เรื่องสั้น "สัญญาใจ" เขียนโดย น้ำฟ้า

เรื่องสั้น บทความ ต่างๆ

เรื่องสั้น "สัญญาใจ" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 12 ธ.ค. 2015 11:29 am

224002-7.jpg
224002-7.jpg (206.21 KiB) เปิดดู 722 ครั้ง



.....นิราศร้างห่างเจ้า.....ดวงใจ
ตัวพี่จำจากไกล...........แน่งน้อง
มิอาจหักอาลัย............ถึงแม่..นางเฮย
หลับตื่นใจกู่ก้อง..........ร่ำร้องครวญหา


เสียงอ่านโคลงดังก้องโสตประสาท ทำให้เฌอเอมซึ่งฟุบหลับอยู่บนมุมหนึ่งของโต๊ะไม้ไผ่ต้องเงยหน้าขึ้นมองคนนั้นที คนนี้ทีอย่างฉงน

“ ใครอ่านโคลง ” หล่อนถามด้วยเสียงอันดัง

เพื่อนที่นั่งอยู่โดยรอบหันมามองหญิงสาวเป็นตาเดียว เพราะไม่มีใครได้ยินเสียงดังกล่าวแม้แต่น้อย

“ โคลงอะไรหรือเอม ” ญาดาเพื่อนสนิทของหล่อนถามอย่างสงสัย

เฌอเอมส่ายหน้าแล้วตอบเพื่อน “ คงฝันไปน่ะ เมื่อกี้งีบหลับไป ”

ญาดาพยักหน้าแล้วชวนเพื่อนให้หันไปสนใจกับการแสดงของเด็กชาวเขา ที่เตรียมการมาต้อนรับคณะของหล่อนโดยเฉพาะ

“ โคโงส้าบ้า ส้าบ้าว้าโบห่าซา โคโงส้าบ้า ส้าบ้าว้าโบห่าซา เมอพาโยแลโลพามาบ้าหลาน้าก็พาทาลา .............. ” เสียงเพลงที่เด็กๆร่วมร้องดังขึ้น

“ เพลงภาษาอีก้อหรือญา ” เฌอเอมสงสัย

เพื่อนที่นั่งถัดไปหัวเราะคิกคักแล้วตอบเสียเองว่า

“ เอมเคยได้ยินเพลงนี้มั้ย ..คนโง่สร้างบ้าน สร้างบ้านไว้บนหาดทราย .. นี่ก็เพลงเดียวกันนั่นแหละ เด็กชาวเขาพูดไทยไม่ชัด ”
เฌอเอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดูความพยายามของเด็กๆ เด็กน้อยที่ร้องเพลงอยู่บนเวทีล้วนแต่จิตใจใสบริสุทธิ์ ป่าเขาอันกว้างใหญ่นี้ไม่มีสิ่งใดมาปรุงแต่งสิ่งเลวร้ายให้แก่พวกเขาได้เลย หญิงสาวได้แต่ภาวนาให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป

เฌอเอมและเพื่อนๆเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯทุกคนเป็นสมาชิกชมรม พี่เพื่อน้อง ซึ่งเป็นชมรมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน โดยจะจัดงานขึ้นในวันเด็กของทุกๆปี สำหรับปีนี้ทุกคนลงมติกันว่าจะนำเครื่องใช้และทุนการศึกษามาช่วยเหลือเด็กชาวเขาบนดอยผาคำ ซึ่งมีอาณาเขตติดกับประเทศพม่า งานวันเด็กผ่านไปอย่างสนุกสนานและเรียบร้อย เมื่อทำความสะอาดสถานที่เสร็จแล้ว ทุกคนจึงไปรวมตัวกันบนรถบรรทุกสิบล้อซึ่งเป็นพาหนะของชมรมในการเดินทางครั้งนี้

“ คืนนี้เราจะพักกันที่หมู่บ้านชายแดนไทย-พม่านะครับ ท่าน ส.จ. ของที่นี่ได้จัดอาหารมาเลี้ยงและจัดหาวงดนตรีร่วมสมัยมาเล่นให้พวกเราฟังด้วย ” ประธานชมรมกล่าว

คำบอกเล่าของเขาเป็นที่พออกพอใจของเหล่านักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่กล่าวจบก็มีเสียงปรบมือเกรียวกราวดังขึ้นตามหลัง ครู่ใหญ่รถจึงเริ่มขับเร็วขึ้น ละอองฝุ่นสีน้ำตาลแดงม้วนตัวเข้ามาคละคลุ้ง เหล่านักศึกษาจึงยุติการสนทนา เปลี่ยนมาเป็นการนั่งขัดสมาธิและนำผ้าคลุมหัวกันจ้าละหวั่น

ที่พักที่ท่านส.จ.จัดให้นั้นเป็นบ้านที่ปลูกสร้างแบบชาวจีน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮ่อจึงมีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายคลึงกับชาวจีนมาก โดยช่วงเช้าเด็กๆในหมู่บ้านจะต้องไปเรียนโรงเรียนไทยภาคบังคับ ส่วนในช่วงเย็นนั้นทุกคนจะต้องไปเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งเป็นกิจวัตร

เฌอเอมรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่หัวค่ำ หญิงสาวยอมรับว่าไม่คุ้นเคยกับอากาศของที่นี่ เพราะแม้จะเป็นเวลาเพียงแค่ทุ่มกว่าๆแต่อากาศกลับหนาวเย็นและชื้นไปด้วยละอองน้ำค้างเสียแล้ว นักศึกษาชายจึงช่วยกันก่อไฟและหาเสื่อมาปูไว้โดยรอบเพื่อตระเตรียมสำหรับงานเลี้ยงที่ท่านส.จ.จัดต้อนรับ

กว่าเฌอเอมจะออกมาสมทบกับเพื่อนๆก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่ม วงดนตรีที่มาแสดงกำลังขับขานบทเพลงเป็นที่ถูกอกถูกใจของเพื่อนๆนักศึกษา

“ เอมมานั่งด้วยกันนี่มา ” ญาดาออกมาต้อนรับ

เฌอเอมยิ้มและพยักหน้า แต่หล่อนกลับต้องขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นสุราโชยมา

“ นี่ญาดื่มเหล้าด้วยเหรอ ”

เฌอเอมไม่เคยลิ้มลองของมึนเมาทุกชนิด ในขณะที่ญาดาเป็นนักดื่มตัวยง เนื่องจากหล่อนมีลักษณะคล้ายทอมบอยจึงเข้ากับเพื่อนผู้ชายได้โดยง่าย

“ อากาศมันหนาวน่ะเอม เหล้ามันช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเราได้ ลองดูสักแก้วไหม ” ญาดาให้เหตุผล เฌอเอมส่ายหน้าปฏิเสธแต่ก็ยอมเดินตามไปนั่งข้างๆกองไฟอย่างง่ายดาย

คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ ดวงจันทร์กลมโตทอแสงฉาบฟากฟ้าให้เป็นสีทองระเรื่อ อีกทั้งยังไม่ลืมแบ่งปันแสงสีนวลมายังพื้นโลก ทำให้ค่ำคืนนี้ไม่มืดมิดเกินไปนัก เฌอเอมมองบรรยากาศรอบตัวด้วยความตื่นเต้น บ้านทรงจีนเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด ถัดจากตัวบ้านเคยมองเห็นต้นโหระพาหลายต้นในตอนกลางวัน ในค่ำคืนนี้กลับเต็มไปด้วยหิ่งห้อยที่กระพริบแสงพร่างพรายราวกับหมู่ดาวนับพันดวงที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าให้หญิงสาวได้ชื่นชม ญาดาชวนเฌอเอมชิมอาหารหลายชนิดที่หล่อนไม่เคยรับประทานมาก่อน พร้อมกับร้องเพลงคลอไปกับวงดนตรีที่กำลังบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนาน เช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่นๆที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเสียงเพลงและบรรยากาศอันหนาวเหน็บ

“ เอม..เราว่าญาเมามากแล้ว เอมพาไปนอนก่อนดีไหม ” ประธานชมรมแอบมาหล่อนในเวลาประมาณสี่ทุ่ม

จริงอย่างที่เขาบอก ญาดาเมามายจนแทบทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่ หล่อนนั่งโยกไปโยกมาตามเสียงเพลงจนเกือบล้มฟุบไปหลายครั้ง

“ เดี๋ยวเอมพาไปเอง..เกดช่วยพยุงญาหน่อยได้ไหม ” ประโยคแรกหล่อนรับคำหัวหน้าชมรม ส่วนประโยคหลังนั้นหันไปขอความช่วยเหลือจากการะเกด เพื่อนหญิงที่นั่งอยู่ติดกัน

“ ได้จ้ะ ” การะเกดรับปากอย่างเต็มใจ

หญิงสาวทั้งสองช่วยกันพยุงญาดาเข้าไปในบ้าน แล้วพาหล่อนขึ้นไปนอนบนที่นอนที่ได้จัดเตรียมไว้ เนิ่นนาน..หลังจากผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายรอบ ญาดาก็หลับไป

“ เกดว่าจะนอนแล้วล่ะเอม อากาศข้างนอกหนาวเหลือเกิน เอมรอให้เกดหลับก่อน ค่อยออกไปข้างนอกได้ไหม เกดกลัวผี ” การะเกดขอร้อง เนื่องจากหล่อนเป็นคนขี้กลัวอย่างมาก

“ ได้สิเกด เดี๋ยวเอมนอนพร้อมเกดเลยก็ได้ ” เฌอเอมรับปาก

หญิงสาวทั้งสองสวดมนต์เสร็จแล้วจึงพากันล้มตัวลงนอน ขณะที่เฌอเอมกำลังเคลิ้มหลับ หล่อนก็ต้องตกใจตื่น เมื่อญาดาผุดลุกขึ้นนั่งพร้อมกับหลับหูหลับตาเรียกเฌอเอมดังลั่น

“ เอมๆ..มาดูนี่ ”

เฌอเอมและการะเกดต่างลุกขึ้นนั่งมองดูเพื่อน ซึ่งทั้งสองเข้าใจว่าหล่อนกำลังละเมอ

“ ดูอะไรหรือญา ” เฌอเอมถามอย่างสงสัย

“ พี่ ... พี่เขานั่งอยู่บนขื่อ ” ญาดาตอบ

เมื่อได้ยินดังนั้นการะเกดก็กระโดดโหยงเข้ามานั่งจนชิดเฌอเอม แล้วกอดแขนหล่อนไว้แน่น

“ ไม่ต้องกลัวหรอกเกด ไม่เห็นมีอะไรเลย เกดไม่เห็นหรือว่าญาเขาหลับหูหลับตาพูด คงจะละเมอเท่านั้นเอง” เฌอเอมปลอบเพื่อน

“ เอม..พี่เค้านอนอยู่ที่นี่เป็นร้อยๆปีแล้ว กว่าที่จะได้พบเอมอีกครั้งช่างยาวนานเหลือเกิน ”ญาดายังคงพูดไม่หยุด

เฌอเอมเริ่มสงสัยในสิ่งที่เพื่อนเล่า ญาดากำลังกล่าวพาดพิงถึงตัวหล่อน

“ พี่เขารักเอมนะ.. เขาจะไปส่งจนถึงกรุงเทพฯ ไม่ต้องกลัวหรอก เขาอยู่ข้างเอมเสมอ ”

“ ผีแน่ ๆ อยู่ไม่ได้แล้ว เกดออกไปก่อนนะเอม” พูดจบการะเกดก็รีบวิ่งพรวดพราดออกจากบ้านไปอย่างหวาดกลัว สักพักคนอื่นๆก็วิ่งกรูกันเข้ามาในบ้านด้วยความห่วงใยเพื่อน

“ ญาเป็นอะไรไปหรือเอม ” ประธานชมรมถาม

“ ญาเพ้อ ” หล่อนปด เพราะจริงๆแล้วหล่อนเองก็เริ่มเชื่อในสิ่งที่เพื่อนบอก

“ ใต้ต้นฉำฉาด้านซ้ายของก้อนหินใหญ่ ขุดลงไปให้ลึก พี่เขาบอกว่ามีของที่เขาจะให้แก่สไบแพรอยู่ในนั้น ” ญาดาพูดเสียงดังขึ้น

“ไปขุดสิ ... ไป! ” ญาดาตะโกนลั่นเนื้อตัวสั่นเทา

“ เอาพระมาคล้องคอญาไว้ ” ประธานชมรมบอก

“ อย่านะ ! .. ไปทำตามที่บอกเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าจะพานังนี่ไปอยู่ด้วย..ไปซิ ” เสียงญาดาย้ำ

ขณะที่ทุกคนกำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรดี เฌอเอมจึงตัดสินใจเสียเอง

“ ขอไฟฉายหน่อย เอมอยากรู้ว่าจะจริงอย่างที่ญาพูดหรือเปล่า”

ประธานชมรมพยักหน้าแล้วถามอย่างสงสัย

“ แล้วต้นฉำฉานี่หน้าตามันเป็นยังไง ”

“ ต้นก้ามปูไง ” เพื่อนคนหนึ่งบอก เขารู้จักเพราะเป็นคนทางภาคเหนือ

วงดนตรีหยุดเล่นไปนานแล้ว เพราะนักศึกษาพากันไปมุงอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่แทน

ทุกคนต่างจ้องมองเพื่อนผู้ชายสองคนที่ใช้จอบขุดลงไปตามที่ญาดาบอก ขุด..ขุด..ขุด..

จนกลายเป็นหลุมกว้าง

“ ไม่เห็นมีอะไรเลย ” เขาเงยหน้าขึ้นมาบอกเสียงปนหอบ

“ แกร๊ง! ” เสียงจอบกระทบโลหะดังขึ้น
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เรื่องสั้น "สัญญาใจ" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 12 ธ.ค. 2015 11:31 am

ทุกคนจึงหันไปสนใจกับวัตถุที่อยู่ในหลุม ไม่ช้ามันก็ถูกนำมาวางไว้ข้างๆกองไฟ

หีบเล็กๆที่มีสนิมเกาะเขรอะกำลังเป็นศูนย์รวมความสนใจของทุกคน ญาดาเป็นคนเปิดหีบนั้นออก ภายในยังมีกล่องไม้ผุๆอีกกล่องหนึ่ง แล้วทุกคนก็ต้องผงะเมื่อหญิงสาวเปิดกล่องไม้ออก สิ่งที่อยู่ในกล่องไม้เป็นกำไลทองคู่หนึ่ง ลวดลายที่ปรากฏอยู่นั้นบ่งชัดว่าเป็นศิลปะของภาคเหนือเมื่อหลายร้อยปีก่อน

“ นี่เป็นของที่จะมอบให้สไบแพร แต่เสียดายที่เขาไม่มีโอกาส รับไว้สิเอม.. พี่เขาให้ ”

ญาดาบอกพลางยื่นกำไลคู่นั้นให้แก่เพื่อนรัก

“ รับสิ ” ญาดาพูดเสียงเกือบตวาด

เฌอเอมยื่นมือออกไปรับ ฉับพลันญาดาก็ล้มตึงลงไปนอนแผ่หลาอย่างไร้เรี่ยวแรง

ค่ำคืนนั้นผ่านไปด้วยดี เมื่อรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว รถบรรทุกคันใหญ่ก็พาทุกคนออกมาจากหมู่บ้านเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ฝุ่นยังคงตลบตามหลังเช่นเดียวกับช่วงขามา จะต่างกันก็ตรงความรู้สึกของผู้จากไปเท่านั้น เนื่องจากช่วงเวลาสามวันที่อยู่บนดอยแม่ลาผาทุกคนต่างรู้สึกผูกพันกับเมืองอันเงียบสงบ น้ำค้างยามเช้า และอากาศหนาวเหน็บ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง

รถแล่นลัดเลาะไปตามถนนแคบๆที่ทอดยาวไปตามแนวสันเขา เฌอเอมนั่งมองต้นสนสองข้างทางที่โอนเอนไปตามแรงลม หมอกยังคงโปรยปรายลงไม่ขาดสาย ทำให้ยากต่อการมองเห็นทางในระยะไกล ในขณะที่หลายๆคนเริ่มตาปรือด้วยความง่วง วินาทีนั้นคนขับรถกลับกะระยะในการเลี้ยวผิด รถทั้งคันเสียหลักถลาลงไปตามไหล่เขา เสียงคนหวีดร้องด้วยความตกใจดังลั่นป่า ไม่นานนักมันก็หยุดนิ่งเมื่อพุ่งชนเข้ากับต้นสักต้นใหญ่ โชคดีที่รถแล่นด้วยความเร็วไม่มากนักจึงไม่พลิกคว่ำ แต่กระนั้นหลายๆคนก็ได้รับบาดเจ็บ

“ เอมๆเป็นอะไรไป ” ญาดาร้องเรียกเพื่อนที่นอนแน่นิ่ง ทั้งๆที่ตนเองก็เลือดไหลอาบแก้ม

เงียบ..ไม่มีเสียงตอบจากเฌอเอม

หญิงสาวดำดิ่งไปสู่ความทรงจำที่ถูกลืมแต่กลับฝังลึกในจิตวิญญาณ


“ พี่พันแสงจะไปนานสักเท่าใด ” หญิงสาวผู้มีดวงตาเศร้าสร้อย เอ่ยถามชายคนรักยามใกล้ถึงเวลาต้องจากกัน

“ พี่ตอบเจ้ามิได้ดอกสไบแพร แต่สัญญาว่าหากรู้แพ้รู้ชนะวันใด พี่จะรีบกลับมาหาเจ้า ” พันแสงตอบโดยกลั้นความรู้สึกสะเทือนใจเอาไว้อย่างยิ่งยวด

การตามเสด็จเจ้าเหนือหัวไปรบครานี้หนักหนานัก เมื่อฝ่ายพม่ามีกำลังมากกว่าชาวกรุงศรีอยุธยาหลายเท่าตัว ถึงกระนั้นเขาก็อยากปลอบหญิงคนรักให้คลายกังวล

“ พี่ไปรบเพื่อรักษาบ้านเมืองของเรา เจ้าเหนือหัวเคยอยู่เมืองพม่ามาก่อน ย่อมรู้แผนการรบของข้าศึกดี เจ้ามิต้องกลัวดอก อย่างไรเสียพี่เชื่อว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายมีชัย ”

“ ข้าจักรอพี่พันแสงอยู่ที่นี่ ” นางบอก

พันแสงยิ้มปลอบใจหญิงคนรักพลางเอ่ยถาม

“ สไบแพรอยากได้กำไลทองอย่างนั้นฤา แล้วพี่จักหากำไลจากเมืองเชียงใหม่มากำนัลเจ้า ”

“ ข้าจะรอ ” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งๆที่น้ำตาไหลอาบแก้ม

ความดำมืดครอบคลุมความนึกคิด แล้วจึงมองเห็นแสงสว่างวาบขึ้นมาแทนที่

ฝุ่นลอยคละคลุ้งอยู่เหนือสมรภูมิรบ ยากที่จะแยกออกว่าฝ่ายใดคือทหารจากกรุงศรีอยุธยาหรือทหารของพม่า พันแสงพยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง ในใจนึกถึงบ้านเมืองและนางอันเป็นที่รักเขาไม่เคยลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ ไม่ว่าจะอย่างไรคำสัญญาของเขาจะต้องคงเสมอ ด้วยเหตุนี้ก่อนออกรบเขาจึงฝากฝังพันเรืองผู้เป็นสหายรัก

“ ข้าได้ฝังของที่จะมอบให้สไบแพรไว้ข้างก้อนหินใหญ่ที่อยู่ติดกับค่าย หากบุญข้าหาไม่แล้ว ขอให้เจ้านำมันไปมอบให้แก่นางแทนข้าด้วย ”

พันเรืองรับคำเพื่อนแล้วจึงก้าวลงสู่สนามรบเช่นเดียวกัน

พันแสงเป็นทหารเอกผู้หนึ่งของเจ้าเหนือหัว ซึ่งมีหน้าที่คอยคุ้มกันพระองค์ให้รอดพ้นจากภยันตราย แต่แล้วเมื่อแม่ทัพพม่าง้างคมดาบมาทางพระองค์ เขาจึงใช้ร่างของตนรับคมดาบนั้นแทน การรบครั้งนี้จบลงด้วยการที่กรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายมีชัยเหนือข้าศึก แต่กลับต้องสูญเสียแม่ทัพไปถึงสองคน คือพันแสงและพันเรือง บรรพชนภาคภูมิใจเสมอที่ได้สละชีพเพื่อแลกกับแผ่นดิน จักเสียดายเพียงประการเดียวเท่านั้น คือมิอาจอยู่เคียงข้างนางอันเป็นที่รักได้อีกต่อไป


“ เฮ้ยๆ..เอมฟื้นแล้ว ” ญาดาตะโกนอย่างยินดี

ทุกคนได้รับบาดเจ็บคนละเล็กละน้อย ยกเว้นเฌอเอมที่สลบไป ทั้งๆที่ปราศจากบาดแผลใดๆ เพื่อนจึงพากันเป็นห่วงหล่อนเหลือเกิน

“ ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้แล้ว อีกชั่วโมงหนึ่งตำรวจจะมาถึง ” ประธานชมรมบอกอย่างยินดี ก่อนที่จะหันมาถามผู้ที่เพิ่งฟื้น

“ เอมล่ะ..เป็นยังไงบ้าง ”

“ ไม่เจ็บตรงไหนเลยค่ะ นอกจากรู้สึกว่าแขนจะเคล็ดนิดหน่อย ” หล่อนตอบเสียงสั่น

หญิงสาวเดินเลี่ยงไปหยิบกระเป๋าสะพาย พลางล้วงมือเข้าไปหยิบกำไลทองคู่นั้นขึ้นมา น้ำตาเฌอเอมรื้นดวงตา ในขณะที่มือกำกำไลทองคู่นั้นไว้แน่น หล่อนยังจำเสียงกระซิบจากเขาได้ดี

“ มิต้องกลัวดอก พี่ไม่มีวันยอมให้เจ้าเป็นอันตราย คำสัญญาของชายชาตินักรบจะไม่มีวันกลับคำ พี่จะรอสักวันที่ได้อยู่เคียงข้างเจ้าอีกครา ”

.....กำไลทองคู่นี้........แทนใจ
จำห่างร้างอาลัย.........ห่วงเจ้า
แม้นต้องจากพรากไป...เหมือนอยู่..คู่เฮย
ตัวพี่นี้ยังเฝ้า.............ห่วงน้องนางเดียว


{ น้ำฟ้า เขียน }
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm


ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron