บ้านไร่ในฝัน..บ้านเพียงพอ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

ข้อมูลความรู้ทั่วไปและการทำบุญ

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 14 ส.ค. 2016 5:14 pm

กับความงามของธรรมชาติ

ชมความงดงามตามธรรมชาติ ติดตามเพจ บ้านไร่ในฝัน บ้านเพียงพอ https://www.facebook.com/banrainaifunbanpiangpor/

274_resize.jpg
274_resize.jpg (110.13 KiB) เปิดดู 29859 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 14 ส.ค. 2016 5:16 pm

ชมความงดงามตามธรรมชาติ ติดตามเพจ บ้านไร่ในฝัน บ้านเพียงพอ https://www.facebook.com/banrainaifunbanpiangpor/
ไฟล์แนป
5106_resize.jpg
5106_resize.jpg (89.01 KiB) เปิดดู 29859 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 14 ส.ค. 2016 5:18 pm

ติดตามเพจบ้านไร่ในฝัน บ้านน้ำฟ้า https://www.facebook.com/banrainaifunbanphiangpho/

5111_resize.jpg
5111_resize.jpg (66.95 KiB) เปิดดู 29859 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 28 ส.ค. 2016 7:35 am

การปลูกแกลดิโอลัส

14045754_1802216816692823_7282926447086775745_n_resize.jpg
14045754_1802216816692823_7282926447086775745_n_resize.jpg (42.91 KiB) เปิดดู 29852 ครั้ง


การปลูกแกลดิโอลัสโดยทั่วไปในปัจจุบัน มักปลูกจากหัว ความลึกในการปลูกมีผลต่อการออกดอก ตั้งแต่ 3-6 วัน ถ้าปลูกลึกเกินไปจะให้ช่อดอกช้าไป หรือถ้าปลูกตื้นเกินไป ช่อดอกก็ไม่สามารถตั้งตรงอยู่ได้ แต่การปลูกตื้นจะให้หัวใหม่ที่ใหญ่ และมีปริมาณหัวย่อยมากกว่า การปลูกลึกปกติในดินทรายจะปลูกลึกประมาณ 4-5 นิ้ว ถ้าหัวใหญ่กว่าปกติก็ปลูกลึกถึง 6 นิ้ว ถ้าเล็กกว่าปกติก็ปลูกลึก 2-4 นิ้ว ในดินหมักควรปลูกตื้นกว่าดินทรายคือลึกประมาณ 3-4 นิ้ว สำหรับการปลูกด้วยหัวย่อยควรให้ลึกเพียง 1 นิ้ว สำหรับระยะในการปลูกขึ้นอยู่กับขนาดของหัว ถ้าหัวใหญ่ก็ควรปลูกห่างกันประมาณ 6 นิ้ว ถ้าหัวเล็กก็ห่างกันเพียง 4 นิ้วก็พอ โดยปลูกเป็นแถว แต่ละแถวห่างกันประมาณ 18-24 นิ้ว ในการปลูกด้วยหัวย่อย หลังจากปลูกควรให้น้ำอย่าให้ขาด เพราะความร้อนจากแสงแดดจัด ๆ เพียง 4-5 ชั่วโมง สามารถทำลายความงอกได้ในขณะที่ปลูกทางที่ดีควรแช่หัวย่อยไว้ในน้ำสัก 1 วัน ก่อนทำการปลูก จากนั้นเอาออกมาผึ่งไว้ในอากาศประมาณ 2-3 ชั่วโมงแล้วจึงปลูก หลังการปลูกด้วยหัวย่อย ควรมีการให้น้ำอย่างพอเพียง

หลังปลูกแล้วควรมีการคลุมดินเมื่อต้นสูงประมาณ 1 ฟุต วิธีนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในดินทราย เพราะจะช่วยป้องกันการระเหยน้ำของดิน รักษาความชื้น และยังควบคุมวัชพืชได้ด้วย

ในการปลูกแกลดิโอลัสโดยใช้หัวปลูก ก่อนปลูกควรทำการคัดขนาดของหัวเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อให้การเจริญเติบโตของต้นมีความสม่ำเสมอกันตลอดทั้งแถว โดยปกติแล้วจะแบ่งขนาดของหัวออกเป็น 7 ขนาดด้วยกัน (ขนาด Jumbo มี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของ corm มากกว่า 2 นิ้ว และ No.6 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของ corm น้อยกว่า ½ ” )

หลังจากแบ่งขนาดแล้ว ต้องตรวจดูว่าหัวมีโรคทำลายหรือไม่ หัวที่ได้ขนาดควรจะมีลักษณะที่แน่น ผิวเรียบและเป็นมัน หัวที่แตกหรือเป็นจุดช้ำ แสดงถึงลักษณะการเข้าทำลายของโรค ควรทำลายเสียเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

ปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ปลูกพบอยู่เสมอนั้นคือหัวไม่งอก ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการฟักตัว ซึ่งทั้งหัวและหัวย่อยของแกลดิโอลัสจะมีระยะฟักตัวนานมาก ถ้าไม่มีการทำลายการฟักตัวก่อนที่จะนำไปปลูก หัวหรือหัวย่อยนั้น จะไม่งอกตามที่เราต้องการ มีข้อที่ควรพิจารณาในเรื่องการฟักตัวและการงอกของหัวและหัวย่อยของแกลดิโอลัสอยู่ 3 ทาง คือ

1. ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนงอก

2. ระยะเวลาการงอกของหัวแรกและหัวสุดท้ายที่งอกจากจำนวนที่ปลูกพร้อม ๆ กัน

3. เปอร์เซ็นต์ความงอกทั้งหมดของหัวที่ปลูก

ในปัจจุบันได้มีผู้พยายามที่จะทำลายการฟักตัวของซ่อนกลิ่นฝรั่ง ซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 2 วิธี คือ

1. การใช้สารเคมี เท่าที่มีผู้ทดลองทำก็มีหลายอย่างด้วยกันเช่น
•การ treat ด้วย ethylene chlorhydrin ในอัตรา 0.5-4 ml. ต่อ 1 ลิตรของอากาศเป็น เวลา 2 วัน จะทำให้ย่นระยะเวลาการฟักตัว และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกอีกด้วย วิธีนี้แม้จะหมดเปลืองหากใช้ความเข้มข้นมากเกินไป แต่สามารถใช้ป้องกันโรคเท่าที่เกิดจากเชื้อ Fusarium ได้อีกด้วย
•แช่หัวในแอลกอฮอล์ 1 ชั่วโมง จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและป้องกันโรคได้ แต่มีผลทำให้ใบของซ่อนกลิ่นฝรั่งเล็กลง และมี การเจริญเติบโตช้า แต่ต้นแข็งแรงดี
•Ethylene ether 1 ml. ต่อ 2 ลิตรของอากาศ

2. การควบคุมอุณหภูมิในที่เก็บหัว ในเรื่องการควบคุมอุณหภูมิในโรงเก็บ ควรเก็บหัวในท้องที่มีอุณหภูมิต่ำ เป็นเวลาประมาณ 60-90 วัน แล้วจึงนำมาเก็บในอุณหภูมิธรรมดา 5-7 วัน จะสามารถทำลายการฟักตัว และได้ต้นแกลดิโอลัสที่แข็งแรง

การขยายพันธุ์แกลดิโอลัส

14045539_1797435010504337_1075954873374778377_n_resize.jpg
14045539_1797435010504337_1075954873374778377_n_resize.jpg (33 KiB) เปิดดู 29852 ครั้ง


แกลดิโอลัสสามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี ด้วยกัน คือ

1. หัว คือส่วนหัวที่เจริญขึ้นมาจากการสะสมอาหารที่ส่วนฐานของใบ หัวจะมีเปลือกหุ้ม ป้องกันไม่ให้หัวได้รับอันตรายต่าง ๆ เช่น โรคต่างๆ ถ้าจะลอกเอาเปลือกนี้ออกควรทายากันราก่อนที่จะนำไปปลูก การปลูกจากหัวจะได้ต้นอ่อนซึ่งงอกจากตา ซึ่งเจริญมาจากฐานของหัว เมื่อปลูกได้ใบจริงยาวประมาณ 6-8 นิ้ว หัวเก่าก็จะเริ่มมีขนาดลดลงเพราะอาหารถูกใช้ไป ใน ขณะเดียวกันหัวใหม่ก็เกิดขึ้นที่โคนใบอยู่เหนือหัวเก่า และหัวใหม่นี้จะเจริญขึ้นเรื่อย ๆ จนใบยาวประมาณ 12-15 นิ้ว ก็จะเกิดช่อดอกและหัวย่อยเล็ก ๆ ก็จะเริ่มเกิดขึ้นที่ฐานของหัวใหม่ไป เรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ติดดอก หลังจากตัดดอกประมาณ 8 อาทิตย์ ก็สามารถเก็บหัวใหม่ และหัวย่อยที่เกิดขึ้นมาปลูกในฤดูต่อไป

2. หัวย่อย เป็นหัวเล็ก ๆ ที่เกิดมาพร้อม ๆ กับช่อดอกจาก corm ใต้ดิน เราสามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ แต่ในฤดูแรกของการปลูกมันจะเกิดเป็นหัวก่อนระยะหนึ่ง และจะเกิดหัวย่อยขึ้นใหม่ด้วยพร้อม ๆ กันจากนั้นในฤดูการปลูกที่สองจึงจะให้ช่อดอกและเกิดหัวย่อยเพิ่มขึ้น หรือหัวย่อยที่เกิดขึ้นอาจจะเจริญเป็นหัวต่อไปอีก ถ้ามีอาหารเพียงพอ และสภาพแวดล้อมเหมาะสม จากการศึกษาการเจริญของซ่อนกลิ่นฝรั่งในปัจจุบันพบว่า ในบางครั้งจะไม่เกิดการฟักตัวของหัวและหัวย่อย เคยสามารถนำไปปลูกได้ทันที และเช่นเดียวกันหัวย่อยยังสามารถเจริญเป็นหัวที่มีขนาดใหญ่และเกิดหัวย่อยอีกด้วย พร้อมทั้งให้ดอกได้ โดยไม่ต้องรอฤดูปลูกที่สองก็มีให้เห็นอยู่เสมอ

3. เมล็ด เมล็ดของแกลดิโอลัสมีลักษณะกลม มีเยื่อหุ้มอีกชั้นหนึ่งลักษณะคล้ายปีกบรรจุอยู่ในฝักเป็นแถว ๆ มี 3 แถวด้วยกัน การขยายพันธุ์จากเมล็ดนี้มักใช้ในด้านการหาพันธุ์ใหม่ หรือใช้ในด้านการคัดพันธุ์เก็บลักษณะที่ดีไว้เท่านั้น ไม่นิยมนำมาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อทำเป็นการค้า

การให้น้ำ

ในการให้น้ำควรให้อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ให้ลึกประมาณ ½ ” – 1” จะให้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย การให้น้ำไม่ควรให้มากเกินไป เพราะถ้าให้มากจะทำให้สีใบจางและมีผลกระทบกระเทือนต่อช่อดอก ถ้าอากาศแห้ง ควรรดน้ำเมื่อช่อดอกเริ่มแสดงอาการเหี่ยว

การให้ปุ๋ย

ก่อนนำหัวลงปลูกควรรองพื้นด้วยปุ๋ย N : P : K สูตร 5:7:4 ซึ่งเป็นสูตรที่เหมาะสมที่สุด ในปุ๋ยควรจะมีเปอร์เซ็นต์ของเลือดแห้ง และกระดูกป่นเพื่อทดแทนปุ๋ยอนินทรีย์เคมีที่ถูกชะล้างไป วิธีการใส่ควรให้แบบ side dressing ระยะห่างประมาณ 6 นิ้ว จากต้นแล้วรดน้ำตาม ถ้าปลูกเป็นแถวใส่ให้ระหว่างแถวปลูกสำหรับ K ในปุ๋ยควรให้รูป sulphate มากกว่า muriate form ทั้งนี้เพราะ K ในรูปของ muriate form อาจเป็นอันตรายต่อต้นอ่อนได้ เมื่อเริ่มจะแทงช่อดอกควรให้ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง โดยให้สูตร 4 : 8 : 10 ในอัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ ¼ ไร่ การให้ปุ๋ยมากเกินไปจะทำให้ปลายใบไหม้ อาจทำให้เกิด neck rot และ fusarium wilt ได้ การให้ปุ๋ยแบบ side dressing เนื่องจากอาหารธาตุที่ให้เคลื่อนที่ช้าโดยเฉพาะในดิน red soil การให้ปุ๋ยแบบนี้จะให้ผลดีเมื่อใส่ในขณะที่เริ่มแทงช่อดอกและไม่ควรให้ปุ๋ย N มากเกินไป เนื่องจากทำให้ต้นอ่อนแอได้ง่าย และการเข้าทำลายของโรครามีมาก

การกำจัดวัชพืช

ยากำจัดวัชพืชที่ใช้กันอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งแบบสัมผัสตายและซึมซาบเข้าไปในทางเดินของอาหาร ชนิดที่ใช้ในการปลูกแกลดิโอลัสเป็นการค้าโดยทั่วไปมี :

Afalon อัตรา 2.5 ก.ก./6.25 ไร่

Hoe 2849 อัตรา 5 ก.ก./6.25 ไร่

Disoneb acetate 5 ก.ก./6.25 ไร่

Gasatop อัตรา 1.5 ก.ก./6.25 ไร่

สำหรับแห้วหมูที่เจริญในแปลงปลูกซ่อนกลิ่นฝรั่งนั้นมีผู้แนะนำให้ใช้ Dichobenil ซึ่งนับว่าได้ผลดี

การตัดดอกและเก็บหัว (corm)

การตัดดอกจะตัดได้เมื่อ 2 ดอกแรกถึง 4 ดอก เริ่มเห็นสีแต่ยังไม่แย้ม ในสภาพเช่นนี้ช่อดอกที่ได้จะไม่กระทบกระเทือนมากนักในการขนส่ง แต่ถ้ามีตลาดใกล้ ๆ อาจตัดในขณะที่เริ่มแย้มก็ได้ วิธีตัดก็โดยตัดในส่วนของลำต้นเฉียงเป็นเส้นทะแยงมุม โดยใช้มีดคมตัดเหลือใบที่สมบูรณ์ไว้บนต้นอย่างน้อย 4 ใบ เพื่อใช่ในการสร้างหัวใหม่ เมื่อตัดช่อดอกมาแล้วนำมาวางในภาชนะและควรรวบตั้ง ไม่ควรรวบนอน เพราะจะทำให้ยอดงอเนื่องจากการเบนโค้งเข้า หาแสง สำหรับเวลาในการตัดนั้นไม่ควรตัดในขณะที่มีอากาศร้อน จะทำให้ดอกเหี่ยวเร็ว แต่ถ้าจำเป็นต้องตัดในขณะที่มีอากาศร้อน ควรตัดแล้วแช่น้ำไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนส่งไปจำหน่ายจึงจะไม่เกิดการเสียก่อน

หลังจากตัดดอกแล้วควรให้ปุ๋ยแก่ต้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของหัวใหม่ หลังจากที่ตัดดอกแล้วประมาณ 30-50 วัน หรือบางพันธุ์อาจนานกว่านี้ หัวใหม่จะเจริญเต็มที่และพร้อมที่จะให้เก็บได้โดยหัวใหม่นี้จะเกิดส่วนล่างของลำต้นเหนือหัวเก่า หัวใหม่จะเจริญเต็มที่ และพร้อมที่จะให้เก็บได้โดยหัวใหม่นี้จะเกิดส่วนล่างของลำต้นเหนือหัวเก่าซึ่งฝ่อลงไป หัวใหม่ที่ได้จะได้หัวเล็ก (cormel) ติดมาด้วยมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพันธุ์การขุดอาจใช้ซ่อมขุด หรือในกิจการใหญ่อาจใช้เครื่องจักรช่วยในการขุด การขุดหัวถ้าทำล่าเกินไปจะเป็นโอกาสให้ เชื้อโรคเข้าทำลายได้มากขึ้น และ cormel จะหลุดจาก corm ได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาต่อไป เนื่องจาก cormel ที่หล่นอยู่ในดินเหล่านี้ ในไม่ช้าจะเติบโตขึ้นทั่วไปไม่เป็นระเบียบ ยากแก่การ ดูแลรักษา ทำให้มีปัญหาในการกำจัดตามมาอีก การขุดควรขุดทั้งต้นและอย่าบิดต้นออกจากหัว อาจเกิดอันตรายกับหัวใหม่ได้ และควรระวังอย่างยิ่ง คืออย่าให้มีแผลเกิดขึ้นขณะทำการขุด มิฉะนั้นโรคจะเข้าทำลายทำให้หัวเน่าในภายหลังได้ หลังจากขุดมาแล้ว ใช้มีดตัดต้นเหนือหัว 1.25-2.5 ซม. เก็บหัวในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก จากนั้นแยกเอาหัวเก่าออกจากหัวใหม่ ทำความสะอาด corm และ cormel แล้วจึงคลุกยากันราและแมลง เพื่อป้องกันมิให้ถูกทำลายในระหว่างเก็บ ส่วนหัวเล็กแห้งเร็วกว่าหัวใหญ่ ควรหมักไว้ในทราย

ชื้นเล็กน้อย หรือใน peatmoss ในระหว่างที่หมัก ไว้ต้องคอยตรวจดูความชื้นให้เหมาะ

โรคและแมลง

ซ่อนกลิ่นฝรั่งมีโรคและแมลงทำลายหลายชนิดด้วยกัน แต่ละชนิดก็ได้มีผู้พยายามค้นคว้า ทดลองเพื่อกำจัดโรคและแมลงเหล่านี้ ดังเช่น มีการทดลองใช้ยากันรา (fungicide) กับ corm หลังจากขุดขึ้นมา และก่อนนำไปปลูก โดยใช้ Dowicide B. Morsodren และ Phaltan เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อ Fusarium oxysporum f. gladioli ใช้เปรียบเทียบ Postharvest และ Preplanting พบว่า Dowicide B. ใช้ในอัตรา 2.5 pints ต่อ 100 แกลลอน และ Phaltan ใน อัตรา 8 ปอนด์ต่อแกลลอน ซึ่งให้ผลน้อยที่สุด แต่การใช้ Phaltan ที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 อาทิตย์ จะช่วยให้มีจำนวนดอกมากขึ้น และขนาดดอกมากขึ้นด้วย

ต่อมาพบว่า การใช้ Ethephon และ Fungicide ร่วมกันจะควบคุมโรค fusarium อย่างได้ผล โรคที่สำคัญที่เป็นกับแกลดิโอลัส ได้แก่:-

1. Fusarium dry rot เกิดจากเชื้อ Solerotinia gladioli การติดโรคเริ่มในดิน เป็นที่โคนใบและทำให้ใบเป็นสีเหลืองอ่อน ที่หัวจะเป็นแผลสีน้ำตาลแดงเป็นจุดเล็ก ๆ เกิดขึ้น ในส่วนใต้ของหัว แผลจะใหญ่ขึ้นระหว่างเก็บ จะเป็นจุดน้ำตาลกลม ๆ อาจจะเป็นจุดสม่ำเสมอ หรือไม่สมํ่าเสมอก็ได้ เวลาขุดหัวต้องตรวจโรคนี้ ถ้าหัวใดเป็นควรทำลายเสียก่อนปลูกควรแช่หัวลงในน้ำยา new improved ceresan 30 ซี.ซี. ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่นาน 4 นาที หรือเอาหัวจุ่มลงในน้ำยา lysol 4 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 11 ลิตร แช่ นาน 4 ชั่วโมง

2. Fusarium yellow เกิดจากเชื้อ Fusarium oxysporum โรคนี้มักเกิดในแถบที่มีอากาศอบอุ่น ลักษณะอาการของโรค คือใบ จะเป็นจุดสีเหลืองที่ปลายใบ ซึ่งจะค่อย ๆ ลามไปจนกระทั่งต้นตาย

3. Fusarium rot เกิดจากเชื้อFusarium oxysporum var. dladioli ทำลายหัว โรคนี้ เกิดในดิน ฉะนั้นก่อนปลูกควรแช่หัวลงในยาฆ่าราเสียก่อน

4. Botrytis rot เกิดจากเชื้อ Botrytis gladioli ทำให้ใบอ่อนเป็นสีน้ำตาล มักเป็นในฤดูร้อนและฤดูฝน ป้องกันโดยพ่น pentachlo- ritrobenzene ผงที่หัวก่อนปลูก

5. Gladiolus mosaic virus เกิดจาก เชื้อ Myzus circum flexus และ Myzus persicae โรคนี้มีผลทำให้ซ่อนกลิ่นฝรั่งแคระ แกร็น ใบสั้นกว่าปกติ และมีรอยจุดด่างทั้งใน ดอกไม่สมบูรณ์ corm ที่เป็นโรคนี้ เมื่อนำไปปลูกจะแห้งตาย ไม่สามารถงอกเป็นต้นได้

6. Scab และ Nect rot มีผลเสียต่อ corm และต้นใหม่ อาการคือส่วนล่างของใบจะปรากฏเป็นจุดสีน้ำตาล โรคนี้แพร่ระบาดโดย การนำ corm ที่เป็นโรคไปปลูก เชื้ออาศัยอยู่ในดินได้ ป้องกันโดยการ treat corm ในสารละลาย Colomel ก่อนนำไปปลูก

7. Storage rot อาการที่เกิดคือ จะเป็นจุดสีน้ำตาล และมีรอยแผลบน corm ที่อยู่ในระหว่างการเก็บ สาเหตุเนื่องจากมีเชื้อราเข้าทำลาย โดยมันจะเจริญได้ดีบน corm ที่เก็บไว้ในที่ชื้น ป้องกันโดยการคลุกยากันราก่อนนำไป เก็บและก่อนการปลูก

8. โรคหน่อแห้ง ตาไม่เปิดทำให้ไม่สามารถเจริญเป็นต้นได้ แก้ได้ด้วยการเก็บหัวในอุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮต์ หรือใช้ D.D.T. ฉีดก่อนเก็บ และวิธีที่ดีที่สุดที่แนะนำให้ใช้คือใช้ Ceresan 5% D.D.T. Cyclohexonone, Methy- leted naphthalene 35% ของ autonc และ 50% Methyl chloride

นอกจากโรคต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีแมลงสำคัญที่ทำลายแกลดิโอลัสให้ได้รับความเสียหาย เช่น

1. Japanese beetle, หนอนกระทู้ (cut­worm), หนอนผีเสื้อกลางวัน (caterpillar) ซึ่งทำลายต้นอ่อน กำจัดโรคโดยใช้อาหารคลุกยาพิษอัตราส่วนดังนี้ คือ รำ 1 ส่วน สารหนูเขียว 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำหวาน 1 ช้อนโต๊ะ โปรยทั่ว แปลง

2. หนอนของด้วงดีด (wire worm) ทำลายหัว ควรกำจัดก่อนปลูก โดยใช้วิธีรมควัน หรือ ใช้ caminexane คลุกดิน หรือก่อนปลูกเอาหัวแช่ลงในน้ำยา ceresan เสียก่อน ประมาณ 5 นาที แล้วจึงนำไปปลูก หรือใช้ Lysol ในอัตราส่วน 450 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แช่หัวไว้ 6-7 ชั่วโมง ก่อนปลูกส่วนหัวเล็กควรเอาไปปลูกในขณะที่ยังเปียกอยู่

3. เพลี้ยไฟ (thrip) ทำลายใบ ตาดอกหรือ ช่อดอก โดยเฉพาะดอกที่กำลังบาน และบางครั้งก็ทำลายหัว โดยซ่อนอยู่ตามเปลือกของหัว ฉะนั้นก่อนจะเก็บหัวไว้ควรพ่นด้วย D.D.T. ผง 5% หรือแช่ในน้ำยา Mercury bichloride 1 : 100 เป็นเวลา 4 ชั่วโมงก่อนที่จะนำไปปลูก

ภาพ : Ton Cm
ที่มา ไทยเกษตรศาสตร์
แก้ไขล่าสุดโดย Namfar เมื่อ อาทิตย์ 28 ส.ค. 2016 7:59 am, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 28 ส.ค. 2016 7:57 am

การปลูกทิวลิป


13925217_1794803910767447_4795089804325327657_n_resize.jpg
13925217_1794803910767447_4795089804325327657_n_resize.jpg (44.73 KiB) เปิดดู 29852 ครั้ง



ทิวลิปจะเจริญได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ย 18-20 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลาในการปลูก 39 วัน ดอกจึงจะบาน เมื่อดอกบานแล้วจะสามารถอยู่ได้นานเพียง 7 ถึง 15 วัน....หากนำลงไปจากดอยดอกก็จะอยู่ได้เพียง 1 สัปดาห์ เท่านั้น สำหรับดอกทิวลิปบานที่ลานผาหม่นเต็มที่ในช่วงวันที่ 16 ธันวาคม และหากมีการควบคุมแสงอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสมก็จะทนอยู่ในแปลงได้ 10 วัน ถึง 2 สัปดาห์ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ นายไชยณรงค์ สวยงาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6 ว ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง ดอยผาหม่น ผู้เชี่ยวชาญการปลูกทิวลิปและลิลลี่ ซึ่งเคยผ่านการศึกษาจากประเทศฮอลแลนด์

ลักษณะของหัวพันธุ์ทิวลิป
หัวพันธุ์ทิวลิป ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้น จะผ่านขบวนการเก็บรักษาหัวในอุณหภูมิต่างๆ กัน เพื่อทำให้หัวพร้อมที่จะปลูกและสามารถให้ดอกที่สมบูรณ์ได้ หัวทิวลิปได้รับการเก็บเกี่ยวในฤดูร้อนจากนั้นจะถูกเก็บในอุณหภูมิปานกลาง (~17-20 oC) เพื่อกระตุ้นให้หัวสร้างตาดอก (กลาง-ปลายสิงหาคม) จากนั้นจึงลดอุณหภูมิลงที่ 5-7 oC (pre-cooling) เพื่อให้ได้รับความเย็นเพียงพอสำหรับการยืดตัวของดอกเมื่อนำไปปลูก เป็นเวลาอย่างน้อย 12-13 สัปดาห์ จากนั้นจึงสามารถนำไปปลูกลงดินหรือกระถางได้

การปลูกและการดูแลรักษา:
วัสดุปลูก: ดินที่มีโครงสร้างที่ดี ดินร่วน การระบายน้ำดีปราศจากโรค ความเป็นกรดเป็นค่า pH 6-7 มีเกลือต่ำ หรือค่า EC < 1.5 mS(ไม่ควรใช้ปุ๋ยคอก)

สภาพปลูก: อากาศเย็น แสงแดดจัดหรือมีแสงแดดมาก

การปลูก: - ปลูก 200-300 หัว ต่อตารางเมตร หรือ

ปลูกระยะห่าง 15 x 15 ซม.

- ปลูกให้วัสดุปลูกกลบเหนือหัว 2 – 4 ซม.


หัวพันธุ์ทิวลิป
- หัวพันธุ์หากยังไม่ปลูกทันที ต้องเก็บในอุณหภูมิ 5 oC (เก็บได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์)
- เมื่อหัวงอกได้ 5 – 10 ซม. จะต้องตรวจสอบว่าหัวเน่าหรือไม่ โดยหัวที่ไม่งอกหรืองอกช้ามาก อาจเกิดจากการติดเชื้อรา ฟิวซาเรียม ต้องขุดหัวเหล่านี้ขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายหัวข้างเคียง

อุณหภูมิ: ควรให้วัสดุปลูกมีอุณหภูมิประมาณ 10 oC หรือต่ำกว่านี้ในช่วง 2 สัปดาห์แรก

หลังปลูก และหลังจาก 2 สัปดาห์ เครื่องปลูกควรมีอุณหภูมิ 15 oC อาจทำให้ดินเย็นโดยวิธีต่อไปนี้
1. คลุมดินด้วยฟางหรือวัสดุคลุมดิน
2. ให้อากาศภายในโรงเรือนถ่ายเทได้สะดวก
3. ก่อนและหลังปลูกควรรดด้วยน้ำเย็น
4. พรางแสง

การให้น้ำ: น้ำสำคัญมากในการปลูกทิวลิป หากแห้งเกินไป ใบและดอกจะเสียคุณภาพได้ ฉะนั้นจะต้องตรวจเชคระบบให้น้ำและปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังปลูกควรให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์เพื่อให้รากเดินได้ดีแต่หากน้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าได้

การให้ปุ๋ย: เริ่มให้ปุ๋ย 10-14 วัน หลังปลูก ให้ปุ๋ยสูตร 15-0-0 อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรทุกสัปดาห์

การเก็บเกี่ยว: ต้นทิวลิปจะให้ดอกประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ ระยะที่เหมาะสมในการตัดดอก คือ เมื่อดอกยังตูมอยู่ และเห็นสีแล้วประมาณครึ่งดอก จากนั้นจึงเข้ากำ และแช่ในน้ำเย็น 5 oC ประมาร 30 – 60นาที หลังจากนั้น อาจเก็บได้หลายวิธี ทั้งนี้ ทั้ง 3 วิธี ควรเก็บในห้องเย็นอุณหภูมิ 0-2 oC และความชื้นสัมพัทธ์เกิน 90% ดังนี้

1. ตัดดอกแช่น้ำ ใช้เก็บระยะสั้น

2. ตัดดอกเก็บแห่ง โดยห่อดอกให้แน่นและวางในแนวนอน

3. ถอนทั้งหัวและเก็บแห้ง


การใช้ประโยชน์: ไม้ตัดดอก ไม้กระถาง ไม้ประดับแปลง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการผลิตทิวลิปเพื่อตัดดอกในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ปัจจุบันมีการนำหัวพันธุ์ทิวลิปมาปลูกเพื่อปลูกเป็นไม้กระถาง ปลูกประดับตกแต่งสถานที่ และเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวในหลายๆ ที่ โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนือ และในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูหนาวของไทย เป็นช่วงที่ทิวลิปออกดอกบานสะพรั่งรับหน้าหนาวและรอรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ จังหวัดต่างๆ ก็มีการจัดงานและประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไปชมสวนทิวลิปกัน โดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เช่น งานไม้ดอกไม้ประดับที่จังหวัดเชียงราย งานไม้ดอกไม้ประดับที่อำเภอไชยปราการจังหวัดเชียงใหม่ และที่ดอยผาหม่น จังหวัดเชียงราย เป็นต้นซึ่งมักจัดงานในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี นอกจากนี้ อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เป็นการปลูกทิวลิปที่ใช้เทคโนโลยีการบังคับหัวและการปลูกจากอิสราเอล และนำเข้าหัวพันธุ์จากเนเธอร์แลนด์ก็มีทิวลิปจัดแสดงให้ชม ที่ “สวนทิวลิปนนท์”

ดอกทิวลิป หมายถึง การฝากรักให้อีกฝ่ายรับรู้ ทิวลิปสีแดง เป็นดอกไม้แห่งการสารภาพรัก หากได้ดอกทิวลิปสีแดงจากใครแสดงว่าคนผู้นั้นตกหลุมรักคุณแล้ว แต่สำหรับทิวลิปสีเหลือง จะมีความหมายที่ต่างไป คือ รักที่สิ้นหวัง

ภาพ : Ton Cm
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อาทิตย์ 18 ก.ย. 2016 10:33 am

เลี้ยงไส้เดือนเพื่อช่วยปรับสภาพดิน กำจัดขยะ และได้มูลไส้เดือนทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติคุณภาพดีมาใช้ในฟาร์มของตัวเอง

6163_resize.jpg
6163_resize.jpg (129.2 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง


ปลูกกล้วยไว้รอบๆบ่อ นอกจากจะใช้กิน ใช้ใบตอง หยวกกล้วย แล้วกล้วยยังช่วยดูแลดินด้วยนะคะ

1472688487948_resize.jpg
1472688487948_resize.jpg (86.75 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อาทิตย์ 18 ก.ย. 2016 10:39 am

ทัศนียภาพยังปรับไม่เรียบร้อย แต่สีเขียงขจีของพรรณไม้ก็ทำให้รู้สึกสงบและสดชื่น

1473912444541_resize.jpg
1473912444541_resize.jpg (134.82 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง


เจ้าที่หลังใหญ่ปกปักรักษาทั่วอาณาบริเวณ

1473912432454_resize.jpg
1473912432454_resize.jpg (137 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อาทิตย์ 18 ก.ย. 2016 10:43 am

บ่อกุ้ง "เครย์ฟิช" พ่อ-แม่พันธุ์เลี้ยงไว้ที่บ้าน

S__3989508_resize.jpg
S__3989508_resize.jpg (113.17 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง


S__3989506_resize.jpg
S__3989506_resize.jpg (138.68 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: บ้านไร่ในฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อาทิตย์ 18 ก.ย. 2016 10:46 am

บรรยากาศย่ำค่ำสลัวราง

1472734032554_resize.jpg
1472734032554_resize.jpg (62.83 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง


บ้านไร่ในฝัน"บ้านพอเพียง"

ตั้งอยู่ หมู่ ๗ ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

"บ้านน้ำฟ้า" เริ่มต้นจากความรักธรรมชาติผสมผสานความรักในวิถีชาวบ้าน วิถีล้านนา ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ทีละนิดทีละหน่อย สร้างและทำให้งดงาม น่าอยู่ ทำทุกอย่างด้วยมือ รังสรรค์ด้วยใจ

จำหน่าย กุ้งเครย์ฟิช (Crayfish) กุ้งก้ามแดง เดรสทรัคเตอร์ และสโนว์ ปลาดุก ปลาช่อน มะละกอแขกนวลดำเนิน มันหวานญี่ปุ่น (ม่วงโอกินาวา และเหลืองมงกุฏ) ผักกาด ถั่วฝักยาว ลำไย กล้วย สตรอว์เบอร์รี่ พันธุ์พระราชทาน ๘๐ มะม่วง ลำไย กระท้อน มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ ชวนชม ทานตะวัน แกลดิโอลัส ฯลฯ

ชมความงดงามตามธรรมชาติ ติดตามเพจ บ้านไร่ในฝัน บ้านเพียงพอ https://www.facebook.com/banrainaifunbanpiangpor/

เพจ กุ้งก้ามแดง https://www.facebook.com/namfarcrayfishchiangmai/

1472734032554_resize.jpg
1472734032554_resize.jpg (62.83 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง


สั่ง กัลปพฤกษ์ ชมพูพันธืทิพย์ นางพญาเสือโคร่ง ประดู่แดง ราชพฤกษ์ และอินทนิล มาปลูก ติดทุกต้นค่ะ ปีนี้ฝนดี ดินชุ่มชื้น
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: บ้านไร่ปลายฝัน..บ้านน้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อาทิตย์ 18 ก.ย. 2016 10:53 am

ความสดใสของดอกไม้แห่งวัสสา

S__4423683_resize.jpg
S__4423683_resize.jpg (78.1 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง


สำคลองสายเล็กๆไหลผ่านใกล้ๆบ่อกุ้งเครย์ฟิช

5628_resize.jpg
5628_resize.jpg (96.63 KiB) เปิดดู 29763 ครั้ง
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ทั่วไป

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน