เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน" เขียนโดย น้ำฟ้า

เรื่องสั้น บทความ ต่างๆ

เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:11 pm

IMG_2590-tile-tile.jpg
IMG_2590-tile-tile.jpg (152.64 KiB) เปิดดู 3749 ครั้ง


หนึ่งฝันวันวาน เขียนโดย น้ำฟ้า

จากหนังสือ "ตราบแผ่นดินไม่สิ้นรัก" รายได้มอบแก่เจ้าหน้าที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้



ความรักอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้ง ทว่า...รักแท้นั้นมีได้แค่ครั้งเดียว และต้องเป็น เธอ คนเดียวเท่านั้น..


มือเรียวไล้ปกสมุดบันทึกสีชมพูซีดจางอย่างเบามือ พลางจ้องมองราวกับจะให้ทะลุไปยังแผ่นกระดาษที่อยู่ด้านใน อันเป็นกระดาษสีขาวหม่นตามอายุของการใช้งาน ซึ่งถ้าจะดูตามวันเวลาที่ระบุไว้บนหน้าปกนั้น สมุดบันทึกเล่มนี้อายุแก่กว่าเธอถึงสามสิบกว่าปี ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่หรอก ในเมื่อผู้เป็นเจ้าของมันก็ล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้ว หากแต่ใบหน้าขาวเนียนนั้นยังคงเค้าความงามในอดีตไว้ได้อย่างพร้อมสรรพ


‘ฉันขอให้หนูใส่มันลงไปตอนเผาศพคุณอาด้วยเถอะ ฉันอยากให้ความทรงจำดีๆของเราอยู่กับเขาตลอดไป‘ คุณกุลธิดา เจ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้ยื่นมันให้เธอในงานศพของคุณอาทัพน้องชายคนเดียวของบิดา


ในวันนั้นหญิงสาวเพียงแค่รับคำโดยไม่ถามต่อ แม้จะรู้สึกสงสัยอยู่ครามครันว่า สตรีผู้มีใบหน้างามและมีความเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วผู้นี้ คือใคร


“หนูแพร ทำความสะอาดห้องคุณอาเสร็จหรือยังลูก” จู่ๆเสียงมารดาก็ดังขึ้นทำให้หญิงสาวหลุดออกมาจากห้วงภวังค์โดยฉับพลัน


“ใกล้เสร็จแล้วค่ะ คุณแม่”


“เสร็จแล้วรีบลงมาทานข้าวนะลูก จะได้ไปวัดกัน”


“ค่ะคุณแม่” รับคำแล้วหญิงสาวจึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปยังตู้หนังสือของคุณอาผู้ล่วงลับ ก่อนจะลงมือปัดฝุ่นและจัดเรียงหนังสือให้เป็นระเบียบ แล้วสายตาของเธอก็สะดุดกับสมุดปกแข็งอันคุ้นตาที่วางอยู่ปะปนกับหนังสือเล่มหนาชั้นบนสุด พรรัมภาจึงรีบดึงมันออกมาด้วยความตื่นเต้น


สมุดบันทึกสีชมพูเก่าซีดเล่มนี้เป็นแบบเดียวกันกับที่วางอยู่บนโต๊ะ อีกทั้งวันเวลาที่ระบุบนหน้าปกก็ยังเป็นวันเดียวกัน ความสงสัยปะทุขึ้นในใจของหญิงสาวทันที เธอจึงรีบสาวเท้าไปยังโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง พลางวางสมุดบันทึกของผู้เป็นอาเทียบกับเล่มก่อนหน้า ก่อนจะคลี่เปิดมันออกอย่างเบามือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า


จากนั้นภาพความหลังจากปลายปากกาจึงปรากฏขึ้นในจินตนาการของเธอ...
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:19 pm

...บ่ายคล้อย ดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนตัวลับหายไปหลังทิวไม้ ความร้อนอบอ้าวจึงค่อยจางหายไป สายลมเย็นจากแม่น้ำกว้างใหญ่พัดโชยมาแทนที่ เด็กชายในชุดนักเรียนม.ต้นเดินอุ้มลูกนกอ่อนแรงเข้ามาในศาลาท่าน้ำ ก่อนจะวางมันลงบนพื้นอย่างเบามือ แล้วจึงหันหลังกลับ เดินไปยังดงไม้ข้างรั้วเพื่อหาหนอนเล็กๆให้มันประทังชีพ


“อะ กินซะเจ้าตัวเล็ก จะได้มีแรง“ เขาบอกอย่างอ่อนโยน


นกน้อยใช้ปากเขี่ยตัวหนอนแล้วจึงจิกกินทีละตัว โดยมีหนุ่มน้อยหน้าตาคมสันนั่งขัดสมาธิมองอยู่ด้วยความเวทนา


“หาน้ำให้มันกินด้วยสิเธอ เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก“ เสียงใสๆของใครคนหนึ่งดังมาจากทางด้านหลัง


แม่ทัพหันขวับ


สาวน้อยดวงตากลมโตรับกับใบหน้าน่ารักคลี่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เธอนั่งอยู่บนชิงช้าใต้ซุ้มชมนาดที่เลื้อยพันโครงไม้จนดูคล้ายเป็นหลังคา


“เธอรู้จักที่นี่ได้ยังไง“ แทนที่จะยินดีแต่เด็กหนุ่มกลับย้อนถามด้วยความแปลกใจ


“เราเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่“ บอกพลางชี้ไปยังคฤหาสน์สีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ถัดไป


“อ้อ...ลูกสาวเศรษฐีบ้านนั้นน่ะเอง” หนุ่มน้อยพึมพำ


“เราชี่อกุลธิดา เรียกว่ากุ้งก็ได้ แล้วเธอล่ะ“


“เราชื่อแม่ทัพ...เดี๋ยวหาน้ำมาให้นกก่อนนะ“


กุลธิดาลุกจากชิงช้าก้าวเข้ามาในศาลาท่าน้ำพลางนั่งลงใกล้นกน้อย เมื่อแม่ทัพตักน้ำมาแล้ว เขาจึงนำใบไม้มาม้วนเป็นทรงกรวยใส่น้ำ โดยมีกุลธิดาคอยอุ้มลูกนกขึ้นเพื่อให้เขาป้อนน้ำใส่ปากมันได้ถนัดถนี่


“กินน้ำแล้ว เดี๋ยวคงมีแรงมากขึ้น“ เด็กสาวคะเน


“แล้วจะทำยังไงกับมันดีล่ะ” แม่ทัพถาม


“ตรงซุ้มเหนือชิงช้ามีรังนกเก่าๆอยู่รังหนึ่ง เราเอามันไปไว้บนนั้นก่อนดีไหม ถ้ามันแข็งแรงดีแล้วก็คงจะบินกลับไปหาแม่มันเอง” กุลธิดาแนะ


แม่ทัพจึงนำนกน้อยไปวางไว้ในรัง แล้วคอยหาอาหารมาให้มันทุกเช้าเย็น โดยมีเพื่อนใหม่เป็นผู้ช่วยเหลือ


ราวหนึ่งสัปดาห์เมื่อนกน้อยแข็งแรงขึ้นแล้วมันจึงบินจากไป หลงเหลือไว้เพียงมิตรภาพระหว่างคนสองคนที่เริ่มผลิดอกออกช่อไปตามกาลเวลา
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:20 pm

กุลธิดาเพ่งมองผ่านกระจกสีทึมออกไปยังท้องถนนซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยรถราขวักไขว่ สองมือกอดกระเป๋านักเรียนเอาไว้กับอก บทเพลงสากลดังมาจากตอนหน้าของรถเบาๆ เด็กสาวโคลงศีรษะไปตามเสียงเพลงอย่างช้าๆ หากไม่ยอมละสายตาไปจากบริเวณข้างทางซึ่งเป็นประตูด้านหน้าของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง


“ลุงขับเร็วขึ้นได้หรือยังครับ ไม่เห็นมีเพื่อนคุณหนูอยู่เลยนี่ครับ”ลุงสอนผู้เป็นคนขับรถถามขึ้น เมื่อเห็นว่าตนขับเลยบริเวณที่มีคนพลุกพล่านออกมาแล้ว


ดวงตากลมโตของสาวน้อยในชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดังกวาดมายังจุดเดิมอีกครั้งก่อนเอ่ยอนุญาต “ได้ค่ะ ลุงสอน”


รถยุโรปคันหรูเพิ่มระดับความเร็วขึ้นราวเท่าตัว แต่แล้วเมื่อชายสูงวัยขับมาถึงบริเวณหน้าปากซอยบ้านของเธอเอง สาวน้อยผู้นั่งตอนหลังของรถก็ชะโงกหน้าเข้ามาหาและบอกรัวเร็ว “ลุงสอนคะ จอดรถด้วยค่ะ”


ชายสูงวัยทำตาม ชั่วครู่จึงเอี้ยวตัวกลับไปมองเจ้านายคนเล็กอย่างฉงน “จอดทำไมครับ”


กุลธิดาขยับเรียวปากขึ้นยิ้มเก๋ไก๋ แต่กลับไม่ยอมตอบคำถาม “ลุงเอารถไปเก็บก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวกุ้งเดินกลับเอง”


นายสอนมองนายสาวสลับกับการสังเกตด้านนอกตัวรถ ใจก็นึกกังวล“แต่ว่า...”


สาวน้อยยังคงยิ้ม“คนที่เดินอยู่นั่นน่ะเพื่อนกุ้งเอง ลุงสอนไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับใครนะคะ กุ้งขอร้อง”


“เอ่อ แต่เด็กคนนั้นเป็นผู้ชายนะครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้ท่านคง...”


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เขาไว้ใจได้”


“เอ่อ...คุณหนูครับ ลุง...ว่า”


กุลธิดาไม่ยอมฟัง รีบวางกระเป๋าลงบนเบาะรถแล้วเปิดประตูผัวะ “ลุงไม่ต้องว่าอะไรทั้งนั้นแหละ ถึงบ้านแล้วให้น้อมเอากระเป๋าไปเก็บให้กุ้งด้วยนะคะ”


พูดจบสาวเจ้าก็ก้าวลิ่วๆลงจากรถ วิ่งเข้าไปหาหนุ่มน้อยในชุดนักเรียนที่กำลังเดินเข้าไปในซอยตามลำพัง “ทัพ รอกุ้งด้วยสิ”


นายสอนมองตามคนทั้งสองอย่างใคร่รู้


หนุ่มน้อยผู้นั้นหันมองผู้ที่วิ่งตามมาพลางนิ่วหน้า แต่เมื่อเห็นกุลธิดายิ้มและชี้ให้เขามองดูดอกปีบข้างทางที่ร่วงกราวลงมาราวกับหิมะโปรยปราย เขาจึงยิ้มตอบบ้าง


เพียงแค่นั้นผู้ผ่านวันผ่านวัยมายาวนานอย่างนายสอนก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ จึงได้เคลื่อนรถหรูเข้าไปสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ตามคำบัญชาของผู้เป็นนายไปอย่างช้าๆ




กุลธิดาย่อตัวลงเก็บดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆที่ตกอยู่บนถนนขึ้นมาแตะปลายจมูก “ดอกไม้นี่หอมดีนะ ดอกอะไรเหรอ”


“ดอกปีบไงล่ะ”


ตอบแล้ว แม่ทัพจึงยื่นมือขวาออกไปให้เธอยึดเกาะ พร้อมทั้งออกแรงดึง “ลุกขึ้นเร็ว กุ้ง เดี๋ยวรถก็ชนหรอก”


เธอหัวเราะคิกคัก ทว่ายอมทำตามแต่โดยดี “ทัพไม่ยอมให้รถชนกุ้งหรอกน่า กุ้งรู้”


คำพูดโดยไม่คิดของกุลธิดาทำให้ใบหน้าของแม่ทัพเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัด เขาจึงหันหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคมที่จ้องมองมา และเปลี่ยนเรื่อง “แล้วกุ้งจะลงจากรถมาทำไมเนี่ย ร้อนก็ร้อน”


“ไม่เห็นจะร้อนตรงไหนเลย ต้นไม้แถวนี้ขึ้นครึ้มไปหมด กุ้งคิดว่าเดินกลับบ้างก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ออกกำลังกายไปในตัว เออ จริงด้วย วันนี้กุ้งเรียนเลขไม่ค่อยเข้าใจเลยล่ะ”


“งั้นเดี๋ยวตอนไปที่ท่าน้ำ เราจะช่วยอธิบายให้ฟัง”


“ทัพนี่เก่งจริงๆเลยนะ”


คนถูกชมส่ายหัว “ไม่เก่งหรอก ครูเขาสอนดีต่างหากล่ะ”


กุลธิดาอมยิ้ม “งั้นก็เก่งทั้งครูทั้งนักเรียนเลยก็แล้วกัน เอ๊ ขอให้คุณพ่อย้ายกุ้งไปเรียนที่โรงเรียนเดียวกับทัพบ้างดีกว่า”


“เหลวไหลน่า”อีกฝ่ายทำเสียงดุ


กุลธิดายักไหล่ แล้วจึงเงียบไปจนเดินมาถึงประตูหน้าบ้านของตน จึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เข้าบ้านก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันที่ท่าน้ำ”


แม่ทัพเตือนความจำ “อย่าลืมเอาหนังสือคณิตศาสตร์มาด้วยล่ะ”


“โอเค” สาวน้อยทำมือเป็นสัญลักษณ์ตามที่พูด แล้วจึงเดินผ่านประตูเล็กเข้าไปในบ้านอย่างร่าเริง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:22 pm

สามปีผ่านไป


ค่ำแล้ว แต่กุลธิดายังคงนั่งอยู่บนชิงช้าใต้ซุ้มชมนาดอย่างเหงาหงอย เสียงหมู่นกบินกลับรังดังเจื้อยแจ้ว สายลมจากแม่น้ำพัดโชยแผ่ว แต่สาวน้อยก็มิได้ใส่ใจกับสิ่งรอบตัว ดวงตากลมโตมองทอดไปยังท้องฟ้าสีส้มเรื่อเรืองอย่างเหม่อลอย


วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ทัพ แต่เขากลับไม่มาที่ซุ้มชมนาดเหมือนทุกๆวัน เธอจึงนั่งรอและหวังว่าเขาจะต้องมา แต่จนบัดนี้ ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาหนาตา ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา หยดน้ำตาแห่งความน้อยใจเริ่มเอ่อคลอสองตางาม เด็กสาวก้มตัวซบหน้าลงบนเข่า ปล่อยน้ำตาให้ไหลริน


“วันนี้อยู่เย็นจังเลยกุ้ง นึกว่าจะไม่เจอเสียแล้ว” เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้น กุลธิดาจึงเงยหน้าขึ้นมอง


ผู้มาใหม่ชะงักเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ“กุ้งเป็นอะไรไป”


กุลธิดาเม้มปาก สะบัดหน้าหนี


“โกรธเราหรือไง”


เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่ง แม่ทัพจึงพยายามอธิบาย “วันนี้พี่ชายเราไม่สบาย พ่อกับแม่ก็ยังไม่กลับ เราต้องหาข้าวให้พี่กินก่อน พอเสร็จก็รีบวิ่งออกมานี่แหละ” เขาหยุดเล่าขณะที่หญิงสาวหันมา เรียวปากสีสดยิ้มให้เธอแล้วพูดต่อ“เรารู้ว่าวันนี้กุ้งต้องมารอ”


ถ้อยคำของเขา ทำให้เธอยิ้ม...ทั้งน้ำตา เขาเป็นคนเดียวที่รู้ใจแม้ไม่ต้องอธิบายคำใดๆเลยสักคำ


“สุขสันต์วันเกิดทัพ กุ้งมีของขวัญให้ด้วย” เธอบอกพลางก้มลงไปหยิบสมุดบันทึกสีชมพูที่วางอยู่บนชิงช้ายื่นให้กับเขา


แม่ทัพยื่นมือไปรับแล้วขมวดคิ้ว “ทำไมให้สีชมพูล่ะ เราไม่ใช่กะเทยสักหน่อย”


กุลธิดาหน้าแดงเรื่อ แต่ก็พยายามกลบเกลื่อน


“คือ เอ่อ...อ้อ..คุณแม่ซื้อมาฝากกุ้งสองเล่มน่ะ ก็เลยแบ่งให้ทัพเล่มหนึ่ง” เด็กสาวปด เพราะแท้จริงแล้วเธออยากให้เขาได้ใช้ของคู่กันกับของตนเองต่างหาก “สวยไหม”


ผู้ถูกถามพยักหน้าพลางจ้องหน้างามใต้ความสลัว


“สวยมาก”


“เราจะเขียนความรู้สึก ความคิดที่ไม่อยากบอกใครลงไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเอามาแลกกันอ่าน”


“ไม่อยากบอกใครแล้วทำไมต้องแลกกันอ่านด้วยล่ะ” เขาย้อนถาม


“ก็...เราไม่เคยมีความลับต่อกันนี่นา” เธอบอกแล้วจึงลุกขึ้น เดินตัวปลิวจากไป


สายตาคมปลาบของหนุ่มน้อยร่างสูงได้แต่มองตาม จนอีกฝ่ายลับหายเข้าไปในประตูรั้วเหล็กดัดสีขาวที่มองเห็นชัดเจนในความสลัว


นับวันความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็งอกงามขึ้นเรื่อยๆ ทุกเย็นสองหนุ่มสาวจะมาพบกันที่ซุ้มชมนาดเสมอ พูดคุยแลกเปลี่ยน และปรับทุกข์กันจนเป็นความเคยชิน ขณะที่สมุดบันทึกสีชมพูก็เริ่มมีข้อความที่มาจากใจเพิ่มขึ้น
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:23 pm

“กุ้งอยากรู้เหลือเกินว่าทัพคิดยังไงกับกุ้ง” ปากกาสีน้ำเงินจากมือเรียวงามเขียนลงบนสมุดบันทึกก่อนจะถูกวางลง เมื่อมารดาก้าวเข้ามาในห้อง


“แม่มีเรื่องจะคุยกับหนู” มารดาบอกเมื่อนั่งลงที่ปลายเตียง


เด็กสาวหันมาเผชิญหน้า จ้องผู้ให้กำเนิดตาแป๋ว


“พวกคนใช้บอกว่าช่วงที่คุณพ่อกับแม่ไปทำงาน หนูไปที่ท่าน้ำทุกวัน”


กุลธิดาชะงัก กัดริมฝีปากจนแน่น ด้วยเกรงจะถูกห้ามปราม


“แม่อยากรู้ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”


ผู้อ่อนวัยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนตอบด้วยความมั่นใจ


“เขาชื่อแม่ทัพค่ะ เป็นเพื่อนของกุ้ง”


“แน่ใจว่าไม่โกหกแม่” ผู้เป็นมารดาย้ำเพื่อความแน่ใจ


“แน่ใจค่ะ” ตอบพลางแอบคิดว่า จะโกหกได้อย่างไรในเมื่อเขายังไม่เคยขอคบกับเธอนี่นา


“แม่ห่วงลูก เพราะคุณพ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน” สีหน้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเป็นห่วงกังวล กุลธิดาขยับเข้าไปหาท่านแล้วโอบเอวได้รูปจากทางด้านหลัง


“กุ้งเข้าใจดีค่ะ แต่คุณแม่อย่าห่วงกุ้งเลยนะคะ กุ้งจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”


มารดาพยักหน้า “แม่มีอีกเรื่องที่จะบอกลูกให้เตรียมตัวเอาไว้”


“เรื่องอะไรคะ”


“เดือนหน้าคุณพ่อจะต้องไปประจำอยู่สถานทูตอังกฤษ เราจะขายบ้านที่นี่ แล้วไปอยู่ที่โน่นกัน”


แขนที่โอบเอวมารดาอยู่นั้นเกร็งจนคุณสุจินดารู้สึกได้ ความสะเทือนใจไหลปรี่ขึ้นมาในอก จนสุดที่เด็กสาวจะเก็บอารมณ์ได้ไหว


“เป็นอะไรไปหรือเปล่าลูก”


“ปละ...เปล่าค่ะ” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น


สิ่งที่รับรู้ทำให้กุลธิดารู้สึกสับสนจนเกินจะเก็บเอาไว้ได้ คนเดียวที่เธอต้องการปรึกษาคือ แม่ทัพ วันต่อมา เธอจึงออกไปรอเขาที่ซุ้มชมนาดเร็วกว่าทุกวัน


กุลธิดานั่งแกว่งชิงช้าไปพลางครุ่นคิดไปพลาง แต่แล้วชิงช้าที่กำลังแกว่งไกวกลับหยุดชะงักกึก ด้วยแรงตรึงของใครบางคน เธอหันขวับ


“วันนี้ทำไมมาเร็ว” แม่ทัพถามยิ้มๆพลางเดาอย่างเข้าข้างตนเองเต็มที่ “คิดถึงเราล่ะสิ”


เพียงเห็นหน้าเขา ความเข้มแข็งทั้งมวลก็พังทลายลง หยดน้ำตาของกุลธิดาร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หัวเราะ ร้องไห้ สุข เศร้า ร่วมกันมาตลอด แล้ววันนี้...เพียงแค่คิดว่าจะต้องจากกัน ก็รู้สึกทนไม่ได้เสียแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆเล่า เธอจะหักห้ามความรู้สึกได้อย่างไร


“หยุดร้องได้แล้วคนขี้แย วันนี้เรามีเรื่องจะบอกล่ะ แต่กุ้งต้องหยุดร้องไห้ก่อน” เขาย่อตัวลงนั่งตรงหน้าอีกฝ่าย แล้วเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม ปลอบประโลม..อ่อนโยน


“กุ้งก็มีเรื่องจะบอกทัพเหมือนกัน”


“ถ้างั้นกุ้งบอกก่อน” ก็...เขาเพียงแค่อยากบอกความรู้สึกที่มีต่อเธอมาตลอดสามปีเท่านั้นเอง


“คือกุ้งต้องไปอยู่อังกฤษกับคุณพ่อคุณแม่” เธอบอกทั้งน้ำตา “กุ้งไม่ไปนะทัพ กุ้ง...”


เด็กสาวชะงักถ้อยคำเอาไว้ ด้วยเกรงว่าถ้าบอกความในใจ เขาอาจจะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนไป หากไม่ได้รู้สึกตรงกัน


แม่ทัพอึ้ง ลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินออกไปหยุดอยู่ที่ท่าน้ำ เนิ่นนานกุลธิดาจึงก้าวตามไปหยุดยืนใกล้ๆ


“แล้วทัพมีอะไรจะบอกกุ้งล่ะ” เธอถาม


แม่ทัพหันมาเผชิญหน้า ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ สักครู่ก็ยิ้ม...หากแต่เป็นยิ้มที่ดูอ่อนล้าเต็มที


“เราล้อเล่นน่ะ แค่หลอกให้กุ้งเลิกร้องไห้”


กุลธิดามองเขา แม่ทัพจ้องตอบ ดวงตาคู่นั้นแสดงความรู้สึกหลาย ๆ อย่างออกไป ครู่ใหญ่เขาจึงดึงเธอเข้ามากอด ปล่อยให้เจ้าของร่างระหงร้องไห้จนเสื้อของเขาเปียกชื้นไปทั้งช่วงไหล่


“กุ้งจะไปเมื่อไรละ” จู่ๆเขาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามเข้มแข็งเต็มที่


“เดือนหน้านี่แล้ว ทัพ...ทัพจะลืมกุ้งไหม ถ้าเราไม่ได้เจอกัน”


อ้อมแขนของเขารัดแน่นขึ้น เมื่อตอบคำเธอ “เราไม่มีวันลืมกุ้ง เราจะจำกุ้งไปจนวันตาย”
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:24 pm

รถสีดำคันใหญ่ซึ่งมีกุลธิดานั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับ บิดาและมารดาของเธอนั่งอยู่เบาะหลังเคลื่อนออกมาจากประตูรั้วอัลลอยด์ด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก


“ตอนพวกเราไม่อยู่ ดูแลบ้านดีๆนะนายสอน”ผู้เป็นบิดาของกุลธิดาเอ่ยขึ้น


“ครับ คุณท่าน ผมกับเมียจะดูแลบ้านนี้รอคุณๆกลับมา”


“ดีแล้ว”คุณท่านพึมพำอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงหันมาทางบุตรสาวพลางขมวดคิ้ว เมื่อเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลน คล้ายกำลังมองหาอะไรสักอย่างของเธอ“มองหาอะไรกันกุ้ง”


สาวน้อยหันมาทางบิดา สั่นหน้า “เปล่าค่ะ”


แต่แล้วเมื่อเธอหันไปมองด้านซ้ายของถนนอีกครั้ง จึงพบว่าเวลานี้แม่ทัพกำลังยืนอยู่ข้างจักรยานคันเล็กๆบริเวณใต้ต้นปีบต้นใหญ่
เธอตัดสินใจเอี้ยวตัวมามองบิดาและมารดาพร้อมกับขออนุญาต “กุ้งขอลงไปลาเพื่อนสักครู่นะคะคุณพ่อ คุณแม่”


“ไม่ได้นะกุ้ง เด็กคนนี้ใช่ไหม ที่ลูกมักจะออกไปเจอที่ท่าน้ำบ่อยๆน่ะ”มารดาท้วงเสียงแข็ง ทว่าฝ่ายบิดากลับแตะมือลงบนแขนของภรรยาเบาๆและบอกให้นายสอนจอดรถทันที


“ให้ลูกลงไปเถอะ อีกนานกว่าเขาจะได้เจอกันอีกครั้ง”


กุลธิดายกมือไหว้ขอบคุณท่านทั้งสอง ก่อนเปิดประตูลงจากรถด้วยรอยยิ้มที่แตะแต้มอยู่บนดวงหน้าอันแสนเศร้า





เสียงรองเท้ากระทบพื้นแต่ละก้าวนั้นสะเทือนมาถึงหัวใจของผู้ที่ยืนรออยู่ ขณะที่ปากของเขาเริ่มสั่นเมื่อเห็นร่างบางมายืนอยู่ตรงหน้า


มือใหญ่สั่นระริกเอื้อมไปจับมือของกุลธิดามากุมไว้


ดวงตาคมกริบสบสายตาเจือไปด้วยหยดน้ำของผู้ที่กำลังจะจากไปนิ่ง ไม่ปริปากเอ่ยคำใดๆออกมา ราวกับต้องการส่งผ่านความรู้สึกในใจออกไปทางดวงตาคู่นั้น


“กุ้งต้องไปแล้วนะทัพ ดูแลตัวเองด้วย”


เขาพยักหน้าและเม้มริมฝีปากของตนแน่น ความรู้สึกเศร้าหมองท่วมท้นอยู่ในหัวใจ เขาอยากจะรั้งเธอเอาไว้ให้อยู่เคียงข้างแต่ก็ต้องยอมจำนนต่อเหตุผลทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะเพื่ออนาคตของเธอ เขาต้องทนให้ได้


“ทัพจะไม่พูดอะไรบ้างเลยเหรอ”น้ำเสียงถามนั้นสั่นสะท้าน


หนุ่มร่างสูงสั่นหน้า ขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแล้วจึงดึงร่างบางเข้ามากอดแน่นโดยไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่มองมาจากในรถหรู เช่นเดียวกับกุลธิดาที่ยกสองมือขึ้นโอบกอดตอบ ร่ำไห้


“กุ้งจะคิดถึงทัพทุกวันนะ”


คำสัญญาที่ได้ยินทำให้เขาดึงร่างของเธอออกห่างจากตัว ฝืนยิ้ม “เดินทางปลอดภัยนะกุ้ง แล้วสักวันเราจะมาพบกันใหม่”


“รอกุ้งนะ สัญญาสิ ”เธอรบเร้าพร้อมทั้งเขย่ามือเขาไม่ยอมหยุด


แม่ทัพจึงพยักหน้า “เราจะรอ”


ลมเย็นพัดมาเบาๆ ดอกไม้สีขาวร่วงหล่น


แม่ทัพจูงมือพาร่างบางไปส่งที่รถ หลังยกมือไหว้บิดามารดาของเธอแล้ว เขาจึงดึงมือเธอมากุมไว้อีกครั้ง เพื่อถ่ายทอดไออุ่น ความรู้สึก ความผูกพันให้แก่กัน “ไปเถอะกุ้ง เราจะจากกันด้วยรอยยิ้มนะ เพราะเราจะต้องกลับมาพบกันอีกครั้ง...อย่างแน่นอน”


“สัญญานะ” เธอยังคงย้ำ


“เราสัญญา”เขายืนยันหนักแน่น จากนั้นจึงปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ


ก่อนเอื้อมไปเปิดประตูให้ แล้วดันร่างบางเข้าไปนั่งในรถ


ปิดประตูลงอีกครั้ง


ปัง! เสียงนั้นยังสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ในอก


รถแล่นออกไปแล้ว แต่ผู้ที่นั่งอยู่คู่คนขับยังคงเอี้ยวตัวกลับมาโบกมือให้ผู้ที่ยืนทื่ออยู่เบื้องหลังหยอยๆ


ใบหน้าของแม่ทัพนั้นดูเรียบเฉย แต่ใครจะรู้บ้างเล่าว่า …หัวใจของเขากำลังแหลกยับลงแล้วในเวลานี้
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 27 มิ.ย. 2013 8:26 pm

ก็อก...ก็อก เสียงประตูดังกระชั้นขึ้นทำให้แพรรัมภาสะดุ้ง ภาพในจินตนาการหายวับ


“หนูแพรลงมาทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวไปไม่ทันพิธีเผาศพคุณอาทัพนะลูก” เสียงมารดาดังลั่น พรรัมภาจึงรีบปิดสมุดบันทึก แล้วก้าวออกไปจากห้อง โดยไม่ลืมหยิบมันติดมือออกมาด้วย


เมื่อรับประทานอาหารและอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้ว พรรัมภาจึงเดินกอดถุงกระดาษขนาดย่อมเอาไว้กับอก เดินตามมารดาเข้าไปในศาลาซึ่งประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีสันสดใส ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งอยู่ด้านในที่ล้วนแต่อยู่ในชุดสีดำ ทันทีที่มารดานั่งลงและหันไปทักทายญาติผู้ใหญ่ เด็กสาวจึงลุกจากเก้าอี้เดินเลี่ยงเข้าไปหาสตรีวัยไล่เลี่ยกับมารดาซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังบนเก้าอี้ด้านหลังสุด


“สวัสดีค่ะคุณน้า”


คุณกุลธิดารับไหว้พลางยิ้มน้อย ๆ หากแต่ความเศร้าสร้อยก็ยังมิเจือจาง


“อย่าลืมทำตามที่ฉันขอร้องหนูเอาไว้นะจ๊ะ” ผู้สูงวัยสำทับ


พรรัมภาไม่ตอบอะไร นอกจากเปิดถุงกระดาษออกแล้วหยิบสิ่งที่อยู่ด้านในออกมา


คุณกุลธิดาจ้องมองสมุดบันทึกที่วางซ้อนกันอยู่สองเล่มด้วยดวงตาพราวพรายไปด้วยหยดน้ำแห่งความรู้สึก เนิ่นนาน...จึงยกมืออันสั่นเทาขึ้นมาเปิดมันออกดู...


“แพรอยากให้คุณน้าเก็บมันเอาไว้ค่ะ”


ผู้สูงวัยเงยหน้าขึ้นมองผู้พูดด้วยแววตาฉงน


พรรัมภายิ้ม แล้วจึงเอื้อมไปเปิดสมุดบันทึกหน้าที่ตนเองใช้ที่คั่นหนังสือคั่นเอาไว้ แล้วหยิบที่คั่นนั้นออกมา คุณกุลธิดาจึงมองเห็นตัวอักษรสีน้ำเงินจาง ๆ นั้นอย่างชัดเจน


...เราตั้งใจจะบอกว่า เรารักกุ้งมานานแล้ว แต่มันเป็นรักที่ปรารถนาดีและพร้อมที่จะให้ เมื่อกุ้งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่จะย้ายไปประจำอยู่ประเทศอังกฤษ เราจึงเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจคนเดียว..ตลอดมา...


“คุณน้าลองอ่านหน้าสุดท้ายสิคะ อาทัพเขียนเอาไว้ก่อนตาย” เสียงคนบอกเครือในท้ายประโยค


คุณกุลธิดาทำตามอย่างว่าง่าย พลางเขม้นมองตัวอักษรผ่านม่านน้ำตา


...เรามีความสุขกับภาพความทรงจำเก่าๆที่เต้นระยับอยู่ในความรู้สึก แม้มันจะผ่านไปถึงสี่สิบปีแล้วก็ตาม ทุกอย่างที่เป็นกุ้ง ทำให้เราเรียนรู้ว่า การโอบกอดความรักแม้ไม่ได้อยู่เคียงข้าง ก็ยังดีกว่าอยู่อย่างมีคนรักแต่ไร้หัวใจ...


“นี่ล่ะค่ะ เหตุผลที่อาทัพไม่เคยคิดจะแต่งงานกับใคร เพราะเขามีความสุขที่มีคุณน้าอยู่ในใจมาตลอดสี่สิบปี”


คุณกุลธิดายกสองมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้ ก่อนจะเอ่ยปากบอกความในใจกับหลานสาวของผู้ชายที่เธอรัก


“ฉันกลับมาอยู่เมืองไทยก่อนหน้าที่เขาจะเสียไม่กี่วัน ฉันมาช้าไป...จึงไม่ได้บอกเขาว่า ฉันเองก็รักเขามาตลอด เป็นเกียรติเหลือเกินที่ชีวิตนี้ได้พบกับความรักที่แท้จริง ฉันจะเก็บสมุดบันทึกสองเล่มนี้เอาไว้ด้วยกันตามที่หนูบอก ตราบใดที่ความทรงจำของฉันยังเหลืออยู่ เราจะยืนอยู่เคียงข้างกันใต้ซุ้มชมนาดเหมือนทุกวันที่เคยเป็นมา”


พลันนั้น แสงไฟในศาลาก็ดับพรึบลง พัดลมที่หมุนอยู่เหนือศีรษะหยุดชะงัก แต่กลับมีสายลมพัดโชยเข้ามาจากด้านนอกดังวู่หวิว ราวกับเสียงกระซิบแผ่วเบาว่า “ฉันรักเธอ”

ชนะเลิศ เรื่องสั้น ๔๐ ปีรักนี้เบ่งบาน จาก เว็บไซต์ช่อง ๓ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีช่อง๓
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » จันทร์ 09 ก.ย. 2013 10:24 pm

#ด้านล่างนี้...ได้แต่งต่อในภายหลังเพราะจะนำไปลงในหนังสือรวมเรื่องสั้น "ตราบแผ่นดินไม่สิ้นรัก" ขายเพื่อหารายได้ซื้อเสื้อเกราะให้แก่เจ้าหน้าที่สามจังหวัดภาคใต้ รายได้สุทธิหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน

พ.ศ.2586

ณ บ้านวงศ์วรินทร์

“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนที่จบเรียนทางวิทยาศาสตร์อย่างแพรจะเชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิด”คุณขนิษฐาแสดงความคิดเห็นยิ้มๆ ขณะเอนหลังพิงพนักโซฟาลายหลุยส์ ดวงตาทอดมองเพื่อนรักอย่างสังเกต เธอและคุณแพรรัมภาเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจึงรู้เรื่องราวของกันและกันแทบทุกเรื่อง รวมไปถึงเรื่องครอบครัวของอีกฝ่ายด้วย

คุณแพรรัมภายิ้มน้อยๆพลางพยักหน้า “นั่นน่ะสิ นี่ถ้าก่อนท้องตาเจฟไม่ฝันเห็นอาทัพเดินมาบอกว่าจะขอมาอยู่ด้วยล่ะก็ แพรคงไม่เชื่อเป็นตุเป็นตะแบบนี้หรอก”

คุณขนิษฐาพยักหน้าบ้าง “แล้วตาเจฟก็ชอบอะไรคล้ายๆกับอาของเธอด้วยใช่มั้ยล่ะ”

ผู้ถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ใช่ แถมยังชอบไปที่ท่าน้ำนั่นด้วยนะ ฉันถึงไม่เล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังไง ไม่อยากให้มานั่งจับจดกับเรื่องเก่าๆน่ะ กลัวแกจะคิดว่าตัวเองเป็นอาทัพแล้วไม่ยอมแต่งงานแต่งการ นี่ก็อายุปาไปตั้ง 26 แล้วยังไม่เคยพาสาวมาไหว้แม่เลยสักคน”

“เธอก็เลยจะยุลูกชายตัวเองให้มาชอบพอกับยายเอิงลูกสาวฉันงั้นสิ”

“แหม ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วล่ะนิด ว่าฉันเอ็นดูหนูเอิงมาก ถ้าตาเจฟยังไม่มีใครในใจก็ขอเป็นหนูเอิงเลยก็แล้วกัน แต่ถ้ามีฉันก็ไม่อยากบังคับลูก”

คุณขนิษฐาแสร้งยกมือขึ้นกรีดนิ้วนับ ตอบกลั้วหัวเราะ “อืม เธอพูดแบบนี้มาประมาณสี่สิบกว่าครั้งแล้วล่ะ แต่ฉันว่านะ พออยู่ด้วยกันสองคนจริงๆตาเจฟก็ปฏิบัติกับยายเอิงอย่างพี่น้อง ไม่เห็นจะมีปฏิกิริยาอะไรนอกเหนือจากนี้เลย”

คุณแพรรัมภายกมือขึ้นทำท่าปางห้ามญาติ “นั่นมันสมัยที่สองคนนั้นยังเด็กนี่ ตอนนี้ตาเจฟเรียนจบโทแล้ว อายุอานามก็พอจะแต่งงานได้แล้วล่ะ แถมหนูเอิงก็สวย น่ารักออกอย่างนั้น ไม่มีใครมองข้ามไปได้หรอกน่า”

“ขอให้มันจริงเถอะ ไปเรียนเมืองนอกเมืองนากลับมา กลัวว่าจะมีแฟนแหม่มตามมาทีหลังน่ะสิ หนุ่มๆสะ...”คุณขนิษฐากลืนคำพูดลงไปในลำคอทันควัน เมื่อเห็นร่างสูงของบุตรชายเพื่อนรักเดินผ่านกรอบประตูมา

“สวัสดีครับน้านิด”ชายหนุ่มทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาเดินเข้ามานั่งลงข้างๆมารดาแล้วจึงเอ่ยชมผู้เป็นแขก “ไม่เจอกันตั้งหลายปี น้านิดดูไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”

“น้อยๆหน่อยเถอะคุณจัตวา นี่เพื่อนแม่นะ ไม่ใช่สาวๆ ไม่ต้องชมขนาดนั้นก็ได้”คุณแพรรัมภาขัดขึ้นอย่างเอ็นดูและถามต่อเมื่อสังเกตเห็นการแต่งกายของบุตรชาย “แล้วนี่จะออกไปไหนอีกล่ะ ลืมแล้วเหรอว่าคืนนี้จะมีการเลี้ยงต้อนรับเจฟน่ะลูก”

“อ๋อ จะออกไปรับยายแจนที่มหา’ลัยน่ะครับ น้องโทร.มาขอให้ไปรับหน่อยเพราะมีเพื่อนๆจะมาช่วยงานคืนนี้ด้วยครับ”

มารดาได้ฟังจึงพยักหน้า “งั้นก็ไปเถอะ แต่คืนนี้เจฟไปรับหนูเอิงที่บ้านให้ด้วยนะลูก แม่เขามาอยู่เป็นแม่งานให้เราแล้ว ก็ต้องอำนวยความสะดวกลูกสาวเขาสักหน่อย”

“ได้ครับ”รับคำแล้ว ชายหนุ่มจึงลุกขึ้น เดินออกไปทางประตูที่เชื่อมไปสู่ห้องโถงของบ้านด้วยท่าทางสบายๆไม่เร่งรีบ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“นี่จะไม่ไปงานเลี้ยงต้อนรับพี่ชายแจนจริงๆเหรอนกยูง”จินดาหราเขย่าแขนเพื่อนแรงๆและถามซ้ำอีกครั้ง

“พี่ชายยายแจนหล่อนะนกยูง ไม่ไปแล้วจะเสียใจนะจะบอกให้”วาลินีบอกด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์พลางโบกรูปภาพขนาดโปสการ์ดในมือไปมา จนจินดาหราต้องแย่งมาถือไว้เสียเอง “เดี๋ยวรูปก็หักหมดหรอก แจนเพิ่งไปอัดมานะ”

นาริสายังคงสั่นหน้า “แจนก็รู้นี่ว่านกยูงไม่ชอบไปงานที่คนเยอะๆแบบนั้นน่ะ”

วาลินีหัวเราะแล้วจึงพูดแทรกขึ้น “ไม่ชอบงานหรือกลัวได้เจอพี่ชายยายแจนกันแน่ ฮึ”

“เรื่องอะไรจะต้องกลัวล่ะ”เจ้าตัวรีบปฏิเสธทันควัน

วาลินีหัวเราะคิกคัก “ก็ยายแจนเขาชอบพูดว่าอยากได้นกยูงมาเป็นพี่สะใภ้ออกบ่อยนี่”

จินดาหราผสมโรง “สงสัยจะจริง ดูเอาเถอะแม้แต่รูปพี่เจฟน่ะ นกยูงยังไม่กล้าดูเลย สงสัยกลัวหลงเสน่ห์แหงๆ”

ได้ผล สิ้นคำของเธอ นาริสาก็ดึงรูปในมือเพื่อนไปวางลงบนโต๊ะตรงหน้า แล้วแสร้งทำเป็นเพ่งมอง

ทว่าภาพที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษกลับทำให้เธอต้องชะงัก...

ไม่ใช่เพราะตกใจในความหล่อเหลาของบุคคลในรูป แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของนาริสาเอาไว้ได้ คือฉากหลังของภาพนั้นต่างหาก
ซุ้มชมนาดที่มีศาลาท่าน้ำตั้งอยู่ใกล้ๆ

ภาพนี้มิใช่หรือที่เธอเคยฝันเห็นอยู่บ่อยๆ

“พี่ชายเธอไปถ่ายรูปที่ไหนมาเนี่ยแจน” เมื่อสติเริ่มกลับคืนนาริสาจึงรีบถาม

จินดาหราทำหน้างง “ทำไมเหรอ”

ผู้ถูกย้อนถามยิ้มกลบเกลื่อนพลางสั่นหน้า “เปล่าหรอก เห็นทิวทัศน์สวยดีก็เลยถามน่ะ”

“ก็หลังบ้านยายแจนไงล่ะนกยูง นี่ล่ะน้า เพื่อนชวนไปบ้านทีไรก็ปฏิเสธ” วาลินีทิ้งท้ายด้วยการบ่น

“นั่นน่ะสิ”จินดาหราเสริม แล้วจึงชี้ไปทางถนน พลางบุ้ยใบ้“โน่นพี่เจฟมาแล้ว นกยูงไปด้วยกันเถอะ นะๆๆๆ”

นาริสาชำเลืองมองรถยุโรปสีดำมันปลาบก่อนนิ่งไปชั่วครู่ จึงตอบ “ก็ได้ นกยูงจะไปด้วย แต่ขอโทร.บอกที่บ้านก่อนนะ”

“ได้เลยเพื่อน”จินดาหราตอบด้วยน้ำเสียงยินดีก่อนจะหันไปยักคิ้วใส่วาลินีและหัวเราะคิกคัก
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เรื่องสั้น "หนึ่งฝันวันวาน"

โพสต์โดย ภาษาสยาม » จันทร์ 09 ก.ย. 2013 10:24 pm

งานเลี้ยงคืนนั้นผ่านไปด้วยดี เสียอยู่อย่างเดียวคือทุกคนต่างก็วุ่นวายกับการต้อนรับแขกจนไม่มีเวลามาพูดคุยกัน ความตั้งใจของจินดาหราที่จะเชียร์เพื่อนให้พี่ชายของตนจึงไม่สำเร็จดังที่คาดไว้ เพราะในงานนั้นอัญญาณีลูกสาวคนเดียวของคุณขนิษฐาคอยตามพี่ชายของเธออยู่ต้อยๆ จนแทบไม่มีช่องว่างให้แทรกเข้าไปได้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ดึกแล้ว


รถยุโรปสีดำจอดสนิทในโรงรถ หลังจัตวาทำหน้าที่สารถีขับรถออกไปส่งคุณขนิษฐาและอัญญาณีลูกสาวกลับมาแล้ว

ชั่วครู่ประตูฝั่งคนขับจึงเปิดออก พร้อมกับร่างสูงก้าวลงมา และเดินไปตามถนนที่ทอดสู่ตัวบ้าน

ทว่าระหว่างนั้นเขารู้สึกว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาอยู่ ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังระเบียงชั้นสองซึ่งเป็นโซนห้องนอนของจินดาหรา

ณ จุดนั้นสายตาของใครบางคนกำลังมองมาเขม็ง

แม้จะอยู่ในความสลัวแต่เขาก็จำเธอได้ติดตา เธอคือหนึ่งในสองของเพื่อนน้องสาวที่มาร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ เธอคือคนที่เขาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ความคุ้นเคยกลับเกิดขึ้นในใจได้โดยไม่ยาก ในชั่ววินาทีที่เธอเงยหน้าขึ้นจากการไหว้ทักทายเขา ตอนที่น้องสาวพาเพื่อนทั้งสองมาที่รถ เขาจำได้ดีว่า ยามที่สบตาเธอ หัวใจของเขาเต้นถี่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หากเพื่อนๆของเขารู้เข้าคงพากันแซวไม่หยุดปากเป็นแน่ เนื่องจากที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงออกว่าสนใจสาวใดเป็นพิเศษมาก่อนเลย

หัวใจมันเหมือน...เหมือนรอคอยใครสักคน และรอเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น วันนี้เขาคงได้พบเธอคนนั้นแล้วกระมัง หัวใจจึงเกิดอาการผิดปกติเช่นนี้
ร่างบางผละเข้าไปในห้องนอนแล้ว เขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ตนเองกอดอกยืนจ้องมองนาริสาราวกับถูกสาป

เรียวปากสีสดยิ้มให้กับอาการหลุดฟอร์มของตนเอง ขณะที่ขายาวๆก้าวเข้าไปในตัวบ้านพร้อมกับใจที่มุ่งหวัง

พรุ่งนี้ เขาจะหาโอกาสไปส่งเธอที่บ้านและทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


‘กุ้งต้องไปแล้วนะทัพ ดูแลตัวเองด้วย’

เขาคนนั้นพยักหน้าและเม้มริมฝีปากของตนแน่น ความรู้สึกเศร้าหมองท่วมท้นอยู่ในหัวใจของเขาและเธอ

‘ทัพจะไม่พูดอะไรบ้างเลยเหรอ’นาริสารู้สึกว่าตนเองถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

หนุ่มร่างสูงสั่นหน้า ขยับเข้ามาใกล้ แล้วจึงดึงร่างบางเข้ามากอดแน่นโดยไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่มองมาจากในรถหรู เช่นเดียวกับตัวเธอเองที่ยกสองมือขึ้นโอบกอดตอบ ร่ำไห้

‘กุ้งจะคิดถึงทัพทุกวันนะ’

คำสัญญาที่ได้ยินทำให้เขาดึงร่างของเธอออกห่างจากตัว ฝืนยิ้ม ‘เดินทางปลอดภัยนะกุ้ง แล้วสักวันเราจะกลับมาพบกันใหม่’

‘รอกุ้งนะ สัญญาสิ’เธอรบเร้าพร้อมทั้งเขย่ามือเขาไม่ยอมหยุด

แม่ทัพจึงพยักหน้า ‘เราจะรอ’


“นกยูง เป็นอะไรเนี่ย ร้องไห้ทำไม”เสียงอันงัวเงียของวาลินีที่ดังขึ้นข้างตัว ปลุกให้ผู้ที่กำลังละเมอเพ้อพกตื่นขึ้นด้วยท่าทางงงๆ “นี่นกยูงฝันไปหรอกเหรอวา”

“ก็ใช่น่ะสิ ฝันอะไรล่ะถึงร้องไห้สะอึกสะอื้นแบบเนี้ย”ถามแล้วผู้ถามก็พลิกตัวไปทางอื่น และนอนต่อโดยไม่รอฟังคำตอบ นาริสาจึงลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำแล้วแต่งตัวด้วยชุดลำลองที่จินดาหราเตรียมเอาไว้ให้ ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างของบ้าน

เสียงกุกกักดังมาจากด้านหลังของบ้าน หญิงสาวจึงเดินเลี่ยงออกมาทางประตูด้านข้างที่เปิดออกไปสู่ท่าน้ำได้ อยากเห็นเหลือเกินว่าที่ท่าน้ำนั่นจะเหมือนกันกับที่เธอเห็นในฝันจริงๆหรือไม่

ทางเดินไปสู่ท่าน้ำเป็นทางเดินแคบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้ารก ทว่าส่วนที่เป็นทางเดินกลับเหี้ยนเตียนราวกับว่ามีผู้ใช้เส้นทางนี้อยู่เสมอ

นาริสาเดินห่างออกมาจากตัวบ้านไม่มากนักจึงมองเห็นซุ้มชมนาดคล้ายๆกับที่เธอฝันเห็น แต่ก็แค่คล้าย ไม่เหมือนเสียเลยทีเดียวหรอก

หญิงสาวอ้อยอิ่งอยู่ ณ จุดนั้นเพียงชั่วครู่จึงเดินไปยังศาลาท่าน้ำ ศาลานี้มีลักษณะดุจเดียวกับในฝันไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกันก็ตรงสภาพเก่าทรุดโทรมของมันที่บ่งบอกถึงอายุการใช้งานอันยาวนาน

“รู้จักที่นี่ด้วยหรือครับ นกยูง” เสียงทุ้มนุ่มหูดังขึ้นทางด้านหลัง ไม่ต้องหันกลับไปมองนาริสาก็สามารถเดาได้ว่าเจ้าของเสียงคือพี่ชายคนเดียวของเพื่อนนั่นเอง

เขาคือคนที่เธอฝันถึงเมื่อคืนนี้ หรือเธอจะแค่อุปาทานไปเองกันนะ

รูปร่างหน้าตาของเขาอาจจะไม่เหมือนคนในฝัน แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่บ่งบอกกับเธอว่า เขาและชายผู้นั้นคือคนคนเดียวกัน

เขาที่กอดเธอเอาไว้ ในวันที่ต้องลา...

เขาที่เอ่ยคำสัญญาว่าจะรอเธอ..

เสียงสวบสาบดังขึ้น หากผู้ตกอยู่ในภวังค์กลับไม่ได้ยิน หญิงสาวจึงรู้ว่าเขาเดิมอ้อมมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็ต่อเมื่อเขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง “นกยูง เป็นอะไรไป”

“เอ่อ ปละ เปล่าค่ะพี่เจฟ”

“พี่ถามนกยูงว่ารู้จักที่นี่ได้ยังไงน่ะครับ”

นาริสากะพริบตาถี่ๆ ถ้าจะบอกเขาออกไปว่า เคยเห็นจากความฝันแล้วมาตามหาสถานที่จริงก็ดูจะเพ้อเจ้อเกินไป เธอจึงตอบออกไปส่งเดช “นกยูงแค่ออกมาเดินเล่นน่ะค่ะ ได้ยินว่าหลังบ้านมีแม่น้ำก็เลยเผลอเดินมาถึงนี่ พี่เจฟชอบมาที่นี่ด้วยเหรอคะ”

เขาพยักหน้า “พี่ชอบมาที่นี่ประจำ ตอนแรกคุณพ่อจะรื้อศาลานี่ทิ้งแล้วล่ะ แต่พี่ขอร้องเอาไว้ แล้วก็สร้างศาลาขึ้นใหม่ก่อนไปเรียนต่อ”

“รวมไปถึงชิงช้านั่นด้วยหรือเปล่าคะ” เธอถามพลางเบนสายตาไปยังชิงช้าที่มีต้นชมนาดขึ้นคลุมจนคล้ายซุ้มดอกไม้สีขาวหอมกรุ่น

“ใช่ครับ”

ก่อนที่จะมีการสนทนากันต่อ เสียงนกร้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เมื่อทั้งสองหันมองจึงพบว่ามีนกน้อยตกลงมาจากรังตัวหนึ่ง

“สงสัยมันจะพลัดตกจากรังบนต้นปีบ”จัตวาบอกกับเธอขณะสาวเท้าเข้าไปหานกน้อยที่กำลังอ่อนแรง

นาริสามองตามแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองรังของมันที่อยู่บนกิ่งต้นปีบขนาดกลางๆ แล้วร้องบอกอย่างยินดี“เห็นรังของมันแล้วค่ะพี่เจฟ”

“นกยูงแบมือออกสิ แล้วพอพี่ปีนขึ้นไปข้างบนได้ค่อยส่งลูกนกมาให้พี่นะ” จัตวาบอกพลางวางนกน้อยลงบนมือของเธอ

นาริสายิ้มน้อยๆรับความรู้สึกบางอย่างที่ผลิบานอยู่ในใจ

เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ เธอเคยฝันเห็น...

มันอาจเคยเกิดขึ้นจริง ในครั้งหนึ่งนานมาแล้วก็เป็นได้

เธอเชื่ออย่างนั้นเพราะในครั้งแรกที่พบจัตวามีอะไรบางอย่างก่อเกิดขึ้นในใจ หรือความฝันนั้นจะทำให้เธอค่อยๆคุ้นเคยกับเขาโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวกระมัง

ครุ่นคิดพลาง ดวงตากลมโตก็มองตามร่างสูงที่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัว จนถึงจุดที่สูงพอจะวางนกน้อยลงบนรังได้แล้ว จัตวาจึงใช้มือขวาจับกิ่งไม้เอาไว้ แล้วย่อตัวลง ยื่นมือมาให้เธอและแบออก ปล่อยให้นาริสาวางนกน้อยลงบนมือของเขาอย่างเบามือ พร้อมทั้งกล่าวสำทับ “ระวังด้วยนะคะพี่เจฟ”

ชายหนุ่มพยักหน้าพลางมองสบตาคนคอยห่วง ราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างให้กันและกัน

คำสัญญาที่อยู่ในจิตใต้สำนึกกำลังทำหน้าที่ของมัน โดยมีความฝันคอยเชื่อมโยงวันวานครั้งนั้นที่เขาและเธอต้องพรากจาก เพื่อผลักดันความต้องการลึกๆในใจให้สำเร็จ เหมือนคำสัญญาว่าจะมาพบกันอีกครั้ง...

‘รอกุ้งนะ สัญญาสิ’

‘เราจะรอ’



จบบริบูรณ์
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm


ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน

cron