พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ข้อมูลความรู้ทั่วไปและการทำบุญ

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 14 ต.ค. 2016 8:19 pm

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

of0um38zi7IMx1Hwkc7-o.jpg
of0um38zi7IMx1Hwkc7-o.jpg (57.81 KiB) เปิดดู 6690 ครั้ง


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเป็นพระราชโอรสใน สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และ หม่อมสังวาล (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี)

พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพ เมื่อ วันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

ทรงเป็นพระราชโอรสองค์เล็กใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (เดิมทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์)

oezsz6aj3tpJ77vl567-o.jpg
oezsz6aj3tpJ77vl567-o.jpg (57.08 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ และ พระบรมเชษฐาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จจากสหรัฐอเมริกา นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรก

oezubpfkvhfGN9hNW06-o.jpg
oezubpfkvhfGN9hNW06-o.jpg (23.74 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


ครั้้นเมื่อ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกก็เสด็จสวรรคต ณ กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงได้โดยเสด็จพระบรมราชชนนี พร้อมกับพระเชษฐภคินี และพระบรมเชษฐาธิราชไปประทับ ณ ตำหนักวิลล่าวัฒนา เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้โดยเสด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานประมาณ ๓ เดือน จึงโดยเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้โดย เสด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมกับ สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สาม ประทับณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวังในระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศไทย ๒ ครั้งหลังนี้ได้โดยเสด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายครั้ง

ครั้นในวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน รัฐสภามีมติเป็นเอกฉันท์กราบบังคมทูลเชิญขึ้นครองสิริราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธย ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงศึกษาต่อ คราวนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและการปกครอง แทนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เคยทรงศึกษาแต่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชภาระที่ต้องทรงรับในฐานะพระมหากษัตริย์ของประเทศ

ทรงประสบอุบัติเหตุ ในวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ เมื่อรถยนต์พระที่นั่งที่ทรงขับชนกับรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ บริเวณริมทะเลสาปเยนีวา ทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเศียร พระพักตร์และพระเนตรด้านขวา ต้องประทับรักษาพระอาการประชวรเป็นเวลา ๕ เดือน จึงมีพระพลานามัยดีเหมือนเดิม

ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สี่ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัด งานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม พร้อมกับทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีขึ้น

เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยเป็น “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” ในโอกาสนั้นได้ทรงมีพระบรมราชโองการว่า “เราจักครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และ ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑๕ วัน โดยมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีมีพระโอรสและพระราชธิดารวม ๔ พระองค์ ได้แก่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี
ประสูติเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔ ต่อมาได้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับชาวต่างชาติ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ
ประสูติเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ต่อมาได้นับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาราช สยามมงกุฎราชกุมาร

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดากิติวัฒนาดุลโสภาคย์
ประสูติเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุรากรปิยชาติสยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี
ประสูติเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐

ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นมา สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ประชวร ว่ามีพระปรอทต่ำ หายพระทัยเร็ว มีพระเสมหะ พระปับผาสะซ้ายอักเสบ มีพระโลหิตเป็นกรด และพบว่ามีน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มพระปัปผาสะเล็กน้อย คณะแพทย์จึงทำการรักษาด้วยพระโอสถปฏิชีวนะ และใช้สายสวนเข้าหลอดพระโลหิตดำเพื่อฟอกพระโลหิตระยะยาว แต่มีพระความดันพระโลหิตต่ำจึงใช้เครื่องช่วยหายพระทัย และมีการฟอกไต พระอาการไม่คงที่ ก่อนที่พระอาการจะทรุดลงไปอีก มีการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต วันที่ ๑๒ ตุลาคม พระราชโอรส-ธิดาทั้งสี่พระองค์ พระองค์เจ้าโสมสวลี และพระเจ้าหลานเธออีกสองพระองค์เข้าเยี่ยมพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช

เสด็จสวรรคต ในวัน พฤหัสบดี ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสวรรคตเมื่อเวลา ๑๕.๕๒ น. สิริพระชนมายุ ๘๙ พรรษา
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 14 ต.ค. 2016 8:46 pm

๘๙ เรื่องราว ตลอด ๘๙ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ...

4(1942).jpg
4(1942).jpg (63.48 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๑. เสด็จพระราชสมภพในราชสกุล มหิดล อันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

๒.ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ เวลา ๐๘.๔๕น.

๓.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ ๖ ปอนด์

๔. พระนามเมื่อแรกประสูติอันปรากฏในสูติบัตรว่า เบบี สงขลา (อังกฤษ: Baby Songkla)

๕. พระนาม 'ภูมิพล' ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

๖. พระนามของพระองค์ ภูมิพล - ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน" อดุลยเดช - อดุลย หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อำนาจ" รวมกันแล้วหมายถึง "อำนาจที่ไม่อาจเทียบได้"

๗.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช

๘.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก

๙.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ ๕ พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ๑ ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า 'H.H Bhummibol Mahidol'หมายเลขประจำตัว ๔๔๙

๑๐.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือ สมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า 'แม่'


๑๑.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง

๑๒.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม

๑๓.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต

๑๔.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า'บ๊อบบี้'

๑๕.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม ๑๐ ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ

70613.jpg
70613.jpg (39.55 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๑๖.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรองว่า ๓ ที มากเกินไป ๒ ทีพอแล้ว

๑๗.ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์นั้นระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ

๑๘.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก 'การให้' โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า 'กระป๋องคนจน' เอาไว้ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก 'เก็บภาษี' หยอดใส่กระปุกนี้ ๑๐% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

๑๙. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า 'ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน'

๒๐.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง ๘ พรรษา

๒๑.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

๒๒. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก 'การเล่น' สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

๒๓.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์

๒๔.ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
๒๕.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ ๑๔-๑๕ พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา ๓๐๐ ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้

๒๖.ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส

๒๗.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา ๑๘ พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ 'แสงเทียน' จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด ๔๘ เพลง

๒๘.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น ๕ เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง 'เราสู้'

๒๙. รู้ไหม... ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่ ๕

๓๐. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย

14680539_1278928018825898_7877196439718977999_n.jpg
14680539_1278928018825898_7877196439718977999_n.jpg (42.32 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 14 ต.ค. 2016 8:52 pm

๓๑. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง 'นายอินทร์' และ 'ติโต' ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์ แต่ 'พระมหาชนก' ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

70615.jpg
70615.jpg (33.94 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๓๒. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น'กีฬาซีเกมส์') ครั้งที่ ๔ ปี พ.ศ.๒๕๑๐

๓๓. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน

๓๔. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ 'กังหันชัยพัฒนา' เมื่อปี ๒๕๓๖

๓๕. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว

๓๖. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

๓๗. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

๓๘.เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงครองราชย์สมบัติ แต่ในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน ก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนว่า "ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" จึงทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้"

๓๙.พระองค์พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

๔๐. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า'น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย ๔ โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง

Q8239890-57.jpg
Q8239890-57.jpg (21.98 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๔๑. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒ และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ ๑๐ สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม ๑๐ บาท

๔๒. หลังอภิเษกสมรส ทรง'ฮันนีมูน'ที่หัวหิน

๔๓. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑๕ วัน

๔๔. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

๔๕. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น

๔๖. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา

๔๗. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

๔๘. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม

๔๙. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยู่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง

๕๐. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ

Queen_24.jpg
Queen_24.jpg (89.69 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 14 ต.ค. 2016 9:01 pm

๕๑. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ ๓ สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ

70614_resize.jpg
70614_resize.jpg (31.43 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๕๒.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน

๕๓. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรท่ามกลางสายฝน

๕๔. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน

๕๕. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน ๓๒,๘๖๖.๗๓บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการชัยพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

๕๖. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด

๕๗. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า 'ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ’

๕๘. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก ๕ ชั่วโมง (๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน

๕๙. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา

๖๐. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย

70618.jpg
70618.jpg (43.52 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๖๑. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก

๖๒. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้?ลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง

๖๓. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง

๖๔. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก

๖๕. ทรงฟัง จส.๑๐๐ และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที จส.๑๐๐ด้วย โดยใช้พระนามแฝง

๖๖. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก

๖๗. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ ๕๐ ปีแล้ว

๖๘. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น ๘ ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด ๓x๔ เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ

๖๙. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก ๓๓ ตัว

๗๐. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า 'นายหลวง' ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง

70617.jpg
70617.jpg (36 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 14 ต.ค. 2016 9:06 pm

๗๑. ทรงเชี่ยวชาญถึง ๖ ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน

oezufsdg3jEQ4g85Q47-o.jpg
oezufsdg3jEQ4g85Q47-o.jpg (84.37 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๗๒. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า 'ทำราชการ'

๗๓. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง ๒๐ พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า ๖๐ ปี

๗๔. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า'อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก'

๗๕. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ ๑๒ แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด

๗๖. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี

๗๗. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์

๗๘. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม ๖ล้านคน

๗๙. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ จน ๒๙ ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร ๔๙๐ ครั้ง

ประทับครั้งละ ๓ ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน ๔๗๐,๐๐๐ ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ ๓ ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด ๑๔๑ ตัน

๘๐. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง

history06.jpg
history06.jpg (66.17 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


๘๑. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง

๘๒. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด

๘๓.พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ เป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาล พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร คือพระพุทธรูปปางอภัยมุทรา พุทธลักษณะสุโขทัย

๘๔. พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน เป็นพระเครื่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘ - ๒๕๑๓ มีทั้งสิ้นประมาณ ๒,๕๐๐ องค์

๘๕.ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นมา สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ประชวร ว่ามีพระปรอทต่ำ หายพระทัยเร็ว มีพระเสมหะ พระปับผาสะซ้ายอักเสบ มีพระโลหิตเป็นกรด และพบว่ามีน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มพระปัปผาสะเล็กน้อย คณะแพทย์จึงทำการรักษาด้วยพระโอสถปฏิชีวนะ และใช้สายสวนเข้าหลอดพระโลหิตดำเพื่อฟอกพระโลหิตระยะยาว แต่มีพระความดันพระโลหิตต่ำจึงใช้เครื่องช่วยหายพระทัย และมีการฟอกไต พระอาการไม่คงที่ ก่อนที่พระอาการจะทรุดลงไปอีก มีการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต วันที่ ๑๒ ตุลาคม พระราชโอรส-ธิดาทั้งสี่พระองค์ พระองค์เจ้าโสมสวลี และพระเจ้าหลานเธออีกสองพระองค์เข้าเยี่ยมพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช

๘๖.เสด็จสวรรคต ในวัน พฤหัสบดี ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสวรรคตเมื่อเวลา ๑๕.๕๒ นาฬิกา สิริพระชนมายุ ๘๙ พรรษา

๘๗.ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๗๐ ปี ๑๒๗ วัน

๘๘. ตลอดรัชกาลมีนายกรัฐมนตรีทั้งหมด ๓๐ คน (พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๕๙)

๘๙. พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระภัทรมหาราช" หมายความว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง" ต่อมาในปี ๒๕๓๙ มีการถวายใหม่ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช" และ "พระภูมิพลมหาราช" อนุโลมตามธรรมเนียมเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า "พระปิยมหาราช"

of0omde8zKW49kV1jlv-o.jpg
of0omde8zKW49kV1jlv-o.jpg (167.76 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง


ที่มา : e-mail บุญอุ้ม หงส์คำ จำนวน ๗๗ ข้อ
ค้นเพิ่มเติมให้ครบ ๘๙ ข้อเท่ากับ ๘๙ พระชนมพรรษา ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ โดย น้ำฟ้า
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 14 ต.ค. 2016 10:16 pm

รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ "๙ บรรทัดถึงล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๙" หนังสือที่จัดทำขึ้นและทูลเกล้าฯถวายพระองค์ท่าน

70692_resize.jpg
70692_resize.jpg (103.13 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง
ไฟล์แนป
70694_resize.jpg
70694_resize.jpg (94.51 KiB) เปิดดู 6689 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 15 ต.ค. 2016 6:30 am

เรื่องสั้น “ ต้นไม้ของพ่อ ”

เรื่องสั้นรางวัล รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ในการประกวดเรื่องสั้น " พลิกผืนป่าด้วยพระบารมี " โดยกองทัพบก และสถานีวิทยุกองทัพ


1228407131.jpg
1228407131.jpg (80.2 KiB) เปิดดู 6561 ครั้ง



**************************************************************************************************************************

ทุกๆเช้าฉันมักจะเห็น “ เด็กคนนั้น ” วิ่งไปตามถนนสายเล็กๆอันเต็มไปด้วยดอกหญ้าสีขาวทอดยาว ไปจนจรดลำธารใส ที่ไหลรินมาจากน้ำตกที่อยู่บนดอยอีกลูกหนึ่ง แล้วจึงกลับมาเข้าแถวเคารพธงชาติ ด้วยใบหน้าที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข

ฉันเพิ่งได้รับคำสั่งบรรจุเป็นครูบนดอยแม่ลาผาเมื่อครึ่งเดือนก่อน จึงยังไม่รู้จักเด็กคนนั้นเท่าไรนัก แต่เมื่อซักถามครูรุ่นพี่ก็ได้คำตอบกลั้วหัวเราะว่า

“ เขาชื่ออาหู่ เป็นเด็กกำพร้า เรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก วันๆเอาแต่วิ่งไปบนดอยลูกโน้น บอกว่าตัวเองต้องดูแลต้นไม้ของพ่อหลวง ”

“ พ่อหลวงหมายถึง ? ...” ฉันถามต่อ

“ ก็หมายถึงในหลวงนั่นแหละ น้องนิตยาไม่ต้องไปสนใจหรอก ”

ถึงแม้รุ่นพี่จะบอกว่าไม่ต้องสนใจหรอก แต่ฉันกลับรู้สึกสนใจเรื่องราวของอาหู่อยู่ครามครัน แต่อย่างไรก็ดี ภาระงานของฉันกลับเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงทำให้ค่อยๆลืมเลือนเรื่องราวของอาหู่ไป



แล้วเรื่องราวของเด็กน้อยก็เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของฉันในวันหนึ่ง





เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงหนึ่งปี มีการจัดชั้นเรียนขึ้นใหม่ ฉันได้เป็นครูประจำชั้นที่อาหู่เรียนอยู่ เขามีพฤติกรรมเหมือนที่รุ่นพี่ได้บอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน อาหู่เป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อนๆ ฉันจึงต้องนัดให้เขามาฝึกอ่านเป็นการส่วนตัวในตอนเช้าและหลังเลิกเรียน

“ ไม่ได้หรอกครู ตอนเช้าผมต้องไปดูแลต้นไม้ของพ่อหลวง ” เด็กชายดวงตายาวรีค้านด้วยสำเนียงแปร่งๆตามประสาชาวเขาที่พูดไทยไม่ชัด

ฉันขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง การที่ฉันเสียเวลาส่วนตัวมาสอนเขานั้น ทำให้ฉันต้องทำงานบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเป็นเวลาที่อากาศบนดอยนั้นหนาวเย็นเหลือเกิน แต่เขากลับปฏิเสธความหวังดีเสียดื้อๆ ฉันจึงยอมไม่ได้เป็นอันขาด

“ ต้นไม้อะไรของเธอ เธอไม่รู้หรืออาหู่ ว่าตัวเองเรียนไม่ทันเพื่อน ยังไงๆเธอก็ต้องมาเรียนกับครูทุกๆเจ็ดโมงเช้า แล้วก็หลังเลิกเรียน ”

ฉันจำได้ว่าวันนั้นอาหู่มีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นเด็กชายก็มาตามที่ได้นัดหมายเอาไว้ จนนานวันเข้า.....การเรียนของอาหู่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะการทบทวนซ้ำหลายๆครั้ง ทำให้เขาเกิดความเข้าใจ แต่แล้ววันหนึ่งอาหู่กลับไม่มาโรงเรียน อาลีซึ่งอยู่ข้างบ้านเป็นคนมาบอกฉันว่าเขาลาป่วย

“ อาหู่เป็นอะไรไปอาลี ” ฉันถามอย่างห่วงใย

“ เขาเป็นไข้มาหลายวันแล้วค่ะครู ”

“ แล้วใครดูแลเขาล่ะตอนนี้ ”

“ แม่ของเขาไปทำงานที่ไร่ เขาก็เลยนอนอยู่บ้านคนเดียวค่ะ ”

เด็กน้อยพูดจบแล้วทำท่าจะผละไป

“ อาลี หลังเลิกเรียนพาครูไปเยี่ยมอาหู่ที่บ้านได้ไหม ”

เด็กหญิงอาลีมองหน้าของฉันด้วยดวงตาใสแจ๋ว แล้วจึงพยักหน้าหงึกหงัก

“ ได้ค่ะ แล้วหนูจะมาหาครูนะคะ ”

ฉันมองตามร่างเล็กๆ ในชุดนักเรียนขะมุกขะมอม ซึ่งวิ่งหายไปในสายหมอกที่โรยตัวลงมาอย่างหนาตา บนดอยสูงแห่งนี้กว่าลำแสงแรกของดวงอาทิตย์จะแหวกหมอกหนาออกมาได้ ก็กินเวลาเกือบสิบโมงเข้าไปแล้ว



ฉันเดินตามอาลีไปบนถนนแคบๆที่มีดอกหญ้าสีขาวขึ้นอยู่ประปราย แม้ท้องฟ้าจะยังมีแสงสีทองระเรื่อฉาบเหนือเทือกเขาลูกถัดไป แต่ความเย็นชื้นๆของน้ำค้างก็เริ่มแผ่ตัวเข้ามาอย่างช้าๆ



บ้านของอาหู่เป็นบ้านหลังเล็กๆยกพื้นขึ้นมาราวครึ่งเมตร เมื่อก้าวขึ้นบันไดที่มีเพียงสามขั้นแล้วก็จะต้องผ่านห้องครัวที่เป็นเพียงชานโล่งๆมีเครื่องครัววางอยู่ระเกะระกะก่อน จึงได้พบร่างของเด็กชายนอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มสีเทาที่มีกลิ่นอับๆโชยมา ฉันทรุดลงนั่งตามอาลี เด็กหญิงใช้มือเขย่าแขนของเพื่อนเบาๆ โดยที่ฉันห้ามไม่ทัน

อาหู่ค่อยๆปรือตาขึ้น เมื่อเห็นหน้าฉันเขาจึงยกมือไหว้แล้วพยายามลุกขึ้นจากที่นอน

“ ไม่ต้องหรอกอาหู่ นอนลงเถอะครูได้ยินว่าเธอไม่สบายก็เลยมาเยี่ยม ”

“ ขอบคุณครับครูนิตยา ” น้ำเสียงของเด็กชายแหบพร่า

เสียงคนวางของดังโครมครามอยู่หลังบ้าน ไม่นานหญิงวัยกลางคนแต่งกายเช่นเดียวกับหญิงชาวอาข่าโดยทั่วไปก็ก้าวขึ้นมาบนบ้าน อาลีจึงชิงแนะนำขึ้นก่อน

“ ป้าอายอนี่ครูนิตยา ครูเขามาเยี่ยมอาหู่ ”

อายอพยักหน้ารับรู้แล้วจึงนั่งลงข้างๆฉัน

อาหู่หลับไปแล้ว ความเงียบครอบคลุมทั่วบริเวณ แต่เมื่อผ่านไปราวสิบนาทีอายอก็กล่าวขึ้นมาก่อน

“ อาหู่มันตัวร้อนมาหลายวันแล้วนะครู เฮาก็เลยให้มันหยุดเรียน”

“ ไม่เป็นไรหรอกอายอ ถ้าหายดีค่อยไปเรียนก็ได้ แล้วนี่ทำไมอาหู่ถึงเป็นไข้หนักแบบนี่ล่ะ กินยาไปหรือยัง ”

“ กินยาแล้วแต่ยังไม่หาย ตอนแรกก็เป็นไม่เยอะหรอกครู แต่ทุกเช้าอาหู่ก็ยังไปรดน้ำต้นไม้บนดอยลูกโน้น ก็เลยเป็นหนัก ” อายอเล่าพลางถอนใจ

ฉันหันหน้าไปมองใบหน้าขาวซีดของผู้พูด แล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ ครูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอาหู่ถึงใส่ใจต้นไม้ต้นนั้นนัก อายอพอจะเล่าให้ฟังได้ไหม "

หญิงกลางคนพยักหน้า

“เมื่อห้าปีก่อน พ่อหลวงกับพระราชินีท่านมาที่หมู่บ้านของเฮา ” อายอเล่าด้วยภาษาชาวบ้าน

“ ตอนนั้นอาผ่าพ่อของอาหู่ไม่สบาย พ่อหลวงท่านก็เลยให้หมอมารักษา อาผ่าบอกว่าเขาโชคดีที่ได้เห็นพ่อหลวงกับพระราชินีใกล้ๆ เพราะเขาเทิดทูนบูชาท่านมาก ”

น้ำใสๆเอ่อคลอสองตาของผู้เล่า

“ อาผ่าบอกว่าท่านใส่ใจกับทุกอย่างบนแผ่นดินนี้ วันนั้นท่านเห็นฝักก้ามปูตกอยู่ อาผ่าอยู่ใกล้ๆท่านก็เลยยื่นให้ แล้วบอกว่า ‘ในฝักนี้เป็นต้นกำเนิดของต้นไม้อีกหลายต้น ที่จะทำให้บ้านเมืองของเรามีป่าไม้ไว้ให้ลูกหลาน ’ อาผ่ารับฝักนั้นมาอย่างยินดี เขาเพาะมันจนกลายเป็นต้นกล้าเล็กๆ แล้วชวนอาหู่ไปปลูกไว้ที่ดอยลูกโน้น สองพ่อลูกดูแลมันอย่างดีตลอดมา ตอนหลังเมื่ออาผ่าตาย อาหู่ก็เลยดูแลต้นก้ามปูแทนพ่อ ”

เมื่อเล่าจบอายอก็ยกมือไหว้ท่วมหัว ฉันเข้าใจดีว่า อายอมีความรู้สึกเช่นไร

“ ครูเข้าใจแล้วล่ะอายอ ว่าทำไมอาหู่ถึงใส่ใจก้ามปูต้นนั้นนัก ”

ฉันหันไปมองอาลีซึ่งนั่งฟังตาแป๋ว แล้วยิ้ม

“ อาหู่เป็นตัวอย่างที่ดี ต่อไปก้ามปูต้นนั้นก็จะเติบโต แล้วเป็นต้นกำเนิดของก้ามปูต้นอื่นๆ อีกหลายต้น ในหลวงท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพในการพัฒนาทุกๆด้าน โดยเฉพาะทรงอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งเป็นประโยชน์อเนกอนันต์ต่อประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศของเรา และทรงเสียสละทุ่มเทอย่างยากที่จะมีพระมหากษัตริย์ของชาติใดเสมอเหมือน ”

อาลียิ้มตอบด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ หนูจะเริ่มอนุรักษ์ป่าไม้ตั้งแต่วันนี้เลยค่ะครู ในหลวงท่านจะได้ภูมิใจ ”



ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นที่ปลื้มใจในคำพูดของเด็กน้อย หากคนไทยทุกคนได้รับรู้ว่าเด็กสิบขวบมีจิตสำนึกที่ดีงามเช่นนี้ ฉันเชื่อว่าทุกคนก็ต้องภาคภูมิใจเช่นเดียวกัน





แดดจางๆดูดกลืนหมอกขาวโพลนให้เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงหยดน้ำที่ค้างอยู่ในกลีบดอกไม้และยอดหญ้า ฉันกำลังใช้บัวรดน้ำขนาดเล็กรดน้ำต้นพริกที่ปลูกไว้ข้างโรงอาหาร แต่เสียงรองเท้าวิ่งมาตึงตังก็ทำให้ฉันต้องหันหลังไปดู

“ ครูคะไปกับหนูก่อนค่ะ ”

อาลีบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทั้งที่อยู่ในอาการหอบแฮ่กๆ

“ ไปไหนอาลี ”

เด็กหญิงไม่ตอบ แต่กลับดึงแขนของฉันเบาๆให้ก้าวตามไป ฉันจึงวางบัวรดน้ำไว้บนชั้นวางแล้วเดินแกมวิ่งตามเด็กน้อยที่วิ่งปรื๋อไปอย่างรวดเร็ว

อาลีวิ่งไปตามทางลาดชันเต็มไปด้วยหินขรุขระ ฉันจึงต้องค่อยๆเดินเพราะยังไม่ชิน ครู่ใหญ่เด็กน้อยก็ไปยืนโบกมือหยอยๆใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นคู่กับเด็กอีกคนหนึ่ง ฉันจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปหา

“ อาหู่ ”

อาหู่นั่นเองที่ยืนอยู่กับอาลี ใบหน้าของเด็กชายยิ้มละไมและเต็มไปด้วยสีเลือดฝาด แสดงว่าเขาคงหายจากอาการไข้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฉันยืนหอบอยู่พักใหญ่ก่อนจะย้อนถามเด็กทั้งสอง

“ ทั้งสองคนพาครูมาที่นี่ทำไม ”

อาลีหันไปยิ้มให้เพื่อน อาหู่จึงเป็นผู้ตอบเสียเอง

“ นี่ไงครับครู ต้นก้ามปูของพ่อหลวง ผมกับอาลีพาครูมาดูดอกก้ามปูดอกแรก ที่เพิ่งออกดอกเมื่อวานนี้ ครูเงยหน้าขึ้นไปมองสิครับ ”

ฉันทำตามอย่างว่าง่าย ก้ามปูต้นใหญ่สีเขียว แผ่กิ่งก้านสาขาสล้างไปทั่วบริเวณ เมื่อมองเลยขึ้นไป พบว่าบนกิ่งกิ่งหนึ่งกำลังออกดอกสีขาวขลิบแดงสดใสน่ามอง ฉันจึงหันมายิ้มให้ทั้งสองคน

“ อาหู่กับพ่อเก่งจังเลยนะอาลี ”

“ ใช่ค่ะครู ” อาลีเห็นด้วย

“ ต่อไปทั้งสองคนต้องไปเชิญชวนเพื่อนๆให้ปลูกต้นไม้กันเยอะๆนะ..รู้มั้ย ต้นไม้มีประโยชน์มากมาย อีกทั้งยังช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย ถ้าเด็กๆทุกคนมีจิตสำนึกรักษ์ป่า ต่อไปโลกของเราก็จะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีเขียว สมดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงตั้งพระทัยเอาไว้ยังไงล่ะ แต่ตอนนี้เด็กๆต้องรีบกลับไปเข้าแถวแล้ว ”

เสียงระฆังเข้าเรียนดังมาจากดอยอีกลูกหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เราทั้งสามคนวิ่งลงดอยอย่างทุลักทุเล แต่ในหัวใจนั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ที่ได้เห็นความงดงามจากสีเขียวของต้นไม้



+++++++++++++++++++++++++++++++

เขียนโดย น้ำฟ้า (นามปากกาของน้ำฝน ทะกลกิจ)
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 15 ต.ค. 2016 7:15 pm

วันที่ฟ้าโน้มลงมาสู่ดิน พนม ช่อจันทร์ นักเรียนชั้น ป.๔ โรงเรียนบ้านเขาเต่า เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเขา

rw0kj1667.jpg
rw0kj1667.jpg (34.17 KiB) เปิดดู 4915 ครั้ง


เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๑ ขณะที่กำลังเล่นสนุกกับเพื่อนอีกสองคน ก็เหลือบไปเห็นรถจี๊ปสีเขียวหลังคาผ้าเต็นท์คันหนึ่ง ติดหล่มอยู่ในขี้เลน มีชายคนหนึ่งขับมาคนเดียว และพยายามขับรถขึ้นจากหล่มอยู่นาน เขาและเพื่อนจึงวิ่งเข้าไปช่วยเข็น ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง กับความพยายามอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ยิ่งเร่งเครื่อง ล้อรถก็ยิ่งจมเลนลึกลงไปทุกที สุดท้ายทุกคนก็หมดแรง ต่างหยุดพักแผ่หรากันอยู่ตรงนั้น

“หนูเคยเห็นคนนี้ที่ไหน” เสียงของชายเจ้าของรถเอ่ยถาม พร้อมยื่นแบงค์ใบละหนึ่งบาทให้ เด็กชายพนมตอบว่า “เคยเห็นแต่ในแบงค์ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง” ชายคนนั้นถอดหมวกที่สวมอยู่ออก แล้วถามกลับมาอีกว่า “เหมือนเราไหม”

4135-600x375[1].jpg
4135-600x375[1].jpg (54.4 KiB) เปิดดู 4915 ครั้ง


วินาทีนั้น เด็กชายทั้งสามรู้แล้วว่าชายที่เขาเห็นแต่งกายธรรมดาผู้กำลังสนทนาอยู่นั้นเป็นใคร ต่างนิ่งอึ้งเข่าอ่อน ทรุดนั่งลงกลางเลน กราบลงแทบพระบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตรัสว่า… “ลุกขึ้น ลุกขึ้นเถิด อย่านั่งเลย มันเลอะ”

จากนั้น พระองค์จึงทรงพระอักษรใส่กระดาษ ให้เด็กชายนำไปส่งให้ครูที่โรงเรียนเทศบาลเขาเต่า ครูได้เห็นจดหมายนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นองค์เหนือหัว แต่ด้วยน้ำจิตน้ำใจแบบไทย เห็นใครเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือ จึงสั่งการเกณฑ์เด็กโตๆ ไปร่วมยี่สิบคน จนในที่สุดรถยนต์พระที่นั่งก็ขึ้นจากหล่มจนได้ ก่อนเสด็จฯ จากไป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตรัสว่า ”ขอบใจมาก” เสียงนั้นยังก้องกังวานในใจของเด็กชายมาจนทุกวันนี้

14225578_1193298567398876_518187171557323025_n-11[1].jpg
14225578_1193298567398876_518187171557323025_n-11[1].jpg (38.46 KiB) เปิดดู 4915 ครั้ง


**ภายหลังพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ประทับ ณ วังไกลกังวล หัวหิน ในการนี้เองที่โครงการแรกอันเนื่องจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้น ณ ชุมชนบ้านเขาเต่า และนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการตามพระราชดำริอื่นๆ อีกมากมาย



ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 18 ต.ค. 2016 11:09 am

#ย้อนรอยความทรงจำภาพในหลวงรัชกาลที่๙ ทรงชนแก้วกับชายชาวเขา ก่อนหน้านี้เราเคยโพสต์ว่า ข้อมูลที่มีการแชร์กันว่า 'กำนันไม่รู้ว่าชนแก้วกับใคร พอรู้ความจริงเป็นลมล้มพับ' ไม่น่าจะเป็นความจริง และน่าจะเป็นเรื่องราวตามเรื่องเล่า พระราชอารมณ์ขัน ‘เชื้อโรคตายหมด’มากกว่า วันนี้ได้มาแล้วค่ะ อ้างอิงข้อมูลจาก"หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี" ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ผู้ตามเสด็จในครั้งนั้น

AAj2DZw.jpg
AAj2DZw.jpg (75.35 KiB) เปิดดู 4916 ครั้ง


ความทรงจำอันน่าประทับใจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งหนึ่งทรงเสด็จปฏิบัติพระราชภารกิจในต่างจังหวัด ซึ่งในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และที่น่าประทับใจนั่นก็คือ มีผู้ชายสูงอายุคนหนึ่งได้แบกพระบาทสมเด็จพระเจ้าพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นขี่หลัง โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เดินอยู่ข้างๆ นอกจากนี้ยังมีภาพน่าประทับใจอีก หลายภาพ เช่น ภาพที่ทรงนั่งประทับบนพื้นเรือน ฝาไม้ไผ่ขัดแตะ และมีบุคคลในชุดกากีท่านหนึ่ง กำลังยื่นจอกตะไล ไปสัมผัสกับจอกตะไลอีกใบ

AAj3rVk.jpg
AAj3rVk.jpg (88.44 KiB) เปิดดู 4916 ครั้ง


โดยล่าสุดเฟซบุ๊ก อภิชาต ชินแก้ว ได้ออกมาให้ข้อมูลกับชาวโลกออนไลน์ ว่า ภาพองค์พ่อหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงนั่งประทับบนพื้นเรือน ฝาไม้ไผ่ขัดแตะ และมีบุคคลในชุดกากีท่านหนึ่ง กำลังยื่นจอกตะไล ไปสัมผัสกับจอกตะไลอีกใบ ในมือของพระองค์ท่าน กำลังเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วประเทศ...ซึ่งผมเองก็อยากรู้เหลือเกิน ว่าบุคคลผู้นี้คือใคร ที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า องค์พ่อหลวงอย่างใกล้ชิด...ถือเป็นบุญวาสนา เป็นสิริมงคลอย่างล้นเหลือ...
"ผมได้รวบรวมสืบค้นข้อมูลอย่างคร่าวๆ ภาพสามภาพนี้ ถ่ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เมื่อคราวพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขา ต่อมาคุณข้อมูลจากคุณขวัญเมือง แสงคำได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเพจสมาคมคนเหนือว่า "รูปนี้ถ่ายที่ดอยอ่างขางครับในรูปผู้ใหญ่บ้านขอบด้งครับ ชื่อ จะหลู คนยิ้มฟันดำชื่อ จะหม่อ ครับ เป็นขาวเขามูเซอดำ ส่วนที่ว่าบ้านห้วยผักไผ่นั้นเคยเสด็จสามครั้ง ๒๕๑๑,๒๕๑๒,๒๕๑๓ ตอนนี้หมู่บ้านนั้นย้ายลงมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านหนองไผ่ เป็นมูเซอแดง พื้นที่บ้านห้วยผักไผ่ตอนนี้เป็นเขื่อนแม่มาว ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง ปัจจุบัน จะหลู เสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนจะหม่อ เสียชีวิตไปเมื่อประมาณปี ๒๕๕๖ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านขอบด้งคนปัจจุบันชื่อ จะก่า เป็นหลานของพ่อเฒ่าจะหลูนั่นเอง"

ในส่วนของเหตุการณ์ในภาพขอยกเอาความประทับใจผ่านความทรงจำของ "หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี" (ประธานมูลนิธิโครงการหลวง) ซึ่งได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ "ชนแก้วสุรา" มาถ่ายทอดดังนี้ "ต่อจากนั้น ผู้ใหญ่แสนคำลือ ได้เชิญท่านเสด็จไปแอ่วบ้าน พอไปถึงบ้าน เขาก็เอาที่นอนมาปูให้ท่านประทับ แล้วเอาเหล้าใส่ถ้วยตะไลเล็กๆ มาให้ท่านเสวย แต่แก้วมันสกปรก มีสีดำๆ ผม (หมายถึงหม่อมเจ้าภีศเดช) ก็ทูลท่านว่า ทำเหมือนเสวยแล้วส่งมาพระราชทานผม แต่ท่านก็เสวยเองหมดเลย ท่านบอกว่า เหล้ามันแรง ฆ่าเชื้อโรคหมดแล้ว"...

AAj3zsi.jpg
AAj3zsi.jpg (60.37 KiB) เปิดดู 4916 ครั้ง


ผู้ใหญ่บ้านยังบอกพระองค์อีกว่า การที่เขาแข็งแรงเพราะกินเหล้าแบบนี้ โดยมีสูตรพิเศษใส่เขากวางอ่อนใส่พริกไทย ๓ เม็ด กระดูกเสือใส่ไปด้วย...
ผู้ใหญ่บ้านคนนี้มีภรรยาวัยสาวคราวลูก ซึ่งแกคงผสมสุราสูตรพิเศษดื่มนี่เอง จึงมีสุขภาพแข็งแรง อย่างที่ปรากฏในภาพและจากการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาในครั้งนี้ ได้ทรงตั้งโครงการหลวงส่วนพระองค์ เพื่อใช้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ทั้งไม้ผล ผัก และดอกไม้เมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขา ในการนำพืชเหล่านี้ มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ แทนการปลูก"ฝิ่น" ซึ่งต่อมา ได้พระราชทานนามว่า "สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง"...

ที่มา : หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี,อภิชาต ชินแก้ว,ขวัญเมือง แสงคำ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: พระราชประวัติพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 18 ต.ค. 2016 11:19 am

รักแรกและรักเดียวของในหลวงรัชกาลที่ ๙
99.jpg
99.jpg (90.28 KiB) เปิดดู 4915 ครั้ง


วันหนึ่งในปีพ.ศ. ๒๔๘๙ วันที่ทรงแรกพบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมซึ่งทรงใช้มานาน โปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
วันนี้เองที่ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล และ ม.ล.บัว กิติยากร ที่มารับเสด็จ โดยวันนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์แต่งตัว เรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถึงช้ากว่ากำหนด ทราบสาเหตุภายหลังว่าเนื่องจากรถยนต์พระที่นั่งเกิดเสียและน้ำมันหมด ตรัสว่าทรงจำได้ดีถึงสีหน้าของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่ทั้งหิวและรอนาน

35.jpg
35.jpg (119.95 KiB) เปิดดู 4915 ครั้ง


เมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เคืองอยู่นิดๆ เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า
“…เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว…”
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกราบบังคมทูลตอบว่า…
“…ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น…”
ก่อนทรงได้พบกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงทราบถึงความน่ารักจากสมเด็จพระราชชนนีมาก่อนแล้ว ในการเสด็จเยือนปารีสครั้งแรก สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งเป็นพิเศษว่าให้ไปทอดพระเนตรลูกสาว ของม.จ.นักขัตรมงคลว่าจะสวย น่ารักไหม ทรงกำชับว่าเมื่อถึงปารีสแล้วให้โทร.บอกแม่ด้วย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงก็ทรงโทรศัพท์หาและตรัสว่า
“…เห็นแล้ว น่ารักมาก…”
เนื่องจากเวลาเสด็จฯ ยังกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่สถานทูตไทย ทำให้ครอบครัวม.จ.นักขัตรมงคลซึ่งรวมถึงม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นที่คุ้นเคยเบื้องพระยุคลบาท ความที่ได้พบพระพักตร์บ่อยครั้ง ทั้งยังมีความชอบในสิ่งเดียวกันโดยเฉพาะการดนตรี ประกอบกับนิสัยร่าเริง สุภาพอ่อนน้อม และขี้อายในบางครั้ง ทำให้ยิ่งประทับพระราชหฤทัย โดยมีความสวยงามของเมืองโลซานเป็นฉากหลังที่โรแมนติกและมีความหมายยิ่งต่อทั้งสองพระองค์
ข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยตกใจเป็นอย่างมากในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ คือข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกเมืองโลซาน ระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลในตำบลเมอร์เซสนั้น รับสั่งให้ราชองครักษ์ ติดต่อไปยังม.จ.นักขัตรมงคล ให้ม.ล.บัว กิติยากร พาธิดาทั้งสองคือม.ร.ว.สิริกิติ์และม.ร.ว.บุษบาเข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการที่ โรงพยาบาลเป็นประจำทุกวัน
มีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก ทรงระลึกถึงบุคคลเพียง ๒ คน คือสมเด็จพระราชชนนีและม.ร.ว.สิริกิติ์
เรื่องนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้กล่าวว่าสิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า …
“…แม่ เรียกสิริมาที…”
ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่ารูปม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย เป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า
“…ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ..”
รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้าม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า
ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานสัมภาษณ์ ในภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “ขวัญของชาติ” ออกเผยแพร่ ทางสถานีโทรทัศน์ บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระราชทานสัมภาษณ์ถึง รักแรกพบ มีความตอนหนึ่งว่า ….
“…สำหรับข้าพเจ้าเป็นการเกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย ๔ โมง แต่จริงแล้วเสด็จมาถึง ๑ ทุ่ม ช้ากว่านัดหมาย ตั้ง ๓ ชั่วโมง ทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัว อยู่จนแล้วจนเล่า จึงเป็นการเกลียดเมื่อแรกพบ มากกว่ารักเมื่อแรกพบ
ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่า พระองค์ท่าน ทรงรักข้าพเจ้า เพราะเวลานั้นอายุเพิ่งย่าง ๑๕ ปี ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนักเปียโน เป็นนักเปียโนที่แสดงในงานคอนเสิร์ต ตอนพระองค์ท่านประทับที่โรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ มีพระอาการหนักมาก ตำรวจเขาโทรศัพท์ไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนี
พระองค์ท่านรีบเสด็จไปทันที แต่แทนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีพระราชปฏิสันถารกับพระองค์ ท่านกลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋าโดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า พระองค์ทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่
แล้วพระองค์ก็ตรัสให้นำตัวข้าพเจ้าเข้าเฝ้า พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า ตอนนั้นข้าพเจ้า คิดถึงแต่เรื่องที่จะอยู่กับคนที่ ข้าพเจ้ารักเท่านั้น ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่ และ ภารกิจของพระราชินีเลย …”

36.jpg
36.jpg (80.95 KiB) เปิดดู 4915 ครั้ง


ความที่ ม.ร.ว.สิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ และถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิด ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.นักขัตรมงคลเข้าเฝ้าฯ ที่นครโลซาน ทรงมอบหมายให้ ม.จ.จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เป็นผู้ทูลเกริ่นทาบทามเรื่องที่จะทรงขอหมั้นก่อน ขณะที่พระองค์เองมีพระราชดำรัสเป็นการส่วนพระองค์กับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ล่วงหน้าแล้ว
พระราชพิธีทรงหมั้นจัดขึ้นเป็นการภายใน ณ โรงแรมวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒ โดยค่ำวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๙๒ มีงานเลี้ยงที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบ โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้ประกาศ ข่าวที่เผยแพร่ออกไปนำมาซึ่งความดีใจแก่ประชาชนไทยเป็นอย่างยิ่ง สื่อ มวลชนหลายสำนักทั่วโลกต่างนำเสนอข่าวนี้
หลังพระราชพิธีหมั้นผ่านไป ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติประเทศไทยทางชลมารค โดยมีม.ร.ว.สิริกิติ์และครอบครัว รวมถึงข้าราชบริพารตามเสด็จ
หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประมาณ ๑ เดือน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ ณ วังสระปทุม และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดแก่สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
วันต่อมาเสด็จฯ ไปประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและฮันนีมูนที่พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา ๓ วัน พร้อมด้วยคณะผู้ตามเสด็จโดยรถไฟ ตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ นั้นมีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จเนืองแน่น ส่วนหนึ่งต้องการยลพระสิริโฉมของพระราชินีนั่นเอง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติหน้าที่ภรรยาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเสด็จฯ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ ทั้งในและต่างประเทศและในถิ่นทุรกันดาร ทรงเป็นตัวอย่างของคำว่า “คู่ทุกข์คู่ยาก”
จากความรักแบบหนุ่มสาว เมื่อทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทุ่มเทความรัก ทรงอบรมพระราชโอรส-ธิดาของพระองค์เป็นคนดี และรับผิดชอบต่อประชาชนและบ้านเมือง
เอกสารประกอบเรื่อง/อ้างอิง
หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้าสตรี ๑๐ ก.พ. ๒๕๕๕
ภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “ขวัญของชาติ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ทั่วไป

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน

cron