมอ ในภาพคือหม่อนสุขแม่อุ๊ยซอนกับญาติ ๆ และคนในหมู่บ้านสันผักฮี้
ความเชื่อเรื่องผีนั้นอยู่คู่กับคนชนบทมาตั้งแต่โบราณ เริ่มตั้งแต่ผีปู่ย่าซึ่งจะตั้งศาลอยู่ในบ้านฝ่ายหญิงที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดหรือที่คนในตระกูลเห็นว่าเหมาะสม ในทุก ๆ ปีจะมีการเลี้ยงผีปู่ย่ากันในช่วงเดือน ๘ เดือน ๙ เหนือ (เดือนเหนือจะเร็วกว่าเดือนของภาคกลางไป ๒ เดือน) แต่ถ้ามีการผิดผีหรือเสียผีก็จะต้องเลี้ยงตามวาระนั้น ๆ ผิดผีคือการที่ลูกสาวบ้านใดใกล้ชิดหรือถูกฝ่ายชายล่วงเกินแตะเนื้อต้องตัว มักจะมีผู้ใหญ่ในตระกูลเจ็บป่วย ถ้าถามผีหม้อนึ่งหรือร่างทรงก็จะได้คำตอบว่ามีการผิดผี ที่น่าแปลกก็คือร่างทรงมักจะบอกเหตุการณ์ได้ตรงกับความเป็นจริง ส่วนการเสียผีคือการที่ฝ่ายชายมาสู่ขอฝ่ายหญิงก็จะต้องจ่ายค่าผีและเลี้ยงผีจึงจะครบถ้วนตามประเพณี

คนเหนือเรานั้นถ้ามีคนเจ็บป่วยโดยเฉพาะเด็ก ๆ มักจะเชื่อมโยงไปยังเรื่องผีสาง โดยหาคำตอบจากการถามผีหม้อนึ่งหรือร่างทรง เรามักจะเรียกร่างทรงว่า ม้าขี่ ร่างทรงแถวบ้านเราไม่ใช่องค์เทพแต่เป็นเจ้าในอดีตมาประทับทรง อาทิ พ่อปู่ที่อยู่ดงเหนือ บ้านเราจะมีดงเหนือดงใต้ตามความเชื่อคือ ผีกะยักษ์ที่ปกป้องคุ้มครองหมู่บ้าน เหมือนปู่แสะย่าแสะ ของแม่เหียะ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ที่มีการเลี้ยงดงมาจนถึงปัจจุบัน ม้าขี่จะไม่มีการเรียกเงินมากมายเหมือนที่เราเห็นตามข่าว เวลาคนถามเมื่อก็จะใส่ขันตั้งซึ่งมีราคา ๙ บาท ๑๒ บาท ว่ากันไป เวลามีคนป่วยก็จะไปถามว่าเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วทัก ผีกับคนอยู่คนละภพ เวลาที่ผีมาคุยด้วยไม่ว่าจะพูดในแง่ดีหรือไม่ดีคนที่ขวัญอ่อนก็มักจะป่วย บางครั้งเด็กเล็ก ๆ ที่ถูกลูบหัวก็ป่วย ตอนเด็ก ๆ เห็นคนอื่นโดนกันประจำ แม้แต่น้าเบนก็ต้องเลี้ยงผีบ่อย ๆ แต่แม่ผู้ชอบบุกป่าฝ่าดงไปทั่วไม่เคยถูกผีทักเลยซึ่งมันก็แปลก เคยมีครั้งหนึ่งที่หม่อนดีจี่เห็ดให้กิน พอกินแล้วแม่เคลิ้มฝันเหมือนเป็นลมไป ในช่วงสะลืมสะลือลืมตามาเห็นคนเดินสวนกันไปมาเต็มไปหมด ตอนนั้นแม่นอนอยู่ที่ฮ้านใต้ถุนบ้านหม่อนดี (ตั่งขนาดใหญ่ไว้นั่งรวมตัวกินข้าว หรือนั่งเล่นกัน) แต่พอโตขึ้นได้ถามถึงเหตุการณ์นี้กับผู้ใหญ่ท่านกลับบอกว่าวันนั้นไม่ได้มีใครมามีแค่คนในบ้านไม่กี่คน แม่เป็นลมครั้งนั้นสักพักก็ฟื้นไม่ได้ไปหาหมอ ไม่มีอาการป่วยต่อ สมัยแม่เป็นเด็กไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย ดูเอาเถอะแม้แต่จะคลอดอุ๊ยซอนยังคลอดเองที่บ้าน

ในส่วนของผีหม้อนึ่ง ก็คือปู่ย่าหม้อนึ่งที่เป็นปู่ย่าตายายเรานี่แหละ ในการนึ่งข้าวจะมีอุปกรณ์คือ ไหข้าว หม้อนึ่ง และผ้าพันรอบ ๆ ไหข้าวกันไม่ให้ไอน้ำระเหยไป เวลาใครเจ็บไข้ถ้าไม่ไปถามเจ้าทรงก็จะถามผีหม้อนึ่ง โดยมีคนแก่สตรีเป็นผู้มานั่งจับหูหม้อนึ่งเพื่อถามข้อมูลเหมือนเป็นการเสี่ยงทาย ส่วนใหญ่ก็ถามเรื่องคนป่วยนี่แหละ ได้เรื่องผิดผีเยอะเหมือนกัน เพราะคนล้านนาโบราณหนุ่มมาแอ่วสาวนั่งใกล้ไม่ได้ จับมือไม่ได้ ถ้าทำคือผิดผีทันที แม่ไม่รู้ว่าสิ่งเร้นลับเหล่านี้มีจริงไหม ไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ไม่เคยลบหลู่ เวลาแม่ไปเข้าค่ายลูกเสือ ไปป่าไปเขาแม่ก็จะไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา จะกินอะไรก็วางไว้เป็นเครื่องพลีก่อน หากสิ่งเหล่านี้มีจริงจะได้ปกป้องคุ้มครองเรา หากไม่มีก็ไม่เสียหายเพราะทำแล้วเรามีมั่นใจ ความเชื่อโบราณจะห้ามหลายอย่าง เช่น ห้ามแคะหูกลางคืน ผีจะมาตบบ้องหูทำให้หูทะลุ อย่าดมดอกไม้คาต้นจมูกจะโม อย่านอนดินโตขึ้นจะเสียตัวก่อนแต่ง อย่านั่งคาประตูจะคลอดลูกยาก ทุกคำที่ถูกพร่ำสอนมาล้วนทำให้แม่ตระหนักว่าสิ่งที่เป็นข้อห้ามในความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย ไม่ดีต่อตัวเรา เราจะต้องระวังรักษาตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่สำคัญว่าจะเป็นจริงหรือไม่เพราะมันคือความนัยที่เตือนสติว่า “อย่าทำ”

29062_2.jpg
29062_2.jpg (73.19 KiB) เปิดดู 781 ครั้ง

ภาพประกอบคือ บัวคำเมืองพร้าว หรือ ศรีสวาท ทะกลกิจ กับเพื่อน ๆ น้ายอดและพี่เทพ เสื้อขาวไม่แน่ใจว่าเป็นใคร ด้านหลังที่เป็นพ่อชายคือหม่อนปันของคำแก้ว

อ่านก่อนหน้าได้ที่ viewtopic.php?f=11&t=708&start=12
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 1152
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า.."คุณแม่ วัยรุ่นยุค๙๐"

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » พฤหัสฯ. 30 พ.ค. 2024 10:17 pm

4444888589.jpg
4444888589.jpg (18.17 KiB) เปิดดู 335 ครั้ง

ชาวล้านนามีการไหว้ผี มีความเชื่อเรื่องผี แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความศรัทธาในศาสนาลงแต่อย่างใด ในหมู่บ้านของแม่เป็นหมู่บ้านที่มีทั้งวัดและโบสถ์คริสต์ บ้านเราเป็นหนึ่งในไม่กี่หมู่บ้านที่มีคนศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธอาศัยอยู่ แต่เราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข คนพุทธมีงานสลากภัตคนคริสต์ก็จะมาร่วมงาน วันคริสต์มาสคนพุทธก็ไปร่วมกิจกรรมเช่นกัน แม่จำได้ว่าตอนอยู่ ป.๑ อยู่ดี ๆ อุ๊ยสมก็มารับแม่ไปงานคริสต์มาสที่โบสถ์ พอไปถึงเขาก็ประกาศให้แม่ขึ้นร้องเพลง ตอนเล็ก ๆ แม่เป็นเด็กขี้อายแต่เมื่อเขาเรียกแล้วก็ยอมขึ้นเวที แม่ร้องเพลงแก้วรอพี่ ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ซึ่งในสมัยนั้นพุ่มพวงดังมาก แม่ฝึกร้องตอนแอบเอาวิทยุอุ๊ยหม่อนปวงมาฟังอย่างไรละ พอผู้ใหญ่เห็นว่าแม่ชอบร้องเพลงก็ส่งเสริม แม่หล้าสมศรีบอกว่า นึกว่าโตขึ้นแม่จะเป็นนักร้องเสียอีก นั่นสินะ พอโตขึ้นเป็นครูเสียงมันก็แหบเพราะใช้เสียงเยอะ การเป็นครูนักเขียนก็ดีไปอีกแบบ แม่จึงได้บันทึกเรื่องราวทั้งหมดส่งต่อให้คำแก้วได้อย่างไรละ ยิ่งเขียนก็ยิ่งชำนาญ การบอกเล่าของแม่จึงเป็นการเขียนเรื่อย ๆ เหมือนได้นั่งเล่าให้หนูฟังต่อหน้า
1255.jpg
1255.jpg (109.63 KiB) เปิดดู 335 ครั้ง

หมู่บ้านของเราในอดีตมีหลายอย่างที่ในสมัยนี้ไม่มี ข้างบ้านของเรามีโรงสีข้าวของอุ๊ยแหลงและอุ๊ยนวลซึ่งเป็นตากับยายของพี่ข้าวกล้า ทุกวันแม่จะได้ยินเสียงเครื่องจักรโรงสี เสียงคนตะโกนคุยกัน เพราะจะมีคนมากหน้าหลายตามาที่นี่ โรงสีอุ๊ยแหลงเป็นโรงสีที่ใหญ่โตโอ่อ่า แม่เคยไปเดินเล่นอยู่หลายครั้ง รู้สึกตื่นตากับเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา สีข้าวเสร็จคนจะแยกแกลบอ่อนแกลบแก่ใส่กระสอบ บางคนก็ขายให้ชาวบ้านที่เลี้ยงหมู บางคนก็ขนกลับไปเลี้ยงหมูตัวเอง เพราะสมัยก่อนเราจะเลี้ยงหมู วัว ควาย และไก่กันแทบทุกบ้าน

โรงทำขนมจีนบ้านอุ๊ยหม่อนหนานนนท์ แม่เรียกอุ๊ยหม่อนว่า อุ๊ยหนาน เพราะอุ๊ยหนานบวชพระแล้วสึกมาเป็นทิด คนล้านนาเรียกทิดว่า หนาน อุ๊ยหม่อนหนานนนท์เป็นน้องชายของอุ๊ยหม่อนดี ภรรยาของท่านชื่ออุ๊ยหม่อนอวน ทั้งสองประกอบอาชีพทำขนมจีนขาย โดยมีโรงขนมจีนอยู่ทางทิศใต้ของบ้านติดกับบ่อน้ำ แม่จะตามผู้ใหญ่ไปเที่ยวเล่นบ่อย ๆ เพราะจะได้กินขนมจีนที่มันเป็นก้อน ๆ ไม่เป็นเส้นซึ่งเขาคัดออก ผู้ใหญ่เขาอยากให้เป็นเส้นสำหรับขาย แต่เด็กอย่างแม่นั้นถ้ามันเป็นก้อนอร่อยกว่าเยอะเลย โรงขนมจีนในความรู้สึกของแม่ดูเป็นกิจจะลักษณะดีนะ เป็นอาคารหลังโปร่ง ๆ มีครกมองด้วย ช่วงที่จะตำข้าวแป้งทำขนมเพื่อไปทำบุญลูก ๆ หลาน ๆ ก็จะพากันมาตำข้าวแป้งที่นี่ ครกมองมีอีกที่คือบ้านอุ๊ยหม่อนถาน้องชายคนเล็กของอุ๊ยหม่อนปวงทวดของแม่ อุ๊ยหม่อนคำ อุ๊ยหม่อนปวง อุ๊ยหม่อนถา สามพี่น้องย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พากันมาสร้างครอบครัวอยู่ในอำเภอพร้าว ดังนั้นเราจึงมีญาติอยู่ที่อำเภอสันทรายและดอยสะเก็ดทว่าไม่เคยรู้จักหรือติดต่อกัน
LINE_ALBUM_รวมรูป_๒๔๐๕๒๐_6_2.jpg
LINE_ALBUM_รวมรูป_๒๔๐๕๒๐_6_2.jpg (38.73 KiB) เปิดดู 335 ครั้ง

โรงเรียนบ้านสันทราย เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดสันทราย ตอนนี้เหลือแค่อาคารตึก เพราะถูกยุบโรงเรียนไปนานแล้ว แม่ค่อนข้างเสียดายเพราะโรงเรียนแห่งนี้ตั้งมานาน คนในหมู่บ้านต่างเคยมาเรียนที่นี่รวมถึงแม่ด้วย ที่นี่เป็นความทรงจำของคนหลายคน เราเคยเล่น เคยเรียน เคยหัวเราะ และร้องไห้กันที่นี่ คงเป็นไปตามยุคสมัยนั่นแหละลูก คนโบราณจะมีลูกกันครอบครัวละหลายคนเพราะไม่มีการคุมกำเนิด แต่คนสมัยใหม่มีการวางแผนครอบครัว นโยบายรัฐบาลสมัยนั้นเน้นให้มีลูกไม่เกิน ๒ คน จำนวนเด็กที่ไปโรงเรียนจึงลดลง สุดท้ายโรงเรียนก็ถูกปิดตัวลง ทิ้งไว้เพียงความทรงจำในอดีต

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่มีแล้วคือ โรงหนังข้างวัด ในอำเภอพร้าวจะมีโรงหนังอยู่ในตัวอำเภอโรงหนึ่ง แม่ไม่แน่ใจว่าตามหมู่บ้านจะมีที่ไหนบ้าง แต่ก็มีหมู่บ้านเราหนึ่งโรง โรงหนังที่ว่าไม่ได้โอ่โถงเหมือนโรงหนังในห้างหรอกนะลูก เป็นโรงหนังที่ไม่มีหลังคา เขาจะมีเก้าอี้ให้นั่งเรียงรายไป ถ้าฝนตกก็ดูไม่ได้ แต่ข้อดีคือเราได้ดูหนังใหม่เหมือนในตัวเมือง ค่าบัตรตอนนั้นไม่เกินยี่สิบบาท โรงหนังตั้งอยู่หลายปีแล้วก็ถูกปิดตัวลงเนื่องจากหลัง ๆ คนชอบดูโทรทัศน์กันมากกว่า
130594489.jpg
130594489.jpg (135.34 KiB) เปิดดู 335 ครั้ง

ภาพในอดีตไม่อาจย้อนคืนมาได้ทว่ามันจะอยู่ในความทรงจำอันงดงามเสมอ แม่ยังจดจำวันที่ได้นั่งล้อเกวียนไปทุ่งนากับอุ๊ยสมได้ วัวเทียมเกวียนพาเราขนข้าวมาใส่หลองข้าว แม่ชอบมากเลยนะเพราะบ้านเราไม่มีเกวียน นาน ๆ ได้นั่งที ยิ่งตอนที่มันเดินลัดทุ่งนาเราก็หัวสั่นหัวคลอนเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี คนในหมู่บ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมรวมถึงครอบครัวเราด้วย หน้านาแม่ก็จะขอตามไปดูเขาทำนากัน ผู้ใหญ่ทำงานส่วนแม่ก็จะเล่นน้ำอยู่ใกล้ ๆ เป็นลำน้ำเล็ก ๆ สองสายตัดผ่านกัน สายหนึ่งอยู่สูงสายหนึ่งอยู่ต่ำ เส้นที่อยู่สูงไม่ได้ไหลลงมาเป็นน้ำตกหรอกนะ ผู้ใหญ่เขาจะเอาต้นมะพร้าวผ่าครึ่งเจาะข้างในออกแล้วเอามาต่อให้น้ำไหลผ่านไปอีกฝั่งได้ ตรงนั้นจะมีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่งพอให้ร่มเงา แม่เล่นอยู่ตรงนั้นทุกครั้งที่ไป ช่วงไหนเกี่ยวข้าวก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ถ้าเกี่ยวข้าวอาจมีกิจกรรมตอนกลางคืน เช่น ตีข้าว สนุกตรงที่เขาเอาฟางข้าวมาทำเป็นเพิงชั่วคราว และเอาฟางข้าวที่ตีแล้วมากองเรียงกันเป็นภูเขา เด็ก ๆ อยากเล่น แต่ผู้ใหญ่คงไม่ชอบเพราะมันจะล้มระเนระนาด ที่สำคัญเล่นกองฟางแล้วถ้ากลับไปอาบน้ำเราจะแสบขาไปหมดทรมานน่าดูเหมือนกัน

ชีวิตเด็กบ้านนอกคือชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ เก็บเกี่ยวความสวยงามอย่างที่คนในเมืองไม่ได้สัมผัส ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะบ่นถ้าหากเลอะขี้โคลน แต่ครั้นโตขึ้น แม่ทำงานราชการ เป็นนักเขียน มีคนรู้จักหลากหลายสาขาอาชีพ แม่กลับรู้สึกว่าดินโคลนเหล่านั้นมีค่ามาก สร้างประสบการณ์และจินตนาการได้อย่างมหาศาล แม่จึงอยากให้ลูกได้สัมผัสดิน สัมผัสทราย ได้อยู่กับธรรมชาติ ให้เรียนรู้อย่างหลากหลาย แน่นอนมันจะทำให้ลูกเข้าใจชีวิตได้ถึงแก่นแท้ เพื่อให้เกิดความสมดุลของชีวิต และทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลกทุกมุมได้จริง ๆ
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 1152
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง สนทนากับคนภาษาไทย

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron