นวนิยาย สัตยาภพ โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

นวนิยาย สัตยาภพ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 29 ต.ค. 2009 12:23 pm

บทที่ ๑


สถานีขนส่งหมอชิตในยามเย็นแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ทุกคนอยู่ในอากัปกิริยาที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็นั่งรอรถด้วยท่าทีจดจ่อ บ้างก็ยืนเบียดเสียดกันหน้า ชานชาลาด้วยความกระสับกระส่าย จะมีก็เพียงหญิงสาววัยยี่สิบตอนต้นร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่ด้านในสุดของชานชาลาเท่านั้น ที่ยังคงนั่งมองผู้คนเดินสวนกันไปมาอย่างเหม่อลอย และหากมีใครสักคนจ้องลึกลงไปในดวงตาหวานปนเศร้าคู่นั้น คงได้เห็นหยาดน้ำอุ่นใสที่เอ่อคลอขึ้นเต็มหน่วยตา


“ มิ้ง ผมไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้นะ คุณต้องเข้าใจว่าแก้วเขาทำทุกอย่างลงไปเพราะอยากให้
เราเลิกกัน อย่าโกรธผมเลยนะครับ ” คำอ้อนวอนของอดีตคนรักยังดังก้องอยู่ในหัว


หล่อนจำได้ไม่มีวันลืม


ค่ำคืนนั้น.....


หล่อนอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวท่ามกลางบรรยากาศราวกับภาพฝัน พิธีแต่งงานที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีชมพู เคียงข้างกับวาโยนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลผู้เป็นเจ้าบ่าว ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติหลายร้อยชีวิตที่มองดูหล่อนด้วยสายตาชื่นชม แล้วทุกสิ่งก็กลับตาลปัตรในทันทีที่วีทีอาร์ปรากฏขึ้นบนจอ พร้อมกับโลกอันงดงามของระมิงค์พังภินท์ลงอย่างไม่เป็นท่า แขกทุกคนต้องอ้าปากค้าง เมื่อภาพที่กำลังฉายอยู่นั้นไม่ได้เป็นภาพประวัติเจ้าบ่าวเจ้าสาวดังที่คาดว่าจะได้เห็น แต่กลับกลายเป็นภาพเจ้าบ่าวนอนอยู่บนเตียงนอนหรูหรา โดยมีผ้าห่มสีขาวคลุมกายอยู่แค่เอว เผยให้เห็นความกำยำของอกกว้างผึ่งผาย ชั่วครู่ภาพก็เลื่อนมายังสิ่งที่ทำให้ระมิงค์ต้องอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี คือ ภาพแผ่นหลังเปลือยเปล่าของใครคนหนึ่งซึ่งนอนตะแคงหันหลังอยู่บนเตียงเดียวกัน ร่างสูงระหงเพรียวบางกับทรงผมซอยสั้นตามสมัยนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก แก้วกานท์ เพื่อนสนิทที่คัดค้านการแต่งงานระหว่างหล่อนกับวาโยตลอดมา


“ ก็น่าจะเป็นแก้ว เขาคงอยากให้งานแต่งงานวันนี้เป็นงานของเขามากกว่าที่จะเห็นมิ้งเป็นเจ้าสาว เพราะจริงๆแล้ว ทางพฤตินัยเขา.. ”
ไฟล์แนป
041-0609.jpg
*-*
041-0609.jpg (88.68 KiB) เปิดดู 9648 ครั้ง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 29 ต.ค. 2009 12:28 pm

คล้ายมีอะไรแล่นมาจุกในอก ระมิงค์จึงยุติคำพูดของตนเองแล้วถอนหายใจยาวเหยียด


“ แล้วมิ้งคิดว่าจะให้อภัยคุณโยได้หรือเปล่าล่ะ ”


“ ไม่ สุรีย์ มิ้งไม่ได้อายหรือสนใจสายตาของคนรอบข้างหรอกนะ แต่เขาทรยศความรักระหว่างเรา สิ่งนี้จะกลายเป็นตราบาปในใจไปจนตายจากกัน ไม่มีวันที่มิ้งจะลืมภาพระหว่างเขากับแก้วในวันนี้ได้ มันเจ็บ
เจ็บเกินกว่าที่จะเยียวยาได้ ”


สายลมเย็นชื้นๆพัดมาแผ่วเบาทำให้ระมิงค์รู้สึกอ่อนไหว หญิงสาวก้มหน้าลงเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาแล้วกลืนมันลงสู่หัวใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพบกับรอยยิ้มอันปลอบประโลมของผู้เป็นเพื่อน


“ สุรีย์เข้าใจ แต่เมื่อคิดจะตัดขาดแล้ว มิ้งต้องนึกเสมอว่า สองคนนั้นไม่มีค่าพอที่เราจะจดจำ ชีวิตของมิ้งมีค่าต่อทุกคนที่รักและห่วงมิ้ง ชีวิตไม่ใช่นิยายน้ำเน่าที่จะต้องมานั่งเจ็บปวดเพราะความรักจนมองโลกทั้งโลกเป็นสีดำ ก่อนนี้ไม่มีเขาเรายังอยู่ของเรามาได้เลย ถ้าวันต่อไปจะไม่มีเขาเราก็แค่เหงาไปพักหนึ่ง เพราะเราเคยชินกับการมีเขาเป็นเงาตามตัวมานาน แล้วในวันหนึ่งกาลเวลาก็จะเยียวยาแผลใจของเราจนหายดี สุดท้ายเขาก็จะเป็นแค่คนคนหนึ่งเหมือนหลายคนที่เราเคยเดินผ่าน มิ้งจ๊ะ ถึงสุรีย์จะพูดจนน้ำลายหมดปากก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะความเข้มแข็งที่แท้จริงจะต้องมาจากหัวใจเรา...ไม่ใช่จากคนอื่น ”


สุรีย์รัศมิ์นิ่งไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าระมิงค์ไม่ตอบหล่อนจึงชี้ลงไปด้านล่างของโรงแรม


“ มิ้งมองลงไปข้างล่างสิ ที่นั่นมีคนมากมายที่มีปัญหาชีวิต หลายๆคนอาจจะบอบช้ำกับชีวิตมากกว่าเราด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ”


ระมิงค์มองตามอย่างว่าง่าย


ตึกรามบ้านเรือนที่อยู่เบื้องล่างดูระยิบระยับไปด้วยแสงไฟสีนวล ตัดกับแสงสีส้มเรื่อเรืองบนท้องถนนที่ยังคงมีรถแล่นอยู่ไม่ขาดสาย ต่างกับแม่น้ำเจ้าพระยาอันหลับใหล เต็มไปด้วยความสงบและแสนเยือกเย็น


เมื่อหญิงสาวละสายตาจากความมืดด้านล่างหันไปมองสุรีย์รัศมิ์ ก็พบว่าหล่อนยืนกอดอกพลางทอดสายตาไปไกล ยากนักที่จะคาดเดาความคิด คงจะไม่แปลกเลยถ้าเปรียบหัวใจของมนุษย์กับท้องทะเลลึกที่ไม่มีวันหยั่งถึง เพราะภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่มองเห็นอาจซุกซ่อนรอยแผลเป็นเอาไว้จนนับไม่ถ้วน


“ สุรีย์จะกลับเชียงใหม่วันไหน ”


สุรีย์รัศมิ์หันมาจ้องหน้าเพื่อนรักอย่างค้นคว้าแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย


“ คงกลับวันมะรืน มิ้งมีอะไรหรือเปล่าล่ะ หรืออยากให้สุรีย์อยู่เป็นเพื่อนก่อน ”


น้ำใจของเพื่อนทำให้ผู้ฟังรู้สึกซาบซึ้ง ก่อนหน้านี้หล่อนแทบจะไม่เคยสัมผัสถึงความห่วงใยจากเพื่อนคนนี้ สุรีย์รัศมิ์เป็นคนพูดน้อย ตรงไปตรงมา และไม่ใคร่จะแสดงความรู้สึกของตนให้ใครได้รับรู้มากนัก แต่เมื่อพายุร้ายโหมพัดกระหน่ำชีวิตของหล่อนในวันนี้จึงค้นพบว่า แท้จริงแล้วเพื่อนคนนี้พร้อมจะอยู่เคียงข้างหล่อนเสมอ


“ ไม่หรอก มิ้งแค่อยากจะไปพักผ่อนสักระยะน่ะ ”


สุรีย์รัศมิ์เอี้ยวตัวมาจับมือเพื่อนเขย่าด้วยความดีใจ ทันทีที่เรียนจบ หล่อนก็กลับไปทำงานเป็นมัคคุเทศก์ที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิด เนิ่นนานจึงจะมีโอกาสได้ลงมาเจอระมิงค์ที่กรุงเทพฯสักครั้งหนึ่ง การตัดสินใจของหญิงสาวในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีนัก แม้จะรู้ดีว่าสาเหตุของการเดินทางที่แท้จริง คือ
การหลบหนีจากความเจ็บปวดของหัวใจ..ก็ตาม


“ มิ้งจะไปพร้อมสุรีย์เลยก็ได้นะ เดี๋ยวโทรไปจองเครื่องบินให้ ”


“ ยังหรอก คงต้องเคลียร์งานให้เสร็จก่อนน่ะ สุรีย์ช่วยดูแลเรื่องที่พักให้มิ้งด้วยก็แล้วกัน ”


สุรีย์รัศมิ์โบกมือพลางส่ายหัวจนผมที่จัดทรงไว้อย่างดีพันกันยุ่งเหยิง


“ ไม่ได้เลยมิ้ง ถ้าไปเชียงใหม่ก็ต้องไปพักบ้านสุรีย์สิ จะไปพักโรงแรมให้มันเสียเงินทำไม ”


“ แต่ว่า มิ้งไม่ได้ไปแค่สองสามวันนะ มิ้งอยากอยู่ที่นั่นสักระยะ ถือว่าไปพักผ่อนแล้วก็ทำงานไปด้วย ”


“ โอ๊ย ! นั่นไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ให้มิ้งอยู่แล้วสบายใจ จะอยู่สักสิบปีก็ได้ เผื่อว่ามิ้งคนเดิมที่เคยร่าเริง สนุกสนาน จะกลับมาเร็วขึ้นไงล่ะ ”


สุรีย์รัศมิ์จ้องหน้าเพื่อนเขม็งคล้ายกับเป็นการยืนยันว่าหล่อนคิดอย่างนั้นจริงๆ


“ ขอบใจจริงๆสุรีย์ ”


น้ำอุ่นใสเริ่มคลอตาคู่สวยอีกครั้ง แต่มิได้มีสาเหตุมาจากความเจ็บปวดใจเช่นในคราวแรก ในยามที่ชีวิตตกอยู่ในความมืด เพียงแค่มือบางมือคอยพยุงให้พบกับแสงสว่าง เพียงเท่านี้ก็อบอุ่นใจเกินพอแล้ว ระมิงค์สูด
ลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอดก่อนจะหันไปมองเพื่อนรักด้วยสายตาแน่วแน่


“ มิ้งจะต้องลืมโยให้ได้ แม้ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหนก็ตาม ”


หลังจากนั้นราวห้าวันระมิงค์จึงโทรศัพท์ไปจองที่นั่งกับสายการบินแห่งหนึ่งแต่ก็ได้รับคำตอบว่า
เครื่องเต็มแล้ว เช่นเดียวกับอีกหลายๆสายการบินที่บอกหล่อนว่า การเดินทางไปเชียงใหม่ในช่วงเทศกาล
ลอยกระทงจะต้องจองที่นั่งไว้ล่วงหน้าร่วมเดือน หล่อนจึงเบนเข็มการเดินทางของตนเองมาใช้บริการรถทัวร์แทน เพราะหล่อนอยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้างในคืนวันลอยกระทงอันแสนหวั่นไหว
ไฟล์แนป
044-0609.jpg
*-*
044-0609.jpg (87.95 KiB) เปิดดู 9643 ครั้ง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:18 pm

“ อีกห้านาที รถจะออกแล้ว ผู้โดยสารฝากกระเป๋าแล้วขึ้นรถได้เลยครับ ”


เสียงเรียกผู้โดยสารที่ดังโหวกเหวก ปลุกให้หญิงสาวหลุดออกมาจากห้วงความคิด ถึงเวลาแล้วสินะ
ที่จะต้องเดินทางออกจากกรุงเทพฯเสียที การรอคอยอันแสนเนิ่นนานกำลังจะสิ้นสุดลง หญิงสาวหิ้วกระเป๋าสีดำไปยื่นให้เจ้าหน้าที่แล้วจึงก้าวขึ้นไปบนรถด้วยท่าทางมั่นใจ แม้ว่าลึกๆจะยังคงรู้สึกโหวงเหวงบ้างก็ตามที


ที่นั่งของระมิงค์เป็นแถวที่สองด้านตรงข้ามกับคนขับ หญิงสาวเอ่ยขอโทษผู้ที่นั่งอยู่ก่อน แล้วจึงก้าว
เข้าไปนั่งด้านใน เมื่อปรับพนักพิงลงจนเป็นที่พอใจแล้ว หล่อนจึงหันหน้าออกไปด้านข้างของรถซึ่งเป็นกระจกใสมองเห็นด้านนอกได้อย่างชัดเจน โดยไม่สนใจเลยว่ามีผู้ร่วมเดินทางคนหนึ่งเฝ้ามองหล่อนอยู่นิ่งนาน
รถวิ่งฝ่าความมืดไปตามถนนที่มีแสงไฟสีเหลืองจางๆด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง อากาศเย็นลงมาก
ระมิงค์จึงเอื้อมมือดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคอ ไม่นานความอ่อนเพลียก็พาหล่อนเข้าสู่นิทราอันยาวนาน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:20 pm

“ เปรี๊ยะ ! …..โครม!..... ครืดๆๆ.. ! ”


เสียงที่ดังกึกก้องบวกกับแรงเหวี่ยงของรถดึงสติสัมปชัญญะของระมิงค์ให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวรู้สึกว่าอยู่ดีๆตนเองก็กระเด็นจากเบาะรถแล้วร่วงลงสู่พื้นโดยแรง หูของหล่อนอื้ออึงเพราะเสียงโลหะครูดไปกับท้องถนนปนกับเสียงกระจกรถที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
แต่....หล่อนกลับไม่รู้สึกเจ็บเลย


หญิงสาวรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างรองรับร่างกายของหล่อนเอาไว้ ระมิงค์ค่อยๆใช้สติทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แล้วจึงพบกับคำตอบ


รถทัวร์คว่ำ...อย่างแน่นอน


เมื่อปรับสายตาให้ชินกับความมืดได้แล้ว หญิงสาวจึงพยายามเพ่งมองสิ่งที่อยู่รอบตัว กระเป๋าสัมภาระหล่นกลิ้งอยู่บนพื้นเกลื่อนกลาด เบาะรถหลายเบาะเอียงกะเท่เร่ ผู้คนล้วนอยู่ในอาการตกใจ ในขณะที่บางคนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมากนัก มีเพียงบางคนที่แขนหรือขาหักจากการถูกกระแทก และผู้คนเหล่านั้นต่างก็มีญาติคอยดูแลอยู่แล้ว ต่างจากหล่อนที่เดินทางมาอย่างโดดเดี่ยว ระมิงค์จึงพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะ หากแต่มือไม้ก็ยังคงสั่นอย่างบังคับตนเองไม่อยู่อยู่พักใหญ่จึงหายเป็นปกติ


สภาพรถที่นอนตะแคง ทำให้ประตูรถพลิกขึ้นไปอยู่ด้านบนสุด กระจกที่แตกกระจายอยู่เกลื่อนพื้นแหลกละเอียด อะไรบางอย่างกำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้ร่างกายหล่อน หญิงสาวจึงพรวดพราดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว


ภายใต้ความสลัวของช่วงเวลาเกือบตีห้า หล่อนมองเห็นผู้ที่นอนอยู่เป็นหญิงสาวในชุดสีละเลื่อมสะท้อนแสงไฟ หากเดาไม่ผิดท่อนบนของหล่อนผู้นั้นสวมใส่สไบสีทอง ส่วนท่อนล่างเป็นผ้าถุงสีเดียวกันหากแต่เข้มกว่า
‘คนดีหรือคนบ้ากันนี่ ถึงแต่งชุดนางรำขึ้นมาบนรถทัวร์’ หล่อนคิด


ร่างนั้นพยุงกายลุกขึ้นช้าๆ หญิงสาวจึงปราดเข้าไปช่วยประคองอย่างเบามือด้วยความรู้สึกผิดที่กระเด็นลงมาทับร่างของอีกฝ่าย


“ เอ่อ...ฉัน...ไม่ได้ตั้งใจจะนั่งทับคุณนะคะ พอดี...เอ่อ.. ฉันนึกว่านอนทับกระเป๋าเสียอีก ”


“ ไม่เป็นไรหรอก คุณคงกระเด็นมาโดยไม่รู้ตัวน่ะครับ ”เสียงที่เอ่ยตอบมาทำให้ระมิงค์ตกใจแทบ
สิ้นสติ


หล่อนยกมือขึ้นขยี้ตาแล้วเขม้นมองผ่านความสลัว แสงไฟจากด้านนอกสว่างวาบเข้ามา หน่วยกู้ภัย
คงจะมาถึงแล้ว จึงมีเสียงคนตะโกนสั่งงานดังโหวกเหวก


“ คุณ คุณมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แล้วผู้หญิงที่นอนอยู่เมื่อกี้หายไปไหนแล้ว ”


ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ


“ ผู้หญิงที่ไหนล่ะคุณ คุณน่ะกระเด็นลงมาทับผมจนจุกไปตั้งนาน แล้วจะมาหาว่าผมเป็นผู้หญิงอีก
หรือนี่ ”


“ แต่ฉัน ฉันเห็นจริงๆนะ ผู้หญิงคนนั้นนอนอยู่ตรงนี้ ”


“ คุณคงตาฝาดไปน่ะ คนเราพอตกใจก็คงจะเพี้ยนๆไปบ้าง ผมเข้าใจ ”


“...................”


ระมิงค์เก็บความรู้สึกคุกรุ่นเอาไว้ในใจ อย่างน้อยๆหล่อนก็ผิดที่ตกลงมาทับเขาแหละ


“ รถคว่ำแบบนี้อันตราย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก รีบออกไปจากรถให้ได้ดีกว่าคุณ อย่าเพิ่งเถียงเรื่องผู้หญิงผู้ชายอยู่เลย ” น้ำเสียงของเขามีร่องรอยกังวล


“ ทำไมไม่รอให้เจ้าหน้าที่มาพาออกไปล่ะ ”


“ ผมบอกแล้วไง ว่ามันอันตราย เราต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะหวังพึ่งคนอื่นสิคุณ ”


“ แล้วเราจะออกไปได้ยังไงล่ะคะ ”


ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปมองประตูรถแล้วชี้ขึ้นไป


“ คุณหมายถึง ...”


“ ใช่ เราต้องปีนขึ้นไป ”


ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ยอมปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป เขายื่นมือไปดึงมือหล่อนหน้าตาเฉย ด้วยความที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ระมิงค์จึงก้าวตามไปโดยง่ายดาย


ชายหนุ่มปีนป่ายขึ้นไปบนเบาะรถที่ล้มระเนระนาด ก่อนจะโหนตัวขึ้นไปอย่างระมัดระวัง แล้วจึงโผล่หน้าเข้ามาเรียกหล่อน


“ ขึ้นมาสิคุณ เหยียบเบาะรถเอียงๆนั่นขึ้นมาเลย ”


ระมิงค์ชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่จึงทำตามที่เขาบอกด้วยใจที่เต้นตุบตับ หล่อนรู้สึกเหมือนตนเองกำลังแสดง
หนังผจญภัยอย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวปีนขึ้นไปเหยียบเบาะรถด้วยความทุลักทุเล เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองประตูรถก็พบว่าชายหนุ่มได้ยื่นมือลงมาให้จับ
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:22 pm

“ ยื่นมือมาสิคุณ ผมจะได้ช่วยดึงเวลาคุณดีดตัวขึ้นมา ”

ระมิงค์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

“ ฉันคงไม่ไหวหรอก แล้วมันก็มืดด้วย ”

“ ไม่เป็นไรหรอก เชื่อผมสิ ยื่นมือมาเถอะ ” น้ำเสียงของเขาปลอบประโลม

น่าแปลกที่หล่อนเชื่อ และทำตามที่เขาบอกแต่โดยดี ดังนั้นเพียงไม่นานหญิงสาวจึงมายืนอยู่นอกตัวรถเช่นเดียวกัน

บรรยากาศด้านนอกรถช่างสดชื่นเหลือเกิน ลมเย็นพัดโชยมาแผ่วๆ หนุ่มนิรนามยังคงกุมมือหล่อนเอาไว้แน่น เสียงผู้คนที่มาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บดังเซ็งแซ่ หญิงสาวรู้สึกกลัวจนจับขั้วหัวใจ เพราะเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานั้นหล่อนเพิ่งก้าวผ่านความตายออกมาหยกๆ

“ เราจะต้องปีนลงไปแล้วล่ะ ”

“ คุณหมายถึงปีนลงไปจากตรงนี้หรือคะ ”

“ ใช่ ปีนลงไปจากตรงนี้แหละ คุณทำใจดีๆเอาไว้นะ อีกเดี๋ยวเราก็ลงไปได้แล้ว ”

“ แต่...ตรงนั้นมันเป็นใต้ท้องรถนะคะคุณ คราบน้ำมันคงจะเกาะเต็มไปหมด ” ระมิงค์ค้านด้วยสีหน้าเหยเก

“ ถูก มีแต่คราบน้ำมัน แต่มันเป็นวิธีเดียวที่เราจะลงไปได้ ”

เอาอีกแล้ว...หล่อนต้องกลั้นใจปีนลงไปอีกแล้วหรือนี่

“ ค่อยๆปีนลงไป ใต้ท้องรถมีที่ให้เท้าเหยียบเยอะกว่าตอนแรก คุณทำตามผมก็แล้วกันแล้วจะรู้ว่า
มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก เหมือนเราปีนต้นไม้นั่นแหละ ”

แม้จะไม่เคยปีนต้นไม้เหมือนอย่างที่เขาบอก แต่คำพูดของชายหนุ่มก็ปลอบประโลมจิตใจหล่อนให้คลายความกังวลไปได้บ้าง

ชายหนุ่มโหนตัวลงไปได้อย่างง่ายดาย สองมือของเขาจับขอบประตูเอาไว้แน่น ในขณะที่เท้านั้นเหยียบลงไปบนท้องรถที่มีคราบน้ำมันสีดำเกาะเต็ม ระมิงค์เองก็เช่นกัน หล่อนทำตามเขาด้วยใจสั่นๆ ไม่ช้าเท้าของเขา
ก็แตะลงบนพื้นดิน

“ ค่อยๆครับคุณ ระวังด้วย ”

คราบน้ำมันที่เหนอะหนะและลื่นทำให้ระมิงค์ก้าวพลาด ในขณะที่มือของหล่อนก็จับเอาไว้ไม่อยู่
หญิงสาวหลับตาปี๋กรีดร้องดังลั่น

“ กรี๊ด!...”

โครม ! ..พลั่ก ! ….ร่างของหล่อนกระทบอะไรบางอย่างเสียงดังสนั่น

ระมิงค์ลองขยับตัวไปมาเพื่อสำรวจว่ามีส่วนไหนของร่างกายแตกหักหรือไม่

ไม่เจ็บแฮะ ทุกอย่างเป็นปกติดี

“ โอย...ลุกขึ้นสิคุณ ” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

ระมิงค์ก้มลงมองที่มาของเสียงด้วยความตกใจ แล้วพรวดพราดขยับลงไปนั่งกับพื้น

“ อีกแล้วหรือนี่ ”

หล่อนตกลงไปทับเขาอีกแล้ว

“ เปล่าหรอก ผมตั้งใจจะรับคุณไว้ด้วยแขน แต่ดันล้มลงไปด้วยกันน่ะ ” เขาบอกกลั้วหัวเราะแล้วลุกขึ้น
นั่งบ้าง

“ ขอบคุณมากนะคะ ” ระมิงค์กล่าวขอบคุณแล้วจึงซบหน้าลงกับเข่าตนเองนิ่งนาน โดยไม่อินังขังขอบกับหน่วยกู้ภัยที่พยายามเข้ามาอำนวยความสะดวก

ความสว่างเข้ามาแทนที่ความมืดแห่งราตรีกาล ทำให้มองเห็นทั่วบริเวณชัดเจนขึ้น
ชายหนุ่มนั่งอยู่เคียงข้างหล่อนอย่างอ่อนเพลีย รถของมูลนิธิรับผู้บาดเจ็บออกไปแล้ว เหลือเพียงเสียงดังหวี้หว่อๆ...ไกลออกไป


“ เจ้าหน้าที่เอากระเป๋าออกมาให้แล้ว ไปรับกระเป๋ากันเถอะคุณ ” เขาเรียกพลางลุกขึ้น

หญิงสาวพยักหน้าแล้วก้าวตามชายหนุ่มไป ท่ามกลางความชุลมุนของผู้โดยสารและผู้ที่มาช่วยเหลือ เมื่อได้กระเป๋าแล้ว ระมิงค์จึงถูกพาไปขึ้นรถคันใหม่ ซึ่งเป็นรถทัวร์หนึ่งในสองคันที่วิ่งตามมาแล้วจอดรับผู้โดยสารที่ประสบอุบัติเหตุ หญิงสาวสอดส่ายสายตามองหาชายหนุ่มคนเดิมอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นเขาปรากฏกายบนรถคันเดียวกัน

เขาคงจะไปขึ้นรถอีกคันแล้วกระมัง

เมื่อไฟในรถดับลงอีกครั้ง หญิงสาวจึงหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:24 pm

บทที่ ๒



ทันทีที่รถแล่นเข้าไปจอดในสถานีขนส่งอาเขต ระมิงค์ก็แนบหน้ากับกระจกรถเพื่อมองหาสุรีย์รัศมิ์ แต่ก็พบเพียงกลุ่มชายวัยกลางคนที่กรูกันเข้ามารอรับผู้โดยสาร หญิงสาวปล่อยให้คนอื่นๆก้าวลงจากรถจนหมดก่อน จึงค่อยก้าวตามลงไปเป็นคนสุดท้าย

ลมหนาวชื้นๆพัดผ่านไปวูบใหญ่ ระมิงค์ขนลุกซู่เพราะไม่คุ้นเคยกับอากาศทางเหนือ เมื่อหยิบกระเป๋าออกมาจากช่องเก็บของแล้ว หญิงสาวจึงเดินเข้าไปยังอาคารพักผู้โดยสารพร้อมกับสอดส่ายสายตาหาผู้ที่นัดหมายว่าจะมารับ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นเงาของเพื่อนรัก ระมิงค์จึงตัดสินใจเปิดกระเป๋าถือแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อที่จะโทรออก ก่อนจะพบว่าอุปสรรคเยี่ยมกรายเข้ามาทักทายอีกครั้ง เมื่อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถอยออกมาจากร้านเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอยู่ในสภาพหน้าจอแตก และนิ่งสนิทราวกับถูกปิดเอาไว้

สถานีขนส่งอาเขตในยามสายจอแจไปด้วยผู้คน เสียงตะโกนเรียกผู้โดยสารจากคนขับรถสามล้อเครื่องและรถสองแถวที่เรียกกันจนติดปากว่า “ รถแดง ” ดังระงม ระมิงค์เดินเข้าไปนั่งข้างๆหญิงกลางคนที่มีลูกน้อยนอนหลับอยู่บนตัก ท่าทางของหล่อนดูกระสับกระส่าย คอยชะเง้อชะแง้มองหารถอย่างกังวล จนพักใหญ่รถทัวร์สายเชียงใหม่ – กรุงเทพฯเข้ามาจอดเทียบ หล่อนก็รีบกุลีกุจอหอบลูกขึ้นรถไปอย่างทุลักทุเล เมื่อละสายตาจากสาวแม่ลูกอ่อนแล้ว จากนั้นหญิงสาวจึงฆ่าเวลาโดยการนั่งมองสุนัขจรจัดที่นอนอยู่ข้างถังขยะ มันนอนสงบนิ่งกรอกตาไปมา นานๆครั้งจึงจะใช้ขาหน้าตะกุยข้างหูตนเอง และเมื่อรถทัวร์เข้ามาทอดเทียบชานชาลามันจึงเงยหน้าขึ้นมองเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง

มือเย็นเฉียบของใครบางคนวางแหมะลงบนบ่าของหล่อน ระมิงค์หันขวับไปมองแล้วจึงฉีกยิ้มกว้างอวดลักยิ้มเก๋บนสองแก้ม ก่อนจะโผเข้าไปหาผู้ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังด้วยความดีใจ เช่นเดียวกับสุรีย์รัศมิ์ที่อ้าแขนรับเพื่อนรักด้วยใบหน้าสดใสเช่นเดียวกัน

“ ทำไมมาถึงช้ากว่ากำหนดตั้งชั่วโมงครึ่งล่ะมิ้ง ” ผู้เป็นเจ้าถิ่นถามเมื่อทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว

“ ก็รถคันที่มิ้งนั่งมามันคว่ำน่ะสิสุรีย์ กว่าจะปีนออกมาได้..แทบตาย ” ผู้เป็นแขกตอบพร้อมทั้งแบมือให้ดูร่องรอยน้ำมันเครื่องที่เปื้อนเป็นรอยกระดำกระด่าง

สุรีย์รัศมิ์ยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ หล่อนเบิกตากว้างพลางมองสำรวจทั่วร่างของเพื่อนรัก

“ ทำไมถึงได้เคราะห์ร้ายแบบนี้ นี่มิ้งเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่าเนี่ย ”

ระมิงค์ส่ายหัวแล้วยิ้มแหยๆ

“ มิ้งกระเด็นลงมาไม่แรง ไม่โดนเศษกระจกก็เลยไม่เป็นอะไร” หล่อนตอบเลี่ยงๆ

“ อืม แต่กระเด็นลงมาแบบนี้ พรุ่งนี้ตื่นมาคงมีเคล็ดขัดยอกกันบ้างล่ะ ยังดีนะที่ไม่เป็นอะไรมาก จริงๆสุรีย์มารอตั้งแต่ตีห้า พอหกโมงยังไม่เห็นมาเลยเดินไปหาอะไรรองท้อง แล้วก็กลับมานี่แหละ ”

ผู้พูดเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าที่วางอยู่บนม้านั่งขึ้นมาถือไว้ แล้วจึงหันมามองสำรวจเพื่อนสาวอย่างตรวจตราอีกครั้ง พร้อมกับเผยอปากยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเดินไปพูดไป

“ มิ้งดูสดใสขึ้นนะ ” พลางคิดในใจว่า เพื่อนรักหายจากโรคซึมเศร้าได้เร็วทันใจดีแท้

“ คงเป็นเพราะได้เปลี่ยนบรรยากาศมั้งสุรีย์ แต่ก็มีบางวูบที่คิดถึงเขาบ้างเหมือนกัน ”

“ แล้วมิ้งทำยังไงล่ะ ”

“ ก็หาอะไรทำ มันก็พอทำให้ลืมไปได้บ้าง ”

“ ไม่เอา ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว มาไกลถึงเชียงใหม่จะพกความรู้สึกเดิมๆมาด้วยทำไมกัน รถจอดอยู่ฝั่งโน้น ระวังรถทัวร์ด้วยนะมิ้ง ” ประโยคท้ายสุรีย์รัศมิ์บอกพลางชี้ไปที่อีกฝั่งของถนนซึ่งมีรถปิกอัพสองตอนจอดอยู่

แสงแดดเริ่มแรงขึ้นบ้างแล้ว หากความเย็นชื้นยังไม่เบาบางลงเท่าใดนัก อยู่ห่างแค่คนละภาคกับกรุงเทพฯเท่านั้นแต่อากาศที่นี่กลับห่างไกลจากเมืองหลวงลิบลับ เพียงชั่วข้ามคืนชีวิตคนยังเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ โลกมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจริงๆ ระมิงค์นึกปลงอยู่ในใจพลางหันไปมองถนนรอบสถานีขนส่งอาเขตซึ่งเป็นถนนที่มีรถเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นถนนเลนส์เดียวจึงทำให้หญิงสาวทั้งสองใช้เวลาในการข้ามถนนไม่มากนัก
ไฟล์แนป
สัตยาภพ.jpg
สัตยาภพ.jpg (30.57 KiB) เปิดดู 9283 ครั้ง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:26 pm

เมื่อไปถึงรถที่จอดสงบนิ่งอยู่ สุรีย์รัศมิ์จึงเปิดประตูออกแล้ววางกระเป๋าแหมะลงบนตอนหลังของรถ แล้วปรับเบาะให้เพื่อน ก่อนจะอ้อมขึ้นไปนั่งตรงฝั่งคนขับ

“ อยู่ที่นี่ใช้ปิกอัพสะดวกกว่าเก๋ง สุรีย์ก็เลยใช้รถคันนี้บ่อยกว่าคันที่ชอบขับไปกรุงเทพฯ ” คนขับออกตัวรถแล้วจึงชวนคุย

“ ดีเหมือนกันนะ ถ้าขนของน่าจะสะดวกกว่า ” ระมิงค์เห็นด้วยพลางถามต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ นี่มันทางเดียวกับที่มาจากกรุงเทพฯใช่ไหมสุรีย์ มิ้งจำได้ ”

สุรีย์รัศมิ์หันมาพยักหน้าแล้วยิ้มพราย

“ ใช่จ๊ะ เราจะย้อนกลับไปทางเดิมแล้วอ้อมไปทางสนามบินน่ะ ถนนเส้นนี้เรียกว่าซุปเปอร์ไฮเวย์
โอ๊ะ ! รถเยอะ ปกติสุรีย์ไม่ค่อยมาทางนี้หรอก แต่ถ้าจะมาอาเขตน่ะมาทางนี้จะสะดวกกว่าก็เลยจำต้องมา ที่เล่ามานี่งงหรือเปล่าเนี่ย” ประโยคท้ายคนเล่าหันมาถามกลั้วหัวเราะเพราะเพิ่งนึกได้ว่าผู้ฟังไม่รู้จักทาง

ระมิงค์ส่ายหัวดิกแล้วยิ้ม

“ ก็พอเข้าใจว่า ถ้าไม่ขับมาทางนี้ก็คงต้องเข้าไปในเมืองใช่ไหมล่ะ ในนั้นอาจจะรถติด ”

“ ฉลาดจริงเพื่อนฉัน แบบนี้อีกสองสามวันคงขับรถมาเที่ยวเองได้แล้วล่ะ”

แล้วเสียงหัวเราะคิกคักก็ดังประสานกันเบาๆ

เวลาที่คนเราได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมใหม่และได้พบเห็นภาพอันแปลกตา ย่อมหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์เก่าๆได้เร็วขึ้น หากว่าจิตใจนั้นเข้มแข็งพอ

รถแล่นไปตามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์แล้วจึงเลี้ยวซ้ายบริเวณแยกสนามบินเพื่อไปยังอำเภอสารภีซึ่งเป็นบ้านเกิดของสุรีย์รัศมิ์ หญิงสาวขับรถไม่เร็วเกินไปนัก ประกอบกับความอ่อนเพลียจากการเดินทาง ทำให้ระมิงค์ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

รถแล่นผ่านประตูรั้วไม้เข้าไปยังบริเวณบ้านอันร่มรื่น ในขณะที่ผู้เป็นแขกยังอยู่ในอาการหลับใหล สุรีย์รัศมิ์ขับรถเข้าไปจอดในโรงรถแล้วจึงขยับจะปลุกเพื่อน หากแต่ระมิงค์กลับสะดุ้งโหยงตื่นขึ้นมาเสียก่อน

“ เมื่อกี้สุรีย์พูดอะไรข้างหูมิ้งนะ” หล่อนถามใบหน้าเด๋อด๋า

สุรีย์รัศมิ์กลั้นหัวเราะแล้วส่ายหัว

“ ฝันกลางวันล่ะสิ อยู่ดีๆก็โพล่งถามขึ้นมาแบบนี้เนี่ย”

ระมิงค์ไม่ต่อปากต่อคำ ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้เพียงลำพัง

“ จงรีบมาหาเราเถิด ” เสียงหวานเรียบเย็นนั้นยังดังก้องอยู่ในหัว อีกทั้งยังเหมือนจริงเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเพียงแค่ความฝันอย่างที่เพื่อนของหล่อนบอก

“ ถึงแล้วมิ้ง ขึ้นบ้านกันเถอะ ” สุรีย์รัศมิ์เตือนเมื่อเห็นเพื่อนยังทำท่าทางเบลอๆ

ผู้เป็นแขกตื่นเต้นกับทัศนียภาพรอบบ้านจนลืมเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง สายมากแล้วแต่อากาศของที่นี่ยังหนาวเย็นและมีหมอกหลงเหลือให้เห็นอยู่จางๆ กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเอื้องลอยมาตามลม ทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกที่หล่อนไม่เคยพบเจอ

สุรีย์รัศมิ์เดินอ้อมหลังรถมาหาเพื่อนรัก แล้วจึงจูงมือกันเดินไปตามถนนสายเล็กๆปูด้วยอิฐที่ทอดไปสู่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นเรือนไทยหลังใหญ่สองหลังติดกันโดยมีชานเรือนเป็นตัวเชื่อมระหว่างเรือนทั้งสองเอาไว้

“ บ้านสุรีย์เหมือนกับที่เห็นในละครเลยนะ ” ผู้เป็นแขกหันมองซ้ายมองขวาอย่างชื่นชม เพราะเรือนไทยเช่นนี้หาดูได้ยากนักในกรุงเทพฯ

สุรีย์รัศมิ์หัวเราะกิ๊ก แล้วจึงเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

“จริงๆเมื่อก่อนเรือนหลังเก่าเป็นของตากับยายน่ะ แต่ตอนที่พ่อยังอยู่ท่านก็รื้อแล้วสร้างขึ้นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม เพราะตอนนั้นพวกน้าๆยังไม่แต่งงาน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ แต่ตอนนี้แยกครอบครัวไปกันหมดแล้ว อีกอย่างตา ยาย และพ่อ ก็เสียไปนานแล้วด้วย เหลือแค่สุรีย์กับแม่อยู่กันสองคน มันก็กว้างเกินไปเหมือนกันนะ ”
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:27 pm

“ ดีออก น้อยคนที่จะได้อยู่บนเรือนไทยแบบนี้ สมัยนี้สร้างบ้านแบบเอาง่ายเข้าว่า เรือนไทยก็เลยหาดูได้ยากเต็มที ”
ระมิงค์ถอดรองเท้าแล้วเดินขึ้นบันไดซึ่งอยู่ใต้ชายคาด้านซ้ายมือ เพื่อไปยังห้องโถงที่เปิดโล่ง ยกสูงจากระดับชานเรือนราวครึ่งฟุต เมื่อไปถึงสุรีย์รัศมิ์จึงเชื้อเชิญผู้เป็นแขกให้นั่งลงบนชุดเก้าอี้ไม้สักที่แกะสลักเป็นรูปดอกไม้ผสมลายไทย ในขณะที่นักเขียนสาวรู้สึกสะดุดตากับชานโล่งใต้หลังคาที่มีหิ้งวางหม้อน้ำดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนามาตั้งแต่โบราณ นี่กระมังที่เรียกกันว่า “ ร้านน้ำ ”

ด้วยความที่หญิงสาวเป็นคนช่างคิดช่างจินตนาการ ทำให้หล่อนรู้สึกราวกับตนเองได้ก้าวล่วงไปสู่อดีตของวัฒนธรรมที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน หล่อนคิดไม่ผิดแน่นอนที่เดินทางมาในครั้งนี้ เพราะมองเห็นแรงบันดาลใจของตนอยู่รำไร ไม่แน่นิยายเรื่องใหม่ของหล่อนอาจจะถือกำเนิดขึ้นในไม่ช้าก็เป็นได้

“ มาถึงกันแล้วหรือลูก ” น้ำเสียงอ่อนหวานที่ถามอย่างเอื้อเอ็นดูนั้น ทำให้ระมิงค์ต้องเอี้ยวตัวกลับไปทางด้านหลังพลางยกมือไหว้

สตรีร่างท้วมในชุดผ้าไหมสีนวลรับไหว้ด้วยท่าทางใจดี คุณสร้อยทองเป็นสตรีวัยกลางคนที่มีผิวพรรณขาวผุดผ่อง และคงเค้าความงามในอดีตไว้ได้อย่างบริบูรณ์

“ แม่เพิ่งไปวัดกลับมา เดี๋ยวเอาของไปเก็บแล้วจะออกมาดูกับข้าวให้หนูมิ้ง สุรีย์พาเพื่อนไปดูห้องนอนก่อนสิลูก ขาดเหลืออะไรจะได้หาทัน ” สั่งแล้วผู้สูงวัยจึงเดินข้ามธรณีประตูไปยังห้องนอนซึ่งอยู่อีกฝั่งของเรือน
สุรีย์รัศมิ์ทำตามคำสั่งของมารดาแต่โดยดี

ประตูห้องทางปีกซ้ายถูกเปิดออกอย่างเบามือ มองเห็นห้องนอนขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเรือนพร้อมสรรพ เจ้าของบ้านเดินไปหยุดที่หน้าต่างบานเล็กคล้ายช่องลมแล้วค่อยๆเปิดมันออก แสงแดดส่องลอดเข้ามาเป็นทางยาว ทำให้ห้องดูโปร่งโล่งน่าอยู่

“ ทีแรกสุรีย์บอกแม่ว่าจะนอนด้วยกัน แต่แม่ติงว่ามิ้งจะขาดสมาธิเวลาทำงาน ก็เลยจัดห้องนี้ให้ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอกนะ ไม่ต้องเกรงใจ ” สุรีย์รัศมิ์ออกตัว

“ ไม่หรอก ที่เห็นอยู่นี่ก็ถูกใจมากแล้ว” ระมิงค์บอกตามที่คิด

สุรีย์รัศมิ์นั่งลงบนเตียงหนานุ่มแล้วตีมือลงบนฟูกเป็นเชิงเรียก ระมิงค์ทรุดกายลงนั่งห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

ท่ามกลางแมกไม้สีเขียวที่กินเนื้อที่ไปจนสุดลูกหูลูกตา ปรากฏยอดเจดีย์โผล่ขึ้นมาให้เห็นลิบๆ ผู้มาใหม่ลุกขึ้นเดินไปหยุดที่หน้าต่างพลางเขม้นมองอย่างสนใจ จนผู้ที่นั่งอยู่สังเกตเห็น

“ ที่เห็นนั่นเป็นเจดีย์กู่คำในเวียงกุมกาม ที่สุรีย์เป็นไกด์อยู่ไงมิ้ง ”

ผู้ฟังตาลุกวาว สาวเท้าเข้ามาทรุดนั่งลงที่เดิมแล้วจ้องมองเพื่อนรักตาแป๋ว

สุรีย์รัศมิ์มองใบหน้าสวยที่นั่งทำตาปริบๆแล้วหัวเราะขำ ทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วและเท้าสะเอวอย่างแก่นๆ

“ กำลังคิดว่ามิ้งคนเดิมกลับมาแล้ว ดูซิ ท่าทางยังกะเจ้าแม่ ” เจ้าของบ้านบอกยิ้มๆ
เจ้าแม่ยักไหล่ แกล้งทำหน้ากึ่งบึ้งกึ่งยิ้ม
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:28 pm

“ พอคนเขาอยากรู้ก็แกล้งเฉไฉเลยนะ เล่ามาเลยสุรีย์ เวียงกุมกามที่ว่านี่เป็นยังไง ”

ไกด์สาวดึงขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเตียง แล้วหันไปมองเจดีย์กู่คำก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่อีกฝ่ายเองก็ตั้งท่าฟังอย่างใจจดใจจ่อ

“ เวียงกุมกามเป็นเมืองที่พญามังรายทรงโปรดให้สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1829 เคยเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมาก ต่อมาน้ำปิงเกิดเปลี่ยนเส้นทางทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้น เวียงกุมกามจึงล่มสลายไป หลงเหลือไว้แค่ความเป็นตำนาน ”

“ ผิดแล้วสุรีย์ ถ้าบอกว่าเป็นตำนาน งั้นก็เป็นแค่เรื่องที่เล่าขานกันมาน่ะสิ ”

ผู้เล่าพยักหน้า

“ ตอนแรกคนก็คิดว่ามีเพียงในตำนานเท่านั้นแหละ แต่ต่อมาเมื่อมีคนเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ก็เริ่มมีการขุดพบซากโบราณสถานและเครื่องปั้นดินเผาอยู่หลายจุด กรมศิลป์จึงได้เข้ามาทำการขุดค้น จนพบโบราณสถานถึง 40 แห่งซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวดินร่วม 2 เมตร ”

“ นครใต้พิภพ ” ระมิงค์ว่า

“ ใช่ ที่นี่ถูกเรียกว่าเมืองใต้ดิน ”

“ แล้วสุรีย์เป็นไกด์ประจำอยู่ที่นี่ตลอดเลยใช่ไหม ”

สุรีย์รัศมิ์พยักหน้าอีกครั้ง

หญิงสาวเกิดและเติบโตที่นี่และมีความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดของตนเองอย่างที่สุด ทันทีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย หล่อนจึงไม่ปฏิเสธข้อเสนอของมารดาในการกลับมาเป็นมัคคุเทศก์ประจำเวียงกุมกาม

“ งั้นดีเลย พรุ่งนี้มิ้งจะไปด้วย ” นักเขียนสาวหมายมั่นปั้นมือ

“ ไม่ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้หรอกมิ้ง ” เจ้าของบ้านบอกยิ้มๆ

ผู้เป็นแขกเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น

“ เราจะไปกันตอนไหนล่ะ ”

“ คืนนี้ ”

“ หา ! คืนนี้เนี่ยนะ ”

“ ก็คืนนี้เป็นคืนลอยกระทง ทางโบราณสถานมีการจัดงานเลี้ยงขันโตกบริการนักท่องเที่ยวด้วย สนใจไหมล่ะ ”
ระมิงค์ดีดนิ้วเปาะ

“ น่าสนใจที่สุดเลยล่ะ ”
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:30 pm

ยามเย็นของวันนี้แตกต่างจากทุกวันโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้ช่วงพลบค่ำถือเป็นเวลาอันแสนทรมาน เพราะบรรยากาศอันซึมเศร้าของท้องฟ้าที่กำลังอำลาแสงตะวันนั้นทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกความเศร้าเกาะกินหัวใจ แต่ในวันนี้ ระมิงค์เฝ้ารอให้ถึงเวลาค่ำคืนอย่างใจจดใจจ่อ หากเป็นไปได้ก็อยากจะขอให้พระอรุณชักรถพระอาทิตย์กลับไปให้เร็วกว่านี้ ช่วงเวลาแห่งการรอคอยจะได้สั้นลง

หลังอาหารเย็น คุณสร้อยทองจึงเรียกสองสาวเข้าไปในห้องเพื่อมอบเสื้อผ้าฝ้ายล้านนาและผ้าซิ่นตีนจกให้แก่ทั้งคู่ เพราะตนเองมีร้านขายชุดพื้นเมืองอยู่ในพิพิธภัณฑ์เวียงกุมกามอยู่แล้ว การใส่ชุดของร้านไปร่วมงานจึงถือเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว

“ ไปงานเลี้ยงขันโตกก็ต้อง นุ่งผ้าเมืองแล้วเกล้าผมสูงทัดดอกเอื้องเหมือนสาวล้านนาโบราณจะได้เข้ากับบรรยากาศ ”

“ แม่เขากำลังจะสร้างกระแสนุ่งผ้าเมืองน่ะ ” สุรีย์รัศมิ์กระซิบบอกยิ้มๆ

ระมิงค์คลี่ชุดที่ได้มาอย่างพึงพอใจ เสื้อของหล่อนเป็นผ้าฝ้ายสีขาวที่ตกแต่งด้วยลูกไม้สีเดียวกับผ้าซิ่นตีนจกลายหงส์เชียงแสน ส่วนสุรีย์รัศมิ์นั้นเป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวเช่นเดียวกัน แต่เป็นผ้าซิ่นสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ

หลังจากลองชุดและปรับแก้จนพอดีแล้ว ทั้งคู่จึงขอตัวออกไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะกลับมาด้วย
ชุดสาวล้านนาแบบเต็มยศ มีดอกเอื้องสีเหลืองหอมกรุ่นประดับอยู่บนมวยผม และสวมใส่เครื่องประดับเงินอย่างสวยงาม

คุณสร้อยทองมองผู้อ่อนวัยกว่าด้วยสายตาพินิจเจือความเอ็นดู ทั้งสองคนมีความสวยงามที่แตกต่างกันดังดอกไม้คนละชนิด สุรีย์รัศมิ์เปรียบดังดอกกุหลาบสีแดงฉูดฉาด ในขณะที่ระมิงค์นั้นเป็นดอกมะลิสีขาวหอมละมุน แต่ดอกไม้ก็คือดอกไม้ ยามได้ยลคราใดก็เกิดความรู้สึกสดใสขึ้นมาครานั้น

“ แต่งแบบนี้ถึงจะสวยสมชื่อระมิงค์ ” หญิงกลางคนเปรยขึ้นมาลอยๆ

สุรีย์รัศมิ์หันขวับมาด้วยแววตาแห่งคำถาม

“ แม่พูดเหมือนรู้ความหมายของคำว่าระมิงค์อย่างนั้นแหละ ”

มารดายิ้มเยือกเย็นตามแบบฉบับ

“ ระมิงค์แปลว่าน้ำปิง แม่ยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมคนกรุงเทพฯถึงใช้ชื่อนี้ ”

ไกด์สาวเลิกคิ้วแล้วหันไปมองหน้าเพื่อนซึ่งยืนอมยิ้มน้อยๆรออยู่

“ พอดีตอนเป็นหนุ่มคุณพ่อเคยมาทำธุรกิจที่เชียงใหม่น่ะค่ะ ก็เลยประทับใจจนเอาไปตั้งชื่อให้มิ้ง ”
ระมิงค์เล่าสั้นๆ

“ ตอนแรกดูจากหน้าตาผิวพรรณแล้ว แม่คิดว่าหนูมีเชื้อสายของคนเหนือเสียอีก อ้าว ! นั่น ป้าเดือนเขาเอากระทงมาให้แล้ว ไปได้แล้วล่ะลูก เดี๋ยวจะดึก ” ประโยคท้ายคุณสร้อยทองเปลี่ยนเรื่องเมื่อหันไปเห็นแม่บ้านประจำครอบครัว ยกกระทงใบตองซึ่งประดับด้วยดอกไม้สดอย่างงดงามมาวางไว้บนโต๊ะไม้สัก
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน