เรื่องเล่าของน้ำฟ้า

คู่มือการใช้งาน

เรื่องเล่าของน้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » จันทร์ 24 ต.ค. 2016 10:41 am

fam_03.jpg
fam_03.jpg (40.66 KiB) เปิดดู 9532 ครั้ง


น้ำฟ้า เป็น นามปากกาของน้ำฝน ทะกลกิจ นักเขียนนวนิยาย ที่มีภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่ กระทู้นี้จะเป็นเรื่องเล่าที่ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องราวในอดีตย้อนไปหลายปีก่อน ความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ และอาจจะเขียนเรื่องสั้น นวนิยายต่อๆกันไปตามสะดวก และตามอารมณ์ ผลงานทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ นำมาให้อ่านเพื่อความบันเทิงและแบ่งปันความรู้สึกร่วมกันเท่านั้น กรุณาอย่าคัดลอกหากไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการนำไปเผยแพร่ กรุณาแจ้งที่เพจ บ้านน้ำฟ้า หรือ นวนิยายล้านนา ค่ะ

เรื่องที่ ๑ เมืองพร้าวในความทรงจำ

เมืองพร้าวในความทรงจำ เป็นการย้อนความทรงจำไปยังเมืองพร้าวเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณีต่างๆ ล้วนแทรกเจืออยู่ในการเล่าชีวประวัติของข้าพเจ้า แม้วันนี้หลายสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความทรงจำในหัวใจจะยังงดงามเสมอ

S__1974282_resize.jpg
S__1974282_resize.jpg (76.8 KiB) เปิดดู 9706 ครั้ง


ตอนที่ ๑ บ้านเกิด

อดีตมักจะฝังรากลึกอยู่ในซอกหลืบความทรงจำของมนุษย์ทุกคน ยามใดที่ได้เห็นภาพเก่าๆ บุคคลเก่าๆ หรือได้ยินเรื่องราวเก่าๆ ความทรงจำเหล่านั้นก็จะหวนคืนกลับมา และฉายชัดให้เกิดความรู้สึกดีๆอยู่เสมอ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่มีความรู้สึกผูกพันต่อบ้านเกิดอย่างยากจะลืมเลือน ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใด เรื่องราวความหลังก็ยังกระจ่างชัดราวกับเหตุการณ์ในอดีตมาปรากฏอยู่ตรงหน้า “เมืองพร้าว” บ้านเกิดของข้าพเจ้า บ้าน...ที่มีภูเขาโอบล้อมโดยมีทุ่งนาเขียวขจีโอบกอดอยู่อีกชั้นหนึ่ง บ้าน...อันเงียบสงบแต่กลับมีเรื่องราวน่าพิศวงอย่างมากมาย ซึ่งข้าพเจ้าจะค่อยๆเล่าสอดแทรกไปกับการเล่าเรื่องราววัยเยาว์เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น


ความทรงจำของข้าพเจ้าเริ่มต้นเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน ข้าพเจ้าเป็นลูกสาวคนโตของพ่อและแม่ซึ่งเป็นคนเชื้อสายล้านนาแท้ๆ เกิดในอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ วีถีชีวิตจึงถูกบ่มเพาะด้วยวัฒนธรรมประเพณีล้านนาอยู่ตลอดเวลา จวบจนทุกอย่างแทรกซึมเข้ามาอยู่ในทุกความรู้สึกนึกคิดและการกระทำมาจนถึงปัจจุบัน

ในความทรงจำอันงดงาม บ้านหลังแรกในชีวิตของข้าพเจ้าเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆใต้ถุนสูง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของบ้านอุ๊ย หรือตามภาษาไทยนั้นหมายถึงปู่ ย่าตา ยาย โดยในที่นี้ คือบ้านปู่กับย่า ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านแม่ต๋าซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กของปู่ ถัดจากบ้านจะเป็นป่าละเมาะกินเนื้อที่ไปจนถึงแนวกอไผ่ซึ่งขึ้นอยู่ตามแนวคลองเล็กๆที่เราเรียกกันว่าน้ำเหมือง ลำน้ำสายชีวิตที่หล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านมาตั้งแต่โบราณกาล

ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวที่ว่าประกอบด้วยพ่อแม่ ปู่ย่า ป้า และน้าๆอีก ๕ คน นอกจากนี้ยังมีครอบครัวแม่ต๋าที่มีสมาชิกอีก ๗ คน อันได้แก่ อุ๊ยหม่อน พ่อของปู่ผู้มีอายุประมาณเก้าสิบกว่าปี พ่อปัน น้องชายของปู่และเป็นพี่ของแม่ต๋า แม่ต๋ากับสามี และลูกๆอีก ๓ คน พวกเราทั้ง ๓ ครอบครัวอาศัยอยู่ภายในรั้วเดียวกัน รั้วที่ว่าก็เป็นการปลูกไม้ดอกและไม้ประดับเป็นแนวให้รู้อาณาเขตเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความแน่นหนาใดๆ เช่นเดียวกับประตูรั้วที่ปล่อยเอาไว้เป็นช่องว่าง ใครจะเดินเข้าเดินออกก็สะดวก แต่ก็ระวังมะพร้าวหล่นใส่หัวด้วยก็แล้วกัน เพราะตรงประตูทางเข้าบ้านนั้นจะปลูกต้นมะพร้าวขนาบไว้ทั้งสองฝั่ง


สมัยที่ยังเด็กนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าอาณาจักร เหตุเพราะเป็นหลานสาวคนแรกของครอบครัว และยังเป็นเด็กสาวหนึ่งในไม่กี่คนในละแวกบ้าน ที่สำคัญพวกพี่ๆมักจะชวนกันมาเล่นที่กลางข่วงบ้านข้าพเจ้าอยู่เสมอ เพราะมีพื้นที่กว้างขวาง ทำเลเหมาะสม มีหน้าบ้านติดถนน หลังบ้านบ้านติดน้ำเหมือง ช่วงเวลาปกติเราก็จะชวนกันเล่นเบี้ย อีโป้ง ซ่อนหา อีจ้ง เป่ากบฯลฯ แต่ถ้าช่วงน้ำนองพวกเราก็จะแอบไปเล่นน้ำเหมืองหลังบ้านโดยการตัดต้นกล้วยแล้วเอามาขี่ให้ไหลตามน้ำไปถึง “ปุม” หรือฝายซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก ชีวิตในวัยเด็กของข้าพเจ้าจึงค่อนข้างซนประหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย เนื่องจากได้เล่นกับเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ประกอบกับพ่อชอบให้ใส่กางเกงมากกว่ากระโปรง แถมยังทำกระสอบทรายให้ฝึกมวยอีก แต่กระนั้นแม่ก็ไม่ยอมให้ตัดผม ปล่อยผมข้าพเจ้าให้ยาวสลวยลงมาถึงบั้นเอว พ่อคงไม่ชอบเท่าไรนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้


ก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ นั้น ข้าพเจ้าไม่ยอมไปอยู่ศูนย์เด็กเล็กที่โบสถ์คริสต์เหมือนเพื่อนคนอื่น จริงๆพ่อแม่ก็พยายามพาไปอยู่เหมือนกัน แต่ข้าพเจ้านั้นร้องไห้ไม่หยุด ครูที่ศูนย์เด็กถึงขั้นพาซ้อนท้ายจักรยานออกไปเที่ยวตามบ้านคนแต่ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมหยุดร้อง เป็นเช่นนั้นอยู่นานพ่อจึงตัดสินใจว่าค่อยรอไปเรียนชั้นประถมฯเลยก็แล้วกัน ระหว่างที่พ่อแม่ไปทำงานข้าพเจ้าก็จะอยู่กับปู่ ย่า หรือน้าๆ บางวันถึงได้ติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปบ้าง


ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นครอบครัวเกษตรกรโดยแท้ จำได้ว่าตอนยังเล็กๆ เราจะเลี้ยงควายเอาไว้ใต้ถุนหลองข้าว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันคลอดลูกแล้วลูกควายน้อยไม่แข็งแรง พ่อต้องซื้อนมมาใส่ขวดนมให้มันกิน ข้าพเจ้าเป็นคนดูแลมันอยู่หลายวันแต่สุดท้ายมันก็ตาย เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าแอบร้องไห้อยู่นานทีเดียว นอกจากควายแล้วครอบครัวเรายังเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยไว้สองตัวมันชื่อดิ๊กกับมุม มันทั้งสองทำตัวน่ารักไม่เคยกัดคนหรือแม้แต่ไก่ที่พ่อกับปู่เลี้ยงเอาไว้เต็มบ้าน มีเห่าคนแปลกหน้าอยู่บ้างแต่พอห้ามก็หยุด มันอยู่กับครอบครัวเราไปจนอายุประมาณ ๑๐ ปีจึงตายตามอายุขัย ข้าพเจ้าแอบร้องไห้อีกเช่นเคย หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าคนในครอบครัวจะนำสุนัขมาเลี้ยงอีกเลย

20161001_104511_resize.jpg
20161001_104511_resize.jpg (202.79 KiB) เปิดดู 9706 ครั้ง


ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าครอบครัวของเราเป็นเกษตรกร แต่น้าคนที่ ๔ กลับประกอบอาชีพแตกต่างจากคนอื่นๆ นั่นคือมีอาชีพเป็นช่างซอ โดยคนจะรู้จักในนาม บัวคำเมืองพร้าว น้าบัวคำเป็นศิษย์ของแม่ครูคำปัน บ้านทุ่งหลวง และเป็นรุ่นน้องของแม่ครูบัวซอนศิลปินแห่งชาติ ยามน้าไปซอตามงานต่างๆที่มีคนว่าจ้าง ปู่ก็จะตามไปเป็นช่างปี่ คอยเป่าปี่เพื่อให้จังหวะช่างซอบนเวที ไม่เพียงแต่งานที่ถูกว่าจ้างเท่านั้น หลายครั้งที่น้าไปช่วยซอการกุศลตามวัดต่างๆ น่าเสียดายที่น้าบัวคำอายุสั้นนัก อายุเพียงสามสิบต้นๆก็จากครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ผลงานสุดท้ายของน้า คือการแสดงละครซอของโทรทัศน์ช่อง ๘ อสมท. หากน้าบัวคำยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงเป็นอีกผู้หนึ่งที่จะช่วยรักษาศิลปะการซอเอาไว้ตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน

#จบตอน

เดี๋ยวว่างๆมาเล่าต่อค่ะ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อาทิตย์ 25 ก.พ. 2018 8:05 am

ตอนที่ ๒ ปี๋ใหม่เมือง

namfar999.jpg
namfar999.jpg (80.06 KiB) เปิดดู 9532 ครั้ง


ชีวิตของคนชนบทเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุข ในช่วงต้นๆของชีวิตนั้น ด้วยความที่ข้าพเจ้าเป็นหลานคนเดียว พวกน้าๆจึงอยากให้ไปนอนด้วย ทว่าพอได้ครึ่งคืนข้าพเจ้าก็จะร้องไห้หาแม่ แต่พอนานไปก็ชิน จึงเปลี่ยนที่นอนเป็นว่าเล่น แต่ถึงจะไม่ได้ไปนอนกับน้าๆ ตอนเช้าก็จะมีคนมาปลุกให้ข้าพเจ้าตื่นอยู่ดี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่น้าๆจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อกวาดเศษใบไม้ ทำความสะอาดบ้าน แต่ข้าพเจ้าว่าคงนอนไม่หลับมากกว่า เพราะพอย่างเข้าเที่ยงคืนวันที่ ๑๒ เมษายน ก็จะมีเสียงประทัด เสียงเคาะเกราะ หรือแม้แต่เสียงปืนดังอยู่ตลอดเวลา แม่บอกว่าเขาทำเสียงดังแบบนั้นเพื่อไล่


ขุนสังขานต์ ในขณะที่น้าๆบอกว่าให้รีบตื่นมาดูสังขานต์ตอนเช้าวันที่ ๑๓ เมษายน เพราะสังขานต์จะเดินทางมาปีละครั้งโดยเดินจากทิศเหนือไปทิศใต้ สังขานต์ จะตัวสูงใหญ่มีตะกร้าแบกไว้ที่หลังเพื่อเก็บขยะที่แต่ละบ้านกวาดไปรวมๆไว้ พอถึงตอนเช้าน้าๆก็จะตะโกนโหวกเหวกปลุกข้าพเจ้าให้ตื่นมาดูสังขานต์ แต่ลงมาทีไรสังขานต์ก็ไปเสียแล้วทุกที เพิ่งจะมารู้ตอนโตว่า แท้จริงแล้ว “ขุนสังขานต์” คือ สุริยเทพ ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของพระอาทิตย์ดังตำราโบราณล้านนาชื่อ คัมภีร์สุริยาตร์ ได้กล่าวถึงการใช้การโคจรของดวงอาทิตย์เป็นหลักในการคำนวณและกำหนดวันเปลี่ยนศักราชใหม่ คือ เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษเป็นวันแรก หรือประมาณช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี


วันสังขานต์ล่อง คือ วันแรกของวันสงกรานต์ ครอบครัวของเราจะช่วยกันทำความสะอาดบ้าน
ตัดใบตองมาตากแดดเตรียมไว้สำหรับที่จะห่อขนมและทำห่อนึ่ง สำหรับข้าพเจ้านั้นไม่มีหน้าที่ใดมากนัก จึงออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อนๆพอตกเย็นก็กลับมาสระเกล้าดำหัว ซึ่งก็คือการสระผมนั่นเอง ทุกๆปีหนังสือปีใหม่เมืองจะระบุให้ทราบว่าจะต้องสระผมไปทางทิศใด เมื่อสระผม อาบน้ำ แต่งตัว ใส่เสื้อผ้าใหม่แล้วจะต้องนำดอกไม้ชนิดใดมาเหน็บมวยผม สงกรานต์เป็นช่วงเวลาความสุขของข้าพเจ้า เพราะนอกจากจะเป็นประเพณีที่สนุกสนานแล้ว ญาติพี่น้องที่อยู่ไกลๆยังกลับมาบ้านพร้อมหน้าพร้อมตาอีกด้วย

ถัดจากวันสงขานต์ล่องเป็น วันเนาว์ หรือ วันเน่า แม่สอนว่าในวันนี้ห้ามพูดจาไม่ดี ห้ามด่าทอคนอื่น ในวันเนาว์นี้เป็นวันขนทรายเข้าวัด ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าโดยตรง ข้าพเจ้าจะเป็นตัวแทนของครอบครัวไปขนทรายทุกปี โดยเราจะไม่ใช้ทรายจากลำคลองเพราะถือว่าไม่สะอาดพอ ทรายที่ใช้จะเป็นทรายในนา ข้าพเจ้าจะถือน้ำคุ ถังน้ำเล็กๆไปขนจนครบจำนวนคนในบ้าน ตักทรายได้ก็วิ่งแข่งกับเพื่อนแต่ก็ต้องระวังคันนาให้ดี มิเช่นนั้นอาจจะหกคะเมนตีลังกาได้ ทรายที่ขนมานั้นทางวัดจะก่อเป็นเจดีย์ทราย เอาไว้ปัก ตุงตั๋วเปิ้ง หรือ ตุงนักษัตรในวันพญาวันนั่นเอง เมื่อขนทรายเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็จะรีบกลับบ้านเพื่อไปกินขนมจ็อกหรือขนมเทียน กับห่อนึ่งที่แม่ทำเตรียมไว้ไปวัดและเผื่อแผ่ถึงทุกคนในบ้านด้วย คนทางภาคเหนือจะทำเช่นนี้ทุกบ้าน สำหรับข้าพเจ้านั้นถ้าครั้งไหนกลับมาทันแม่ทำขนมก็จะช่วยนวดแป้งและห่อขนม แรกๆก็ห่อขนมไม่ค่อยสวยเนื่องจากไม่มีมุม แต่ทุกอย่างก็พัฒนาไปตามวัย พอโตขึ้นการห่อขนมหรือห่อนึ่งก็พัฒนาตาม ทว่าข้าพเจ้ากลับไม่ค่อยได้ทำ เหตุเพราะรับราชการอยู่ไกลบ้าน


วันที่สามของปีใหม่เมือง คือ วันพญาวัน ข้าพเจ้าจะถูกจับแต่งตัวแต่เช้าเพื่อไปวัดกับพ่อแม่ โดยพ่อจะแยกไปตานขันข้าวให้ญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนแม่จะไปตักบาตรบนวิหาร ส่วนเด็กๆอย่างข้าพเจ้าก็วิ่งไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเบื่อก็กลับบ้านไปทำหน้าที่แท้จริงของตนเอง นั่นคือ การดำหัวญาติผู้ใหญ่ การดำหัวของครอบครัวเรานั้นใช้เวลาเกือบทั้งวัน ข้าพเจ้าจะเริ่มต้นโดยไปดำหัวอุ๊ยหม่อนก่อน แล้วตามด้วยการดำหัวปู่ จากนั้นจึงตามป้ากับน้าๆออกจากบ้านไปดำหัวพี่ๆน้องๆของปู่กับย่า นับจำนวนแล้วสิบกว่าท่าน เมื่อกลับมาก็ต้องนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ที่พวกเราเรียกว่า “รถเอ็นตาโร่”เพื่อไปดำหัวตากับยายที่ต่างหมู่บ้านอีก จวบจนหมดวันข้าพเจ้าจะมีด้ายไหมมือ หรือสายสิญจน์มัดอยู่เต็มข้อมือราวกับเพิ่งผ่านพิธีเรียกขวัญมาหยกๆ


วันที่สี่ของวันสงกรานต์ คือ วันปากปี วันนี้จะมีกิจกรรมสำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่เช้าแม่จะนำเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านไปสะเดาะเคราะห์ที่วัด หลังจากนั้นช่วงสายๆจะเป็นพิธีส่งเคราะห์บ้าน ช่วงบ่ายก็พากันไปแห่ไม้ค้ำ และดำหัววัด คือ การดำหัววัดต่างๆในละแวกใกล้เคียง ในวันนี้ทุกบ้านจะแกงขนุนตามความเชื่อที่ว่าจะได้มีสิ่งดีๆมาหนุนนำตลอดปี นอกจากนี้ในช่วงกลางคืนยังมีการจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเทียนที่เขียนชื่อ วันเดือนปีเกิดของคนในบ้านเพื่อเป็นการต่ออายุและเสริมดวงให้แก่ทุกคนอีกด้วย

ประเพณีสงกรานต์นั้นเป็นประเพณีแห่งการเริ่มต้นจึงมีความละเอียดอ่อนและพิถีพิถัน นอกจากวันปากปีแล้ว วันที่ห้าของสงกรานต์ยังเป็นวันปากเดือน วันที่หกเป็นวันปากวัน แต่สองวันหลังนี้จะไม่มีพิธีการใดๆ เป็นการพักผ่อนหย่อนใจและอยู่กับครอบครัวเสียมากกว่า กระนั้นก็ยังมีญาติพี่น้องจากต่างอำเภอทยอยมาดำหัวอุ๊ยหม่อน และปู่อยู่ประปราย เนื่องจากในวันพญาวันและวันปากปีเหล่าญาติๆก็ล้วนแต่มีกิจกรรมในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน

เนื่องจากครอบครัวของเราเป็นครอบครัวเกษตรกร หลังสงกรานต์ยังไม่มีการเพาะปลูกใดๆจึงค่อนข้างว่าง ข้าพเจ้าวิเคราะห์เอาเองว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนี้มักจะมีพายุเข้า ทุกครัวเรือนจึงรอให้ผ่านพ้นช่วงมรสุมไปก่อน ข้าพเจ้าจำได้ว่า ช่วงหลังสงกรานต์จะมีพายุรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง พอตกบ่ายท้องฟ้าจะมืดครึ้มเป็นสีดำทะมึน พ่อแม่จะห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าลงจากบ้านไปไหน แต่กระนั้นก็ยังไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก เพราะลมพายุนั้นพัดแรงจนข้าพเจ้ารู้สึกว่าเสาเรือนโอนเอน และหลายครั้งที่กระเบื้องถึงกับปลิวหลุดออกไปจากหลังคา แต่ข้าพเจ้าจะอยู่ในบ้านแค่ช่วงที่พ่อกับแม่อยู่บ้านเท่านั้น หากท่านไม่อยู่ข้าพเจ้าก็มักจะวิ่งตากฝนในข่วงบ้านจนสาแกใจแล้วก็ไปเล่นน้ำรางรินที่บ้านปู่ จนฝนหยุดตกค่อยวิ่งไปหลังบ้านบริเวณที่เป็นป่าละเมาะบ้านแม่ต๋า ซึ่งบริเวณนั้นจะมีมะม่วงแก้มแดงอยู่ต้นหนึ่ง ลำต้นของมันสูงมากจนยากที่จะเอาไม้ส้าวสอยผลสุกลงมาได้ ก็ต้องรอจังหวะมีลมพายุนี่แหละที่มันจะร่วงลงมาเอง อันที่จริงใกล้ๆกันก็มีมะม่วงน้ำตาลอยู่ต้นหนึ่งแต่ข้าพเจ้าไม่ชอบรสชาติของมันเท่าใดนัก เพราะหวานเกินไป สู้มะม่วงแก้มแดงที่มีรสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวไม่ได้ ที่สำคัญการได้ช่วงชิงกับเพื่อนๆที่มักจะวิ่งมาเก็บมะม่วงเป็นเรื่องที่สนุกมาก อันที่จริงพอใครเก็บได้ก็เอามาแบ่งกันกิน แต่การได้วิ่งไปถึงก่อนนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราภูมิใจราวกับได้รับรางวัลจากการวิ่งระดับโลกก็ไม่ปาน

มัวแต่บรรยายเรื่องลมพายุเสียนาน ทำให้ข้าพเจ้าลืมกล่าวถึงช่วงเวลากลางวันหลังสงกรานต์ซึ่งเป็นเวลาที่ข้าพเจ้าประทับใจมาก เนื่องจากญาติพี่น้องจะวนเวียนมาพบกันและสถานที่อันเป็นที่ชุมนุมคือใต้ถุนบ้านของปู่ ภาพบ้านไม้ทรงโบราณยังประทับในความทรงจำของข้าพเจ้าเสมอ บ้านไม้ใต้ถุนสูงขนาดกลาง แต่ไม่ได้มีการเลี้ยงวัวควายเหมือนบ้านอื่น ส่วนด้านล่างที่ติดพื้นดินเยื้องไปทางทิศเหนือของตัวบ้านมีการต่อเติมเพื่อทำเป็นลานกิจกรรมของครอบครัว ห้องครัว และชานเรือนที่ไม่มีหลังคา สำหรับวางโอ่งมังกร และอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้น้ำ แต่ส่วนที่เป็นใต้ถุนจริงๆนั้นปล่อยให้เป็นลานโล่ง บริเวณนั้นเป็นดินเหนียวและแข็งมาก ปู่จะนำแคร่ไม้ขนาดใหญ่ไปตั้งไว้ ๒ ตัว พอกลางวันแดดร้อนๆก็ตักน้ำใส่ฝักบัวมารดพื้นทำให้บริเวณนั้นเย็นสบาย พอตกบ่ายพวกน้าๆก็มักจะพากันตำส้มตำ ฝานมะม่วงกินกับน้ำพริกน้ำอ้อย หรือช่วงไหนที่มีคนขึ้นมะพร้าวก็จะขูดเอามะพร้าวอ่อนใส่กะละมัง เทน้ำมะพร้าวลงไป ใส่ข้าวเหนียว แล้วเติมน้ำอ้อยให้รสหวานขึ้น ก่อนที่จะใส่น้ำแข็งลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย เราเรียกมันว่ามะพร้าวจ๋าวน้ำอ้อย ซึ่งเป็นอาหารที่อร่อย กินแล้วสดใส เย็นชื่นใจจริงๆ

มิใช่เพียงกลางวันเท่านั้นที่บ้านของปู่เป็นศูนย์กลางของพวกญาติๆและเพื่อนบ้าน ในตอน
กลางคืนก็เช่นเดียวกัน น้าแอซึ่งเป็นลูกคนที่ ๖ ของปู่กับย่านั้นมีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ตอนกลางคืนจึงมีการซ้อมฟ้อนกันอยู่เป็นประจำ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการฟ้อนนำต้นของหมู่บ้านไปร่วมงานสลากภัตและปอยหลวง คืนไหนที่ว่างเว้นจากการงาน สาวๆในหมู่บ้านก็จะพากันมารวมตัวกันที่ข่วงบ้านของครอบครัวเรา และซ้อมฟ้อนโดยมีหนุ่มๆในหมู่บ้านและต่างบ้านมาช่วยตีกลอง ซ้อมฟ้อนเสร็จก็มักจะทำขนมหรือส้มตำกินกัน หากคืนใดไม่มีการซ้อมฟ้อนก็จะมีหนุ่มๆแวะเวียนมาหาน้า ตามวัฒนธรรม“บ่าวแอ่วสาว” ข้าพเจ้าจำได้ว่า ถ้าน้ามีใจให้หนุ่มคนไหนก็จะออกมานั่งคุยกันบนเติ๋นหรือโถงของเรือน แต่ถ้าคนไหนที่ไม่ชอบใจก็จะทำทีเป็นไม่อยู่บ้าน หลายครั้งที่ข้าพเจ้าจึงต้องทำหน้าที่ผู้ประสานงานลงไปบอกหนุ่มๆว่าน้าไม่อยู่

namfar99.jpg
namfar99.jpg (52.06 KiB) เปิดดู 9533 ครั้ง
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 117
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อาทิตย์ 11 มี.ค. 2018 7:06 pm

บ่าวแอ่วสาวเป็นวิถีชีวิตของคนล้านนาแท้ๆ กลางคืนหนุ่มๆจะไปแอ่วบ้านสาวที่ตนเองชอบ เพื่อไปนั่งคุยทำความรู้จักกัน สาวก็จะนั่งทำกิจกรรมในครัวเรือน เช่น ปั่นฝ้าย จักตอกฯลฯ อยู่บริเวณเติ๋น พอหนุ่มมาก็จะมาช่วย ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นรับหน้าที่ผู้ช่วยนางเอก ถูกขอร้องให้นั่งเป็นก้างขวางคออยู่ทุกคืน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรู้จักหนุ่มๆทุกคนที่มาจีบน้าๆ บางคนก็มาตีสนิทข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าพลอยเรียกเขาว่า “น้า” ตามไปด้วย อันที่จริงบุคคลที่ข้าพเจ้าเรียกว่าน้านั้นมีศักดิ์เป็นอา เพราะเป็นน้องของพ่อ แต่ก็แปลกดีที่ในละแวกนั้นมักจะเรียกทั้งน้องพ่อและน้องแม่ว่าน้า ในชีวิตข้าพเจ้าจึงไม่เคยมีอาและมีแต่น้าเต็มไปหมด

13046251_870178849757414_1246721565_n (1).jpg
13046251_870178849757414_1246721565_n (1).jpg (107.92 KiB) เปิดดู 9466 ครั้ง



การรับแขกของครอบครัวเราก็เหมือนกับครอบครัวคนล้านนาทั่วไป คือ เมื่อมีแขกมาบ้านก็จะพาไปนั่งที่เติ๋น ส่วนน้ำท่าที่ต้อนรับก็จะเป็นน้ำในน้ำต้น ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาทรงสูงคล้ายๆแจกัน แต่ถ้าคนไหนที่สนิทชิดเชื้อกันมากๆก็จะไปตักน้ำในน้ำหม้อน้ำกินเองโดยไม่ต้องบอก ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่มักจะมีแขกมาเยือนอยู่เสมอ ส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้าน บางทีเป็นญาติๆ เพื่อนพ่อ เพื่อนน้า แต่ละคนก็มาเยี่ยมบ้าง มาคุยกันบ้าง บางช่วงก็ใช้ข่วงบ้านของข้าพเจ้าเป็นลานกีฬา เล่นวอลเล่ย์บอล เตะตะกร้อกันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนเพื่อนๆของข้าพเจ้านะหรือ ไม่น่าจะเรียกแขกได้เนื่องจากมาทุกวัน จะพิเศษก็ตอนประชุมหมู่บ้าน ที่คนในหมู่บ้านจะมาประชุมกันที่บ้านแม่ต๋า เพราะพ่อศรีสามีของแม่ต๋านั้นเป็นแก่บ้าน หรือผู้ใหญ่บ้าน หากมีการประชุมคราใด แต่ละคนก็มักจะพาลูกๆหลานๆ มาด้วย คืนนั้นข้าพเจ้าจะสนุกสนานเป็นพิเศษ เพราะมีเพื่อนเล่นในตอนกลางคืน แต่น้าๆก็ต้องระวังกอไม้ประดับหน้าบ้านเป็นพิเศษ เนื่องจากข้าพเจ้ามักจะไปนอนเล่นทำให้กอไม้นั้นเสียรูปเสียทรง แต่ก็ไม่ใช่แค่ช่วงประชุมหมู่บ้านเท่านั้นที่ข้าพเจ้ามีเพื่อนเล่นตอนกลางคืน ช่วงใกล้ๆเดือนยี่ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่เด็กๆมักจะไปเล่นกับเพื่อน กลางคืนเราจะไปซื้อประทัด ไฟเย็น บอกไฟดอกเล็กๆมาจุดด้วยกัน แต่ก็ยังไม่สนุกเท่าวันยี่เป็งจริงๆ ที่ไม่ว่าวันนั้นจะตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ หรือเป็นวันที่ข้าพเจ้าต้องไปโรงเรียน ข้าพเจ้าก็สามารถไปร่วมกิจกรรมที่วัดได้


ประเพณียี่เป็งนั้นตรงกับวันลอยกระทงของทางภาคกลาง แต่ที่คนล้านนาเรียกว่ายี่เป็งเป็นเพราะ ตรงกับวันเพ็ญเดือนยี่เหนือ กล่าวคือ เดือนของล้านนาจะมาถึงก่อนเดือนไทยสองเดือน โดยทั่วไปยี่เป็งมักจะตรงกับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าหนาว ข้าพเจ้าไม่เคยลืมว่าหน้าหนาวสมัยนั้นหนาวมาก ยี่เป็งก็หนาวจนสั่น ถึงแม้เราจะใส่เสื้อกันหนาวแล้วก็ตาม ช่วงก่อนยี่เป็งราวหนึ่งสัปดาห์พ่อศรีและพ่อของข้าพเจ้ามักจะ ต้อกบอกไฟ คือ ทำบอกไฟดอกเพื่อนำไปแข่งขันกันที่วัด การแข่งขันนี้จะทำกันเป็นหมวด ซึ่งในหมู่บ้านจะแบ่งหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ ตามจุดที่ตั้ง เมื่อมีกิจกรรมก็ทำกันเป็นหมวดๆ บ้านของข้าพเจ้าอยู่หมวด ๒ เราจึงต้องทำบอกไฟของหมวด๒ไปแข่งขันเพื่อเป็นสีสันค่ำคืนวันยี่เป็ง


เมื่อถึงวันยี่เป็ง ช่วงสายๆที่วัดจะมีการปล่อยว่าวลม ว่าวลมที่ว่านี้คนภาคอื่นมักจะเรียกว่าโคมลอย ส่วนภาคเหนือแท้ๆจะเรียกว่าว่าวลมหากปล่อยในเวลากลางวัน และเรียกว่าว่าวไฟหากปล่อยในเวลากลางคืน การปล่อยว่าวดังกล่าวนั้นเราจะปล่อยกันเป็นหมู่บ้าน โดยจะหากระดาษว่าวไปรวมกันเพื่อประดิษฐ์ว่าวซึ่งมีลักษณะทรงกลม เวลาจะปล่อยว่าวนั้นก็ไม่ได้ใช้ไฟแบบในปัจจุบัน แต่เป็นการรมควันให้เข้าไปอยู่ในว่าว จนมีแรงดันลอยขึ้นเอง การปล่อยว่าวต้องใช้คนหลายคนช่วยกันจับและรมควัน เมื่อเติบโตขึ้นทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นนัยสำคัญของกิจกรรมนี้ ซึ่งก็คือการสร้างความสามัคคีนั่นเอง

20278e5f4_resize.jpg
20278e5f4_resize.jpg (48.3 KiB) เปิดดู 9466 ครั้ง



ตอนเด็กๆข้าพเจ้ามองว่าการปล่อยว่าวลมเป็นเรื่องสนุกสนาน ตุ๊ลุง (พระสมพล ปัญญาวชิโร)มักจะนำเอาธนบัตรใบละร้อยใส่ไปในว่าวเพื่อเป็นการปล่อยเคราะห์) การปล่อยว่าวนี้เพื่อเป็นพุทธบูชา และบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ เช่นเดียวกับการจุดเทียนและผางประทีปบูชาไว้ใต้หิ้งพระในตอนค่ำ จากนั้นพ่อก็จะนำผางประทีปไปวางบริเวณรั้วบ้านเป็นจุดๆ เช่นเดียวกับบริเวณซุ้มประตูป่าตกแต่งประตูบ้านตามคติความเชื่อว่าเป็นการต้อนรับการกลับมาของพระเวสสันดร วิธีการทำคือ นำก้านมะพร้าว ต้นกล้วย ต้นอ้อย และดอกไม้ต่างๆมาประดับเป็นซุ้มโค้งหน้าประตูบ้าน ดังนั้นในค่ำคืนยี่เป็งข้าพเจ้ามักจะมายืนอยู่บริเวณถนนหน้าบ้านเพื่อมองดูดวงไฟวิบวับสุดลูกหูลูกตา ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด จากนั้นจึงไปดูการแข่งขันบอกไฟดอกที่วัด และที่ข้าพเจ้าชื่นชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจำลองทางขึ้นวิหารเป็นเขาวงกต ซึ่งนำไม้ไผ่มาทำเป็นทางเดินคดเคี้ยว ทำให้ข้าพเจ้าได้เดินวกไปเวียนมาได้อย่างสนุกสนาน แต่ก็มีความเศร้าลึกๆปรากฏอยู่ในใจ เนื่องจากเมื่อมองขึ้นไปบนวิหารซึ่งมีการเทศนาธรรม เรื่อง เวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๓ คือ นครกัณฑ์ บนนั้นจะเต็มไปด้วยคนเฒ่าคนแก่ที่นุ่งขาวห่มขาวไปฟังธรรมเช่นเดียวกับย่าของข้าพเจ้าปฏิบัติเมื่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ น่าเสียดายที่ท่านเสียชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุเพียง ๔ ขวบ แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็เชื่อมั่นว่าย่ายังคงคุ้มครองข้าพเจ้าเสมอ แม่เล่าให้ฟังว่า ย่าเป็นคนดุมาก ตีเจ็บ ลูกทุกคนกลัวย่ากันหมด แต่ย่าไม่เคยตีข้าพเจ้าเลย ไม่ว่าข้าพเจ้าจะต้องการสิ่งใด ย่าก็หามาให้ทุกอย่าง ตอนเด็กๆย่านำเอาแมงอี่บึ้ง ซึ่งตัวคล้ายแมงมุมแต่ตัวใหญ่กว่ามาให้ข้าพเจ้ากิน ด้วยความเชื่อที่ว่าจะทำให้ผีมองไม่เห็น หรือเห็นก็ไม่กล้าทัก ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงแค่ไหน แต่ตลอดชีวิตของข้าพเจ้าจนถึงบัดนี้ไม่เคยโดยผีทักมาก่อนเลย


คนรุ่นใหม่อาจจะสงสัยว่าผีทักเป็นอย่างไร มันคือความเชื่อว่า ผีเร่ร่อนทั้งหลายมักจะทักคนที่จิตอ่อนเพื่อให้ผู้นั้นไม่สบายแล้วนำเครื่องเซ่นไปถวาย แถวบ้านข้าพเจ้ามีเมืองเก่าอยู่หลายจุด และหลายจุดเป็นสถานที่ที่เคยมีคนตายโหง เมื่อมีใครป่วยแล้วรักษาไม่หายคนจึงพึ่งพาไสยศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการถามผีหม้อนึ่ง หรือถามเจ้าทรง ซึ่งมักจะได้คำตอบว่าโดนผีทัก และต้องนำเครื่องเซ่นไปถวาย น่าประหลาดใจทีเดียวที่พอทำตาม และให้ปู่จ๋านมาเรียกขวัญแล้วคนที่ป่วยก็มักจะหายเป็นปลิดทิ้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อาทิตย์ 11 มี.ค. 2018 7:16 pm

WP_20150807_015_resize.jpg
WP_20150807_015_resize.jpg (198.37 KiB) เปิดดู 9466 ครั้ง


เรื่องผีสางนับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่คู่กับข้าพเจ้ามาตลอดชีวิต ครอบครัวของเราจะนับถือเจ้าที่ และผีปู่ย่า ซึ่งทุกๆประเพณีสำคัญเราจะนำของไปถวายในตอนเช้า ข้าพเจ้าขอเล่าเน้นไปที่ผีปู่ย่า ซึ่งคนล้านนาจะสร้างศาลเล็กๆเอาไว้เป็นศาลประจำตระกูล ความเชื่อเรื่องผีปู่ย่านี้จะให้ความคุ้มครองทุกครอบครัวในตระกูลโดยเฉพาะลูกผู้หญิง หลายครั้งที่ข้าพเจ้ามักจะได้ยินว่าบางคนต้องนำเครื่องเซ่นไปถวายผีปู่ย่าเพราะผิดผี ซึ่งก็เกิดจากการที่มีผู้ชายตระกูลอื่นมาแตะเนื้อต้องตัวทำให้ฝ่ายหญิงในตระกูลด่างพร้อยนั่นเอง ประเพณีล้านนาจึงส่งเสริมให้หญิงสาวทุกคนหวงเนื้อหวงตัว แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันความเชื่อนี้ค่อยๆ จางหายไปกับกาลเวลา บ่อยครั้งเราจึงได้เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวล้านนาปฏิบัติอย่างไม่สมควรนัก เหตุนี้ข้าพเจ้ามองว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาหลายประการ น่าเสียดายกุศโลบายเก่าๆที่เกื้อหนุนสถาบันครอบครัวและช่วยปกป้องเกียรติภูมิของฝ่ายหญิงที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องคร่ำครึ ไม่น่าเชื่อถือ นึกถึงข้อนี้แล้วข้าพเจ้าก็เกิดความสะท้อนใจขึ้นมาทันที นอกจากหมู่บ้านของข้าพเจ้าจะเชื่อถือผีบรรพบุรุษเช่นเดียวกับที่อื่นๆในล้านนาแล้ว ยังมีผีอื่นๆที่ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องราวมาตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นจากผีซ้าบ้าน หรือผีกะยักษ์ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าหมู่บ้านอื่นจะมีซ้าบ้านหรือไม่ แต่ในฐานะหมู่บ้านที่เป็นเมืองเก่าอย่างหมู่บ้านที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นั้นมีมานาน ซ้าบ้านประจำหมู่บ้านจะอยู่ทางทิศเหนือสุดและใต้สุดของหมู่บ้าน ในทุกๆวันปีใหม่เมือง แต่ละบ้านจะนำเครื่องเซ่นรวมกันไปถวายท่าน เคยมีอยู่ปีหนึ่งที่ข้าพเจ้านำขนมและห่อนึ่งไปรวมบ้านปู่จ๋านไม่ทัน จึงต้องตามไปที่ “ดงเหนือ” ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของศาลซ้าบ้านเหนือ ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นพิธีกรรมการเซ่นไหว้ซ้าบ้านด้วยตาตนเอง ซ้าบ้านที่ว่านี้ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้าก็คล้ายๆกับอารักษ์หรือเสื้อเมืองที่ปกปักรักษาบ้านเมืองนั่นเอง

ได้เกริ่นเรื่องเมืองเก่าไปบ้างแล้ว หากไม่พูดถึงเลยก็คงจะทำให้ผู้อ่านคาใจอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าเคยบอกว่าในหมู่บ้านมีโบราณสถานอยู่ประมาณสิบแห่ง บ้างก็อยู่ในที่สาธารณะ บ้างก็อยู่ในบ้านคน แต่จุดที่สำคัญและมีความโดดเด่นกว่าที่อื่นๆ คือ บริเวณหลังบ้านของข้าพเจ้าเยื้องไปทางทิศเหนือ ข้าพเจ้ารู้จักสถานที่นี้มาตั้งแต่เกิด สาเหตุเพราะถูกห้ามไม่ให้ไปเล่นที่นั่น แม่บอกว่าผีกั่นมาก คำว่ากั่นในที่นี้หมายถึงเฮี้ยนมากนั่นเอง บริเวณหลังบ้านข้าพเจ้ามีที่ดินสาธารณะทอดยาวไปทางทิศเหนือ บริเวณนั้นจะมีต้นไผ่ ต้นมะม่วงต้นใหญ่ ต้นฉำฉา และน้ำเหมืองที่มีสภาพเป็นสามแพร่งตรงบริเวณที่เรียกว่า โละ แต่ข้าพเจ้าก็ชอบไปเล่นบริเวณนั้นอยู่ดี เพราะที่นั่นปลาชุมมาก เวลาหน้าฝนน้ำหลากปลาจะเข้าไปหลบอยู่ในบวก บวกที่ว่านี้ไม่ใช่บวกควาย แต่เป็นที่ดินริมแม่น้ำที่ถูกขุดให้ลึกเข้าไปและนำกิ่งไม้ไปทับๆไว้เพื่อให้เป็นที่อยู่ของปลา พอน้ำลดเจ้าของบวกก็จะไปวิดน้ำออกจากบวก จนน้ำแห้งก็ลงไปจับปลา เดิมทีเดียวข้าพเจ้าเคยเข้าใจว่าโละกับจุดที่เป็นเมืองเก่าคือสถานที่เดียวกันเพราะอยู่ติดกันมาก เมื่อโตขึ้นจึงเข้าใจว่า โละ คือบริเวณที่เคยเป็นสนามรบเก่าซึ่งคนในอำเภอพร้าวเคยรบกับพวกเงี้ยว แต่เลือดชาวเมืองพร้าววังหินในฐานะเมืองนักรบของเมืองนครพิงค์ยังเข้มข้น ทำให้พวกเงี้ยวพ่ายแพ้ไปในที่สุด แต่สงครามอย่างไรก็นำพาความเจ็บปวดและความตายมาให้ผู้คนเสมอ ครั้งนั้นทหารเงี้ยวถูกนำไปผูกเชือกแล้วฝ่ายเราก็ขี่ม้าลากศัตรูไปบนพื้นดินที่ดารดาษไปด้วยก้อนหินจนถึงแก่ความตาย หลายชีวิตที่จบลงบริเวณนั้นทำให้โละในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความสงัด ใครจะรู้เล่าว่าอีกภพภูมิที่ทับซ้อนกับโลกมนุษย์กำลังดำเนินไปอย่างไร


ข้าพเจ้าย้อนคิดถึงความหลังพบว่า ข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบไปที่โละเท่าใดนัก จะหลีกเลี่ยงทุกครั้งที่จะต้องเดินผ่าน ตรงข้ามกับเมืองเก่า ข้าพเจ้ามักจะไปเล่นน้ำบริเวณนั้นอยู่เสมอ หากเล่าให้แม่ฟังท่านคงตกใจ เพราะข้าพเจ้าเคยไปเล่นที่นั่นคนเดียวอยู่บ่อยๆ บริเวณนั้นช่างร่มรื่น สงบ และสายน้ำที่ไหลรินก็ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีได้อย่างประหลาด บริเวณเมืองเก่าแห่งนี้เคยมีกรุพระแตกอยู่ ๒ กรุ ทำให้คนรุ่นปู่รุ่นตาได้พระเครื่องโบราณไปอยู่หลายองค์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่สมัยเชียงแสน อันได้แก่


พระสิงห์สาม พระฝนแสนห่า พระเจ้าแสนแซ่ ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์นั้นข้าพเจ้าไม่รู้ว่าชื่ออะไร เนื่องจากปัจจุบันท่านได้ไปประดิษฐานอยู่ที่วัดประจำหมู่บ้านอื่น ซึ่งคนรุ่นเก่าเล่าว่าที่ท่านได้ไปประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนั้นมิใช่ความประสงค์ของคนในหมู่บ้าน แต่เป็นเพราะไม่สามารถยกองค์ท่านขึ้นได้ ทั้งๆที่องค์ท่านก็ไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อคนจากหมู่บ้านอื่นนำธูปเทียนมาขออัญเชิญท่านไปกลับยกขึ้นได้สบาย ทุกคนจึงลงความเห็นว่าคงจะเป็นความประสงค์ของท่าน จึงเนรมิตให้เห็นประจักษ์ต่อหน้าคนทั้งหลายเช่นนั้น


เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก บริเวณเมืองเก่าจะมีเจดีย์ปรากฏอยู่องค์หนึ่ง และมีต้นไม้อันมีลักษณะประหลาดอยู่คู่กัน ๒ ต้น คนในหมู่บ้านจะเรียกที่นี่ว่า วัดห่าง สาเหตุคงเป็นเพราะเมื่อพบโบราณสถานทุกคนมักจะเข้าใจว่าเป็นวัดเหมือนกันหมด ทว่าข้าพเจ้ากลับได้รับรู้ในภายหลังว่าแท้จริงแล้วบริเวณนั้นไม่ได้มีแค่เพียงวัดที่ชื่อ วัดดงพญาปั๋น เท่านั้น แต่เป็นที่ตั้งของวังเก่า เมืองแห่งตำนานธรณีสูบ อนิรันดร์กาล อีกด้วย


เมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา เจ้าเข็มคำเสด็จจากเมืองจันทน์ มาถึงบริเวณที่ราบลุ่มภายใต้อ้อมกอดขุนเขาจึงคิดสร้างบ้านแปงเมือง จนเกิดเมืองอันยิ่งใหญ่ชื่อ อนิรันดร์กาล ซึ่งเป็นศูนย์รวมความเจริญรุ่งเรืองทุกด้านของแถบนั้น เจ้าเข็มคำทรงมีมเหสีพระนามว่าพระนางอมิตตา และมีพระราชธิดาพระองค์เดียวคือ องค์หญิงอมรา เมื่อเกิดความรุ่งเรืองถึงขีดสุด ความเสื่อมก็มาถึง ชาวเมืองอนิรันดร์กาลเกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น รบราฆ่าฟันกันเหมือนผักปลา จนบ้านเมืองร้อนเป็นไฟ เทวดาฟ้าดิน แถนอินทร์ที่ปกปักรักษาเมืองจึงเกิดพิโรธ บ้านเมืองร้อนร้าย แผ่นดินแยก เมืองทั้งเมืองจึงล่มสลายกลายเป็นเมืองที่อยู่ใต้พิภพมานานนับพันปี


ปัจจุบันบริเวณที่เคยเป็นเมืองอนิรันดร์กาลนั้นไม่หลงเหลือซากใดๆให้เห็นเลย มีเพียงความเชื่อท่ามกลางแมกไม้ตระหง่านเท่านั้น หมู่บ้านแห่งนี้มีวัดห่างประมาณ ๑๐ แห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชัดได้ดีว่า ความเจริญรุ่งเรืองในบวรพระพุทธศาสนาเคยเกิดขึ้น ณ ผืนแผ่นดินนี้มานานแสนนาน


อย่างที่ได้เล่าในข้างต้นแล้วว่าบริเวณใกล้ๆเมืองเก่าเป็นน้ำเหมืองที่มีลักษณะสามแพร่ง ตามตำนานบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ และเคยเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าของคนหลายเชื้อชาติ เรื่องบางเรื่องผูกพันร้อยเกี่ยวกันได้อย่างประหลาด คงขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านว่าจะเลือกเชื่ออย่างไร สำหรับตัวผู้เขียนนั้น สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ ข้าพเจ้าอาจจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ไม่ก็ไม่ลบหลู่ เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ชีวิตของแต่ละบุคคลย่อมทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องเล่าของน้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 17 มี.ค. 2018 7:02 am

ตอนที่ ๓ เมืองพร้าววังหิน ประวัติศาสตร์เมืองพร้าว

183020_183358481705304_3051997_n.jpg
183020_183358481705304_3051997_n.jpg (80.56 KiB) เปิดดู 9284 ครั้ง


ด้วยเหตุที่เมืองพร้าวมีเรื่องราว เรื่องเล่า และตำนานมากมายทำให้เมื่อเติบโตขึ้นข้าพเจ้าเกิดความใคร่รู้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ผืนแผ่นดินอันเป็นถิ่นกำเนิดได้ผ่านวันเวลามาอย่างไรบ้าง จากนั้นจึงเริ่มหาข้อมูลจากงานเขียนหลายเล่ม ประกอบกับข้อมูลจากจารึกต่างๆที่ได้อ้างอิงถึงอำเภอพร้าว ทำให้ทราบถึงปูมหลังของถิ่นเกิดโดยสังเขป ดังนี้

อำเภอพร้าว เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีการขุดพบพระพุทธรูป เครื่องมือหิน และโบราณวัตถุทำจากหินและดินเผา ซึ่งเป็นเครื่องยืนว่าดินแดนแห่งนี้เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อน ต่อมาในยุคที่มีการบันทึกด้วยการจารึกได้มีการกล่าวถึงอำเภอพร้าวว่า เป็นที่ตั้งของเมืองเก่าชื่อว่า เมืองพร้าววังหิน เมืองแห่งนักรบของเมืองเชียงใหม่ เดิมทีบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเมือง

เวียงหวาย แจ้สัก หรือแช่สัก โดยตำนานเมืองเทิงได้กล่าวอ้างถึงเมืองพร้าวในชื่อ แช่สักเมืองพร้าว ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๘๒๓ หลังจากขุนฟ้าทำอุบายจนสร้างความแตกแยกให้แก่เมืองหริภุญไชยแล้ว จึงแจ้งแก่พระญามังรายให้ยกทัพมาโจมตีเมืองหริภุญไชย พระญามังรายจึงเกณฑ์ไพร่พลเสด็จออกจากเมืองฝางมาทางเมืองแจ้สัก และหยุดพักประชุมพลกันบริเวณนั้น จากนั้นจึงทรงสร้างเมืองขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. ๑๘๒๔ ชื่อว่า เมืองพร้าววังหิน ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ก็ได้มอบหมายให้ ขุนเครือ พระราชโอรสลำดับที่ ๓ สร้างเมืองต่อ ขณะที่พระองค์ก็ทรงโยธาทัพจากไป สอดคล้องกับตำนานเมืองเชียงใหม่ฉบับวัดพระงามที่เขียนชื่อ

เมืองพร้าวด้วยอักษรฝักขามว่า ปาว หมายถึงการหยุดพักทัพ หลังจากสร้างเมืองจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขุนเครือจึงอยู่ครองเมืองพร้าว แต่ไม่นานก็ได้กระทำผิดทางชู้สาวกับพี่สะใภ้ซึ่งเป็นชายาของขุนคราม พระราชโอรสลำดับที่๒ในพญามังราย ทำให้ถูกพระราชบิดาเนรเทศไปครองเมืองนาย

พ.ศ. ๑๘๖๐ ขณะที่พระญามังรายมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์ได้เสด็จประพาสตลาดกลางเมืองเชียงใหม่ อสนีบาตตกพระองค์ถึงทิวงคตที่นั่น หมู่เสนาอำมาตย์จึงได้อันเชิญขุนครามซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาไชยสงครามเนื่องจากทรงรบชนะพระยาเบิกแห่งนครเขลางค์มาจัดการพระศพและเสด็จขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาไชยสงครามจึงอภิเษกโอรสองค์ใหญ่ชื่อท้าวแสนภู ซึ่งมีพระชนมายุ ๒๑ พรรษา ครองเมืองเชียงใหม่แทน ส่วนพระองค์นั้นทรงกลับไปครองเมืองเชียงราย เมื่อขุนเครือทรงทราบข่าวพระราชบิดาทิวงคตแล้ว และเจ้าแสนภูได้ครองเมืองแทน จึงออกอุบายว่าจะมาถวายบังคมพระศพ แต่กลับยกพลโยธามาล้อมเมืองเชียงใหม่ ท้าวแสนภูทราบความจึงทรงหลบหนีออกจากเวียงไป ขุนเครือจึงได้ขึ้นเสวยเมืองแทน

ต่อมาเจ้าพระยาไชยสงครามทรงทราบว่าพระอนุชาชิงราชสมบัติก็พิโรธ ในปี พ.ศ.๑๘๖๒ จึงมีรับสั่งให้ ท้าวน้ำท่วม พระราชโอรสองค์ที่ ๒ ผู้ครองเมืองฝางให้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ จนล้อมจับขุนเครือได้ เจ้าพระยาไชยสงครามทรงทราบว่าพระราชโอรสได้รับชัยชนะก็ยกพลโยธามายังเมืองเชียงใหม่ แล้วรับสั่งให้เจ้าน้ำท่วมซึ่งเวลานั้นมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่แทน ส่วนขุนเครือนั้นถูกคุมขังไว้ที่ตำบลทับคันได ตำบลโหล่งขอด ประมาณ ๔ ปี ขุนเครือก็สิ้นพระชนม์ ราวพ.ศ. ๑๘๗๒ คำนวณพระชนมายุ ได้ ๓๗ พรรษา ในการควบคุมขุนเครือนั้นเจ้าพระยาไชยสงครามทรงแต่งตั้งท้าวบุญเรืองเป็นหัวหน้าผู้ควบคุม ต่อมาเมื่อท้าวบุญเรืองเสียชีวิตลงจึงได้สร้างกู่ไว้เป็นที่เก็บอัฐิไว้บริเวณแจ่งเมืองชั้นนอก คือโรงเรียนบ้านแจ่งกู่เรืองในปัจจุบันนั่นเอง

เวียงพร้าววังหิน ถือเป็นเมืองลูกหลวงอันเต็มไปด้วยนักรบผู้มีฝีมือและเป็นที่ประชุมพลของเมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองและมีคนอยู่หนาแน่น มีเนื้อที่มากกว่า ๒๐๐ ไร่ ปัจจุบันมีวัดร้างรอบเมืองหลายวัด อาทิ วัดพระเจ้าล้านทอง วัดในโรงเรียนบ้านหนองปลามัน และวัดที่อยู่ทางทิศตะวันตกของโรงเรียน บริเวณชั้นนอกซึ่งก็คือเขตตัวอำเภอในปัจจุบันก็มีวัดร้างหลายแห่ง เช่น วัดดงต้นกลาง วัดดงต้นปอ วัดดงอาทิตย์ วัดศรีชมภู วัดศรีชุม วัดต้นแก้ว วัดสุพรรณ ฯลฯ ซึ่งสันนิษฐานจากหนังสือพงศาวดารได้ว่า เมืองเชียงใหม่ให้ความสำคัญกับเมืองพร้าววังหินมากจึงแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดมาเป็นเจ้าผู้ครองนครดังปรากฏรายนามต่อไปนี้ ท้าวลก พระโอรสลำดับที่ ๖ ในพระเจ้าสามฝั่งแกน ซึ่งภายหลังได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ลำดับที่ ๙ พระนามว่าพระเจ้าติโลกราช ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์ได้ส่งหมื่นมอกลองมาครองเวียงพร้าว หมื่นมอกลองมีความกล้าหาญมาก จนกระทั่งตัวเองตายในที่รบ และได้รับคำชมเชยจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชได้มีการทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่หมื่นมอกลองซึ่งเป็นแม่ทัพได้สั่งพักกองทัพเพื่อกินข้าวเช้า หมื่นแก้วนคร แห่งเมืองเขลางค์ ตะโกนบอกมาว่า “ไล่ข้าศึกทันแล้ว เหตุใดไม่รบ เอาแต่กินข้าว ฉะนั้นจงหลีกทางให้กูไป”

หมื่นมอกลองเกิดความขุ่นใจขึ้นมาทันควันจึงป้อนเหล้าให้ช้างแล้วไสช้างเข้าไปหาหมื่นแก้วนคร และโต้กลับไปว่า “คนอย่างกู ถ้าจะปล่อยให้เด็กน้ำนมยังติดหน้าผากมาตะโกนให้หลีกทางไปดังนี้น่าโมโหนัก” แล้วไสช้างเข้าชนช้างพระยาเชลียง ท่ามกลางไพร่พลชาวกำแพงเพชรและสุโขทัยรวม ๔ เชือก ช้างศึกต่างมารุมชนกับช้างหมื่นมอกลองที่เชิงดอยมะกอกจนงาช้างหมื่นมอกลองหัก แต่ก็ทำให้ช้างของฝ่ายอยุธยาตกดอยไป ๑๓ เชือก พระยาสองแควเห็นท่าไม่ดีจึงทูลให้พระบรมไตรโลกนาถเสด็จหนีไป ว่าแล้วพระยาสองแควก็ตัดสินใจชนช้างกับหมื่นมอกลองด้วยตนเอง ด้วยกำลังช้างงาหักนั้นลดถอยลงเพราะต่อสู้กับช้างอื่นมาหลายตัวแล้ว มันจึงอ่อนแรงตกลงไปข้างดอย พระยาสองแควบอกให้หมื่นมอกลองยอมแพ้ แต่หมื่นมอกลองกลับรักในศักดิ์ศรีไม่ยินยอมทำตาม จึงถูกตัดหัวนำไปถวายพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้นำพานทองมารองรับ แล้วตรัสชมว่ากล้าหาญมาก ไม่ควรฆ่า จากนั้นจึงมีรับสั่งให้นำหมื่นมอกลองไปฝัง สิ้นหมื่นมอกลองพระเจ้าติโลกราชก็ได้ส่งผู้ใกล้ชิดขึ้นมาครองเมืองพร้าวตามปรากฏนาม ดังนี้ หมื่นแพง,เจ้ายอดเมือง ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์เอง,หมื่นแก่งพร้าว,หมื่นเงิน, หมื่นเวียงพร้าว,พันล่ามบุญ ทั้ง ๖ ท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้งยังมีความเก่งกล้าสามารถในด้านการรบเป็นอย่างยิ่ง ดังความในหนังสือ ความดีเมืองเหนือ ของสงวน โชติสุขรัตน์ ความว่า กองทัพหลวงพระบางยกทัพมาตีเมืองน่าน จึงโปรดให้หมื่นเงิน เจ้าเมืองพร้าวเป็นแม่ทัพยกทัพไปช่วยเมืองน่าน และได้สู้รบกับกองทัพหลวงพระบางปรากฏว่ากองทัพหลวงพระบางแตกพ่ายไป และหนังสือพงศาวดารโยนกก็ได้กล่าวถึงตอนที่พระเจ้าติโลกราชจัดทัพใหญ่เพื่อสู้รบกับกองทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระไตรโลกนาถไว้ดังนี้

พระองค์ได้จัดกองทัพไว้เป็น ๕ ทัพ คือ ทัพท้าวบุญเรือง ราชบุตรของพระองค์ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเชียงราย, ทัพเจ้ายอดเมือง พระนัดดาของพระองค์ ซึ่งครองเมืองแจ้สัก (เวียงพร้าววังหิน), ทัพหมื่นกึ่งตีนเมือง, ทัพหมื่นหาญแต่ท้อง เจ้าเมืองลำปาง และทัพพระยาสองแคว เจ้าเมืองพะเยา ทั้ง ๕ ทัพนี้ ได้สู้รบจนทัพหลวงของกรุงศรีอยุธยาล้มตายเป็นจำนวนมากและแตกพ่ายไป

กระทั่งมาถึงรัชสมัยของพระยอดเชียงรายครองเมืองเชียงใหม่ ทรงส่ง เพลาสลง ชายเชื้อสายจีนฮ่อ ซึ่งเป็นราชบุตรบุญธรรมของพระองค์ขึ้นมาครองเมืองพร้าว เพลาสลงเป็นที่รังเกียจของไพร่พลเมืองเนื่องจากการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการผิดราชประเพณี เหล่าข้าราชการชั้นสูงในเมืองพร้าวจึงพร้อมใจกันยึดอำนาจ ต่อมาสมัยที่ พระเมืองแก้ว พระราชโอรสของพระยอดเชียงรายได้ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ พระองค์ได้ส่งท้าวเชียงตงมาครองเวียงพร้าวอยู่นานถึง ๖ ปี จากนั้นในสมัยที่พระมหาเทวีจีรประภาทรงขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ เวลานั้นมีผู้ครองเวียงพร้าวอยู่แล้ว คือ พระยาเวียงพร้าว ซึ่งเข้ามาปกครองตั้งแต่พ.ศ. ๒๐๗๓ จนในปี ๒๑๐๑ ท่านได้พาครอบครัวและไพร่พลหลบหนีจากเวียงพร้าวไปอยู่ที่นครเขลางค์ เนื่องจากมีกองทัพใหญ่จากพม่ายกพลเข้ามาโจมตีอาณาจักรล้านนา ทำให้สิ้นความเป็นเวียงพร้าววังหิน เมืองอันเป็นที่สะสมกำลังพลของเมืองล้านนานับตั้งแต่นั้น ศิลาจารึกของวัดเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เวลานั้นว่า ในปีเปิกสง้า ศักราช ๙๒๐ ปี มะเมีย สัมฤทธิ์ศก พ.ศ. ๒๑๐๑ เมืองเชียงใหม่เป็นขัณธสีมาของสมเด็จพระมหาธรรมมิกราชาธิราชเจ้าแล้ว ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพม่า

หลังถูกโจมตี เมืองพร้าวจึงเกิดความระส่ำระสายไม่เป็นปึกแผ่นและตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ ต่อมาประมาณสองร้อยกว่าปีเมืองเชียงใหม่ได้เข้าสวามิภักดิ์ต่อสยาม ในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ได้แต่งตั้งนายบุญมามาเป็นแคว่นปกครองเมืองพร้าว ในปีพ.ศ.๒๔๑๔ แคว่นบุญมาได้ฟื้นฟูเมืองพร้าวพร้อมกับสร้างวัดศรีบุญเรืองกลางเวียง ทำให้ได้รับความดีความชอบแต่งตั้งให้เป็น พระยาเขื่อนเมือง ผู้ครองเมืองพร้าวซึ่งขณะนั้นมีชาวเมืองในปกครองจำนวน ๖,๔๘๒ คน

ในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองจากหัวเมืองเป็นแขวง ผู้ดำรงตำแหน่งแขวงเมืองพร้าวคนแรก คือ นายจันทร์ (ไม่ทราบนามสกุล) ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากแขวงเป็นอำเภอ อำเภอพร้าวจึงมีนายอำเภอเป็นผู้บริหารราชการมาจนถึงปัจจุบัน
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am


ย้อนกลับไปยัง คู่มือการใช้งานเว็บบอร์ดภาษาสยาม

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน

cron