เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

เรื่องสั้น บทความ ต่างๆ

เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อาทิตย์ 07 ก.ค. 2013 5:57 pm

ตัวอย่างการเขียนเรื่องสั้น


เรื่องสั้น...น้ำตาแม่ เขียนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

ผมยืนอยู่ข้างหน้าต่างกระจกของอาคารชั้นที่ ๒๐ เหม่อมองผู้คนใช้ชีวิตอยู่เบื้องล่าง หลายๆคนทำงานหาเช้ากินค่ำ ดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบาก ต่างกับผมที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทนำเข้าขนาดใหญ่ ทำงานอยู่ ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ และห้อมล้อมไปด้วยลูกน้องมากมาย คนทั่วไปอาจจะคิดว่าชีวิตของผมนั้นแสนจะมีความสุข แต่ไม่เลย หัวใจของผมมีร่องรอยบาดแผลเล็กๆที่ทำให้ เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาที่มีอะไรมาสะกิด

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันแม่แห่งชาติอีกแล้ว ใครจะรู้บ้างว่า ภาพที่คนอื่นถือดอกมะลิไปกราบแม่ เปรียบเสมือนคมมีดนับพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจผม หากกลับไปแก้ไขอดีตได้คงดี ผมคงไม่ปล่อยให้ตนเองต้องมาจ่อมจมอยู่กับความรู้สึกผิดเช่นนี้

หากไม่บอกก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าคนระดับผมจะมีพื้นเพมาจากครอบครัวยากจน หาเช้ากินค่ำ ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ในบ้านที่แทบจะดูไม่ออกเลยว่าเป็นบ้าน เพราะเป็นเพียงเพิงหมาแหงนที่นำไม้เก่าๆมาปะต่อๆกัน เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้อาศัยพอกันแดดกันฝน ผมเป็นลูกคนเดียวของพ่อซึ่งมีอาชีพกรรมกรก่อสร้าง และแม่ที่เป็นคนกวาดถนน แต่ท่านทั้งสองก็มุมานะให้ผมได้เข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ลูกผู้ลากมากดีแห่กันมาเรียน ผมมีเพื่อนที่เรียนเก่ง เพียบพร้อม และอยู่ในสังคมที่แตกต่างจากพ่อกับแม่ลิบลับ

" พ่อกับแม่ไม่มีเงินทองเป็นมรดกให้เก่ง ก็ได้แต่พยายามส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูง ๆ จะได้ไม่ลำบากเหมือนเราสองคน " พ่อบอกผมในวันหนึ่ง ซึ่งผมเพียงแค่ยิ้มรับ

ผมเป็นเด็กที่เรียนดีและตั้งใจเรียนมาก พ่อกับแม่จึงภูมิใจนักหนา และไม่เคยเกี่ยงงอนให้ผมทำงานใดๆเลย ผมเสียอีกที่ถึงแม้จะละอายใจอยู่ลึกๆ แต่ก็นั่งมองพ่อแม่ทำงานหนักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เท่านั้นยังไม่พอ ในยามที่ครอบครัวของเราลำบากพ่อกับแม่จะเสียสละให้ผมเสมอ

" ไปอ่านหนังสือเถอะเก่ง เดี๋ยวแม่ล้างจานเอง " แม่จะไล่ผมไปอ่านหนังสือทุกครั้งที่ผมทำงานบ้าน

" แม่เหลือเงินแค่ ๒๐ บาทเก่งเอาไปโรงเรียนเถอะลูก "

" แล้วแม่ล่ะ " ผมเองก็ห่วงแม่ไม่น้อยไปกว่ากัน

" แม่เก็บผักบุ้งริมคลองมาผัดกินได้ เก่งเอาไปเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่ "


ผมรักและซาบซึ้งในพระคุณของพ่อและแม่มากครับ แต่ก็ไม่อาจบอกใครได้ นอกจากเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว และแล้วเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องฝังใจไปตลอดชีวิตก็มาถึง


" เก่งได้แสดงละครของโรงเรียนในวันแม่เหรอลูก " แม่ถามผมในวันหนึ่ง

" ใครบอกแม่เนี่ย " ผมถามด้วยน้ำเสียงตกใจ

" หนูพิมเขาเพิ่งบอกแม่เมื่อเช้านี้เอง ทำให้เต็มที่นะลูก แม่จะไปดู " แม่ยิ้มอ่อนโยน

ผมขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ และตัดสินใจเปิดอกบอกออกไปตามตรง

" อย่าไปนะแม่ ถ้าเพื่อนผมรู้ว่าแม่เป็นคนกวาดขยะจะต้องเลิกคบผมแน่ ในกลุ่ม ผมมีแต่ลูกคนรวยทั้งนั้นเลย " แทนที่จะดีใจผมกลับเสียงดังใส่แม่

แม่หน้าเสีย และถ้าดูไม่ผิดผมเห็นหยดน้ำใสกำลังเอ่อท่วมดวงตาของแม่ แต่ก็ครู่เดียวเท่านั้น แม่ผู้แข็งแกร่งของผมก็สลัดมันออกไปได้

" เก่ง .. เราต้องพอใจในสิ่งที่เรามีสิลูก เราต้องยอมรับว่าเรามาจากดิน "

" ไม่นะ ผมไม่อยากให้ใครมาดูถูก " ผมยังคงยืนกราน

ผมจำได้ดีว่า หลังจากนั้นแม่ก้มหน้าร้องไห้ แต่ผมก็พยายามหาเหตุผลให้ตัวเองว่า ถ้าแม่ไม่ไปจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย เพราะแม่เองก็จะได้ไม่ลำบากและเสียเวลาทำงาน


-----------------------------------------------------------------


เมื่อถึงวันงาน ทางโรงเรียนจัดงานวันแม่อย่างยิ่งใหญ่ ผู้ปกครองของทุกคนต่างเข้ามาร่วมพิธี ยกเว้นแม่ของผม

วันนั้นผมร่วมแสดงละครกับเพื่อนๆโดยปราศจากสายตาของแม่ ในขณะที่ได้เห็นแม่ของคนอื่นมาร่วมงานกันพร้อมหน้า ทุกคนได้กราบ ได้กอด และบอกรักแม่ แล้วผมล่ะ..ผมได้แต่บอกในใจ...แม่ครับ..ผมรักแม่ที่สุด

" แม่คือปูชนียบุคคลที่ควรเคารพบูชา ความรักของแม่ที่ให้ลูกไม่เคยมีข้อแม้ใดๆ แม้ลูกจะไม่สมประกอบหรือมีปัญหาด้านสติปัญญา แม่ก็ยังรัก และไม่มีวันทอดทิ้ง วันที่ลูกล้ม ลูกแพ้ อ้อมกอดแม่ยังคอยประคองและซับน้ำตาอยู่เสมอ อภัย..แม้ว่าลูกได้ทำสิ่งเลวร้ายสักปานใดก็ตาม หากมีภัยใดๆมา
กล้ำกลายลูกแม่ก็ขอปกป้องลูกแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต...แม่ก็ยอม "

ความในใจของแม่ตัวอย่างในงานทำให้ผมคิดได้ แม่รักและเสียสละให้มาโดยตลอด แต่ผมกลับอกตัญญู ผมทำผิดต่อแม่...ผู้ที่รักผมด้วยหัวใจบริสุทธิ์ ทำไมผมไม่นึกบ้างนะว่า แม่ต้องลำบากแค่ไหน กับการทำงานหนักเพื่อส่งผมเรียนโรงเรียนดีๆแพงๆ แม่อดเพื่อให้ผมอิ่ม

แม่ให้อภัยลูกอกตัญญูคนนี้เสมอ แม้ลูกจะเคยพูดว่า อาย...ที่มีแม่เป็นคนกวาดถนนก็ตาม แม่ครับ...เย็นนี้ผมจะเข้าไปกราบแม่ และจะบอกกับทุกคนว่า ผมภาคภูมิใจในแม่ของผมที่สุดในโลก ผมสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน เพื่อให้พ่อแม่สบายกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

-------------------------------------------------------------------

เย็นวันนั้นผมรีบกลับบ้านทันทีที่โรงเรียนเลิก ในมือผมกำดอกมะลิเอาไว้แน่น แม่ยังไม่กลับบ้าน ทั้งบ้านจึงดูเงียบเหงา มีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆเสียบอยู่ตรงประตู

“ เก่ง พ่อกับแม่อยู่โรงพยาบาล รีบมาด่วน ”

ใจของผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ใครเป็นอะไรไป ทำไมพ่อกับแม่จึงต้องไปที่โรงพยาบาล ผมกำดอกมะลิไว้แน่น วิ่งออกจากบ้าน แล้วเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้พาไปยังโรงพยาบาลตามที่พ่อบอก

ทันทีที่ผมก้าวไปถึงโรงพยาบาล ป้านีผู้เป็นพี่สาวของแม่ก็เดินออกมารับด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ผมจึงไม่กล้าซักถามกับป้า แต่ก็แอบคิดในใจว่าลุงอาจสามีของป้านีคงจะไม่สบายอย่างแน่นอน

แล้วผมก็ได้รู้ว่าตนเองเดาผิด เมื่อได้พบพ่อ

พ่อยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเพียงลำพัง ทันทีที่เห็นผม พ่อก็โผเข้ามากอดในทันที พลางบอกกับผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

" แม่จากเราไปแล้วนะเก่ง " ผมเงยหน้าขึ้นมองพ่อ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม พ่อเล่าไปพลางเช็ดน้ำตาไปพลาง

" เมื่อกลางวันตอนที่แม่กำลังกวาดถนน อยู่ๆคนขับรถบรรทุกมันก็หลับใน พุ่งเข้าชนร่างของแม่

ก่อนตายแม่เพ้อถึงเก่งดังลั่น สั่งพ่อให้ดูแลเก่งดีๆ ให้ลูกมีอนาคต "

ดอกมะลิในมือผมร่างลงพื้น เช่นเดียวกับร่างที่ทรุดลงคุกเข่าพลางร้องไห้ ผมไม่มีโอกาสได้กราบแม่อีกแล้ว ผมไม่เหลือโอกาสใดๆอีก แม่...จากผมไปแล้ว

แม่ครับ ..ผมรักแม่

หลังจากนั้นในวันแม่ของทุกๆปี ผมก็ได้แต่ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน หลายๆคนคงคิดว่า ทำไมไม่ทำเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ หากผมย้อนเวลาได้...ผมจะทำ..จะรัก และดูแลแม่ให้ดีที่สุด

หากย้อนเวลาได้ ...ผมจะไม่มีวันทำให้แม่ต้องเสียน้ำตา แต่ผมไม่เหลือโอกาสนั้นอีกแล้ว

แล้วคุณล่ะ….ดูแลแม่ของคุณหรือยัง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นฉบับม.๔ (ผลงานของนักเรียนจ้ะ)

โพสต์โดย น้ำฟ้า » ศุกร์ 12 ก.ค. 2013 5:57 am

เรื่องสั้น world เวลาหมุนโลกเปลี่ยน

โดย ฝันหวาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔

62.jpg
62.jpg (135.31 KiB) เปิดดู 5743 ครั้ง


สิ่งอำนวยความสะดวกและความสบายมักไม่ได้มาฟรีแต่ต้องแลกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อจะได้สิ่งเหล่านี้มา

โพรกริสโลกที่เต็มไปด้วยความเจริญ ที่นี่เต็มไปด้วยตึกลอยฟ้าเป็นจำนวนมาก ใช่แล้ว!ที่นี่ไม่มีพื้นดินหรือแม้กระทั่งพืชใบเขียว รถที่นี่ก็คือรถลอยฟ้าเฉกเช่นเดียวกับผู้คนบนโลกนี้ที่…แปลก! มีมากหน้าหลายตา เหมือนไม่ใช่คน!บ้างก็มีผิวสีเขียวตาโต บ้างก็ผิวสีชมพูหัวโตมี3ตาและอีกหลายๆคนอยู่ผสมกันมากมายในโลกนี้ ณ สถานที่หนึ่งบนโลกนี้ มีตึกที่ดูหรูหราใหญ่โตและผู้คนเข้าออกอยู่เป็นจำนวนมาก เด็กสาวผมรอนยาวถึงกลางหลังสีน้ำตาลแอลมอล ตาที่กลมโตสีเดียวกับผมของเธอทำให้เธอช่างน่ารัก และผสมกับจมูกโด่งเป็นสัน ปากอวบอิ่มอมชมพู ใบหน้ารูปไข่ของเธอทำให้เธอเป็นที่สะดุดตาของผู้คนที่พบเห็น หุ่นสูงเรียวบางแบบนางแบบชื่อดังทำให้เธอดูมีเสน่ห์ ชุดนักเรียนสีชมพูกระโปรงสั้นเลยเข่ามานิดหน่อยทำให้โชขาวที่เรียวยาวของเธอ สีผิวขาวนวลบางที่เห็นเส้นเลือดของเธอ บ่งบอกให้เห็นได้ชัดเจนว่าเธอเป็นมนุษย์

“สายๆๆ สายแล้ว…จะทันเข้าโรงเรียนไหมนี่”

หญิงสาวบ่นด้วยความอารมณ์เสียและเธอก็โบกรถให้บริการบอกให้ไปส่งเธอที่สถานที่ ที่เรียกว่าโรงเรียนด้วยความเร่งด่วน

ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง

“มาสายอีกแล้วนะเอพริว”-.-

หญิงสาวอีกคนที่มีลักษณะผมตรงสีน้ำเงิน ดวงตาสีเดียวกับผมของเธอ จมูกโด่ง ปากอวบอิ่มอมชมพู ร่างสูงในชุดนักเรียนสีชม ทักเพื่อนสาวของเธอที่ทำสีหน้าเบื่อหน่ายกับคำพูดเมื่อกี้เหลือเกิน

“เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตฉันแล้วแหละเอมิลี่”--*

“แล้วนี่เธอจะไปไหนนะ เอพริว”O.o?

“ห้องสมุด”

เมื่อเอมิลี่ฟังคำตอบจากเพื่อนสาวของเธอ เธอก็ส่ายหัวและหัวเราะกับนิสัยของเธอ และเธอก็เริ่มชินแล้ว ถ้ามาสายไม่ทันคาบเรียนแรกทีไร เอพริวจะชอบไปห้องสมุด เพื่อทดเวลาคาบเรียนมนุษย์สัมพันธ์กับดาวดวงอื่นที่แสนน่าเบื่อของนักเรียนทุกคน ส่วนตัวเอมิลี่เองนั้นเธอขอหลบไปหาของกินที่ห้องอาหารแทนดีกว่า


ณ ห้องสมุด

สถานที่ ที่คุ้นหูคุ้นตาฉันทุกวันคงไม่พ้นห้องสมุด ห้องที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่งในโรงเรียนที่นี่มีหนังสือนับร้อยล้านเล่ม วางเรียงกันสูงถึง10ชั้น
“วันนี้จะไปงีบหลับชั้นไหนดีนะ?...ชั้น10ดีกว่าคนไม่ค่อยขึ้นไปเท่าไหร่”

ฉันเดินตรงไปยังประตูวาบชั้น10 ที่พอเดินเข้าไปในประตูก็จะถึงชั้น10เลยทันที พอถึงก็ต้องตกใจ เพราะที่นี่เงียบสงบ ไม่มีแม้แต่คนหรือมนุษย์จากดาวอื่นซักคนเดียว มีแต่หนังสือเก่าๆแปลกๆที่ฉันไม่เคยคุ้นตา ฉันเดินไปมุมสุดของชั้นนี้ตรงมุมนั้นเป็นตู้หนังสือเก่าแก่เมื่อแสนล้านปีที่แล้ว ฉันเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง สะดุดตามาก เล่มนี้มีต้นไม้ขนาดใหญ่สีเขียว ซึ่งฉันไม่เคยเห็นและมีตัวอักษรโบราณเก่าๆที่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆฉันถึงพอจะอ่านออก ทั้งที่ฉันไม่เคยเห็นและเคยรู้จัก

“@->-#?+*@<)))><”

แว๊ป~เมื่อฉันอ่านตัวหนังสือแปลกๆจบอยู่ๆก็มีแสงสีขาวรอบตัวฉันมันแสบตาจนฉันต้องหลับตา เมื่อแสงนั้นเริ่มจางหายไปฉันจึงลืมตาขึ้นและต้องแปลกใจ รอบๆกายฉันเต็มไปด้วยพืชสีเขียวนานาพรรณ ต้นไม้แปลกตาสูงใหญ่ เสียงเจื้อยแจ้วของสิ่งมีชีวิตที่นี่ไม่เคยคุ้นหูดังอยู่รอบกายฉันเซงแซ่ ที่นี่คือที่ไหนกันแน่ความฝันหรือว่าความจริง! ต้นไม้พวกนี้เหมือนเคยเห็นในหนังสือที่ฉันเคยเรียนในวิชาพฤกษศาสตร์โลกเมื่อแสนล้านปีที่แล้ว ถ้าต้นพวกนี้คือความจริงที่นี่คงไม่ใช่โลก โพรกริสที่ฉันอยู่แล้วเพราะโพรกริสไม่มีแม้แต่แผ่นดินและพืชพรรณไม้พวกนี้อยู่เลย ต้นไม้ใหญ่สูงและเตี้ยอยู่ติดกันเป็นจำนวนมากสีเขียวขจี เสียงนกนานนาชนิดและสัตว์ต่างๆที่โลกโพรกริสนั้นไม่เคยมีและฉันไม่เคยพบเจอ บัดนี้สิ่งต่างๆทุกอย่างได้อยู่ตรงหน้าฉันแล้ว

“นี่!คือโลกเมื่อแสนล้านปีที่แล้วหรอเนี่ย?”O.o

“ใช่แล้ว…เอพริว นี่คือโลกเมื่อแสนล้านปีที่แล้วโลกนี้มีชื่อว่าFer tile”

น้ำเสียงอันหนักแน่นของใครซักคนทำให้ฉันสะดุ้งตกใจและมองตามที่มาของเสียงก็พบผู้ชายที่มีลักษณะ ผมสีน้ำตาล ตาคมสีน้ำตาลทำให้ดึงดูดผู้พบเห็นให้ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ จมูกโด่งเป็นสั้น ร่างสูงในชุดสีขาวปกปิดเรือนร่างอันแข็งแรงและดูอบอุ่นในเวลาเดียวกันทำให้ฉันตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ

“ข้าชื่อมาเวลลัส เป็นเจ้าของเล่มที่เจ้าดูเมื่อครู่ก่อนที่เจ้าจะย้อนมาโลกแห่งนี้ พูดง่ายๆข้าเป็นเพียงจิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หนังสือเล่มนี้มีอายุราวแสนล้านปี ถูกสร้างโดยหลังที่มีทั้งหมดของข้า จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต”

“แล้วทำไมฉันถึงย้อนกลับมาที่นี่ล่ะ”

ฉันถามเขากลับด้วยความสงสัย และถามสิ่งที่ค้างคาใจตั้งแต่แรกเมื่อเห็นหนังสือเล่มนั้น

“เพราะเจ้าคือเชื้อสายมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกนั้น เชื้อสายมนุษย์เท่านั้นที่จะอ่านตัวอักษรเก่าๆแบบนี้ได้และเข้ามาในโลกแห่งนี้ ได้ด้วยจิตที่ยังหลงเหลืออยู่ของข้า…”

ขณะที่เขาพูดเขาก็เดินไปตามทางข้างหน้า ทำให้ฉันต้องเดินตามเพื่อฟังสิ่งต่างๆจากเขา และทั้งสองข้างทางที่ฉันเดินผ่านเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ที่มีความสวยงาม สีสันสดใสทั้งดอกเล็กดอกใหญ่ เอ๊ะ!ดอกนั้นมีชื่อว่า เรนโบว์โรส มีอยู่มากมายเป็นจำนวนหลายดอก ฉันเคยเห็นดอกพวกนี้ในหนังสือห้องสมุดชั้น4ซึ่งมีหนังสือเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ พืชพรรณไม้เมื่อแสนล้านปีที่แล้วอยู่

“มันสวยมากใช่ไหม? ข้าให้” 

เขาพูดพร้อมกับดอกเรนโบว์โรสที่อยู่ในมือ ยื่นให้เธอด้วยรอยยิ้ม

“มันสวยยิ่งกว่าภาพวาดในหนังสืออีก ขอบคุณนะ” ^_^

ฉันรับมาด้วยความยินดีและยิ้มกลับด้วยความดีใจและตื่นเต้นเพราะฉันไม่เคยได้สัมผัสพืชดอกพวกนี้มาก่อนรวมถึงแผ่นดินที่ฉันยืนอยู่นี้ด้วย นอกจากเรนโบว์โรสแล้วยังมีอีกหลายดอกหลายพันธ์ขนานทั้งสองข้างทางที่ฉันเดินผ่านรวมไปถึงบางส่วนก็มีสัตว์แปลกๆ เช่น กวาง นกแก้ว ผีเสื้อ ที่มีความสวยงาม ที่ฉันว่าแปลก!เพราะฉันไม่เคยพบเห็นแต่ฉันก็รู้ได้ว่าสัตว์พวกนี้คือตัวอะไรจากมาเวลลัสทั้งนั้น เขารู้จักสัตว์และพืชพรรณไม้ทุกชนิดที่เราเดินผ่าน มาเวลลัสเล่าให้ฉันฟังว่า ที่นี่มีต้นไม้สูงเสียดฟ้า มีทุกๆอย่างที่โลกปัจจุบันของฉันไม่มี และที่นี่ก็ไม่มีตึกลอยฟ้าและรถลอยฟ้าเหมือนที่โลกโพรกริสเหมือนกัน ฉันเดินผ่านน้ำตกที่สวยมาก เดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับมาเวลลัสที่เล่ารายละเอียดทุกๆอย่างให้ฉันฟัง น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แม้ระยะทางเราจะเดินมาไกลมากแล้วก็ตาม ฉันรู้สึกว่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก…ถ้าโพรกริสมีเหมือนที่นี่ฉันว่าต้องเป็นโลกที่สวยมากแน่ๆ เวลาที่นี่ช่างผ่านไปเร็วตะวันเริ่มตกดินมาเวลลัสพาฉันมายังสถานที่หนึ่ง

“ช่วยหลับตาก่อนที่ข้าจะบอกให้ลืมตาหน่อยได้ไหม?”

“ได้สิ”

ฉันมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจแต่ก็ยอมทำตามคำขอของเขา

“ลืมตาได้แล้วเอพริว”

ฉันลืมตาขึ้นและต้องตกใจขณะนี้เป็นเวลามืดแล้ว ข้างหน้าฉันคือต้นไม้ใหญ่สูงมหึมา ที่นี่ไม่มีแม้แต่แสงไฟแต่ฉันมองเห็นต้นไม้นี้ ได้ด้วยหิ่งห้อย เป็นจำนวนล้านๆตัวรอบต้นไม้เหมือนต้นไม้นี้มีชีวิต มีเสียงจักจั่นขับร้องรับกันดังเซงแซ่อยู่รอบริเวณนี้ ลมพัดเย็นเอื่อยๆทำให้ที่นี่เคลื่อนไหวจังหวะไปตามกระแสลม


“สวยมากก…”

“ใช่ โลกนี้สวยงาม ทุกๆอย่างเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์แต่ยิ่งกาลเวลาเปลี่ยน ทุกๆอย่างก็เปลี่ยนตามกาลเวลาและสมองของมนุษย์ที่มีการพัฒนามากขึ้น จนสร้างบ้าน สร้างอาวุธ สร้างสงครามแย่งชิงแผ่นดินกัน ทุกอย่างพัฒนาไปเรื่อยๆ ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายแหล่งที่อยู่ของสัตว์ต่างๆทำลายความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างบนโลกนี้ จนไม่เหลือความสวยงามอยู่เลย และแทนที่เข้ามาด้วยความเจริญความสุขสบาย ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเปลี่ยนไปมากขึ้น…จนมนุษย์ไม่มีแม้แต่แผ่นดินอยู่ จนเป็นโลกโพรกริสดังปัจจุบันที่เธออยู่นั้นแหละเอพริว…”

เมื่อฉันฟังจบฉันก็ถึงกับน้ำตาไหล…ทุกอย่างที่นี่คือโลกเดียวกันกับ โพรกริส ที่ฉันอยู่ เพียงแต่เวลานี้โพรกริสไม่มีความสวยงาม ความอุดมสมบูรณ์และแผ่นดินอย่างที่นี่อยู่แม้แต่นิดเดียว เหมือนที่มาเวลลัสบอก มีแต่ความสุขสบายจนไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีโลกที่สวยและน่าอยู่แบบนี้มาก่อนเลย

“ฉันรู้สึกเศร้านะ ทุกอย่างเปลี่ยนไปด้วยมนุษย์ที่มีสมองพัฒนาสิ่งต่างๆจนไม่เหลือทุกๆอย่างที่บรรพบุรุษรักษาไว้ให้แม้แต่นิดเดียวเลย ฉันเสียใจ…”

“อย่าร้องไห้เลยเอพริว มันไม่ใช่ความผิดของเธอและของใครๆเพียงแต่ความโลภมากและความอยากสบายของมนุษย์ที่มันครอบงำจิตใจทำให้พวกเขายอมทำลายทุกอย่าง เพื่อที่จะได้มันมาแต่…ทุกอย่างมันก็เป็นไปแล้วเราไม่สามารถแก้ไขมันได้ ฉันสร้างหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนใจมนุษย์แต่ละรุ่น แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครให้ความสำคัญจึงเป็นโลกโพรกริสที่ไม่มีแผ่นดินดังปัจจุบันนี้”

เมื่อฉันฟังจบ ฉันก็ร้องไห้หนักกว่าเดิมจนมาเวลลัสเดินเข้ามาโอบกอดและปลอบใจฉัน ท่ามกลางหิ่งห้อยนับล้านตัวและฉันได้ยินเสียงธรรมชาติรอบกายเบาๆราวกับกำลังปลอบใจอยู่ ลมพัดเอื่อยๆรอบๆฉันและมาเวลลัส ต้นไม้ยังคงเคลื่อนไหวและเสียงจักจั่นยังคงขับร้อง ที่นี่ช่างสวยงามและน่าอยู่เหลือเกิน มันช่างสงบอบอุ่น ร่มเย็นเป็นโลกที่แสนสวยงามเหลือเกินโลกFer tileแห่งนี้

“ฉันรู้ว่าวันนี้ เธอเหนื่อยมามากพอแล้วนะ เอพริว พักผ่อนเถอะนะ หลับตาลง ถ้าคิดถึงโลกFer tileก็เข้ามาหาฉันได้เสมอนะ ฝันดี…เอพริว”

“………”



กริ๊ง~!!

ด้วยเสียงกริ่งตีบอกเวลาหมดคาบเรียนแรกที่ดังแสบหูของโรงเรียนทำให้ฉันสะดุ้งตื่นและพบว่าฉันกลับมายังโลกโพรกริส โลกที่เต็มไปด้วยความเจริญอีกครั้ง ฉันเช็ดคาบน้ำตาที่ซึมนิดๆและในมือฉันก็มีดอกเรนโบว์โรสติดมาด้วยพร้อมกับหนังสือเล่มเก่าๆบนตัก ฉันลุกขึ้นและตรงไปยังที่ยืมหนังสือ เพื่อที่ฉันจะนำไปบอกต่อเอมิลี่และเพื่อนมนุษย์ของฉันทุกคน ให้ละลึกและจดจำอยู่เสมอไป….
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นฉบับม.๔ (ผลงานของนักเรียนจ้ะ)

โพสต์โดย ภาษาสยาม » จันทร์ 15 ก.ค. 2013 7:53 pm

บริษัทว่าจ้างฆ่า

โดย สุขุมาล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๔


098.jpg
098.jpg (49.85 KiB) เปิดดู 5716 ครั้ง




สภาพตึกร้างในกลางดึกที่มีไม้เลื้อยต่างๆเลื้อยไปเกี่ยวเกาะ สีหนังของตึกขึ้นสีเหลืองอ่อนๆ แสดงถึงอายุตึกร้าง ที่อยู่ตากแดดตากฝนมาแรมปี

ภายในตึกมืดมิดแต่คงไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่ง เสียงลมหายใจที่เบ้าออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้แสดงถึงความวิตกกังวลกับสภาพบรรยากาศรอบตัวเลยแม้แต่น้อย




เพียงชั่ววินาที กลิ่นคาวของเลือดสดๆคละคลุ้งไปทั่วบริเวณแต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง คร่ำครวญ..

ไม่มีเสียงที่แสดงถึงความเจ็บปวดหรือทรมาน




แสงอาทิตย์ที่สาดส่องกระทบตา ราวกับบอกเวลาให้สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา บ้างก็ออกไปหาอาหาร บ้างก็ออกไปล่าเหยื่อ

มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเฉกเช่นสัตว์น้แยใหญ่พวกนั้น แต่สิ่งที่บอกว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์พวกนั้น คือมันสมองที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ เครื่องกลทันสมัยขึ้นมาใช้

แต่ในสังคมใหญ่ๆ มักจะมีคนหลายประเภทที่น่าสนใจ

คนโลภ...ที่เห็นใครมีอะไรก็อยากได้อยากมีจนต้องไปแย่งชิงมา

คนเห็นแก่ตัว...ที่เห็นเรื่องของตัวเองสำคัญที่สุด

คนที่ดูถูกคนอื่น...คนที่คอยเหยีบย่ำคนอื่นให้จมดิน ทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าในเรื่องบางเรื่อง

เพราะอะไรน่ะหรอที่ผมบอกว่าคนพวกนี้น่าสนใจ

เพราะพวกเขาน่ะ...คือเงินก้อนใหญ่สำหรับผมเลยล่ะ




ผู้คนที่ไร้ค่า โดนสังคมรังเกียจ และเป็นเหมือนหนอนเน่าตัวเล็กๆที่เกิดอยู่ในผลแอปเปิลลูกหนึ่ง

พวกเขาเหล่านี้น่ะ สร้างรายได้มหาศาลกับผมเลยล่ะ : )




"บริษัท ยงกุน จำกัด ยินดีต้อนรับ"

เสียงพนักงานต้อนรับดังขึ้นทันทีที่ผมเดินย่างกรายเข้ามาในบริษัทรับจ้างสืบหาคนหาย เพราะมีคนแนะนำมาว่าบริษัทนี้ทำงานได้รวดเร็ว เมื่อมีคนมาว่าจ้างหาญาติให้ได้สำเร็จหลายราย




"เจอโยแล้วหรอคะ ! เจอแล้วจริงๆใช่มั้ย!?"



เสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายด้วยความดีใจ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง




ถ้าผมว่างจ้างบริษัทนี้ผมจะเจอเขาแน่ๆใช่มั้ย เขาจะเป็นยังไงบ้าง จะสุขสบายดีรึเปล่า จะลืมผมรึยัง

และ...


ยังจะรักผมอยู่รึเปล่า



"ใช่ครับพวกเราตามตัวคุณโยเจอแล้ว นั่นคือข่าวดี แต่ยังมีข่าวร้ายอีกเรื่อง.."



"ข่าวร้าย ? สำหรับฉันคงไม่มีเรื่องไหนเลวร้ายเท่ากับการที่โยหายไปหรอกค่ะ"



"ใช่อยู่ที่เราพบคุณโยแล้ว ในสภาพที่คุณโยไม่หายใจ ผมเสียใจด้วย"



เมื่อพนักงานคนนั้นพูดจบ ก็ชูรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเนื่องจากที่ตรงนี้ที่ผมอยู่ไม่ได้อยู่ใกลกับพนักงานคนนั้นมากนัก จึงทำให้ผมเห็นรูปในกระดาษใบนั้นอย่างชัดเจน




ภาพที่ผมเห็น สภาพของศพนั้นนอนหงายและเปลือยเปล่า รอยแผลฉกรรจ์บางรอยที่ผมเห็นนั้นบางรอยไม่สามารถบอกได้ว่าคนๆนี้โดนอะไรมาบ้าง แขนช้างซ้ายที่ดูเหมือนถูกใช้เลื่ิอย เบื่อยจนเกือบจะขาดอยู่แล้วหักงอลงมาอยู่ข้างตัว แขนข้างขวาถูกตัดนิ้วที่มือทั้งหมด เลือดที่เกรอะกรังตรงข้อต่อที่เคยเป็นที่อยู่ของนิ้วทั้งห้า สร้างความสยองให้กับคนที่เห็น ลำตัวที่เหมือนถูกมีดแทงเข้าไปจนลึกจนเลือดทะลักออกมารอบนอกอยู่หลายแผล ต้นขาทั้งสองข้างเขียวเหมืิอนโดนค้อนปอนทุบเข้าไปอย่างแรงจนกระดูกแหลกละเอียด




ทำไมสภาพศพมันน่าเวทนาขนาดนี้




"ไม่...ใครทำร้ายโย..ฮือ.."

ผู้หญิงคนนั้นที่พึ่งดีใจกับข่าวดีได้ไม่ถึงสิบนาที เมื่อเห็นภาพใบนั้นก็กรีดร้อง ร้องไห้บ้าคลั่งแล้วหมดสติไป




"คุณรันโชใช่มั้ยคะ?"




"ใช่ครับ คุณคือ..?"




"เดินตามมาทางนี้เลยค่ะ คุณยงกุนรอคุณอยู่"




เดี๋ยวนะ แล้วทำไมพนักงานคนนี้ไม่ตอบคำถามผม...เออช่างเหอะ




โถงทางเดินที่ผมเดินตามพนักงานเข้ามาสองข้างทางทาด้วยสีดำ และประดับไฟสีขาวไว้ตลอดสร้างบรรยากาศขนหัวลุกให้ผมหัวลุกได้เลย เพราะตั้งแต่ผมเดินกับพนักงานของบริษัทที่ผมกำลังจะว่าจ้างแล้ว ก็ไม่เห็นพนักงานคนไหนอีกเลย ไม่เห็นห้องทำงานของแผนกต่างๆ ทางหนีไฟ หรือแม้แต่ห้องน้ำ มันเป็นคนทางตรงๆ ที่มีทางบังคับแค่สองทางคือเดินหน้าต่อ และหันหลังกลับ




"คุณรันโชคะ ถึงแล้วค่ะ"




"ขอบคุณครับ.."




ยังไม่ทันที่ผมจะเปิดประตูเข้าไป สิงที่พนักงานคนนั้นพูดออกมาทำให้ผมต้องละงักและจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอีกครั้ง




"อย่าถามอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องของคุณ เพราะมันอาจขึ้นอยู่กับความเป็นความตายของคนที่คุณตามหาอยู่ โชคดีค่ะ"



ในเมื่อคนนั้นพูดแบบนี้ ผมควรจะต้องไตร่ตรองความคิดและคำพูดของผมให้ดีก่อนรึเปล่า แล้วทำไมพนักงานคนนั้นถึงบอกว่ามันจึ้นอยู่กับความเป็นความตายของคนที่ผมกำลังตามหาอยู่ แล้วจะรู้ได้ยังไงในเมื่อผมยังไม่ได้บอกเขาเลยว่สจะตามหาใคร




"คุณยืนอยู่หน้าห้องผมนายไปแล้วมั้ง เข้ามาซักที ผมรออยู่"

เสียงนิ่งๆ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องที่นั่งรออยู่นานแล้วนั้นไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร ทำให้ร่างที่ยืนอยู่ต้องเปิดประตูเข้าไปทันที




"เอ่อ ผมอยากให้คุณช่วยตามหาคนๆหนึ่งให้ผมหน่อยครับ"




"ยุนดูจุนน่ะหรอ ?"




"คุณรู้..?"




"อย่าตอบคำถามด้วยคำถามสิ แต่ในเมื่อคุณอยากรู้ผมก็จะบอกให้ ตอนที่คุณโทรมานัดเจอผมพร้อมชื่อคุณคิดว่าทางบริษัทเราจะไม่ตรวจหาประวัติของคุณรึไง ว่าเป็นใครมาจากไหน แล้วมีใครบ้างที่สำคัญกับคุณ ประวัติคุณน่ะดีใช้ได้ แต่ประวัติดูจุนนี่สิ ด่างพร้อยซะไม่มี..คุณยังอยากเจอดูจุนของคุณอยู่รึเปล่าล่ะ?"

พูดจบคนตรงหน้าก็มองหน้านิ่งๆเพื่อรอฟังคำตอบ




"ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง จะดีจะร้าย ผมก็ยังอยากเจอและพูดคุยกับเขาอีกครั้ง" ผมคอบกลับไปด้วยแววตาจริงจัง




"งั้นตกลง ผมจะตามหาคนของคุณให้ แต่ทางบริษัทไม่รับประกันความเป็นความตายของคนของคุณนะครับ มันขึ้นอยู่ที่คุณและพระเจ้ากำหนด คุณสามารถมาที่นี่ได้ตลอดเวลาเพื่อมาฟังความคืบหน้า คุณเป็นคนพิเศษ และตอนนี้ขอขอบคุณที่มาใช้บริการ เชิญครับ"

เสียงนิ่งๆ เอ่ยประโยคสุดท้ายเป็นเชิงนัยๆว่าออกไปได้แล้ว




ผมเดินออกจากห้องนั้นมาด้วยความงุนงงปนสงสัย ทำไมทุกคนที่ผมคุยถึงเน้นเรื่องความเป็นความตายของดูจุนนัก ทำไมถึงบอกไม่รับประกันความปลอดภัยของดูจุน อีกอย่างในเมื่อทางบริษัทสืบประวัติผมได้ แล้วทำไมไม่สืบประวัติดูจุนด้วยล่ะ




ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ




ยิ่งสงสัย...ผมยิ่งไม่มีทางรู้




"บอสคะ รายนี้จะเอายังไง ตายหรือรอด?"




"ตาย"



มนุษย์ทุกคนย่อมมีด้านที่เห็นแก่ตัวเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง ไม่มีหรอก คนที่เห็นคนอื่นสำคัญกว่าตัวเอง มันไม่เคยมีอยู่ในโลกของคนที่ชื่อยงกุน



GAME START



READY



GO



ยุนดูจุนเป็นเพียงผู้ชายโลภมากคนหนึ่ง ที่จิดอยู่ในโลกของการพนัน การพนันคือชีวิตทั้งหมดของดูจุน ทุ่มทั้งเงิน ทุ่มทั้งแรงกาย

เพื่อปรนเปรอความโลภของตน

เพื่อสนองสิ่งที่ตนต้องการ

เพื่อตัวเอง...ดูจุนคนนี้ทำทุกอย่างเพื่ิอตัวเอง

พ่อแม่ของดูจุนตายไปแล้ว จึงทำให้ดูจุนให้ชีวิตเสเพลได้มากกว่าเมื่อก่อน และดูจุนไม่เคยรู้สึกผิดหรือเสียใจที่พ่อแม่ของตนนั้นตาย

รู้สึกผิดอะไรน่ะหรอ....การขับรถฆ่าผู้ให้กำเนิดตัวเองยังไงล่ะ



"เฮ้ย! จะจับกูไปไหน!! ปล่อยดิวะ!"


ร่างของดูจุนถูกขากขึ้นรถตู้ติดฟิล์มืดสีดำ ก่อนจะขับเคลื่อนตัวออกไปโดยไร้ซึ่งความสนใจจากคนรอบข้าง



"จับกูมาทำไม!! กูไม่มีเงินให้พวกมึงหรอกนะ!"



รถยังคงขับไปเรื่อยๆ ผ่านซอกซอยต่างๆมากมาย ขับมาจนถึงทางเปลี่ยว ที่ทอดตัวยาวเข้าไปในป่าใหญ่ จนตอนนี้รถตู้ได้มาอยู่กลางป่า ต้นไม้น้อยใหญ่สีเขียวขจี และฝูงนกที่แตกฮือออกจากต้นไม้ เพราะตกใจเสียงรถยนต์



ยุนดูจุนถูกโยนลงมาจากรถโดยไร้ความปราณี

แต่...ไม่มีใครคนไหนหยิบปืนเพื่อที่จะมาฆ่าดูจุนแม้แต่คนเดียว



ทำไมล่ะ ?



"เอาชีวิตให้รอดละกันนะครับคุณเซียนพนัน ถ้าอยากรอดเร็วๆก็เข้าไปในตึกร้างที่อยู่ใจกลางป่าซะล่ะ" เมื่อคนขับรถพูดจบ พวกคนอื่นๆต่างส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาราวกับว่ามันคือเรื่องตลก



"แค่เอามาทิ้งไว้กลางป่แล้วไปเนี่ยนะ? ปัญญาอ่อนจริงๆ"



"ปากเก่งให้ได้ตลอดนะครับ บาย"



ทันทีที่พูดจบรถก็เคลื่อนตัวออกไป ทิ้งให้ยุนดูจุนอยู่กลางป่าเพียงลำพัง แสงสว่างค่อยๆจางหายไป มีเพียงความมืดที่ค่อยๆโรยตัวเข้ามาช้าๆ จนในป่านั้นมืดสนิท ยุนดูจุนยังคงเดินไปโดยไร้จุดหมาย ไม่มีแม้แววตาหวาดกลัวความมืดมิดที่กำลังย่างกรายเข้ามา



เสียงพุ่มหญ้าไหวจนเกิดเสียง ทำให้ดูจุนต้องหันไปมองอย่างอดไม่ได้ จะมีใครอยู่ที่นี่นอกจากเขารึเปล่า เสียงนกฮูกร้องดังระงมไปทั่วป่าเรียกความน่าสะพรึงกลัวให้ผู้ที่ขวัญอ่อนได้ง่ายๆ แต่กับดูจุนนั้นไม่ได้กลัวซักนิด

แค่เพียงอย่างน้อยที่ดูจุนจะเอะใจสักนิด...ว่ามีใครกำลังเดินตามหลังเขาอยู่...



ฉึก





"อึก...ใคร.."



มีดที่ปักอยู่กลางหลังของดูจุนตอนนี้สร้างความเจ็บปวดและเรียกเลือดได้ไม่น้อยเลย เสือดสีแดงสดและกลิ่นคาวของโลหิตสีแดงนี้ สร้างความคึกคะนองให้กับคนที่นำมีดมาปักหลังดูจุนเสียจริง


ดูจุนที่ตกอยู่ในอาการตกใจ เมื่อได้สติจึงรีบวิ่งเข้าไปในป่าลึก



วิ่งอย่างไร้จุดหมาย



วิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด



ขณะที่ดูจุนกำลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตโดยหารู้ไม่ว่ามีโลหะแหลมคมและยาว เสียบคาอยู่ระหว่างต้นไม้สองต้น ด้วยความไม่ระวังทำให้ช่วงหน้าแช้งของดูจุนถูกคมโลหะเหล็กนั้นอย่างจัง



"อ้ากกกกกก!!"



ดูจุนหวีดร้องขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อนำมือไปสัมผัสบาดแผลก็รู้สึกถึงของเหลวสีแดงที่ไหลอยู่ แผลโลหะที่บาดลึกเข้าไปข้างในเพราะการที่ดูจุนวิ่งมาเร็งแล้วเจอกับโลหะคมแบบนี้ ทำให้แผลมันลึกจนเกือบถึงกระดูก



'ถ้าอยากรอด ก็เข้าไปในตึกร้างกลางป่า'



ทันทีที่นึกประโยคหนึ่งขึ้นได้ ดูจุนก็ลุกขึ้นและรีบวิ่งไปบริเวณที่ตนคิดว่าจะเป็นใจกลางป่า ความเจ็บจากบาดแผลสดๆ ทั้งกลางหลังและหน้าแข้งทำให้ดูจุนนั้นเจ็บเหลือเกิน แต่ในเมื่อต้องเอาชีวิตรอด ดูจุนจึงต้องฝืนวิ่งต่อไป



แต่บางทีนะ ก็คงไม่มีใครรู้ชะตากรรมตัวเองหรอกจริงมั้ย



'ตึกร้างกลางป่า'



'ตึกร้างกลางป่า'



'ตึกร้างกลางป่า'



ประโยคนี้ยังคงวิ่งวนอยู่ในหัวดูจุนไม่หยุด เมื่อไรค่ำคืนนี้จะผ่านไป เมื่อไรที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นสักที ผมไม่เคยตั้งตารอคอยแสงสว่างขนาดมากนี้



พระเจ้า...ได้โปรดเถอะ ผมขอชีวิตของผมอีกวันเถอะครับ

เมื่อดูจุนพูดจบก็ผล็อยหลับไป..



แสฃแดดอ่อนๆบอกถึงชีวิตวันที่สองของดูจุนได้เริ่มต้นขึ้น ร่างกายที่มีบาดแผลและความเมื่อยล้าต้องการอาหารเพื่อบำรุงเพื่อไปยังตึกร้าง แต่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องของดูจุนเลย



ดูจุนไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการกินและงีบหลับเป็นพักๆ พอพระอาทิตย์เขยิบขึ้นมาตรงกับหัวบ่งบอกว่าถึงเวลาที่จะไปหาตึกร้างกลางป่าสักที



สองข้างทางที่ประดับไปด้วยต้นไม้ต่างๆที่ต่างความสูงกันไป ทางที่ดูจุนกำลังเดินอยู่ไม่ใช่ทางที่มีคนหรือสัตว์เดินผ่านบ่อย ทำให้เส้นทางที่เดินไปนั้นไม่ราบเรียบ มีทั้งพงไม้พงหญ้าเกะกะขวางทางเต็มไปหมด


สิ่งที่ดูจุนคิดว่าเมื่อถึงตึกร้างแล้วจะรอด...บางทีมันอาจเป็นกับดักก็ได้นะ


ในที่สุดยุนดูจุนก็เจอตึกร้างสภาพทรุดโทรมที่ตั้งตระหง่านอยู่ มีเพียวรั้วเหล็กล้อมรอบไว้ ดูจุนเดินเข้าไปสำรวจในตึกนั้น สภาพภายในตึกก็ไม่มีอะไรอย่างที่คิด


จนเมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ดูจุนที่นอนเล่นอย่างไร้ความกังวลเพราะคิดว่าเมื่อตึกร้างแล้วตนจะรอด



ครืด ครืด



เสียง...เสียงของอะไร ?




ครืด ครืด


ดูจุนที่นอนอยู่เริ่มหวาระแวงจึงลุกขึ้นมานั่งแล้วมองไปรอบๆบริเวณที่ตนอยู่



ครืดดด ครืดดด


เสียงที่ดังขึ้น และยังดังขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนจะเข้ามาใกล้ดูจุนมากขึ้นทุกขณะ


เงาดำที่ปรากฎอยู่เบื้องหลังของดูจุนโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ในตึกนี้ไม่ได้มีแค่ยุนดูจุนเพียงคนเดียว


ทันใดนั้นเงาดำที่อยู่ข้างหลังดูจุนได้เงื้อมมือชึ้นพร้อมของมีคมในมือหงายที่จะปลิดชีวิตดูจุน เพียงเสี้ยววินาทีที่ดูจุนกำลังจะหันไปมอง ทำมห้เงาดำเงานั้นต้องหยุดสิ่งที่จะทำและหายเข้าไปในความมืด


สายตาที่ปรับได้กับความมืด กวาดสายตาไปเห็นขวดน้ำและกล่องอาหารอยู่ข้างหน้า ในไม่ช้าร่างของดูจุนก็เดินเข้าไปถือวิสาสะหยิบกินทันที


"อา...ที่บอกว่ามาตึกร้างแล้วจะรอดเพราะงี้หรอ"


กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง ยุนดูจุนที่มีความสุขได้ไม่นานกลับเงียบไป ..

ไม่มีเสียงลมหายใจที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตของดูจุนอีกต่อไป


"นายคงทำเงินก้อนใหญ่ให้ฉันได้แน่ๆ..ยุนดูจุน"

เสียงๆหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของดูจุน



ผมยังคงเข้าไปบริษัทยงกุนอยู่ทุกๆวันเพื่อติดตามความเป็นไปของดูจุน วันนี้ก็เช่นกัน ผมกำลังเดินเข้าบริษัทยงกุนเพื่อรับรู้ข่าวของดูจุน



"คุณรันโชครับ เราพลคุณดูจุนแล้ว"

พนักงานชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผมและพูดขึ้น


"จริงหรอครับ!? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน!!?"


พนักงานชายเดินนำผมเข้าไปยังเตียงเข็นเหมือนที่โรงพยาบาลใช้กัน แต่ทำไมถึงมีผ่าสีขาวคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าของคนที่นอนอยู่แบบนี้ล่ะ



เหมือนคนตายเลย...



"คุณดูจุนถูกวางยาในอาหาร ทำให้เสียชีวิตครับ"


"ไม่...คุณดูไม่ผิดแน่นะครับว่าเขาตายแล้ว"


ผ้าสีขาวถูกเปิดขึ้นหลังที่ผมพูดจบ ร่างที่นอนไร้วิญญาณอยู่บนเตียงนี้คือดูจุนจริงๆ

แผลตรงหน้าแข้งทั้งสองข้างเหวอะหวะเน่าเฟะ แผลกลางหลังที่ถูกมีดแทงซะลึกจนน่าใจหาย


ผมไม่มีโอกาสคุยหรือบอกรักเขาอีกแล้ว. . .


ในชีวิตมนุษย์ทุกคนอาจจะต้องสูญเสียคนที่คุณรักไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง รักษาพวกเขาให้ดีๆ



อ้อ..ถ้าญาติของคุณหาย อยากตามหาล่ะก็ บริษัทยงกุนยินดีให้บริการครับ :)
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » พุธ 31 ก.ค. 2013 6:17 am

เรื่องแอบชอบ

โดย เด็กฟันห่าง


ณ โรงเรียนสหศึกษาแห่งหนึ่ง

เด็กสาวมอต้นน่าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังนั่งกินข้าวกลางวันกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน หูของเธอฟังที่เพื่อนๆพูดแต่สายตาของเธอนั้นกลับจ้องมองไปยังโต๊ะอีกฝั่งหนึ่งที่มีชายหนุ่มรุ่นพี่นั่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ

“แอบมองพี่เคนอีกแล้วหรอแก” เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆเธอได้ถามขึ้น เธอจึงรีบละสายตากลับมามองข้าวในจานต่อพร้อมตอบไปว่า “ป่าวน้ะแก-//-” เป็นอย่างนี้ทุกวันที่เด็กสาวคนนี้แอบมองชายหนุ่มรุ่นพี่อยู่ตลอดเวลา

สวัสดีผู้อ่านทุกคนฉันชื่อ’พู่กัน’ปัจจุบันเรียนอยู่ม.3ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้ๆบ้าน จากที่เกริ่นไปข้างบนทุกคนคงรู้กันหมดแล้วว่าฉันแอบชอบรุ่นพี่อยู่ -//- เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า
...
ย้อนกลับไปตอนมัธยมศึกษาปีที่1 เด็กสาวคนหนึ่งนั่งทำการบ้านอยู่ร้านดอกไม้ของคุณแม่ของเธอ และเฝ้ามองคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเป็นบางครั้ง เด็กสาวคนนั้นคือ พู่กัน เธอทำเช่นนี้ทุกวัน จนวันหนึ่งระหว่างที่เธอทำการบ้านอยู่นั้นเธอได้เงยหน้าขึ้นมามองผู้คนที่เดินไปมาและสายตาของเธอก็ไปเจอะกับร่างสูงร่างหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินผ่านไป
คนที่เด็กสาวกำลังมองนั้นก็คือเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนมอปลายโรงเรียนเดียวกับเธอเอง ชายหนุ่มคนนั้นมีรูปร่างสูงผิวสีเข้มนิดๆจมูกโด่งเป็นสัน ในจังหวะนั้นชายผู้นั้นก็เลยหน้าขึ้นมาราวกับรุ้ว่ามีใครกำลังมองอยู่ เด็กสาวจึงรีบก้มหน้าลงและพอเธอเงยหน้าไปอีกครั้งก็พบว่าเค้าได้เดินผ่านไปแล้ว

“แม่!!!!หนูเจอเนื้อคู่” เด็กสาวตะโกนบอกแม่เสียงดังพร้อมชี้ไม้ชี้มือ

โป๊กกกกก!! @_@ “แก่แดดน่าลูกคนนี้” ผู้เป็นแม่พูดพร้อมเดินไปจัดดอกไม้ต่อ ส่วนเด็กสาวก็ได้แต่นั่งยิ้มอย่างเพ้อฝัน
นับแต่วันนั้นพู่กันก็เฝ้ามองชายหนุ่มทุกๆวันนี้


ปัจจุบันฉันก็ยังคงแอบมองเขาเหมือนเดิม “พี่เคน” รุ่นพี่ม.6 ผู้แสนน่ารักนิสัยดีเฮฮาน่ารักเฟรนลี่~~
3 ปีแล้วที่ฉันได้แต่แอบมองพี่เค้าอยู่อย่างนั้นแม้ว่าจะเคยพูดคุยกันบ้างแต่ก็น้อยมากเพราะพู่กันรู้สึกเขินอายทุกครั้งที่ได้เจอใจมันเต้นตึกๆตักๆราวกับจะหลุดออกมาส้ะให้ได้ ฉันเป็นแบบนี้ทุกครั้งจนเพื่อนๆรู้ว่า’ฉันแอบชอบพี่เคน’
เวลาฉันนั่งมองพี่เคนเพื่อนๆต่างล้อจนพี่เคนรู้ตัวว่าฉันชอบ ตอนแรกที่พี่เคนรู้ฉันกลัวมาก กลัวว่าเค้าจะรำคานเด็กอย่างฉัน
แต่เปล่าเลย เค้ากลับยิ้มให้ฉันทุกครั้งที่ได้เจอ ทักทายฉันบ้างนิดหน่อย ฉันคิดว่าฉันชอบคนไม่ผิดเลย;)
วันนี้เป็นวันเกิดของฉันเอง ซึ่งฉันก็ไปเรียนตามปกติ


“แกกกกกก วันนี้ฉันมีเซอร์ไพรส์แกด้วยแหล้ะคิ้คิ้” มายมิ้นเพื่อนรักของฉันอีกคนพูดขึ้นขณะเข้าแถว

“เซอร์ไพรส์อะไรของแก?”ฉันถามพร้อมขมวดคิ้วเป็นปมด้วความสงสัย

“โห้ เพื่อนบ้าถ้าบอกก็ไม่เซอร์ไพรส์ดิ เดี๋ยวตอนเที่ยงก็รู้เองแหล้ะ” มายมิ้นพูดพร้อมทำหน้าทำตากวนๆ

ฉันก็ได้แต่พยักหน้า หงึกๆ และเดินแถวขึ้นห้องตามปกติ ซึ่งวิชาของคาบเช้าก็น่าเบื่อเป็นปกติทุกวัน-0-
และแล้วตอนกลางวันก็มาถึงฉันนั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อนเช่นเคยทุกๆวัน

“แฮปปี้เบิดเดย์ทูยู แฮปปี้เบิดเดย์ทูยู สุขสันต์วันเกิดน้ะครับน้องพู่กันมีความสุขมากมากน้ะครับเรียนเก่งๆ^^”

อ้ายยยยยยย ให้ตายเถอะนี่ฉันฝันไปหรือป่าวเนี้ย พี่เคนถือเค้กวันเกิดพร้อมร้องเพลงแฮปปี้เบิดเดย์มาให้ฉัน

“เอ่อออออ ขอบคุณมากค้ะพี่เคน-//-” ฉันพูดเขินๆ น้ำตาก็พาลจะไหลออกมา TT ฉันดีใจจริงๆน้ะ

“ไม่เป็นไรครับพี่ยินดี;)” พี่เคนพูดอมยิ้มแล้วเดินไปที่โต๊ะของตัวเอง

“เป็นไงแกเซอร์ไพรส์ป้ะ><” มายมิ้นพูดขึ้นพร้อมฉีกยิ้มกว้าง

ฉันกอดมายมิ้นและปล่อยโฮออกมาทันที “ขอบใจมากน้ะแกขอบใจแกมากมากเลยน้ะTT><” แล้วพวกเราก็นั่งกินเค้กกันอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนฉันน้ะหรอ ฮึๆก็นั่งแอบมองพี่เคนเหมือนเดิม(พี่เค้าน่ารักจัง<3)

ชีวิตฉันดำเนินไปตามปกติทุกวันคือการไปเรียนแอบมองรุ่นพี่ที่ชอบ เล่นและพูดคุยกับเพื่อนจนเกือบลืมไปว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบมอต้นแล้ว และถ้าเป็นอย่างนั้นก็หมายความว่าพี่เคนก็ต้องจบมอหกเช่นเดียวกัน

มานั่งคิดแล้วก็ใจหายน้ะ แล้วเทอมหน้าฉันนั่งแอบมองใครฉันจะกรี้ดใครจะใจเต้นกับใคร คงไม่มีใครพี่เคนของฉันอีกแล้วล้ะ

“จะเรียนจบแล้วไม่คิดบอกชอบพี่เคนบ้างอ่อกัน” มายมิ้นถามขึ้นขณะที่กำลังกินขนม

“ฉันไม่กล้าว้ะแก ฉันกลัวว่าเค้าจะไม่ชอบฉันว้ะ” ฉันตอบไปพร้อมทำหน้าจะร้องไห้

“แกกลัวอะไรว้ะกัน แกเคยบอกฉันไม่ใช่หรอ ว่าแกชอบพี่เคนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนี่เค้าก็จบไปเรียนที่อื่นอยู่แล้วถ้าแกไม่บอกตอนนี้แกจะตามไปบอกเค้าที่มหาลัยหรือไงห้ะ!!! จะทำอะไรก็รีบทำเหอะแกก่อนทุกอย่างมันสายไป” มายมิ้นพูดพร้อมเคี้ยวขนมตุ้ยๆ

พอกลับมาบ้านฉันก็มานั่งคิดแล้วคิดเองว่าจะทำอย่างไรดี และนึกขึ้นได้ว่าวันที่ 3 กุมภาเดือนหน้านี้จะวันเกิดพี่เคน
ฉันนึกออกแล้วล้ะว่าจะบอกชอบพี่เคนตอนไหนดี><

ตอนนี้ฉันอยู่เดอะมอล์ค้ะกำลังเดินเลือกของขวัญวันเกิดให้พี่เคนเพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดพี่เคนแล้ว
ฉันเดินเล่นไปเรื่อยๆดูของนู่นนี้ก็ยังไม่ถูกใจสักอย่าง จนสายตาไปเจอะกับตุ๊กตาเต่าหน้าตาเศร้าๆตัวหนึ่ง พอมองไปมองมาแล้วรู้สึกว่าเต่าตัวนี้น่าตาคล้ายๆพี่เคนเลย เพราะมันตาเศร้าๆและตัวออกเข้มๆ ฉันจึงตักสินใจซื้อตัวนี้และสั่งเค้าห่อทันที

แล้ววันนี้ก็มาถึงวันเกิดพี่เคนวันที่ฉันจะบอกรักพี่เคนวันที่ฉันจะเปิดเผยความรู้สึกตัวเองออกไป

“แกฉันว่ามันจะดีอ่อว้ะฉันกลัวว้ะTT”ฉันพูดพร้อมเกาะแข้งเกาะขามายมิ้นที่กำลังจะเดินไปเรียกพี่เคนออกมาจากเพื่อนๆ

“เห้ยย แกอย่ากลัวตอนนี้ได้ป้ะคนกำลังจะเดินเกม” มายมิ้นพูดพร้อมสะบัดแขนฉันแล้วเดินไปเรียกพี่เคนออกมา
พอพี่เคนเดินออกมาฉันจึงยืนกล่องของขวัญออกไปให้พร้อมพูดรัวๆไปว่า

“สุขสันต์วันเกิดน้ะพี่เคนมีความสุขมากมากน้ะค้ะ คือกี้มีเรื่องจะบอกพี่เคนน้ะคือว่ากี้ชอบพี่เคนมากชอบนานแล้วก็แค่อยากบอกให้พี่เคนรู้เฉยๆเพราะพี่เคนจะจบแล้วยังไงก็ขอบคุณที่รับฟังค้ะ><”

“ขอบคุณมากน้ะครับ ไม่ต้องร้องไห้น้ะคนเก่ง” พี่เคนพูดพร้อมลูบหัวฉันเบาๆ

น้ำตาฉันไหลทันทีหลังจากที่เดินออกมาจากพี่เคน ฉันรู้ดีใจที่ได้พูดออกไปและพี่เคนรับฟังแม้ว่าจะทำได้แค่พูดก็ตาม
หลังจากวันนั้นมาทุกอย่างก็เป็นปกติเหมือนเดิม วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายแล้วพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาเรียนแล้ว
พรุ่งนี้และวันต่อๆไปคงไม่ได้เจอพี่เคนแล้ว วันนี้มีงานเลี้ยงส่งพี่ม.6 ฉันเดินเอาดอกไม้ไปให้พี่เคนพร้อมบอกกล่าวคำลาและคำอวยพร “กันขอให้พี่เคนสอบเข้ามหาลัยที่ฝันให้ได้น้ะ พี่เคนดูแลตัวเองดีๆน้ะต่อไปคงไม่ได้เจอกันบ่อยๆอีกแล้ว”

“ขอบคุณน้ะ เราก็ด้วยล้ะ” พูดเคนพูดพร้อมยิ้มและเดินหันหลังไป ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ชอบพี่เคนแม้ว่าพี่เคนจะไม่ชอบฉันก็ตาม

“อีพู่กันนนนนนนนนนนนนนนนไปกินหมูกะทะกันเถอะ” มายมิ้นพูดพร้อมลากแขนฉันออกจากหอประชุม ฉันหันไปมองพี่เคนเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมยิ้มทั้งทั้งน้ำตาและหันหลังเดินจากมา.
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 10:40 am

เรื่องสั้น ข้าวกล่องของยาย

โดย นางสาวธันยพร เมืองเจริญ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔/๙


1_display.jpg
1_display.jpg (38.77 KiB) เปิดดู 4549 ครั้ง




“นักเรียนดีเด่นประจำปีการศึกษา2539 ได้แก่ นางสาวสายฝน เกื้อกูลอาศัย ขอเชิญมารับรางวัลที่บนเวทีครับ”พิธีกรในงานกล่าวขึ้น

“ยินดีด้วยนะ ฝน ฉันคิดแล้วว่าต้องเป็นเธอ”เพื่อนสนิทในกลุ่มของเธอพูดขึ้น

“ขอบใจจ๊ะ”เด็กสาวได้กล่าวขอบคุณ พร้อมเดิมตรงไปเวที เพื่อไปรับรางวัลด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอย่องน่องเดินแบบผู้มีมรรยาทและรับรางวัลด้วยใบหน้าที่ระบายยิ้มออกมา

“ขอเชิญ กล่าวอะไรสักเล็กน้อยเพื่อเป็นกำลังกับเพื่อนที่อยากขึ้นมารับรางวัลนักเรียนดีเด่นบ้าง” ครูที่เป็นพิธีกรเชื้อเชิญ

“ต้องขอขอบคุณครูและเพื่อนๆทุกคนที่ให้กำลังกับดิฉันนะค่ะ ดิฉันเชื่อค่ะทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับรางวัลนี้ ขอให้ประพฤติปฏิบัติเป็นเด็กดีของพ่อ แม่ค่ะขอขอบคุณอีกครั้งนึ่งค่ะ” สายฝนนักเรียนดีเด่นได้กล่าวเคล็ดลับการเป็นนักเรียนดีเด่นอย่างว่าที่นางงาม

“ปรบมือ อีกครั้งหนึ่งครับ”พิธีกรที่มีความเป็นมืออาชีพกล่าวจบงาน

“ฝน ยินดีด้วยนะ”เพื่อนในชั้นแสดงความยินดีให้กับเด็กสาว

“ขอบคุณจ้า” น้ำเสียงใสของเธอขอบคุณเพื่อนด้วยอาการปลื้มใจออกไป

“ฝน นักเรียนดีเด่นไปกินกันเถอะ” “แหม พวกเธอก็”เพื่อนในชั้นต่างพากันแซวฝนเด็กสาวที่ได้เป็นนักเรียนดีเด่นประจำโรงเรียนกัน

เด็กสาวมีอาการขวยเขิน

“จ้าเดี๋ยวไปจ้า”เธอกล่าวออกไป และหาข้าวกล่องที่ยายหล่อนได้ทำไว้ให้

เหอะอะไรเนี่ยข้าวกับไข่ต้มพร้อมน้ำปลา แหวะไม่น่ากินเอาเลย เธอจึงโยนข้าวกล่องที่ยายทำด้วยความรักลงใส่ถังขยะที่อยู่ใกล้ๆห้องเรียน แล้วรีบลงไปซื้อข้าวที่โรงอาหารกินกับเพื่อน

หลังจากเลิกเรียนเธอก็ได้เดินกลับพร้อมกับเพื่อนในกลุ่มในละแวกใกล้บ้านกัน

“นี่ฝน เธอเห็นคุณยายที่กำลังเก็บขยะอยู่หรือเปล่าน่าสงสารเนอะ”เพื่อนที่เดินขนาบทางด้านซ้ายกล่าวขึ้น

“ลูกหลานก็ใจร้ายจริง ทิ้งให้ยายเก็บขยะหาเงิน”เพื่อนที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่มที่เดินด้านขวามือของเธอท้วงติง

“ฉันคิดว่าลูกหลาน เขาคงไม่ว่างมั้ง”ฝนเอ่ยวาจาออกไป

“บ้าเหรอให้ยายแก่ๆมาหาเงินเลี้ยงตัวเอง บ้าที่สุด ถ้าฉันเห็นลูกหลานเขานะจะไปสวดสักชั่วโมงเลยคอยดู” เพื่อนที่อยู่ด้านซ้ายมือกล่าววาจาขึ้น

“ฉันกลับก่อนนะ”ฝนกล่าวลาเพื่อนทั้งสอง

เมื่อถึงบ้าน บ้านของฝนมีลักษณะเป็นบ้านไม้ และผุพังตามกาลเวลา “ยาย ทำไมวันนี้ถึงไปเก็บขยะแถวทางกลับบ้านละ ฉันอายที่มียายเก็บขยะนะ”เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

“ยายขอโทษ ยายจะไม่ไปแถวนั้นอีกแล้ว”ยายพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“ดี งั้นหนูไปทำการบ้านก่อนละ”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เช้าวันใหม่

“ยายหนูไปก่อนนะ สวัสดีค่ะ”เธอพูดขณะสวมรองเท้านักเรียน

“เดี๋ยวก่อนลูกนี่ข้าวเช้าเอาไปกินที่โรงเรียนนะ”ยายนำกล่องข้าวยื่นส่งมาให้ฝน

“ไม่อ่ะ หนูกินที่โรงเรียนดีกว่าข้าวที่โรงเรียนน่ากินกว่าเยอะ”เธอตัดบทอันแสนไร้เยื่อใย

“เอาไว้กินตอนเที่ยงก็ได้นี่”ยายพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น

“ก็ได้ สวัสดีค่ะ” หล่อนรับข้าวกล่องมาอย่างไม่พอใจ

ในเวลาเที่ยง

“โฮ อาหารยายบิวน่ากินจัง ไอ้ที่มีเส้นยาวๆเขาเรียกอะไรเหรอ”เด็กที่ได้รับฉายาจอมตะกละพูดขึ้นมา

“ตายนี่ เธอไม่รู้จักอาหารจานนี้เหรอ บ้านนอกเสียจริง เขาเรียกว่า สปาเก็ตตีจ๊ะ”เด็กสาวที่มีหน้าตาสะสวยได้เอ่ยวาจานี้ขึ้นมา

“สปาเก็ตตีนี่เอง”เด็กสาวที่ตัวเล็กที่สุดในโรงเรียนที่มาจากโต๊ะอื่นมาร่วมวงกับเขา

“แล้วนักเรียนดีเด่นของเราล่ะ อาหารเที่ยงอะไรจ๊ะ”หล่อนเข้ามาย่นจมูกเพื่อมาดมข้าวกล่องอาหารกลางวันของฝ

น “ตายจริง เธอกินน้ำพริกกะปิกับปลาทูเหรอ หยี่สกปรก ไร้รสนิยมมาก” บิวเด็กสาวหน้าสวยแต่ใจยักษ์ได้พูดเสียบแทงจิตใจฝนผู้น่าสงสารไป

“บิว พอได้แล้วเธอพูดแรงเกินไปนะ หัดนึกถึงจิตใจคนอื่นบ้าง”เพื่อนของฝนที่แสนดีได้กล่าวท้วงขึ้น ส่วนฝนเธอได้ฟังคำพูดที่มาเสียบแทงมาจุกที่อก เหมือนตกนรกอยู่ในใจและทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาได้เพียงเท่านั้น

“ก็ได้ ไปก่อนนะยายนักเรียนดีเด่นแสนยาจก 555”บิวได้เดินออกพร้อมเสียงหัวเราะที่ดังเหมือนหวอรถพยาบาล

เพื่อนในกลุ่มของฝนได้ให้กำลังใจกับฝนว่าอย่าไปใส่ใจ

ในเวลาถัดมาหลังเลิกเรียนฝนได้ขอตัวกลับมาบ้านก่อน และเมื่อมาถึงบ้าน

“ยาย ไม่ต้องทำข้าวกล่องให้หนูอีกแล้วนะ หนูอายที่จะต้องเอาข้าวกล่องมาที่โรงเรียนเพื่อนในกลุ่มเขามีอาหารดีๆกินกัน แต่ทำไมครอบครัวเราถึงเหมือน ยาจกไม่มีอะไรกิน ยายตอบหนูมาสิ”เด็กสาวพูดน้ำเสียงที่น้ำตาคลอเบ้า

“ยาย ขอโทษยายมันไม่ดี ยายสัญญาว่าจะหาเงินมาซื้อข้าวดีๆให้หนู”ยายพูดน้ำเสียงอันสั่นเทา

เด็กสาวได้แต่ยืนดูและเข้าไปในห้องเพื่อไประบายอารมณ์ที่มาจากความเศร้าจากขั้วหัวใจ

ในเช้าวันต่อมาที่ทอแสงฟ้าใหม่อันสดใส แต่ในห้วงจิตใจนั้นกลับเศร้าเหมือนราตรีอันมืดมิด

“ยายหนูขอโทษที่หนูพูดแรงไปนะจ๊ะ”ฝนได้เดินออกมาจากห้องและขานชื่อยายไปทั่วบ้าน

“ยายไปไหนนะ ยายจ้ายาย”เธอคิดสงสัยว่าเช้าวันใหม่นี้จึงไม่เจอยาย

“งั้น หนูไปเรียนก่อนนะ” เธอได้เอ่ยวาจาก่อนออกจากบ้าน

ในช่วงพักเที่ยง “ฝนวันนี้เธอกินอะไรเหรอ”เพื่อนสนิทในกลุ่มได้กล่าววาจาขึ้นมา

“ฉันกินไม่ลง น่ะ”แต่จริงๆแล้วเด็กสาวยังคิดไม่ตกกับการไม่อยู่บ้านของยายในรุ่งอรุณ

“นี่เธอๆรู้ไหมว่ามีคนโดนรถชนด้วยล่ะ เห็นเขาว่าเป็นหญิงชราวัย60-70ปี มีมือข้างหนึ่งกำมือเงินไว้อยู่และมีกล่องข้าวที่แกซื้อหกอยู่ข้างๆแก”เด็กช่างเมาส์ในโรงเรียนนัดมาจับกลุ่มคุยกัน

“ยาย” ฉันรีบเดินมุ่งไปหน้าโรงเรียนทันที “ฝนไปไหน” เพื่อนหล่อนกล่าวท้วงขึ้น แต่ตอนนี้ฝนคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องไปหน้าโรงเรียนว่าหญิงชราคนนั้นเป็นคนที่คิดไม่ตกอยู่หรือเปล่า

“ขอเข้าไปหน่อยค่ะ”ฉันฝ่าฝูงชนเข้าไป ภาพที่เห็นตรงหน้าคือหญิงชราที่เธอเฝ้าคิดถึงมาตลอด

“ยาย ทำไมยายเป็นแบบนี้”ฉันได้เข้าไปสวมกอดผู้มีพระคุณในชีวิตของฉัน

“ยายทำตามสัญญาแล้วนะ นี่ข้าวกล่องนี่ยายทำมา”ยายยื่นถุงข้าวกล่องที่หกเกลื่อนกลาดมายื่นที่มือฉัน

“ไม่จ๊ะยาย หนูอยากให้ยายอยู่กับหนู ยายอย่าจากหนูไปนะ”ฉันกุมมือยายไว้และพูดด้วยน้ำเสียงน้ำตาคลอเบ้า

“ยายรักหลานนะ”ยายเอามือมาลูบที่หัวฉัน ฉันรับรูปจากความอบอุ่นที่ยายส่งผ่านจากมือมา

“กลับบ้านเรากันนะจ๊ะยาย”ฉันเอามือยายมาลูบที่หน้าและน้ำตาก็หรั่งรินมาห้วงลึกของจิตใจ

“จ๊ะ ยายคงต้องไปแล้ว หนูต้องเข้มแข็งนะ ยายรักหลานนะ ฝน.............หลาน ...............รัก”ยายเอามืออันสั่นเทามาลูบที่หน้าฉัน

“ไม่จ๊ะยาย เราต้องกลับบ้านไปด้วยกัน ยาย.......................ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆอึกๆยาย”เธอได้แต่เพียงกอดร่างที่ไร้วิญญาณไว้

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ขอบคุณเรื่องราวดีๆที่คุณนำมาถ่ายทอดนะค่ะ ปรบมือให้นักเขียนนามปากกา น้ำฟ้า กันหน่อยค่ะ”พิธีกรได้กล่าวจบงานการแถลงข่าวงานเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี2556 “ขอบคุณทุกกำลังใจในการช่วยสร้างสรรค์ผลงานของดิฉันนะคะ และขอขอบคุณยายที่มอบข้าวกล่องที่ทำให้ฉันมีอนาคตที่ดีจนถึงวันนี้ ขอบคุณจากใจจริงค่ะ"

การได้เรียนรู้และดำรงชีวิตมาด้วยความเข้มแข็ง และอยากให้ทุกคนจงทราบไว้ว่าชีวิตที่เราจะอยู่กับคนที่เรารักนั้นแสนสั้น เราควรแสดงความรักและตอบแทนพระคุณท่านจักดีกว่า ขอบคุณท่านผู้อ่านที่มาร่วมลุ้นและให้กำลังใจของชีวิตยาย หลานของเรากันนะคะ ถ้าไม่มีพวกท่านเราคงไม่มีโอกาสเสกมนต์อักษรมาเป็นเรื่องสั้นที่ทรงคุณค่าเรื่องนี้ได้ ขอขอบคุณจากใจจริงค่ะ

-------------------------------------------------
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 11:36 am

เรื่องสั้น เลือดภักดี

เขียนโดย แสงเพชร (นายเชษฐพงษ์ รัตนโชติ ม.๔/๙)


13919678321200472757.jpg
13919678321200472757.jpg (120 KiB) เปิดดู 4535 ครั้ง


พ.ศ. ๒๑๗๑ ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ท้องพระโรงแห่งกรุงศรีอยุธยา ข้าราชการเสนาอำมาตย์ ทหาร และ พระบรมวงศานุวงศ์ นั่งที่ประจำตำแหน่งของตนอย่างสง่างามและเรียบร้อย หลังจากสิ้นเสียงสวดพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ม่านสีแดงก็ค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ รัศมีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ เปล่งออกมาเยี่ยงแสงของสุริยายามเช้า กษัตริย์หนุ่มผู้นั้น ในมือถือมงกุฎสีทองอร่าม และค่อยๆสวมลงบนพระเศียรอย่างช้าๆ หลังจากสวมมงกุฎเสร็จแล้วนั้น เสียงในท้องพระโรงก็ดังขึ้นว่า

“ขอให้พ่ออยู่หัว สมเด็จพระเชษฐาธิราช จงทรงพระเจริญ”

สิ้นเสียงของผู้คนในท้องพระโรงแล้วนั้น สมเด็จพระเชษฐาธิราช จึงทรงแต่งตั้ง หลวงสรรเพชญ์ภักดี เป็น จมื่นสรรเพชญ์ภักดี และ พระยาศรีวรวงศ์ เป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ หรือ ออกญากลาโหม ทหารราชองครักษ์ส่วนพระองค์

หลังจากพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์สมบัติแล้วนั้น พระองค์ทรงเกรงว่าออกญากลาโหม จะคิดไม่ซื่อ คิดชิงราชบัลลังก์จากพระองค์ พระองค์จึงทรงตรัสกับทหารของพระองค์ใน ท้องพระโรงเล็กหลังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทว่า

“ข้าเกรงว่า ไอ้ออกญากลาโหม มันจะคิดไม่ซื่อต่อข้า ด้วยฝีมือมันนั้น ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใดในอโยธยาเลย มันอาจจะชิงราชบัลลังก์จากข้าเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว พวกเจ้าจงจับไอ้ออกญา มีชื่อนี้ ลูกเมีย แลโคตรของมัน ไปประหารเสียเถิด จะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อข้า”

ครานั้น จมื่นสรรเพชญ์ภักดี ได้ล่วงรู้แผนการนี้ ก็ได้เดินทางออกจากท้องพระโรงและได้หยุดพักที่วัดมุขราช แล้วได้เดินเข้าไปในพระอุโบสถอย่างช้าๆ และหยุดตรงที่หน้าพระประธานในพระอุโบสถ แล้วคุกเข่า ก้มหน้าด้วยความเสียใจ ที่พระเจ้าอยู่หัว คิดจะฆ่าสหายร่วมน้ำนมของตน เลือดแห่งความภักดีและความรักเพื่อนจึงฉีดขึ้นหน้า จนแดงกล่ำและได้เปล่งเสียงออกมาว่า

“พ่ออยู่หัว หาได้ตั้งอยู่ในครองสุจริตไม่ คิดจะสังหารสหายร่วมน้ำนมของลูก ไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อพระองค์แลราชบัลลังก์ ถ้าลูกอยู่เฉยๆ มิแจ้งความนี้แก่สหายของลูกแล้วไซร้ ลูกยังจะแบกหน้ากล้าพบใครได้อีกเล่า ลูกจำเป็นที่จะต้องตระบัดสัตย์ ต่อพ่ออยู่หัว เพื่อรักษาชีวิตสหายร่วมนมของลูกให้อยู่รอด ลูกขอพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์นี้ จงเป็นพยานด้วยเถิด”

สิ้นเสียงประกาศของจมื่นสรรเพชญ์ภักดีแล้ว ก็บังเกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นทั่วเจ็ดคุ้งน้ำ จมื่นสรรเพชญ์ภักดี จึงรีบวิ่งออกไปดู ปรากฏว่า ฟ้าได้ผ่าลง บนยอดปราสาท ของพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ จนหักสะบั้น นั่นหมายถึง ฟ้าได้แจ้งถึงเจตนารมณ์ของท่านจมื่นแล้ว


จมื่นสรรเพชญ์ภักดี ได้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะบอกเรื่องนี้กับสหายรักของท่านคือออกญากลาโหมว่าอย่างไรดี เพราะถ้าบอกต่อหน้า ก็เกรงว่าจะมีผู้จับพิรุธได้ เนื่องด้วยจมื่นสรรเพชญ์ภักดี ได้อยู่ในท้องพระโรงตอนที่พระเจ้าอยู่หัวทรงคิดจะสังหารออกญากลาโหม

เวลา ๒ ยาม ในคืนนั้น จมื่นสรรเพชญ์ภักดีจึงได้ตัดสินใจเขียนจดหมายลับ บอกไปยังออกญากลาโหม และสั่งให้ทหาร ถือจดหมายไปส่งให้ออกญากลาโหมโดยเร็วที่สุด

เมื่อทหารของจมื่นสรรเพชญ์ภักดีเดินทางมาถึงจวนของออกญากลาโหม ก็ได้มอบจดหมายลับ ให้แก่ออกญากลาโหม ออกญากลาโหมจึงเปิดจดหมายอ่าน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

“ จงดูแลรักษาตนให้สุขี
เพราะจะมีภัยร้ายเข้ามาหา
พ่ออยู่หัวคิดฆ่าท่านให้
เพราะคิดว่าท่านจะล้างชิงบัลลังก์
จะจัดการล้างวงศ์ท่านให้สิ้น
ทุกชีวินไม่เหลือรอดอย่าคาดหวัง
ในฐานะข้าเป็นสหายท่านจงฟัง
เขาชิงชังจงคิดหาทางหนีไป "

หลังจากอ่านจดหมายจบ ออกญากลาโหม ก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าพระเจ้าอยู่หัวที่ตนรักและบูชาเหนือสิ่งอื่นใด จะคิดร้ายต่อตนได้ถึงขนาดนี้ ทำให้ออกญากลาโหมต้องเอ่ยปากประกาศต่อหน้าฟ้าดิน ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดครึ้ม ซึ่งมีเสียงฟ้าผ่าและฝนที่ตกอย่างหนัก ว่า

“ในเมื่อพระองค์หวังจะสังหารกู คิดว่ากูจะแย่งชิงราชบัลลังก์ พ่ออยู่หัวคงอยู่ร่วมโลกกับกูมิได้ กูมิเคยคิดจะเป็นกษัตริย์เลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อพระองค์คิดกับกูเยี่ยงนี้ ก็อย่าหวังเลย ว่าจะเด็ดชีพกูได้”

ดึกคืนต่อมา จมื่นสรรเพชญ์ภักดี ได้นัดเจอกับ ออกญากลาโหม ที่วัดราชบูรณะ จมื่นสรรเพชญ์ภักดีจึงถามออกญากลาโหมว่า

“ท่านออกญา ท่านจะหนีไปที่แห่งหนตำบลใดรึท่าน”

“คนเยี่ยงข้ามิคิดหนีหรอก ข้าอยู่ที่อโยธยามาก็นาน จักให้ข้าหนีไป ข้าคงทำไม่ได้”

“ถ้าท่านออกญาไม่หนี อาจจะถูกพ่ออยู่สังหารได้นะท่าน”

“สังหารรึ พ่ออยู่หัว จะมิได้สังหารข้าแน่ เจ้าวางใจเถิด”

“อะไร ที่ทำให้ท่านมั่นใจเยี่ยงนั้นรึ ว่าพ่ออยู่หัวจะมิได้สังหารท่าน”

“ที่ข้ามั่นใจเช่นนั้นก็เพราะว่า ข้าเป็นถึงออกญากลาโหม ทหารในสังกัดข้า ก็ไม่ได้น้อยไปกว่า ทหารราชองครักษ์ของพ่ออยู่หัว เจ้าจงฟังนะสหาย คืนพรุ่งนี้ เพลา ๓ ยาม เจ้าจงนำกำลังของเจ้า ไปประจำอยู่ที่วังหลัง ส่วนข้าจะนำกำลังของข้าประจำอยู่ที่วังหน้า ข้าจะส่งสัญญาณด้วยการตีกลอง ถ้าเจ้าได้ยินกลองสัญญาณดังขึ้นเมื่อไหร่ เจ้าจงบุก เข้าตำหนักวังหลัง จับพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มารวมกันที่พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เข้าใจรึไม่สหายของข้า”

“ข้าจะทำตามที่ท่านแจ้งทุกอย่าง โปรดวางใจข้าเถิด”

ครั้นถึงเวลา ๓ ยาม ของคืนต่อมา กลองสัญญาณก็ดังขึ้น จมื่นสรรเพชญภักดี ได้นำกองกำลังบุกเข้าไปจับพระบรมวงศานุวงศ์ นำไปไว้ที่พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท สมเด็จพระเชษฐาธิราช จึงเอ่ยปากถามออกญากลาโหมด้วยความสงสัยว่า

“เจ้าล่วงรู้แผนการของข้าได้เยี่ยงไรรึ ออกญากลาโหม”

“ข้าล่วงรู้ได้เยี่ยงไร ก็หาสำคัญเท่าที่ท่านคิดจะสังหารข้าไม่ ข้ารับใช้แผ่นดินอโยธยา ด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดี แต่ท่านกลับคิดว่า ข้าจะแย่งชิงราชบัลลังก์ โคตรเง่าของข้ามาจากไหน ข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจของข้าดี การที่ข้าได้มียศมีตำแหน่งสูงถึงเพียงนี้ ข้าก็ดีใจแล้ว เพราะมันยาก ที่ในชีวิตคนๆหนึ่งจะได้มีโอกาส รับพระราชทานยศและตำแหน่งนี้ ถึงข้าจะมียศและตำแหน่งสูงเพียงใด แต่คนเยี่ยงข้ามิเคยคิดที่จะเป็นพระมหากษัตริย์เลยแม้แค่น้อย ท่านจงจำไว้เถิดว่า ข้าออกญากลาโหม ไม่เคยมักใหญ่ใฝ่สูงขนาดนั้น”

“ข้าขอโทษ ข้าไม่น่าคิดมิซื่อกับเจ้าเลย ข้านี่มันเขลาเสียงจริง แต่ถ้าสวรรค์ ได้กำหนด ให้ข้าหมดบุญเพียงเท่านี้ หลังจากข้าสิ้นบุญไปแล้ว เจ้าจงดูแลอโยธยาแทนข้าเถิด”

“ข้าไม่คิดจะเป็นกษัตริย์ แต่ข้าจะทูลเชิญพระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาของท่าน ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอโยธยาแทน ท่านมิต้องเป็นกังวลหรอก ข้าจะช่วยน้องของท่าน บำรุงรักษาพระนครเอง วางใจข้าเถิด ส่วนท่าน คงหมดบุญแต่เพียงเท่านี้ ข้าขอกราบถวายบังคมลา”

และในที่สุด สมเด็จพระเชษฐาธิราช ก็ถูกคุมตัวไปสำเร็จโทษ ที่วัดโคกพระยา รวมระยะเวลาการครองราชย์ของ สมเด็จพระเชษฐาธิราช ได้ ๘ เดือน

เช้าวันต่อมา ออกญากลาโหม ได้ทูลเชิญพระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาในสมเด็จพระเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์องต่อไป ปกครองกรุงศรีอยุธยา

“บัดนี้ สมเด็จพระเชษฐาธิราช ทรงเสด็จสวรรคตแล้ว เกล้ากระหม่อม เจ้าพระยากลาโหม
สุริยวงศ์ ขอทูลเชิญ พระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาในสมเด็จพระเชษฐาธิราช ทรงขึ้นรั้งตำแหน่ง เป็น พระมหากษัตริย์ ปกครองกรุงศรีอยุธยา ของเราด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 11:38 am

หลังจากสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ ทรงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ทรงแต่งตั้งให้ ออกญากลาโหมเป็นผู้สำเร็จราชการ

ครั้นพระอาทิตยวงศ์ ครองราชย์ได้ ๓๑ วัน จมื่นสรรเพชญภักดี ก็วิตกกังวล เพราะกลัวว่า
พระเจ้าอยู่หัวจะทรงปกครองบ้านเมืองไม่ได้ เนื่องด้วยพระองค์มีพระชันษาแค่ ๑๐ พรรษา พระองค์ทรงเล่นสนุกไปวันๆ ทำให้จมื่นสรรเพชญภักดี ต้องปรึกษากับออกญากลาโหม

“ข้าเห็นว่า พ่ออยู่หัว ทรงเด็กเกินไป ที่จะรับภาระครองราชบัลลังก์ ข้าจึงมีความคิดเห็นว่า ท่านควรทูลเชิญพ่ออยู่หัว ลงจากราชบัลลังก์”

“แล้วถ้าพ่ออยู่หัวลงจากราชบัลลังก์ ใครเล่าที่จะเหมาะสมที่จะครองบัลลังก์อีกเพราะพ่ออยู่หัวก็ยังทรงพระเยาว์ ยังไม่มีองค์รัชทายาทสืบสันตติวงศ์”

“ก็ท่านไง ท่านผู้สำเร็จราชการ ท่านเหมาะสมที่สุดแล้ว ที่จะครองบัลลังก์แผ่นดินนี้ ท่านเองก็มีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัยมาเหมือนกันมิใช่รึ”

“ก็จริงดั่งเจ้าว่า ข้าราชโอรสลับในสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่การที่ข้าจะครองราชสมบัตินั้น โดยใช้ชื่อราชวงศ์สุโขทัย เห็นทีจะดูมิเหมาะสม เนื่องด้วยข้ามิได้เป็นพระราชโอรสในพระอัครมเหสี ข้าเป็นเพียงลูกหญิงชาวบ้านธรรมดา เพราะฉะนั้นแล้ว ข้าจะมิใช่ชื่อราชวงศ์สุโขทัยเป็นอันขาด แต่ถ้าข้าจะต้องครองบัลลังก์จริง ข้าจะใช่ชื่อราชวงศ์ของข้าชื่ออันใด จึงจะเหมาะสม”

“ครั้งก่อน ท่านฝันเห็นปราสาททองอยู่ได้จอมปลวกมิใช่รึ ท่านก็จงนำสิ่งที่ท่านฝันอันเป็นมงคลนี้ นำมาตั้งเป็นชื่อราชวงศ์ของท่านเถิด ราชวงศ์ปราสาททอง”

“ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะมาก ราชวงศ์ปราสาททอง ข้าเห็นพ้องด้วยกับเจ้า”

๗ วันต่อมา ออกญากลาโหม และจมื่นสรรเพชญ์ภักดี ได้ทูลเชิญพระอาทิตยวงศ์ กษัตริย์เด็ก ลงจากราชบัลลังก์ รวมระยะเวลาการครองราชย์ของ พระอาทิตยวงศ์ ได้ ๓๘ วัน และจมื่นสรรเพชญ์ภักดี ได้เชิญ ออกญากลาโหม ปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์

เช้าวันต่อมา ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระราชพิธีปราบดาภิเษก ก็เริ่มต้นขึ้น

เสียงแตรสังข์ดังขึ้นด้วยความไพเราะ ม่านสีแดงก็ค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ รัศมีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ เปล่งออกมาเยี่ยงแสงของสุริยายามเช้า กษัตริย์ใหม่ผู้นั้น ในมือถือมงกุฎสีทองอร่าม และค่อยๆสวมลงบนพระเศียรอย่างช้าๆ หลังจากสวมมงกุฎเสร็จแล้วนั้น เสียงในท้องพระโรงก็ดังขึ้นว่า
“ขอให้พ่ออยู่หัว สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง จงทรงพระเจริญ”

สิ้นเสียงสรรเสริญของเหล่าข้าราชวังในท้องพระโรง ปฐมบรมราชโองการ ก็ได้ถูกเปล่งออกมาจากพระโอษฐ์กษัตริย์ใหม่ผู้นี้ว่า

“ข้า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ปฐมแห่งราชวงศ์ ปราสาททอง ขอขอบใจพวกเจ้าทุกๆคนที่อยู่ ณ ท้องพระโรงแห่งนี้เป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือ เป็นห่วงและหวังดีกับข้า ข้าขอให้พวกท่านทั้งหลาย จงช่วยข้าปกครอง ดูแล ประชาราษฎร สมณะ ชีพราหมณ์ ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข สืบไป และข้าขอแต่งตั้ง จมื่นสรรเพชญ์ภักดี สหายรักของข้า ที่ช่วยเหลือข้ามาตั้งแต่ครั้งแผ่นดินของ สมเด็จพระเชษฐาธิราชขึ้นเป็น พระยาราชภักดี เจ้ากรมพระคลังมหาสมบัติ แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า”

หลังเสร็จพระราชพิธีปราบดาภิเษกแล้ว พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯ เรียกพระยาราชภักดีให้มาเข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งมังคลาภิเษก

“ข้าขอขอบใจเจ้าเป็นยิ่งนัก พระยาราชภักดี ถ้าครั้งนั้นเจ้ามิได้บอกข้า ถึงแผนการของพ่ออยู่หัวสมเด็จพระเชษฐาธิราช ข้าก็อาจจะถูกสังหารไปแล้ว ข้าดีใจเป็นยิ่งนัก ที่มีเจ้าเป็นเพื่อน เป็นมิตรแท้ หากชีวิตข้าไม่มีสหายที่รักข้าด้วยใจจริงเยี่ยงเจ้าแล้วไซร้ ข้าคงไม่ได้อยู่จนถึงป่านนี้ ข้าขอบใจเจ้ามากนะ พระยาราชภักดี”

สิ้นเสียงตรัสของพระเจ้าอยู่หัว ทำให้พระยาราชภักดี กลั้นน้ำตาของตนไว้ไม่อยู่ จึงเอ่ยปากออกไปด้วยความปิติเป็นอย่างมาก ว่า

“เป็นบุญของข้าพระองค์ยิ่งนัก ที่เคยมีโอกาสช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากผองภัย ชาตินี้ข้าพระองค์จะขอภักดีต่อท่านจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่ ข้าพระองค์จะไม่ให้ภัยใด มากล่ำกลายพระองค์แม้แต่น้อย และคนทั่วแผ่นดินอโยธยา จะต้องยินดีเป็นยิ่งนัก ที่พวกเขามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงห่วงใย
พวกเขามากกว่าสิ่งอื่นใด ข้าพระองค์ ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่า เลือดแห่งความภักดีในตัวข้าพระพุทธเจ้าทุกหยด จะขอพลีให้แก่พระองค์ และราชวงศ์ปราสาททอง พระพุทธเจ้าข้า”

จบบริบูรณ์
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 3:51 pm

เรื่องสั้น "จิ้งจอก" เขียนโดย นางสาวสุธิดา ศรีวิชัย

fox4.jpg
fox4.jpg (83.9 KiB) เปิดดู 4510 ครั้ง


"หวา..เดินมาจนจะถึงยอดเขาอยู่แล้วไม่เห็นจะมีสักตัวเลยแหะ.."

[ฟุบ] เสียงบางอย่างกระทบกิ่งไม้

"อะ..อะไรนะ" ง้างธนูก่อนหางตาของฉันจะเหลียบไปเห็นหางปริศนา

"เสร็จฉันละ...ปีศาจจิ้งจอก!"

"โอ้ย!!" เสียงดังขึ้นหลังจากยิงลูกธนูไปแล้วฉันตัดสินใจเดินไปหาเสียงนั้น

"...." ฉันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเธอหน้าตาน่ารักมากเหมือนว่าเธอจะโดนลูกธนูของฉันปักเข้าที่ขาของเธอ

"อื้อ..อ.." หญิงสาวคนนั้นครางเสียงสั่นพลางกุมขาที่มีลูกธนูปักอยู่นั้นด้วยความเจ็บปวด

"ข..ขอโทษนะ..ฉันแค่นึกว่าปีศาจจิ้งจอกนะ.." ฉันช่วยเธอเอาลูกธนูออกมาแต่มันแลกกับความเจ็บปวดของเธอธนูที่เสียบทะลุขาและมันก็กำลังออกมาจากขาของเธอด้วยเเรงดึงของฉันเอง

เสียงร้องดังลั่นป่าฝูงนกต่างตกใจบินหนีไปในภูเขาสูงใหญ่มีเพียงฉันและหญิงสาวที่บาดเจ็บจากลูกธนูตอนนี้ฉันใช้ผ้าพันขาให้เธอแล้วแต่เธอก็ยังเดินไม่ได้ในทันที

"แข็งใจไว้นะฉันจะพาเธอไปรักษาที่บ้านของฉัน" ฉันพยายามอุ้มหญิงสาวขึ้นมาแต่เหมือนเธอจะไม่อยากให้ฉันอุ้มซักเท่าไหร่

"บ้าน...บ้านของฉัน.." เธอชี้ไปยังบ้านเล็กๆหลังหนึ่งที่ตั้งบนเขาฉันมองบ้านหลังนั้นสักพักก่อนจะอุ้มเธอไปที่ๆเธอเรียกว่าบ้าน

"ฝนตก..?" ฉันเงยหน้ามองฝนกำลังตกและพายุก็เริ่มก่อตัวแล้วด้วยฉันรีบวิ่งไปหลบที่บ้านของเธอได้ทันก่อนจะโดนฝนตกชุดใหญ่

"ไม่เป็นไรนะ" ฉันมองหญิงที่กำลังมองฉันไม่ละสายตา

"ช่วยฉันทำไม?" หญิงสาวเอียงคอมองฉัน

"ก็เธอบาดเจ็บนี่น้า..ไม่ช่วยก็เเย่เลยสิ" ฉันยิ้มให้เธอด้วยความเต็มใจแต่เธอกลับประหลาดใจกับรอยยิ้มของฉัน

"แล้วถ้าปีศาจจิ้งจอกบาดเจ็บละ?" เธอถามฉันอีกครั้ง

"ปีศาจรักษาตัวมันเองได้เพราะงั้นมันบาดเจ็บได้ไม่กี่วิแผลมันก็จะหายไปภายในไม่กี่วิเหมือนกัน" ฉันพูดจบเธอกลับกลั้นขำ

"ขำอะไรของเธอ.." ฉันหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยเพราะไม่ชอบคนขำเวลามองหน้าฉันน่ะสิ

"คิก...เธอไปรู้เรื่องพวกนั้นมาจากไหน.." เธอพยายามไม่ขำออกมาพลางถามฉันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอีกด้วย

"เพราะฉันเป็นนักล่าปีศาจไงละถ้าเจอก็ต้องลากกลับไปที่หมู่บ้านนั้นละเฮียเเกจะได้เลื่อนขั้นให้ฉันเป็นขุนนางสักที" ฉันเอนตัวลงนอนบนพื้นไม้ที่สะอาดเอียมถึงบ้านจะเล็กแต่ข้างในบ้านใหญ่และสะอาดมากๆด้วยเธอเป็นคนทำมันทั้งหมดสินะ

".......งั้นหรอฉันจะตั้งหน้าตั้งตารอดูวันที่เธอได้รับเกียรตินั้นนะ....." เธอยิ้มน่ารักออกแสดงถึงความภักดี

"ชั้นลูน่าแล้วเธอละ" ชั้นเเนะนำตัวก่อนจะถามชื่อของเธอ

"มายด์" เธอยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นไปทำของว่างให้ฉันส่วนขาของเธอนั้น...หายเป็นปกติ...


ฉันเริ่มเอะใจขึ้นมาว่าเธออาจจะไม่ใช่มนุษย์อย่างเราก็เป็นได้ฉันตัดสินใจเสียมารยาทแอบตามเธอไปที่ห้องครัวสิ่งที่ฉันได้เห็นเหมือนเธอกำลังร่ายเวทย์อะไรบ้างอย่างลงไปในจานของว่างของฉันในหัวของฉันตอนนี้มันบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเธอคนนี้แหละแม่จิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์


“อดใจรอของว่างไม่ไหวเหรอ?” มายด์ส่งยิ้มมาให้ฉันโดยที่ฉันนั้นกำลังคิดจะจับเธอไปส่งสำนักอย่างไรดี

“อ่ะ! อะ..อะไรเหรอ?” ฉันตั้งสติก่อนจะมองมายด์กลับก่อนที่มายด์จะใช้ฝ่ามือนุ่มๆของเธอมาแตะที่หน้าผากของฉันมันรู้สึกอุ่มอย่างบอกไม่ถูกและเหมือนฉันจะลืมเรื่องเวทย์มนต์เมื่อกี้ไปเลยมายด์ไม่พูดอะไรทั้งนั้นเราทั้งคู่ต่างนั่งทานของว่างอย่างเงียบๆมีบางจังหวะที่เราได้สบตากันแต่ก็มองกันได้ไม่กี่วินาทีเท่าไหร่ตกเย็นมายด์ได้มาส่งฉันถึงตีนเขาเธอยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรฉันก็อดยิ้มกลับให้เธอไม่ได้ก่อนฉันจะเอ่ยขอบคุณแล้วแยกย้ายกันตรงนั้นเลย

ฉันกลับมาบ้านทำธุระของฉันพร้อมที่จะเข้านอนฉันมักจะชอบเขียนไดอารี่ทุกคืนก่อนนอนฉันนึกถึงเรื่องราวของวันนี้วันที่เจอหญิงสาวแสนสวยเส้นผมสีเงินราวกับหิมะดวงตากลมโตคล้ายอัญมณีเม็ดใหญ่นัยต์ตาสีอเมทิสส่องสว่างราวกับแสงจันทร์จะว่าไปก่อนหน้านี้เหมือนว่าเธอจะลงเวทย์มนต์อะไร

บางอย่างให้ฉันทานฉันรู้สึกกังวลทันทีมันอาจเป็นคำสาปของเธอหรือไม่ก็เป็นยาพิษที่จะออกฤทธิ์เร็วๆนี้ฉันคิดเรื่องเวทย์มนต์ที่เธอร่ายมันลงไปจนเลยเวลานอนของฉันฉันตัดสินใจออกจากบ้านไปหาปีศาจจิ้งจอกตนนั้นแน่นอนว่าฉันไม่ลืมอุปกรณ์จับปีศาจไปหรอกก่อนตายฉันขอจับเธอเข้าสำนักก่อนละกัน !

ฉันวิ่งไปจนถึงหน้าบ้านของเธอก่อนจะแอบเข้าบ้านของเธอไปโดยพลการฉันรู้ว่าฉันเป็นนักย่องเบาที่สุดในหมู่บ้านรับรองว่ายัยปีศาจนี้ไม่ได้ยินแน่ฉันใช้เชือกที่เตรียมมาทำการมัดข้อมือของเธอ

“ลูน่า?” มายด์ที่นอนอยู่ได้ลุกขึ้นมาเห็นฉันกำลังจะมัดข้อมือเธอพอดีฉันตกใจที่เธอหูไวได้ขนาดนี้ก่อนจะคลายเชือกที่กำลังมัดอยู่แล้วโยนทิ้งทันที

“อ่ะ สวัสดีนะมายด์” ฉันยิ้มกลับการกระทำเมื่อสักครู่แต่เหมือนมันจะไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่


“สวัสดีนะ” มายด์ยิ้มตอบ เอาจริงดิเฮ้ย! เธอนี่ใสซื่อเกินไปหรือเปล่าเธอทำหน้ามึนๆงงๆแบบคนเพิ่มตื่นแต่เหมือนปฏิกิริยาของเธอจะไวมากกว่าปีศาจจิ้งจอกตนอื่นที่ฉันเคยพบไหนๆก็คุยกันนอกเรื่องแล้วขอเนียนไปเลยแล้วกัน

“ฉ..ฉันนอนไม่ค่อยหลับน่ะ” ฉันเอ่ยออกไปเสียงสั่นแบบนี้ยังเนียนได้อยู่ไหมนะ

“มาสิ” มายด์เขยิบที่นอนให้ฉันก่อนจะยิ้มแย้มแบบทุกทีนี่สรุปเนียนจริงๆใช่ไหมเธออาจเป็นปีศาจจิ้งจอกที่โง่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยก็ได้ฉันลงไปนอนข้างๆเธอโดยดีที่นอนของเธอถึงจะเป็นฟูกที่นอนเล็กๆเตี้ยๆแต่กลับนุ่มน่านอนเหลือเชื่อ

“เธอจำฉันไม่ได้เหรอ?” มายด์เอ่ยขึ้นเบาๆฉันรู้ว่าฉันหลงกลเธอเข้าแล้วฉันไม่มีแรงลุกเลยแม้แต่น้อยได้แต่นอนมองมายด์ให้พูดต่อไป

“ฉันเองเพื่อนรักของเธอยังไงละ” มายด์เอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มให้ฉันฉันได้ยินคำนั้นก่อนจะหลับไปโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยเวทย์มนต์ที่เธอร่ายมามันกำลังทำให้ฉันมองเห็นอดีตของเธอผ่านทางความฝันของฉันและเรื่องราวมันก็กำลังดำเนิน

จิ้งจองสาวนางหนึ่งกำลังวิ่งหอบลูกน้อยของเธอให้พ้นกลุ่มทหารของมนุษย์ที่ค่อยยิงธนูมาที่เธอไม่หยุดเธอวิ่งทุรนทุรายไม่สนว่าเธอจะเจอสัตว์อัตรายหรือไม่เธอก็พยายามปกป้องลูกน้อยของเธอสุดชีวิตสุดท้ายเธอก็รอดพ้นจากทหารพวกนั้นแต่มันแลกกับบาดแผลอันแสนมากมายจากการโดนลูกธนูปักแต่ลูกน้อยของเธอนั้นปลอดภัยแถมยังหลับสบายอีกด้วยผู้เป็นแม่ยิ้มออกมาที่เธอสามารถปกป้องลูกของเธอได้ก่อนที่เธอจะสิ้นลมหายใจมีหญิงแก่ชราคนหนึ่งเดินผ่านทางมาพอดีแม่สาวจิ้งจอกขอร้องหญิงแก่ชราคนนั้นให้ช่วยดูแลลูกของเธอหญิงแก่ชราไม่ปฏิเสธรีบรับลูกของเธอมาทันที
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 3:55 pm

“มาทอร์รีน...ขอให้ลูกปลอดภัยนะ” แม่สาวจิ้งจอกแสนสวยเอ่ยคำสุดท้ายก่อนจะสิ้นลมหายใจไปในที่สุด

จิ้งจอกน้อยกำพร้าอาศัยอยู่กับหญิงชราเพียงสองคนพวกเธอมีบ้านหลังเล็กๆบนภูเขาห่างจากหมู่บ้านไม่ไกลนักทุกวันหญิงชราจะพาเธอไปเดินเล่นและเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้านแต่คราวที่เธอเริ่มมีหูและหางงอกออกมาถึง 9 หางหญิงชราก็เป็นห่วงกลัวเธอจะเจอจุดจบแบบแม่ของเธอหญิงชราบอกความจริงทั้งหมดให้เด็กสาวฟังและขังเธอไม่ให้เธอออกไปไหนจนกว่าหญิงชราจะกลับมาเธอได้ตั้งชื่อให้กับเด็กสาวใหม่ว่า ‘มายด์’ เพื่อเธอจะได้ปลอดภัยยิ่งขึ้นเธอใช้ชีวิตกับมายด์มายาวนานจนมายด์เธอได้เรียนรู้คาถาซ้อนรูปของเธอให้เหมือนกับมนุษย์ทั่วไปแต่ก่อนที่เธอจะเอาคาถานั้นมาอวดให้คุณยายของเธอดูแต่ก็พบว่าคุณยายของเธอได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นมายด์ใช้ชีวิตลำบากมากเธอไม่รู้แม้กระทั้งซื้อของยังไงทุกทีเธอนั่งรอคุณยายของเธอลมหายใจของเธออ่อนลงเรื่อยๆเธอกำลังหิวตายในบ้านไร้คนเดินผ่าน จนมีเด็กหลงทางคนหนึ่งมีเส้นผมทองสวยผมของเธอสั้นประบ่านัตย์ตาสีฟ้าอความารีนเดินทางมาเธอเดินตรงไปยังบ้านเล็กๆหลังหนึ่งเธอคิดว่านี่คงเป็นที่พักสำหรับคืนนี้ของเธอ


“ขออนุญาตนะคะ” เด็กสาวหลงทางได้ขออนุญาติเจ้าที่บ้านเพื่อขออยู่อาศัยก่อนเธอเดินตรวจดูบ้านรอบๆจนไปพบหญิงสาวอายุราวๆกันกำลังนอนอยู่ตอนแรกเธอเห็นเป็นสุนัขจิ้งจอกที่มานอนเล่นเสียอีกเธอตกใจที่มันไม่ใช่สุนัขจิ้งจอกเธอกำลังพบกับปีศาจที่หมู่บ้านจงเกลียดจงชังเพราะพวกปีศาจประเภทนี้ชอบสร้างความวุ่นวายให้หมู่บ้านของเธอตั้งแต่อดีตกาล

“ห...หิว..” มายด์เอ่ยขึ้นเพราะความหิว

“คุณปีศาจ..หิวเหรอคะ?..” เด็กหญิงผมทองเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวๆ

“จ้อกกกก” เสียงท้องร้องของมายด์ดังออกมา

“งั้นรอเดี๋ยวนะ” เด็กหญิงรีบหาข้าวของในบ้านพอจะทำให้เธอหายหิวได้บ้างจนเธอได้พบวัตถุดิบที่ทำง่ายหายหิวแน่นอน มายด์ที่ได้กลิ่นหอมก็พยายามคลานมาดูว่ากลิ่นนี้มาจากไหนหญิงสาวผมสีทองนำอาหารมาวางบนโต๊ะเล็กๆก่อนจะพยุงตัวมายด์มานั่งทานข้าว

“ไข่เจียวจ๊ะ” เด็กหญิงแนะนำเมนูของเธอพลางยิ้มไปด้วย มายด์ได้ยินเช่นนั้นจึงตักมาทาน

“อร่อย..” มายด์ไมรอช้าเธอกินข้าวในจานหมดอย่างรวดเร็วแถมยังขอให้เด็กสาวผมทองทำมาให้อีกเนื่องจากไข่ในบ้านนี้เยอะเธอเลยทำให้มายด์โดยไม่มีปัญหาพวกเธอได้เริ่มรู้จักกันตั้งแต่วันนั้น

“เธอชื่ออะไรหรอฉันมายด์นะ” มายด์ยิ้มแย้มให้เด็กหญิงผมทองสวย

“ลูน่า” เด็กหญิงที่ชื่อ ‘ลูน่า’ เอ่ยตอบพลางยิ้มกลับให้มายด์

พวกเธอคุยเรื่องราวชีวิตของกันและกันภาพลักษณ์ที่มายด์เป็นปีศาจลูน่าไม่กลัวอีกต่อไปด้วยความที่ลูน่าเป้นเด็กกำพร้าเช่นกันเลยไม่ค่อยมีคนอยู่ที่บ้านด้วยเธอเลยมานอนค้างหลายคืนกับมายด์ทั้งสองคนชอบนิสัยกันมากบางครั้งลูน่าก็ชอบดึงหางมายด์อยู่เรื่อยแต่ด้วยที่หางเป็นของหวงมายด์เลยไม่พอใจลูน่าอย่างมากเวลาโดนดึงหางของตนลูน่าชอบมากที่เธอได้พบกับปีศาจจิ้งจอกหายากแบบมายด์เธอเป็นถึงจักรพรรดิจิ้งจอกที่เหลือเพียงตนสุดท้ายของแผ่นดินเธอรู้สึกอยากปกป้องมายด์ตั้งแต่นั้นเวลาผ่านไปความสนิทของทั้งคู่แปรผันเป็น ‘ความรัก’ทั้งคู่ไม่ได้เจอหน้ากันอีกหลังจากลูน่าได้บอกจะสอบเข้าโรงเรียนทหารเพื่อเป็นข้ารับใช้ในสำนักด้วยเวลาที่ยาวนานและอายุของทั้งคู่เติบโตขึ้นทำให้ลูน่า ‘ลืม’ ใครบางคนไป มายด์ที่อยู่ตามลำพังเริ่มฝึกทำอาหารเองเธอเริ่มจากดูลูน่าทำบ่อยๆถึงจะจำได้ลางๆแต่รสชาติก็ไม่ได้ชวนอ้วกเท่าไหร่

“ลูน่า” มายด์ปลุกคนที่นอนอยู่ให้ตื่นจากการหลับใหล

“มายด์” ลูน่าที่ตื่นขึ้นมาอย่างงั่วเงียเหมือนว่าเวทย์มนต์ที่เธอร่ายใส่ฉันนั้นมันคือความทรงจำของเธอ ฉันจำมายด์แทบไม่ได้และฉันอยากได้ยศและบรรดาศักดิ์จนคิดจะฆ่าเพื่อนตัวเองพวกสำนักจะจับปีศาจจิ้งจอกไปบูชาเพื่อไล่ปีศาจร้ายตนอื่นออกจากหมู่บ้านยิ่งปีศาจจิ้งจอกตนนั้นมีหางมากยิ่งทรงพลังมากขึ้นซึ้งมายด์คงเป็นที่ต้องการมากสำหรับพวกนั้นแต่อีกใจหนึ่งของฉันถ้าฉันจับมายด์ไปให้สำนักฉันจะขึ้นครองเป็นราชาหมู่บ้านนั้นทันที ฉันทานอาหารเช้าที่เพื่อนเก่ามายด์ทำให้ฉันสีหน้าไม่ดีเพราะคิดหนักว่าจะยอมฆ่าเพื่อนหรือจะปกป้องเพื่อนดีมายด์เห็นสีหน้าไม่ดีของฉันเธอจึงให้สร้อยที่เธอทำขึ้นมาจากอัญมณีหลากชนิดแน่นอนเธอเสกมันขึ้นมาแล้วมาทำเป็นสร้อยอีกที ฉันรับมาด้วยความเต็มใจก่อนจะใส่ไว้

“ใกล้บ่ายแล้วฉันกลับก่อนนะ” ฉันยิ้มแบบตอนเด็กที่ยิ้มให้มายด์

“แล้วมาเจอกันใหม่นะ” มายด์ยิ้มกลับพลางโบกมือลาให้ลูน่า

เมื่อฉันกลับมาถึงบ้านความโลภของมนุษย์ได้เข้ามาสู่ตัวของฉันฉันนั่งมองสร้อยเส้นนั้นที่มายด์ทำให้มานั่งมองหลายๆรอบกับคำถามเดิมว่าจะปกป้องหรือจะฆ่าฉันนั่งคิดจนทนกับความโลภไม่ไหวฉันตัดสินใจเลือกที่จะฆ่าเธอเพื่อนผลประโยชน์ของตัวเองฉันจะได้ทั้งเงินศักดิ์ศรีอำนาจฉันมุ่งตรงไปยั่งสำนักเอาสร้อยที่ได้จากมายด์มาเป็นหลักฐานให้พวกคนสำนักเชื่อว่าฉันเจอปีศาจจิ้งจอกชนชั้นสูงจริงชาวบ้านและทหารแห่ตามหลังฉันมาเพื่อมาจับจิ้งจอกทรงพลังตนนี้

“มายด์!” ฉันตะโกนเรียกมายด์

“ลูน่าเองหรอ” มายด์ออกมาจากบ้านก่อนจะยิ้มเป็นมิตรแบบทุกที

“ยิงได้!!” เสียงทหารนายหนึ่งตะโกนขึ้นทำเอามายด์ตกใจกลัวเธอพยายามวิ่งไปหลบให้บ้านแต่เธอก็หลบไม่พ้นตาข่ายขนาดใหญ่เธอถูกมัดโดยเชือกอย่างรวดเร็วเสียงชาวบ้านร้องฮือฮากันจนไม่ได้ยืนเสียงร้องของมายด์เลยแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันตั้งสติตัวเองได้นั้นคือสายของมายด์ที่มองมาที่ฉัน เธอรู้สึกต้องการความช่วยเหลือ

“ลูน่า..” มายด์มองมาที่ฉันในขณะที่เธอโดนแบกไปยังสำนักบ้านที่ตอนเด็กเราเคยมีความสุขด้วยกันมันกลายเป็นกองเพลิงไปเสียแล้ว พวกสำพักจะขังเธอไว้เป็นเวลา 3 วันเพื่อเตรียมพิธีบูชาฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาสองวันเพราะเป็นห่วงมายด์หรือเปล่านะ? หัวใจของฉันมันเต้นผิดจังหวะตลอดเวลาเจอมายด์ที่นั่งร้องไห้อยู่ในกรงเหล็ก ฉันคิดทบทวนอีกหลายรอบแบบนี้ดีแล้วงั้นหรอฉันกำลังทำอะไรอยู่

“ฉันสัญญาจะปกป้องเธอ!” เสียงเด็กราวๆ 10-12 ปี ดังขึ้นในหัวของฉันฉันกุมขมับมองไปยังไดอารี่ที่ฉันเขียนประจำฉันเปิดย้อนอ่านมันต้องแต่ครั้งแรกที่ฉันเริ่มเขียนจนถึงวันที่ที่ฉันได้พบกับปีศาจจิ้งจอกแสนสวยในตอนนั้นฉันบรรยายว่ามายด์เธอเป็นคนน่าคบหายิ่งกว่ามนุษย์อย่างเราๆเสียอีกพอเปิดไปหน้าต่อไปฉันก็เขียนถึงเธออีกฉันนั่งอ่านแล้วรู้สึกว่าตอนนั้นมันรู้สึกดีแค่ไหนจนฉันเขียนถึงเธอเป็นหน้าสุดท้ายฉันเขียนว่า ‘ฉันจะไปหาเธออีกถ้าฉันได้เข้าโรงเรียนทหารแล้ว’ แต่เหมือนว่าโรงเรียนทหารจะเข้มงวดมากจนฉันไม่ใส่ใจอะไรเลยฉันลืมแม้กระทั้งเพื่อนที่ฉันรักตอนนี้ฉันรู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูกพรุ่งนี้มายด์ก็ถูกบูชาแล้วฉันตัดสินใจที่จะเลือกช่วยเพื่อนของตัวเองเธอไม่สนยศหรืออำนาจอีกต่อไปตอนนี้เธอขอช่วยเพื่อนของเธอเสียก่อน ตกค่ำทุกคนในหมู่บ้านต่างพากันหลบไหลเสียงที่เคยดังเป็นระยะๆกำลังค่อยๆเงียบจนแทบไม่มีเสียงเลยฉันมุ่งตรงไปที่กรงเหล็กที่มายด์โดยขังไว้อยู่ฉันใช้วิชาที่เรียนมาแอบผ่านพวกทหารเฝ้ายามมาได้

“มายด์!” ฉันมาถึงตรงหน้ากรงขังแล้วฉันเรียกมายด์เพื่อนรักของฉันให้ตื่นขึ้นมา

“ล..ลูน่า” มายด์มองฉันอย่างเวทนาเธอทั้งหิวแล้วก็ยังอยู่ในที่แคบๆอีกด้วย

“ดีนะเนี่ยที่พกมาด้วย” ฉันล่วงมือเข้ากระเป๋าใบเล็กที่พกมาด้วยฉันหยิบไข่ต้มมาสามสี่ฟองให้เธอทานแก้หิวไปก่อน

“ไม่โกรธฉันใช่ไหม..ขอโทษนะ..” ฉันก้มหน้าลงไม่สบตากับเธอเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรลงไปเพื่อนถึงได้เป็นแบบนี้

“ไม่โกรธหรอกฉันรู้ว่าลูน่ามีเหตุผลนะ” มายด์ยิ้มสดใสก่อนจะแกะเปลือกไข่ขึ้นมาทานที่ละใบ

“ฉันจะช่วยเธอเดี๋ยวนี้ละ!” ฉันมองแม่กุญแจที่อยู่ตรงหน้ากรง ฉันต้องหาลูกกุญแจมีเพียงยามเท่านั้นที่ครอบครองมันไว้อยู่แต่ว่ายามคนไหนกันละ ? ฉันแอบมองกระเป๋าเข็มขัดของยามทุกคนแต่ก็ไม่มีใครพกมันเลยแต่ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าอีกว่าไม่กี่นาทีจะมีพวกนางสนมมารับตัวมายด์ไปแต่งตัวนั้นอาจเป็นโอกาสเดียวที่จะพาเธอหนีฉันปลอมตัวเป็นนางสนมพวกนั้นรอเวลาที่ฉันะได้ออกไปเอาตัวมายด์มา เมื่อถึงเวลาฉันได้เป็นคนออกไปรับมายด์กับนางสนมแปลกหน้าคนนึงเมื่อฉันกับนางสนมแปลกหน้าเดินมาให้ที่ๆไม่มีใครอยู่ฉันฟาดมือไปที่ต้นคอของเธอให้เธอสลบไปก่อนฉันจะหากุญแจในตัวของเธอ ฉันรีบวิ่งไปปลดแม่กุญแจให้เธออย่างรวดเร็วฉันพามายด์วิ่งหนีออกจากหมู่บ้านอันเป็นบ้านเกิดของฉันไปให้ไกลที่สุดแต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น

“นั้นอะไรน่ะ! ยัยปีศาจหลุดรอดไปแล้ว!!!” ทหารนายหนึ่งเดินตรวจเวรอยู่เห็นกรงที่เคยขังมายด์ไว้ตอนนี้ว่างเปล่า ทหารแตกตื่นกันมาพร้อมสั่นระฆังใบใหญ่กลางหมู่บ้านเพื่อเตือนภัยชาวบ้านตื่นตกใจกันมันวุ่นวายไปหมด

“ลูน่าฉันเจ็บ” มายด์วิ่งต่อไม่ไหวเธอนั่งลงไปกับพื้น

“ลุกขึ้นมายด์พวกนั้นตามมากันแล้วนะ!” ฉันดึงมายด์ลุกขึ้นมาแต่ไม่เป็นผลฉันมองไปที่ข้อเท้าของเธอที่โดนรัดด้วยโซ่ของนักโทษและมันกัดข้อเท้ามายด์จนเป็นรอยแดงเห็นได้ชัดเจน ชาวบ้านกับทหารที่เห็นมายด์ต่างพากันขว้างหินมาใส่ทหารหลายคนยิ่งธนูไฟมาไม่ยั้งฉันตัดสินใจอุ้มเธอขึ้นมาถึงจะหนักแต่คงบ่นไม่ได้แล้วสิ

“เกาะฉันไว้นะ!” ฉันเตือนมายด์ก่อนจะเริ่มวิ่งฉันวิ่งได้เร็วก็จริงแต่แบกมายด์ไปด้วยทำให้ฉันวิ่งได้ช้ากว่าที่เคยแต่มันก็ยังหนีพ้นพวกชาวบ้านและทหารได้ฉันหนีไปที่ป่าใหญ่ซึ่งไม่มีใครตามมาแล้วก็ว่างมายด์ลง

“เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย” ฉันนั่งลงข้างๆมายด์แล้วยิ้มให้เธอ

“ลูน่าทำไมเธอถึงช่วยฉันละ?” มายด์เอ่ยถาม

“ก็เธอเป็นเพื่อนฉันยังไงละ” ฉันยิ้มร่าออกมาแสดงถึงความจริงใจ มายด์ที่เห็นรอยยิ้มของฉันเธอก็อดยิ้มตามไม่ได้

“ถ้าฉันไม่ร่ายเวทย์ให้เธอจำฉันได้จะเป็นยังไงนะ..” มายด์ก้มมองโซ่ที่รัดขาเธอไว้ก่อนที่เธอจะใช้พลังสลายโซ่นั้นให้หายไป

“เธอเองก็มีพลังนี่ทำไมถึงไม่ใช้มันละปล่อยให้ชาวบ้านกับทหารจับเธอทำไมกัน ? ” ฉันนึกสงสัยถาม

“ฉันเกิดมาเพื่อไม่ให้มาทำร้ายคนอื่น” มายด์ตอบ

“ป้องกันตัวก็ได้นี่”

“ไม่หรอก..แบบนั้นผู้คนจะโดนลูกหลงเอา” มายด์กอดเข่าของเธอแน่น

“เอาแบบนี้ไหมละ” ฉันลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายก่อนจะมองมายด์มาอย่างมีความหวัง

“อะไรเหรอ?” มายด์นึกสงสัยมองมาที่ฉัน

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะปกป้องเธอเอง” ฉันยิ้มกว้างออกมา เหมือนว่ามายด์จะชอบรอยยิ้มนั้นด้วย

“เอาสิ..ปกป้องฉันด้วยนะ” มายด์ยิ้มตอบฉัน

พวกเราทั้งคู่เดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งมันดูสวยงามดั่งเมืองจีนเลยผู้คนในเมืองมีแต่รอยยิ้มฉันมองไปรอบๆก็ยังไม่มีใครตกใจกลัวมายด์ทั้งๆที่เธอมาในร่างของปีศาจจิ้งจอกแต่ฉันควรสังเกตุตั้งแต่เข้ามาแล้วสิแทบทุกบ้านมักจะมีรูปภาพหรือรูปปั้นเป็นสุนัขจิ้งจอกหรือเป็นหญิงสาวที่มีหูและหางของจิ้งจอกหรือว่านี้คงเป็นเมืองเกิดของมายด์กันนะ ? ฉันคาดเดาไม่ผิดเท่าที่มองฉันเห็นทุกคนมีหูและหางกันบางคนมีสองหางบางคนมีห้าหางแต่เหมือนว่ามายด์หางจะเยอะสุดในหมู่บ้านแล้วละ

“ราชินี” เสียงหนึ่งดังขึ้นผู้คนที่กำลังค้าขายกันอยู่ได้หันมามองฉันและมายด์ตอนแรกฉันคิดว่าพวกเขาจะจับตัวมายด์ไปฉันตั้งท่าสู้พร้อมให้มายด์อยู่ด้านหลังตัวเอง

“ราชินี? ไม่สินั้นองค์หญิงมาทอร์รีน” หญิงสาววัยกลางคนชี้มาที่มายด์สิ้นเสียงผู้คนในหมู่บ้านก้ร้องดีใจกันยกใหญ่ฉันและมายด์ต่างพากันงงกำการกระทำของชาวบ้านจนมีทหารนายหนึ่งพาเราไปที่ปราศาจของเมืองนี้ฉันได้รู้ความจริงว่า ‘มาทอร์รีน’ คือ ‘มายด์’ เธอเป็นเจ้าหญิงของเมืองนี้เมืองที่เต็มไปด้วยปีศาจจิ้งจอกส่วนมากพวกจิ้งจอกไม่ชอบมนุษย์สุดๆแต่ทำไมฉันไม่โดนทำร้ายตั้งแต่เข้าเมืองนี้มาละหรืออาจจะเป็นมายด์ไม่สิมาทอร์รีนช่วยฉันก็ได้ ฉันได้รับเกียรติอย่างหนึ่งมันเป้นยศที่สูงพอตัวยศที่ค่อยปกป้ององค์หญิงของเมืองนี้

“มายด์..อ่ะไม่สิ! มาทอร์-” ฉันยังพูดไม่จบคำมายด์ก็พูดแทรกขึ้นมา

“เรียกมายด์เถอะฉันไม่ชินเลยเวลาเธอเรียกชื่อจริงของฉัน” เธอยิ้มน่ารักให้ฉัน

“ฉันละทิ้งความคิดจะได้ยศอะไรแบบนี้แล้วฉันคิดว่ามันไม่เหมาะกับฉัน” ฉันก้มมองชุดที่ฉันใส่ฉันก่อนจะนึกย้อนกลับไปว่าฉันเกือบเสียเพื่อนเพราะเรื่องแบบนี้

“ลืมคำพูดฉันแล้วหรอว่า ‘ฉันจะตั้งหน้าตั้งตารอดูวันที่เธอได้รับเกียรตินั้นนะ’ ” มายด์ยิ้มให้ฉันอีกครั้ง

“...” ฉันไม่พูดอะไรก่อนจะกอดเธอแน่นน้ำตาของฉันไหลออกมา

“ฉันดีใจจริงๆนะฉันรักมายด์ที่สุดเลย” ฉันพูดความในใจออกมาฉันเก็บคำนี้มาตลอดทุกทีจะพูดแค่ชอบเธอแค่นั้น

“ฉันก็รักเธอนะ” มายด์กอดฉันกลับ ฉันไม่คิดว่าเธอจะรู้สึกแบบเดียวกับฉันแต่นั้นก็เป็นคำพูดที่ฉันชอบมากที่สุดเช่นเดียวกัน


Ending.
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เรื่องสั้นผลงานนักเรียน ม.๔ สอนโดย ครูน้ำฝน ทะกลกิจ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 4:04 pm

เรื่องสั้น "อย่าปล่อยมือฉัน" นางสาวสุธิดา ศรีวิชัย นักเรียนชั้น ม.๔/๙

114100491.jpg
114100491.jpg (52.52 KiB) เปิดดู 4510 ครั้ง


สวัสดี...

ไง...

ไม่คิดจะคุยกับผมเหรอ...?

ใจร้ายจัง...

เอางี้...?

ผมจะมาเล่านิทานให้ฟังล่ะ...

ตั้งใจฟังให้ดี...!!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เสียงบรรเลงดนตรีแก้วใสของกล่องดนตรีไม้สีเหลี่ยมสลักรูปหัวใจบนฝากล่องกังวานในห้องกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆแห่งหนึ่ง ทุกอย่างในห้องประดับด้วยเตียงกับชั้นหนังสือเท่านั้น ทุกอย่างล้วนเป็นสีขาวมองออกไปด้านบนจะเห็นหน้าต่างบานเล็กลู่กรงไร้ทางออก ประตูบานเดียวในห้องก็ไม่สามารถจะเปิดออกไปไหนได้ ในห้องจึงมีเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้น

“ Hi! ไง ลูอัส อ่านไปถึงไหนแล้วล่ะ? ”

“ อีกไม่กี่สิบหน้าก็จบแล้ว ฟรีด “ เด็กหนุ่มนาม ‘ลูอัส’ เอ่ยตอบแก่ชายหนุ่มชื่อ ‘ฟรีด’

ลูอัสเป็นเด็กหนุ่มอายุราวๆ12-13ปี มีใบหน้าที่น่ารักและงดงามราวหญิงสาว มีผมสีขาวเผือกยาวสยายถึงกลางหลัง มีตากลมโตสีขาวเป็นประกาย สีผิวออกขาวเกือบเผือก รูปร่างเบาะบางค่อนข้างผอม ส่วนใหญ่ลูอัสจะใช้เวลาในการอ่านหนังสือทุกวัน ส่วนผู้ชายชื่อ ‘ฟรีด’ ดูจากภายนอกเป็นชายหนุ่มอายุราวๆ20กว่าๆมีใบหน้าที่หล่อเหลาที่สาวๆเห็นต่างใจแทบละลาย มีผมสีเขียวเข้มสั้นระดับต้นคอ มีดวงตาสีเหลืองอำพัน มีรูปร่างดีสมส่วน เมื่อไหร่ที่เขาว่างเขามักจะมาหาลูอัสเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน

“ ลูอัส วันนี้ฉันเอาหนังสือเล่มใหม่มาให้ด้วยล่ะ “ ฟรีดชูหนังสือสีแดงที่หน้าปกสลักตัวอักษรว่า ‘แฮรี่’ แล้วยื่นให้ลูอัส

“ ขอบคุณนะ ฟรีด “ ลูอัสเอ่ยขอบคุณพลางลูบหนังสือไปด้วย

“ ไม่เป็นไร เผอิญฉันไปเจอมาจากร้านขายของเก่าหน่ะ เห็นวางขายอยู่น่าสนใจและคิดว่านายต้องชอบแน่ๆเลยซื้อมาให้ “ ฟรีดเล่าที่มาของหนังสือให้ลูอัสฟัง

“ งั้นเองเหรอ “ ลูอัสเปิดหนังสืออย่างเบามือ

“ อ่านแต่หนังสือไม่เบื่อบ้างเหรอ? “ ฟรีดเอ่ยถาม

“ ไม่เลย ฉันคิดว่าหนังสือทุกเล่มต่างมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน เวลาที่ฉันอ่านฉันกลับรู้สึกว่าฉันเข้าไปในโลกของมัน “ ลูอัสเอ่ยตอบ

“เอ้... “ ฟรีดยิ้มให้แก่ลูอัส

“ แล้วฟรีดล่ะ ไม่เบื่อฉันบ้างเหรอ? “ ลูอัสเอ่ยถามฟรีดกลับ

“ แค่ได้เห็นลูอัสมีความสุขก็หายเบื่อแล้ว “ ฟรีดเอ่ยตอบ

“ ... “ ลูอัสกลับเงียบไม่ตอบอะไร ฟรีดจึงทำหน้าจริงจัง

“ ลูอัส “ ฟรีดเอ่ยขึ้น

“ อะไรงั้นเหรอ? “ ลูอัสถามด้วยความสงสัย

“ นายเคยคิดอะไรกับอนาคตตัวเองรึเปล่า? นายรู้ตัวไหมว่าตัวนายเองเอาแต่หมกตัวอยู่ที่นี้ จมปลักกับหนังสือ ลูอัสถ้าฉันพานายออกไปได้ นายจะไปไหม? “ ฟรีดจ้องเข้าไปในดวงตาของลูอัส เขาหวังว่าสิ่งที่เขาบอกไปจะทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกบางอย่างได้

“ ฟรีด นายก็รู้ว่าฉันอ่อนแอเกินไป ฉันเป็นภาระแก่คนอื่น และที่สำคัญฉันออกจากที่นี้ไม่ได้ พวกเขาจะไม่มีวันปล่อยฉันไป! “ ดวงตาของลูอัสสื่อได้ถึงความโศกเศร้าในใจของตัวเอง

“ ลู... “ ฟรีดเอ่ย

“พอเถอะฟรีด ออกไปเถอะ ฉันขอร้อง “ ตอนนี้น้ำเสียงของลูอัสสั่นไหว

ฟรีดตัดสินใจเดินออกไปที่ประตูแต่ก่อนออกไปก็หันมามองลูอัสอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าลูอัสเอาแต่ก้มหน้าฟรีดก็ต้องจำใจออกจากห้องพร้องปิดประตู
ปัง!!

เสียงปิดประตูดังขึ้น ในใจของฟรีดกลับรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถบอกได้ เป็นห่วง สงสาร กังวล หรือ... ไม่! มันคงไม่ใช่ความรู้สึกแบบนั้นแน่ๆถึงเขากับลูอัสต่างเป็นผู้ชายทั้งคู่ก็ตาม แต่... เอาเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปขอโทษล่ะกัน

“ อ้าว ไงฟรีดมาหาเจ้าแกะดำเหรอ? “

“ ฉันคิดว่าเปลี่ยนจากแกะดำเป็นหงส์ขาวจะดูเหมาะกับลูอัสมากกว่านะ มาร์คัส “ ฟรีดเอ่ยตอบมาร์คัส

มาร์คัสเป็นผู้ชายอายุพอๆกับฟรีด มีดวงตาสีแดงเลือด ผมสีดำนิลมัดรวบผมยาวเกินบ่ามาเล็กน้อย รูปร่างสมส่วนแต่ผอมกว่าฟรีดเล็กน้อย เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดูไม่น่าวางใจ ดวงตาสีเลือดนั้นมักมองแบบเจ้าเลห์แถมพูดจาไม่ค่อยน่าฟังส่วนเรื่องส่วนตัวของเขาไม่ค่อยมีใครรู้ทำให้เขาเป็นคนที่ไม่ควรเข้าใกล้อย่างยิ่ง!

“ โฮ้! ปกป้องหมอนั้นจังนะ ทั้งๆที่เป็นแค่ลูกของผู้หญิงชั้นต่ำ “ มาร์คัสเอ่ยเหยียดหยาม

“ มาร์คัส! “ ฟรีดตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก

“ หึ นายก็รู้ฟรีดหมอนั้นคือความอับอายของตระกูล ‘เรจินีส’ ของเรา “ มาร์คัสเอ่ยเรื่องที่ฟรีดไม่อยากฟัง

“ ตระกูลของเรานั้นเต็มไปด้วยเกียรติยศรับใช้ราชวงศ์มากี่รุ่นต่อกี่รุ่น ผู้คนต่างเชิดชูตระกูลของเรานั้นคือสิ่งที่วิเศษสุด แต่... “ มาร์คัสมองไปยังประตูที่อยู่หลังฟรีด

“ สุดท้ายเราก็มีปรสิตอยู่ในตระกูลเมื่อ 13 ปีก่อน ท่านพ่อได้พายัยผู้หญิงชั้นต่ำนั้นมาและได้แต่งตั้งเป็นภรรยาอีกคนทั้งๆที่มีท่านแม่อยู่แล้ว “ มาร์คัสกำหมัดแน่นด้วยความแค้น

มันคือความผิดพลาดที่เขาไม่เคยลืมมันคือจุดเปลี่ยนและความด่างพร้อยของตระกูล ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้นทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น ท่านพ่อทำไมถึงไปรักผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดี!!

“ ลูอัสคือน้องชาย ” ฟรีดเอ่ยเตือน

“ ฉันไม่นับเจ้าแกะดำนั้นเป็นน้องชาย!! “ มาร์คัสตะโกนด้วยความโกรธ

“ และอย่าหวังว่าฉันจะญาติดีกับมัน ระวังไว้เถอะฟรีดจะโดนหมอนั้นหลอกเข้าสักวันอีกอย่างอย่าลืมล็อคประตูด้วยล่ะไม่งั้นท่านพ่อจะโกรธเอา “ เอ่ยจบมาร์คัสก็เดินจากไปโดนไม่หันมามองสักนิด

“ เฮ้อ.... “ ฟรีดถึงกับถอนหายใจ

เรื่องที่มาร์คัสพูดถูกต้องทุกอย่างแต่ตัวมาร์คัสเองนั้นยังคงยึดติดกับมันทำให้ความแค้นนั้นไม่มีวันหายไป เขารู้ดีว่ามาร์คัสอยากให้ลูอัสออกไปจากที่นี้ ตัวลูอัสเองก็อยากออกไปเช่นเพียงแต่....

“ ท่านฟรีดขอรับ “ เสียงพ่อบ้านคนหนึ่งเอ่ยเรียก

“ อะไรงั้นเหรอ? “ ฟรีดเอ่ยถาม

“ นายท่านต้องการให้ท่านฟรีดร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันหน่ะขอรับ “ พ่อบ้านเอ่ยตอบ

“ งั้นเหรอ ได้สิเดี๋ยวฉันตามไป “ ฟรีดเอ่ยแม้ว่ายังคงความสงสัยไว้อยู่จนพ่อบ้านเดินหายลับไป

“ เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ ” ฟรีดเอ่ยพร้อมเดินตรงไปที่ห้องอาหาร
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 871
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot] และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron