นวนิยาย สัตยาภพ โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:33 pm

“ แล้วแม่ล่ะคะ ” สุรีย์รัศมิ์ถาม

มารดาส่ายหน้า

“ เดี๋ยวแม่จะไปลอยกับป้าเดือน แล้วจะรีบกลับมาจุดผางประทีปบูชาพระ ”

วันลอยกระทงหรือยี่เป็งของล้านนานั้นถือเป็นวันพระใหญ่ ในช่วงเช้าจะมีการทำบุญตักบาตร ปล่อยโคมลอยสะเดาะเคราะห์ และมีการทำซุ้มประตูป่าเอาไว้หน้าประตูเรือน ส่วนในเวลากลางคืนจะมีการจุด
ผางประทีปเพื่อบูชาพระและเสริมศิริมงคลอีกประการหนึ่ง

“ ฝากแม่ด้วยนะจ๊ะป้าเดือน ” สุรีย์รัศมิ์หันไปบอกแม่บ้านขณะเดินไปเอากระทงบนโต๊ะไม้สักที่นาง นั่งอยู่

“ ได้ค่ะ คุณหนูก็อย่ากลับดึกนะคะ ป้าไม่ค่อยอยากให้ไปแถวเมืองเก่าตอนกลางค่ำกลางคืนเลย มันน่ากลัวจะตายไป ” ว่าแล้วผู้สูงวัยก็ทำท่าขนลุกขนพอง

“ โธ่ ป้าเดือนล่ะก็ ไปเชื่อที่ชาวบ้านเขาพูดกัน สุรีย์ทำงานที่นั่นทุกวันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่คะ ”

“ ยังไงๆก็ต้องระวังตัวแหละลูก บางทีคนสมัยนี้ก็น่ากลัวกว่าผีอีก ” มารดาให้แง่คิด

“ โอเคค่ะ ” สุรีย์รัศมิ์รับปากเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำ แล้วจึงสะกิดเพื่อนให้รีบเดินตามออกมา

ขณะเดินฝ่าอากาศเย็นยะเยือกไปที่รถ ระมิงค์จึงเอ่ยถามเจ้าถิ่นถึงสิ่งที่ตนเองคาใจอยู่

“ ป้าเดือนเขาเป็นห่วงเรื่องอะไรหรือสุรีย์ ”

สุรีย์รัศมิ์เปิดประตูเข้าไปนั่งประจำที่คนขับก่อนจึงค่อยหันมาตอบ

“ คนเขาลือกันว่าที่เมืองเก่าผีดุน่ะสิ มีคนเจอกันนับไม่ถ้วน แต่ไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่านะ
เพราะสุรีย์เองก็ไม่เคยเห็น ได้ยินแต่ที่เล่าต่อๆกันมาเท่านั้น ”

ผู้ฟังพยักหน้าแล้วทำท่าครุ่นคิด

โบราณสถานอายุตั้งเจ็ดร้อยกว่าปีย่อมมีความทรงจำเกิดขึ้นทับซ้อนกันหลายช่วงรอยต่อกาลเวลา และความทรงจำเหล่านั้นล้วนเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่าของผู้ที่เคยผูกพันกันมาก่อน

ดวงวิญญาณจะมีจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญ คือ อย่าปล่อยให้อดีตตายไป พร้อมกับคนในอดีตต่างหาก เพราะ...อดีต..เป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า..ปัจจุบัน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:34 pm

บทที่ ๓



เมื่อกระทงน้อยลอยหายไปกับความมืดมิดของสายน้ำปิงแล้ว
สุรีย์รัศมิ์จึงเดินนำระมิงค์ขึ้นจากท่าน้ำเก่าซึ่งหญิงสาวใช้เป็นสถานที่ลอยกระทงเป็นประจำทุกปี คืนนี้น้ำค้างค่อนข้างแรงและมีลมโชยพัดมาอ่อนๆ ทำให้อากาศหนาวเย็นมากกว่าช่วงเช้าหลายเท่าตัว หล่อนจึงรู้สึกห่วงใยเพื่อน เกรงว่าร่างกายจะปรับสภาพไม่ทัน
“ หนาวหรือจ๊ะมิ้ง ” สาวเจ้าถิ่นถามเมื่อเห็นเพื่อนเดินกอดอกไปพลางห่อไหล่ไปพลาง
“อากาศที่นี่หนาวมาก ” ระมิงค์ตอบสุ้มเสียงสั่น
สุรีย์รัศมิ์อมยิ้ม ไม่แปลกเลยที่สาวชาวกรุงอย่างนักเขียนสาวจะมีปฏิกิริยาต่อเหมันตฤดูของเชียงใหม่อันเต็มไปด้วยน้ำค้างและหมอกหนาเช่นนี้
“ อุ๊ย ! ดูนั่นสิ สวยจังเลย ” น้ำเสียงตื่นเต้นของอาคันตุกะสาวเป็นเหตุให้หญิงสาวที่กำลังเปิดประตูรถต้องชะงัก เงยหน้าขึ้นมองตาม
โคมสีส้มแดงนับร้อยกำลังทยอยกันขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางปุยเมฆสีขาวที่สะท้อนแสงจันทร์สีเงินวาววาม เมื่อเห็นเพื่อนจ้องมองอย่างไม่วางตาสุรีย์รัศมิ์จึงฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวจะพาไปดูเขาปล่อยโคมกัน ” สารถีสาวเอ่ยเร่ง
ระมิงค์ทำหน้าเสียดายแต่ก็รีบก้าวขึ้นรถแต่โดยดี
รถแล่นกลับไปทางเดิมเหมือนตอนขามา หากแต่ขับเลยบ้านของสุรีย์รัศมิ์ไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง ชั่วครู่ รถจึงชะลอความเร็วลง
“ ตรงนี้ไงมิ้ง ที่เขาสันนิษฐานกันว่าเป็นแนวน้ำปิงสายเดิม ก่อนน้ำจะท่วมเมือง ” ไกด์สาวพยักเพยิด
ระมิงค์มองฝ่าความสลัวไปยังร่องน้ำแคบๆที่เต็มไปด้วยหญ้ารก อา..เวลาเจ็ดร้อยกว่าปี เปลี่ยนแม่น้ำกว้างใหญ่ให้เหลือเพียงลำธารตื้นเขินได้..อนิจจา
เอี๊ยด !!!...
เสียงรถเบรกดังสนั่น ทำให้ระมิงค์ต้องยุติความคิดตนแล้วหันไปมองเพื่อนซึ่งกำลังโมโหหน้าดำหน้าแดง ชะโงกหน้าไปตวาดแว้ดใส่คนขับรถอีกคัน
“ กลัวคนอื่นเขาไม่รู้ว่าซื้อใบขับขี่มาหรือไงคุณ ”
ฝ่ายตรงข้ามเลื่อนกระจกลงช้าๆ
ชายหนุ่มใบหน้าคมเข้ม ผิวขาวจัดโผล่หน้าออกมานอกตัวรถ แล้วยิ้มเหยียดที่มุมปาก
กึ่งขำกึ่งเยาะ
“ นึกว่าอันธพาลที่ไหน ที่แท้ก็ไกด์สาวเจ้าปัญหานี่เอง ”
“............” ระมิงค์อ้าปากจะห้าม แต่ต้องยุติความคิดลง เมื่อสุรีย์รัศมิ์ก้าวฉับๆลงไป
เท้าสะเอวอยู่ข้างรถเก๋งสีบรอนซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ ฉันพาลตรงไหนไม่ทราบ เห็นๆกันอยู่ว่านายน่ะ นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว คงคิดว่าที่นี่เป็นลานบ้าน ของตัวเองมั้ง ” หล่อนเยาะบ้าง
“ คุณก็เล่นขับช้าเสียจนผมนึกว่าจะจอดแบบนั้น ใครจะคิดว่าอยู่ดีๆกลับนึกอุตริเลี้ยวขวับแบบนี้ล่ะ ” ชายหนุ่มเถียงไม่ลดละ
“ พอเถอะเขต นายจะเถียงเอาโล่หรือไง ” เสียงทุ้มๆข้างตัวเอ่ยขึ้นบ้างอย่างรำคาญ เพราะเขาไม่เห็นด้วยเลยถ้าเพื่อนรักจะมานั่งทะเลาะกับผู้หญิง
สุดเขตส่ายหัวไม่ยอมฟังเพื่อน
“ ไม่ได้ว่ะรบ ยายไกด์เจ้าปัญหานี่ไม่เคยยอมใคร ดูสิมาด่าเราฉอดๆ ”
“ ว่าใครเจ้าปัญหานะ นายสุดเขต ” ผู้ถูกพาดพิงถามเสียงแปร๋น
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ระมิงค์จึงเปิดประตูลงจากรถ แล้วดึงแขนเพื่อนรักเอาไว้
“ พอเถอะสุรีย์ รถเราก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ”
สุดเขตหัวเราะหึหึในลำคอ
“ นั่นสิครับ เรื่องแค่นี้เอง เจ๊ก็โกรธจนหน้าเหี่ยวไปหมดแล้ว ”
“นี่นาย... ” สุรีย์รัศมิ์ชี้หน้าอีกฝ่าย แล้วปรี่เข้าไปหาอย่างสุดจะทน
เสียงประตูด้านตรงข้ามคนขับของรถสีบรอนซ์ปิดดัง ปัง ! ครู่ใหญ่ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีดำก็เดินเข้ามาหาสองสาวด้วยสีหน้ากังวล
“ ผมต้องขอโทษแทนเพื่อนด้วยครับคุณสุรีย์ ” เขาเอ่ยขอโทษเสียงอ่อนๆ
อารมณ์ขุ่นมัวของสุรีย์รัศมิ์ค่อยคลายลง จะอะไรเสียอีกล่ะ ก็เพราะชายหนุ่มหน้าคมผู้ที่หล่อนแอบปลื้มมานานแสนนานผู้นี้ลงมาห้าม ถึงจะโกรธแสนโกรธอย่างไร มีหรือที่จะกล้าออกฤทธิ์ออกเดชกับเขาได้อีก
“ นี่เห็นแก่คุณรบนะคะ ” หญิงสาวทิ้งท้าย
นักรบเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นเพื่อนสนิทของสุดเขต หนุ่มเจ้าสำราญหัวหน้าชุดขุดค้นโบราณสถานเวียงกุมกาม ผู้ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสุรีย์รัศมิ์เสมอมา
“ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็รีบไปกันเถอะสุรีย์ ” ระมิงค์เร่ง
นักรบเพ่งสายตาไปยังเจ้าของเสียง มอง แล้วจึงจ้องอยู่นาน ก่อนที่รอยยิ้มอย่างยินดีจะผุดขึ้นเหนือมุมปาก
“ คุณ... จำผมได้ไหมครับ ” ชายหนุ่มรื้อฟื้นความทรงจำ
คราวนี้ระมิงค์เป็นฝ่ายจ้องบ้าง ชั่วครู่หล่อนจึงคลี่ยิ้ม มองเห็นรอยบุ๋มข้างแก้มอยู่รำไร
ท่ามกลางวินาทีแห่งชีวิต ใครกันเล่าจะลืมเลือนคนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายได้
“คุณนั่นเอง ”
เสียงแตรรถดังระงมเพราะรถของสุรีย์รัศมิ์จอดขวางทางแยกอยู่ ทั้งหมดจึงจำต้องแยกย้ายกันเดิน
แกมวิ่งกลับไปที่รถของตนเองแล้วออกตัวไปอย่างรวดเร็ว



“ คุณรบเนี่ยนะ ที่อยู่กับมิ้งตอนรถคว่ำ ” สุรีย์รัศมิ์ถามเสียงสูงปรี๊ดเมื่ออยู่ในรถ
อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้ารับ ไม่รู้สึกรู้สมเท่าใดนัก
“ โชคดีจัง ”
ประโยคนี้เล่นเอาคนฟังขมวดคิ้วพลางหันขวับมามอง
“ รถคว่ำเนี่ยนะโชคดี”
สุรีย์รัศมิ์ยิ้มเขินๆก่อนตอบ
“ ไอ้รถคว่ำน่ะมันไม่โชคดีหรอก แต่โชคดีเพราะได้ใกล้ชิดคุณรบต่างหาก ”
ระมิงค์ค้อนขวับอย่างนึกหมั่นไส้ นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนเห็นเพื่อนสาวจอมเฮ้ว ทำท่า “ คลั่ง ” ถึงขนาดนี้ เพราะโดยปกติแล้วไกด์สาวจะออกแนวปฏิเสธผู้ชายเสียมากกว่า คล้ายกับคนที่มีความทรงจำเลวร้ายฝังใจ ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นหล่อนยอมคบกับใครสักที
“ อย่าบอกนะว่า สุรีย์.... ” ระมิงค์พูดค้างไว้ อีกฝ่ายจึงเสริมขึ้นเสียเอง
“ เรียกว่าปลื้ม ชื่นชมบุคลิก ความสามารถ ” ว่าพลางคนพูดก็เลี้ยวรถเข้าสู่ถนนแคบๆ ก่อนจะเคลื่อนเข้าไปจอดแทรกใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายกันอยู่หลายต้น
เสียงสะล้อท่วงทำนองอ่อนหวานดังแว่วมากระทบโสตประสาททันทีที่ประตูรถเปิดออก ลมหนาวพัดละอองน้ำค้างเย็นฉ่ำผ่านผิวเนื้อจนสั่นสะท้าน โดยที่แสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมามิได้ทำให้อบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย

นี่หรือ เวียงกุมกาม สถานที่ที่ถูกขนานนามว่า นครใต้พิภพ
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:35 pm

“ งานคงจะเริ่มพักใหญ่แล้ว มัวแต่ทะเลาะกับอีตาบ้านั่น ” ไกด์สาวบ่นด้วยความขุ่นมัว หากแต่ผู้ฟัง กลับใส่ใจสิ่งรอบกายมากกว่า
ในยามค่ำคืนเช่นนี้ ต้นไม้ใหญ่สูงชะลูดที่อยู่ด้านนอกวัดนับสิบต้น ดูร่มรื่นและน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมๆกัน หญิงสาวเริ่มหวั่นใจเมื่อนึกถึงคำที่นางเดือนเตือนก่อนออกจากบ้าน
สุรีย์รัศมิ์หันมาพยักหน้ากับระมิงค์เป็นเชิงชักชวนแล้วจึงเดินออกไปทางด้านหน้าวัด ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวสวยงาม หล่อนยิ้มและทักทายคนที่เดินสวนกันไปมาอย่างคุ้นเคย บางคนแต่งกายตามสมัยนิยม ขณะที่ส่วนใหญ่จะแต่งแบบล้านนาเพื่อให้สมกับได้มาร่วมงานยี่เป็ง
“ วัดนี้แต่เดิมชื่อวัดกานโถม แต่ต่อมาเรียกว่าวัดช้างค้ำ ” เจ้าถิ่นยังคงทำหน้าที่ไกด์คอยแนะนำสถานที่อยู่เสมอ
อยู่ดีๆเสียงคนในงานก็เฮกันดังลั่น ระมิงค์แหงนหน้าขึ้นมองจึงทันเห็นดอกไม้ไฟกำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงเกือบสิบเมตร ความสวยงามของประกายไฟระยิบระยับตัดกับฉากหลังสีดำสะกดคนทุกผู้ให้ตรึงอยู่กับที่ ครู่ใหญ่ทุกอย่างจึงสงบลง บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ปกติ เสียงสะล้อซอซึ้งยังคงบรรเลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เช่นเดียวกับช่างฟ้อนที่ร่ายรำอย่างอ่อนช้อย ทุกสิ่งสมกับความเป็นล้านนา ดินแดนที่มีวัฒนธรรมและประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
“ คุณสุรีย์คะ ปลัดเสริมพงษ์เชิญไปทางโน้นหน่อยค่ะ ” หญิงกลางคนแต่งกายแบบพื้นเมืองเดินฝ่า
ฝูงชนเข้ามาสะกิด พลางชี้ไปยังกลุ่มชายหญิงที่กำลังนั่งล้อมวงขันโตกอยู่กลางลานวัด
“ งั้นเราไปหาท่านกันก่อนได้ไหมมิ้ง ” เจ้าตัวหันมาถามความคิดเห็นของเพื่อน
ระมิงค์พยักหน้าแล้วจึงเดินตามเข้าไปด้วยอาการสงบ
เมื่อไปถึง กลุ่มคนที่นั่งอยู่บนเสื่อแหย่งรอบขันโตกไม้ต่างก็หันมามองทั้งคู่เป็นตาเดียว แล้วชายกลางคนที่ดูมีอายุมากกว่าเพื่อนจึงเอ่ยเชื้อเชิญขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“ มานั่งด้วยกันนี่หนูสุรีย์ เห็นหันรีหันขวางอยู่เลยให้คนไปตาม ”
“ สวัสดีค่ะท่านปลัด ” หญิงสาวค้อมไหว้อย่างอ่อนน้อม ก่อนจะหันไปแนะนำเพื่อนรัก
“ นี่มิ้งเพื่อนของสุรีย์เองค่ะ เพิ่งมาจากกรุงเทพฯ ”
ผู้ถูกแนะนำยกมือขึ้นไหว้บ้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่ามีสายตาคมกริบคู่หนึ่งจ้องมองอยู่ ชายผู้นั้นนั่งอยู่ข้างปลัดเสริมพงษ์ ดูจากแววตากรุ้มกริ่มนั้นก็พอจะดูออกว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้อยู่ไม่น้อย หล่อนจึงเฉยเสีย แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ ท่านปลัดคะ นั่นอาจารย์นักรบกับคุณสุดเขตเดินมาโน่นแล้วค่ะ ” สตรีที่นั่งเงียบอยู่นานบอกด้วยเสียงกระตือรือร้น
“ คุณคริสช่วยไปเชิญมานั่งด้วยกันทีสิ ” ปลัดเสริมพงษ์สั่ง
ไม่ต้องรอให้สำทับคำรบสอง สาววัยยี่สิบกว่าปีในชุดผ้าไหมงามระยับก็กุลีกุจอลุกขึ้นไปเชิญสองหนุ่มทันที ไม่ช้าทั้งสามก็เดินกลับมาพร้อมกันด้วยท่าทียิ้มแย้ม
ระมิงค์หันไปมองเพื่อนซึ่งกำลังเก็บความรู้สึกส่วนตัวเอาไว้อย่างเต็มที่ จะทำอย่างไรได้เล่า เมื่อผู้ใหญ่ประสงค์ให้ร่วมวงสนทนากับคู่อริ หญิงสาวรู้ดีว่า การอยู่ในสังคมจะต้องสวมหน้ากากบ้างในบางครั้ง ดังเช่นในคืนนี้ที่สุรีย์รัศมิ์แสร้งทำยิ้มแย้มต่อหน้าทุกคน เพื่อกลบเกลื่อนความคุกรุ่นที่อยู่ในใจ สุดเขตก็ดูจะรู้ซึ้งถึงข้อนี้ เขาจึงนั่งอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา
“ เอ้า ! มาพร้อมแล้วก็เชิญทานข้าวกันเลยทุกคน ” ปลัดเสริมพงษ์กล่าว
อาหารเหนือหลากหลายชนิดที่วางอยู่ในขันโตกทรงกลมขนาดใหญ่ แล้วตกแต่งด้วยผักแกะสลักสีสันสวยงามพร่องลงอย่างช้าๆ เพราะทุกคนรับประทานไป พูดคุยกันไปอย่างสนุกสนาน
ช่างฟ้อนชุดฟ้อนเล็บลงจากเวทีไปแล้ว การแสดงชุดต่อไปจึงเข้ามาแทนที่ เด็กหญิงในชุดม่อฮ่อมเดินขึ้นมาพร้อมกับดาบสีเงินวาววับ เสียงฆ้องกลองกระชับจังหวะให้เร็วขึ้น เด็กน้อยจึงร่ายรำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยท่ามกลางความหวาดเสียวของคนดู
“ สนใจฟ้อนดาบหรือคุณมิ้ง ” ปลัดสูงวัยชวนคุย
ระมิงค์หันขวับมามองแล้วส่งยิ้มหวานให้แทนคำตอบ สุรีย์รัศมิ์จึงเป็นฝ่ายตอบเสียเอง
“ มิ้งเขาเป็นนักเขียนน่ะค่ะท่าน ก็เลยเป็นนักเก็บข้อมูลตัวยง ไม่ว่าจะมีอะไรแปลกหูแปลกตาเป็นต้องสนใจทุกเรื่อง ”
“ ไม่ลองเขียนเกี่ยวกับเวียงกุมกามดูหรือครับ ” สุดเขตเอ่ยถาม ในขณะที่ประโยคถัดไปของเขาทำเอาสุรีย์รัศมิ์หันมามองตาเขียวปั๊ด
“ สำหรับคุณมิ้งผมยินดีให้ข้อมูลเสมอ”
นักรบหัวเราะหึหึในลำคอ เพราะรู้นิสัยเจ้าชู้ประตูดินของเพื่อนรักดี อันที่จริงแล้วเขาไม่เห็นด้วยเท่าใดนักที่สุดเขตจะขายขนมจีบให้หญิงสาวที่เพิ่งรู้จักกันเช่นระมิงค์ เพราะการใช้เสน่ห์ฟุ่มเฟือยอย่างที่เป็นอยู่จะทำให้ถูกมองว่าขาดความจริงใจ แต่อีกส่วนหนึ่งถ้าจะถามความในใจของตนเองนั้น นักรบยอมรับว่าเขาเองก็ประทับใจระมิงค์อยู่ไม่น้อย ซึ่งอาจจะมีบ่อเกิดมาจากความใกล้ชิดในคืนรถคว่ำที่แปรเปลี่ยนเป็นความชอบในภายหลัง หากชายหนุ่มก็ค่อยเป็นค่อยไปไม่ผลีผลามเข้าไปตีสนิทเหมือนดังที่สุดเขตกำลังทำอยู่
“ ถ้ามิ้งจะเขียนเกี่ยวกับเวียงกุมกามจริงๆสุรีย์ก็ให้รายละเอียดได้นะ อย่าลืมว่าไกด์อย่างสุรีย์ต้องรู้จักสถานที่ลึกซึ้งพอถึงจะให้บริการลูกทัวร์ได้ ” คู่อาฆาตสุดเขตดักคอ
“ คุณมิ้งนี่เสน่ห์แรงจังนะครับท่านปลัด มีแต่คนอยากช่วยเหลือ ” ชายหนุ่มข้างกายปลัดเสริมพงษ์แกล้งถามความคิดเห็น ขณะที่ผู้ถูกถามเพียงแค่หันไปมอง ไม่ปริปากตอบแต่อย่างใด
“ คริสว่าบางทีเสน่ห์ก็เป็นผลร้ายต่อตัวเราเหมือนกันนะคะคุณเมฆพัด ถ้าเราใช้ไม่เป็น ” ชาคริยาซึ่งนั่งฟังอยู่นานแล้วแขวะขึ้นมาบ้าง ในขณะที่ตาคู่สวยทอดไปสบสายตานักรบอย่างจงใจ เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มที่หมายปอง จะปล่อยให้หญิงอื่นเด่นกว่าตนได้อย่างไร
ระมิงค์ชม้ายตามองชาคริยาอย่างใจเย็น แล้วจึงกล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ คำว่าเสน่ห์เนี่ยสำหรับบางคนก็เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวนะคะคุณ ในขณะที่บางคนพยายามแทบตาย ก็ทำไม่ได้ ”
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:36 pm

ชาคริยาหันมามองผู้พูดด้วยแววตาวาววับพลางเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างขัดเคือง
สุรีย์รัศมิ์ก้มหน้าซ่อนยิ้ม นี่แหละ ระมิงค์ตัวจริง หล่อนเป็นคนสงบเสงี่ยมแต่ไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีได้โดยง่าย และที่สำคัญเพื่อนๆเคยตั้งฉายาให้หล่อนว่า น้ำผึ้งอาบยาพิษ เพราะหญิงสาวเป็นคนพูดน้อย แต่ถ้าจะโต้ตอบใคร รับรองว่าบาดไปถึงขั้วหัวใจ
นักรบซ่อนยิ้มแล้วเหลือบมองไปยังสาวต่างถิ่นที่ยังคงวางท่าปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆที่เพิ่งทำให้ชาคริยาค้อนขวับไปหยกๆ แม้ดูจะไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่า หญิงสาวคงจะอึดอัดใจไม่น้อย เมื่อเห็นว่ามีคนจ้องหาเรื่องอยู่ จึงนึกห่วง อยากพาหล่อนหลบไปให้พ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดที่เป็นอยู่
“ มาถึงที่นี่แล้ว คุณมิ้งได้ไปไหว้ศาลพญามังรายหรือยังครับ ”
“ ยังเลยค่ะ พอลงจากรถก็มานั่งที่นี่เลย ”
“ ผมอยากไปไหว้ท่านอยู่พอดี ไปด้วยกันไหมครับ ” เขาเอ่ยชวนดื้อๆ ทำเอาทุกคนที่อยู่ร่วมวงหันมามองทั้งคู่ด้วยความแปลกใจ
หญิงสาวหันไปมองสุรีย์รัศมิ์อย่างขอความคิดเห็น ฝ่ายหลังจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ หล่อนไม่ใช่คน ขี้หึงอย่างหน้ามืดตามัว ถึงแม้จะปลาบปลื้มชายหนุ่มอยู่มาก แต่ไกด์สาวก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับผู้ชายมากไปกว่าเพื่อน อย่างน้อยๆทั้งสองคนก็เคยร่วมชะตากรรมมาด้วยกัน อีกทั้งนักรบนั้นมีความเป็นสุภาพบุรุษสูง บวกลบคูณหารแล้ว หญิงสาวจึงสรุปว่าไม่น่าห่วง
“ ก็ดีเหมือนกันค่ะ นั่งนานๆชักจะหนาว ไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างก็ดีเหมือนกัน สุรีย์ไปด้วยกันไหมจ๊ะ ” ประโยคท้ายระมิงค์หันไปชวนเพื่อน
“ งั้นเดี๋ยวสุรีย์ขอคุยธุระก่อน แล้วจะตามไปก็แล้วกันนะ ฝากมิ้งด้วยนะคะคุณรบ ”
“ ด้วยความยินดีครับ ” ชายหนุ่มตอบรับพลางลุกขึ้น
“ คุณรบคะให้คริสไปด้วยคนสิ ” ชาคริยาทำท่าจะลุกตามบ้าง แต่ถูกสุรีย์รัศมิ์ดึงแขนเอาไว้
“ สำหรับคุณคริสอย่าเพิ่งไปเลยค่ะ เห็นเมื่อกี้บอกจะคุยกับท่านปลัดเรื่องเมืองเก่าไม่ใช่หรือคะ ”
สุรีย์รัศมิ์แกล้งดักคอ เพราะรู้ดีว่าเพื่อนของตนเบื่อหน่ายหญิงสาวผู้นี้อยู่เต็มแก่
“ แล้วผมจำเป็นต้องอยู่ด้วยไหมนี่ ชักอยากไปไหว้พ่อขุนอยู่เหมือนกัน ”สุดเขตถามบ้าง
“ อยู่สิ ” สุรีย์รัศมิ์ตอบเสียงเข้ม แล้วแอบนึกในใจว่า นายนั่นแหละตัวดี
“ คุณสุรีย์นี่ใจกว้างดีนะครับ ยอมให้เพื่อนไปกับชายหนุ่มแปลกหน้าได้ ” เมฆพัดพูดลอยๆ
สุรีย์รัศมิ์ยิ้มมุมปาก แล้วจึงบอกด้วยเสียงเน้นหนัก
“ ใครบอกว่าแปลกหน้าคะ สองคนนั้นเขารู้จักกันก่อนที่มิ้งจะมาถึงเชียงใหม่เสียอีก ”
คนอื่นๆดูไม่แปลกใจเท่าไรนัก แต่สุดเขตถึงกับชะงัก เหตุใดเขาจึงไม่รู้เรื่องนี้ ทั้งๆที่ตนเองและนักรบแทบไม่เคยมีความลับต่อกันมาก่อนเลย
“ ตกลงทุกคนจะปรึกษาอะไรกับผมหรือ ” ปลัดเสริมพงษ์ขัดขึ้นหลังจากเงียบฟังอยู่นาน
“ สุรีย์อยากจะปรึกษาเรื่องเทศกาลปีใหม่น่ะคะ ” สุรีย์รัศมิ์วกเข้าเรื่อง
ทุกคนจึงเลิกให้ความสนใจกับสองหนุ่มสาวที่เพิ่งเดินจากไป แล้วมาให้ความสำคัญกับหัวข้อสนทนาของหญิงสาวแทน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:37 pm

แสงจันทร์ทาบทาลงบนเรือนร่างโปร่งบางทำให้ผิวเนื้อของหญิงสาวงามลออจับตา จนนักรบต้องลอบมองขณะที่หล่อนนั่งคุกเข่าอยู่หน้าศาลพญามังราย วันนี้ระมิงค์เปลี่ยนแปลงจากที่เคยเห็นราวกับคนละคนกัน แต่เขาก็จดจำใบหน้าสวยหวานของหล่อนได้เสมอ แม้ว่าจะเคยพบเจอแค่เพียงครั้งเดียวก็ตามที
ศาลพญามังรายเป็นศาลที่ตั้งอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มขนาดหลายคนโอบ ภายในศาลประดิษฐาน รูปปั้นของพญามังราย หรือ พ่อขุนเม็งรายปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา ซึ่งมองเห็นรำไรใต้แสงผางประทีปที่จุดบูชาอยู่ด้านหน้าศาล
นับรบหยิบธูปและเทียนซึ่งวางอยู่ก่อนแล้วขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะหยิบไม้ขีดไฟที่วางอยู่ใกล้ๆกันขึ้นมาจุด แต่ความพยายามของเขากลับไม่เป็นผล ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวข้างกายและบอกอย่างใจเย็น
“ สงสัยไม้ขีดจะโดนน้ำค้าง เดี๋ยวผมเดินไปซื้อที่ร้านดอกไม้ไฟหน้าวัดก่อน คุณมิ้งรออยู่ที่นี่นะครับ ”
เมื่อหญิงสาวรับคำแล้วชายหนุ่มจึงเดินจากไป ลมหนาวพัดกลิ่นธูปมาปะทะใบหน้าเฮือกใหญ่ แทนที่หญิงสาวจะรู้สึกไม่ชอบใจกลับรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด ในบางเหตุการณ์คนเราก็ให้คำตอบกับตนเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าเหตุใดความรู้สึกบางอย่างจึงบังเกิดขึ้นมาได้
“ ไหว้สาพญามังรายรึแม่หญิง ”
อยู่ดีๆเสียงหวานยะเยือกก็ดังขึ้นข้างกาย ระมิงค์หันไปมองด้วยความแปลกใจ หญิงสาวในชุดสไบกรองทองอร่ามตาหันมายิ้มเยื้อนอย่างเป็นมิตร ท่าทีของหล่อนดูนวยนาดแช่มช้อยราวกับนางในวรรณคดี ขัดกับดวงตาแห้งโหยที่จ้องมองมา
“ยังไม่ได้ไหว้หรอกค่ะ พอดีรอเพื่อนอยู่ ”
“ นางดูมิใช่คนที่นี่ ” หล่อนพยายามชวนคุย
“ เป็นคนกรุงเทพฯน่ะค่ะ แต่มาเยี่ยมเพื่อนที่นี่ ”
หญิงนิรนามพยักหน้าน้อยๆชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่สูงสล้างที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่เหนือศาลอันศักดิ์สิทธิ์ สายลมพลิ้วพัดใบรูปหัวใจร่วงกราวลงมา ราวกับเป็นสัญชาตญาณแห่งชีวิตมนุษย์ว่าเมื่อถึงเวลาก็ย่อมโรยรา ร่วงโรย
“ นางเคยรู้เรื่องต้นโพธิ์นี้ฤๅไม่ ”
“ ทำไมหรือคะ ” ระมิงค์ย้อนถามพลางหันไปมองคู่สนทนา
หญิงสาวผู้นี้มีผิวกายผุดผ่องเป็นยองใย เสื้อผ้าเครื่องประดับที่สวมใส่บ่งบอกถึงการอยู่ในฐานะสูงกว่าคนทั่วไป แต่ที่น่าแปลกคือ หล่อนใส่เครื่องประดับมากมายราวกับจะออกแสดงมากกว่าจะแต่งกายให้เข้ากับ งานประเพณีแต่เพียงอย่างเดียว
“ โพธิ์นี้อยู่คู่กับเวียงมาตั้งแต่ครั้งเก่าก่อน ” หล่อนเล่าเรียบเรื่อย
“ ถ้าอย่างนั้นต้นโพธิ์นี้ก็อายุร่วมเจ็ดร้อยปีแล้วสิคะ ” ถามพลางจ้องตาอีกฝ่ายรอฟังคำตอบ
หล่อนผู้นั้นนิ่ง ในขณะที่ระมิงค์เริ่มรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง คล้ายถูกครอบงำด้วยอะไรบางอย่าง ดวงตาของหล่อนพร่าเบลอ สมองไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น รู้อยู่เพียงอย่างเดียว คือ จะต้องทำตามคำบัญชาของอีกฝ่าย
“ ตามเรามาสิระมิงค์ ” นางในชุดไหมคำบอกพลางลุกขึ้น
ระมิงค์ทำตามราวกับถูกยาสั่ง ร่างกายทุกส่วนนั้นเคลื่อนไหวเองโดยอัตโนมัติ อา...หล่อนไม่สามารถควบคุมตนเองได้เลย
หญิงนิรนามหยุดอยู่หน้าต้นโพธิ์ใหญ่ พลางเอ่ยชวนโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
“ ไปกับเราเถิดระมิงค์ ”
ระมิงค์เดินตามช้าๆ ลำแสงสีทองเปล่งประกายออกมาจากต้นโพธิ์เก่าแก่ สว่างจนดวงตาพร่าพราย หญิงสาวรู้สึกคล้ายถูกพลังบางอย่างดึงดูดเข้าไปหา ร่างบางหมุนคว้าง ทะลุลำต้นโพธิ์ใหญ่เข้าไปราวกับเป็นเพียงม่านไม้ที่ทับซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เบาบางและอ่อนนุ่ม แต่ยิ่งลึกเท่าใดก็ยิ่งอึดอัด หายใจไม่ออกมากเท่านั้น
“ คุณมิ้ง ไปไหนแล้วครับ ”
เสียงนักรบดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท แผ่วเบาไกลออกไปเรื่อยๆ ระมิงค์รู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน ทั้งที่อยากจะตื่น แต่ก็ไม่สามารถฝืนกายลุกขึ้นได้ดังที่ต้องการ

..ประตูกาลเวลา
นำเธอมาพบกับฉัน
ย้อนคืนความผูกพัน
นิจนิรันดร์มิเสื่อมคลาย
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:38 pm

บทที่ ๔


ม่านเปิดขึ้นท่ามกลางความมืด

มีเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องทะลุแมกไม้ลงมาเท่านั้นที่ช่วยให้มองเห็นได้รางๆ ท่ามกลางเสียง สะล้อซอซึงถ้อยทำนองอ่อนหวานที่แว่วมาตามลม และเสียงหัวเราะระริกรื่นที่ดังมาเป็นระยะๆ หญิงสาวมองฝ่าความสลัวไปรอบกาย สระน้ำกว้างใหญ่มองดูวิบวับรับแสงจันทร์ ถัดไปเป็นตำหนักคล้ายศาลตกแต่งด้วยปูนปั้นลายเครือเถา ซึ่งจุดผางประทีปไว้โดยรอบ ด้านหลังของหล่อนเป็นต้นไม้ลักษณะคุ้นตา อาจแตกต่างจากเคยเห็นก็ตรงขนาดที่ด้อยกว่าเท่านั้นเอง
กลิ่นสุคนธาฟุ้งกำจายรวยริน เช่นเดียวกับเสียงสตรีที่พูดคุยกันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ระมิงค์ตัดสินใจวิ่งไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อดูท่าทีของกลุ่มคนเหล่านั้น
มองเห็นหญิงสาวใบหน้าสวยคมคุ้นตาดูงามสง่าในทุกย่างก้าวที่เยื้องกาย หล่อนผู้นี้ดูประพิมพ์ประพายกับสุรีย์รัศมิ์ยิ่งนัก หากแต่ดูอ่อนวัยกว่ามาก ระมิงค์พิศมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน หล่อนอยู่ภายใต้ผ้าภูษาสีม่วงกรุด้วยไหมคำ ห่มคลุมด้วยผ้าแก้วบางใส ซิ่นสีดำแต่งเชิงด้วยผ้าทอไหมคำดูวูบวาบ ยามกระทบแสงไฟจากผางประทีปและคบไฟในมือบริวารที่ตามหล่อนมากลุ่มใหญ่ ยิ่งมองเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่า สาวน้อยผู้นี้กับ สุรีย์รัศมิ์คือ คนคนเดียวกัน
เมื่อหญิงสาวในชุดไหมคำหยุดยืนอยู่ตรงหน้าตำหนักด้านข้างต้นโพธิ์ซึ่งระมิงค์ซ่อนตัวอยู่ ผู้คน ร่วมยี่สิบคนที่เดินตามมาต่างก็คุกเข่าลงด้วยความนอบน้อม ทุกคนสงบนิ่งปราศจากเสียงพูดคุยโดยสิ้นเชิง
“ เอามาลัยมาให้เฮาสิกาบแก้ว ”
นางผู้สูงศักดิ์สั่งด้วยเสียงแผ่วเบาหากแต่มีอำนาจหญิงผู้คุกเข่าอยู่ใกล้ที่สุดนำพานคำซึ่งมีพวงมาลัยสีขาวสะอาดวางอยู่มายื่นให้ด้วยกิริยาอ่อนน้อม อีกฝ่ายจึงหยิบเอาพวงมาลัยนั้นขึ้นไปสักการะศาลที่อยู่เบื้องหน้าและตั้งจิตอธิษฐานอยู่เนิ่นนาน
ระมิงค์ยืนมองอย่างแปลกใจ หล่อนอยู่ที่ไหนกันแน่ เหตุใดผู้คนเหล่านั้นจึงแสดงกิริยาราวกับอยู่ ต่อหน้าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือหญิงสาวผู้คล้ายคลึงกับสุรีย์รัศมิ์นั้นจะมิใช่สามัญชน คิดดังนั้นระมิงค์จึงหดกาย เข้ามาหลังต้นโพธิ์ด้วยเกรงจะมีใครสักคนมองเห็น
ตุบ ! ... ......กรี๊ด !!...
เสียงแรกเป็นเสียงอะไรบางอย่างร่วงจากต้นโพธิ์ลงมาบนไหล่ของระมิงค์ ส่วนเสียงที่สองนั้นเป็นเสียงของหญิงสาวที่กรีดร้องขึ้นด้วยความตกใจ
กิ่งไม้แห้งกิ่งนั้นตกลงมาได้จังหวะพอดิบพอดี
เสียงอันดังของระมิงค์ทำให้ทุกคนหันมายังต้นเสียงเป็นตาเดียว เจ้าจันทร์แว่นฟ้าชะเง้อชะแง้มองมาอย่างใคร่รู้ พลางทำท่าจะเดินไปยังหลังต้นโพธิ์ด้วยตนเอง ทว่ากลับต้องชะงักเมื่อมีเสียงหนึ่งร้องห้าม
“ เจ้าจันทร์อย่าไปเลยเจ้า ให้ทหารไปดูจะดีกว่า ”
“ แต่ เสียงนั้นเป็นแม่ญิงนะกาบแก้ว ”
“ บ้านเมืองกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ไว้ใจคนได้จะได ทหารไปจับตัวมาดูสิ ว่าเป็นผู้ใด”
สิ้นเสียงกาบแก้ว ทหารหนุ่มร่วมสิบนายก็วิ่งกรูเข้าไปยังหลังต้นโพธิ์ ซึ่งระมิงค์นั่งตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่น ในขณะที่จิตใจกำลังขมวดปมสารพันคำถาม
หากถูกจับตัวไปหล่อนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร
และหากคิดจะหนี ควรหนีไปทางใด ในเมื่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ที่ไหน
“ นั่นจะได อยู่นั่น ”เสียงใครบางคนดังขึ้นข้างตัว
แย่แล้ว...ระมิงค์คิด
หญิงสาวนั่งหลับตาปี๋ จนรู้สึกว่ามีใครบางคนเข้ามากระชากแขนตนเองให้ลุกขึ้น แล้วลากถูลู่ถูกังออกไปยังลานโล่งที่มีคนมากมายยืนรออยู่
เมื่อไปถึงระมิงค์จึงพยายามทำใจดีสู้เสือ หล่อนยืนนิ่งด้วยอาการสงบ แต่ก็ไม่วายถูกตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้มงวดของนางผู้มีนามว่ากาบแก้ว
“ นางไพร่ผู้นี้เป็นไผกัน เหตุใดจึงไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อยู่ต่อหน้าเจ้าจันทร์แล้วยังไม่คุกเข่าลงอีก ”
ผู้ถูกตำหนิหันไปจ้องกาบแก้วเขม็ง หล่อนควันออกหูขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำว่า “ นางไพร่ ”
“ คุกเข่าสิ หรือต้องให้ข้าเอาไม้พาดขา ” กาบแก้วหันไปตวาดซ้ำ
ระมิงค์คุกเข่าลงด้วยความขัดเคืองระคนงงงวย นี่มันอะไรกัน หญิงสาวคนนี้เป็นใคร เหตุใดจึงต้องคุกเข่าเมื่ออยู่ต่อหน้า ทั้งๆที่หล่อนก็มิได้เป็นราชนิกุลของไทยแม้แต่น้อย ระมิงค์รู้และจดจำทุกๆพระองค์ได้ ติดตา
“ เจ้ามาจากไหนรึ ”
ผู้ถูกขนานนามว่าเจ้าจันทร์ทอดเสียงถามอย่างปรานี ระมิงค์หันไปมองดวงหน้าละม้ายคล้ายเพื่อนรักแล้วจึงรู้สึกอุ่นใจ กล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงฉาดฉานพลางย้อนถามกลับไปบ้าง
“ ฉันมาจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวเชียงใหม่ แล้วที่นี่ที่ไหนกันคะ ”
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าเอียงหน้ามองผู้มาใหม่ด้วยความประหลาดใจ
“ เชียงใหม่ของเจ้านี่คือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ใช่ฤๅไม่ ”
“ ใช่ค่ะ ” ระมิงค์ตอบสั้นๆ อย่างออมคำ
สัญชาตญาณทำให้หญิงสาวเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติรอบกาย กิริยาท่าทางรวมไปถึงการพูดจาของ คนกลุ่มนี้มีอะไรบางอย่างที่หล่อนมองเห็นความแตกต่างจากที่เคยเป็นมา
“ แล้วกรุงเทพฯนี่คือเมืองใดกัน เหตุใดเฮาจึงมิเคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย ” เจ้าจันทร์แว่นฟ้าถามต่อด้วยความแปลกใจไม่แพ้กัน
“ อยู่มาจนปูนนี้ กาบแก้วก็มิเคยได้ยินชื่อกรุงเทพฯมาก่อนเลยเจ้า นางผู้นี้อู้จา..พูดจาเล่นลิ้น มารยา สาไถนัก ฤๅเจ้าจะเป็นไส้ศึกเมืองม่านกันแน่ ” กาบแก้วปรี่เข้ามาอย่างเหลืออดเพราะสำหรับนางแล้ว
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าเป็นยิ่งกว่าเจ้าชีวิต การระมัดระวังภัยแก่เจ้านางสำคัญกว่าสิ่งทั้งปวง
เมื่อได้ยินคำว่า มารยาสาไถ ระมิงค์ก็หันขวับไปจ้องหน้าผู้พูดด้วยสายตาเอาเรื่อง ข้างฝ่ายกาบแก้วเอง ก็ถือว่าวัยวุฒิสูงกว่า ทั้งตำแหน่งหน้าที่ของตนนั้นเป็นที่เกรงอกเกรงใจของคนทั่วทั้งเวียงแก้ว จึงไม่ยอมลดละเช่นเดียวกัน
“ เจ้าเข้ามาเพื่อการณ์ใด หากว่าไม่บอกตามตรงข้าจะให้ทหารจับมัดแล้วเอากะลาตบปาก” นางข้าหลวงขู่
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าเยื้องกายเข้ามาแทรกระหว่างคนทั้งสอง แล้วจึงหันพักตร์ไปมองระมิงค์ด้วยแววตา เป็นมิตร
“ เฮามองดูแล้ว เจ้ามิใช่คนร้าย จงบอกมาเถิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด ”
ระมิงค์ถอนใจเฮือกใหญ่ อนิจจา..บอกตามจริงไปหมดแล้ว กลับไม่มีใครเชื่อ
“ จะบอกเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ ว่าฉันชื่อระมิงค์ เกิดที่กรุงเทพฯ แล้วเพิ่งมาถึงเชียงใหม่เมื่อเช้านี้ มันแปลกนะที่พวกคุณบอกว่าไม่รู้จักกรุงเทพฯ ”
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าหันไปมองกาบแก้วราวกับจะขอความคิดเห็น ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นทำหน้ากึ่งบึ้งกึ่งกังวล จะไม่ให้ห่วงได้อย่างไร เมื่อมีข่าวแว่วมาว่า ขณะนี้พระเจ้าหงสาวดีได้เตรียมยกทัพมาเพื่อยึดครองดินแดนล้านนา ยามที่มีผู้คนแปลกหน้าเข้ามาตีสนิทย่อมต้องระแวดระวังเอาไว้ก่อนจึงจะเป็นการดี
“ ให้ทหารจับไปขังแล้วลงทัณฑ์เถิดเจ้า กาบแก้วว่านางผู้นี้ไม่ชอบมาพากล ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของนางข้าหลวง ระมิงค์ถึงกับยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก นี่มันอะไรกัน หล่อนทำผิดอะไรหรือ จึงต้องถูกโทษทัณฑ์ร้ายแรงถึงขนาดต้องกักขัง
“ พวกคุณไม่มีเหตุผลกันเลย ฉันทำอะไรผิด อยู่ดีๆก็จะจับไปขัง ” หล่อนแย้ง
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าจ้องหน้าระมิงค์แล้วหวนนึกถึงคำของโหราจารย์ที่ได้ถวายคำทำนายเอาไว้เมื่อเช้านี้ ยามที่เจ้านางเล่าความฝันถึงแมวสีขาวที่เข้ามาหาในหอคำ
“ เจ้านางจะมีเรื่องทุกข์ร้อน แต่ผู้มาจากแดนไกลจักเป็นผู้คอยให้การช่วยเหลือ” โหรชราบอก
“ บางทีแม่ญิงผู้นี้อาจจะเป็นผู้มาจากแดนไกลที่ท่านโหราจารย์บอกก็เป็นได้ ” เจ้าจันทร์แว่นฟ้าเปรย
กาบแก้วถอนใจเฮือกใหญ่
“ แล้วเจ้านางไม่คิดบ้างรึ ว่านางอาจจะเป็นผู้นำทุกข์ร้อนนั้นมาให้เสียเอง ”
“ หากว่าเจ้าห่วงนัก ก็พานางไปอยู่ห่างๆจากเฮาสิกาบแก้ว ”
“ หมายความว่าจะได..อย่างไรเจ้า ”
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าซ่อนยิ้มแล้วจึงตรัสด้วยน้ำเสียงซุกซน
“ ก็หมายความว่า ให้นางผู้นี้ไปอยู่กับเจ้าจะไดล่ะ ที่เรือนของเจ้าเต็มไปด้วยขุนทหาร ไหนจะน้องชาย ก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ จะเกรงอันตรายอันใดกับแม่ญิงตัวเล็กๆ ”
เหล่านางกำนัลที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่างได้ยินถ้อยคำเจ้านางของตนแล้ว จึงหันไปซุบซิบกันเบาๆด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ส่วนกาบแก้วนั้นถึงกับใบ้กิน มีอย่างหรืออยู่ดีๆจะต้องมารับภาระดูแลคนที่ ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเช่นนี้
“ ว่าจะไดเล่า ” เจ้าจันทร์แว่นฟ้าเร่ง
ไม่ทันที่นางข้าหลวงสาวจะตอบประการใด ก็มีเสียงเอ็ดอึงมาจากวิหารหลวงเสียก่อน
“ เจ้าศรีธรรมาเสด็จแล้ว ”
เจ้าจันทร์แว่นฟ้าหันขวับไปทางวิหารหลวงซึ่งมีแสงไต้วับแวมเป็นจุดๆ พระสวามีของเจ้านางเสด็จออกจากวิหารขึ้นไปยังเสลี่ยงคำแล้ว จึงหันมารับสั่งด้วยน้ำเสียงเข้มจัด
“ เอาเป็นว่า เฮาฝากนางไว้กับกาบแก้วก็แล้วกัน ขาดเหลือสิ่งใดก็มาบอกได้ ”
ระมิงค์มองตามร่างอรชรที่ก้าวขึ้นเสลี่ยงคำไปอย่างสับสน หล่อนอยู่ที่ไหนกันแน่หรือว่านี่จะเป็นเพียงแค่ความฝัน
“ ถ้าอย่างนั้นก็ตามเฮามา ” น้ำเสียงห้วนๆของกาบแก้วดังขึ้นหลังจากที่กระชากแขนระมิงค์โดยแรงด้วยความขุ่นใจ

สตรีผู้มากับความมืดผู้นี้ จักให้แสงสว่างแก่ผู้อื่นได้อย่างไรกัน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: สัตยาภพ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:40 pm

ม่านฟ้าสีดำเคลื่อนผ่านเดือนเพ็ญไปอย่างอ้อยอิ่ง แสงจันทร์ขาวนวลจึงคลี่ตัวออกมาแทนที่ นกกลางคืนบินผ่านไปมาพลางส่งเสียงร้องอันเยือกเย็น ชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึง แต่หญิงกลางคนและหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับระมิงค์ที่เดินมาด้วยกันนั้น มิได้มีท่าทีแสดงความขลาดกลัวต่อสิ่งใดเลย ราวจะคุ้นเคยกับบรรยากาศรอบกายเป็นอย่างดีเสียด้วยซ้ำ
เมื่อไปถึงเรือนไทยหลังใหญ่ร่มครึ้มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ราวกับบ้านสวน กาบแก้วจึงหันมาสั่งอะไรบางอย่างแก่หญิงสาวอีกคนแล้วจึงเดินขึ้นบันไดเรือนไปก่อน ระมิงค์สังเกตว่านอกจากเรือนใหญ่แล้ว ภายในอาณาเขตรั้วเดียวกันยังมีเรือนบริวารอีกหลายหลังกระจัดกระจายกันไป ซึ่งแต่ละหลังเป็นเรือนไทยใต้ถุนสูงเหมือนกันหมด
“ เจ้าชื่อระมิงค์รึ เฮาชื่อกาสะลอง ” อยู่ดีๆหล่อนก็แนะนำตัวด้วยเสียงกังวานใสเต็มไปด้วยความ
เป็นมิตร
ระมิงค์หันไปมองดวงหน้าขาวใสนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า กาสะลองเป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามเจ้าจันทร์แว่นฟ้ามาตั้งแต่คราวแรก ดังนั้นหล่อนคงจะรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้เป็นอย่างดี
“ เจ้าไปอยู่หลังต้นโพธิ์นั่นได้จะได..ไปอยู่หลังต้นโพธิ์ได้อย่างไร”
ผิดคาด หญิงสาวมิได้ติดใจว่าหล่อนมาจากไหนเฉกเช่นคนอื่นๆ แต่กลับสงสัยในสิ่งที่ระมิงค์เองก็ยังตอบไม่ได้
“ มิ้งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันกาสะลอง รู้แค่เพียงว่าได้ไปไหว้ศาลพญามังรายในวัดช้างค้ำ แล้วก็จำอะไรหลังจากนั้นไม่ได้อีกเลย สุดท้ายก็มา..โผล่ที่นี่ ” ระมิงค์ใช้สรรพนามตามความเคยชิน
กาสะลองนิ่งพลางใช้ความคิด
“ ศาลพญามังรายก็คือศาลข้างต้นโพธิ์จะไดเล่า แต่วัดที่เราเพิ่งจากมาเมื่อครู่มิได้ชื่อวัดช้างค้ำดังที่เจ้าบอก หากแต่ชื่อวัดกานโถม ”
ระมิงค์ถึงบางอ้อ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสุรีย์รัศมิ์เคยบอกไว้ว่า วัดช้างค้ำมีอีกชื่อหนึ่ง คือวัดกานโถม แล้ว เหตุใดสาวผู้นี้จึงไม่รู้จักวัดช้างค้ำกันเล่า คงจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทุกคนไม่รู้จักกรุงเทพฯกระมัง ช่างเป็นเรื่อง ที่น่าแปลกนัก
เป็นไปได้หรือที่จะมีกลุ่มคนที่ไม่รู้จักเมืองหลวงของประเทศตนเช่นคนกลุ่มนี้ หรือว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย แล้วเป็นประเทศอะไรกันเล่า เป็นไปไม่ได้ที่หล่อนจะเดินทางข้ามประเทศโดยไม่รู้สึกตัว คงจะมีแต่ในนิทานเท่านั้นกระมัง
“ กาสะลอง ”
“ เจ้า ” หญิงสาวหันขวับมาทันใด ดวงตากลมโตของนางที่สุกใสท่ามกลางความสลัวนั้นน่ามองยิ่งนัก
“ ที่นี่คือที่ไหน ”
กาสะลองมองมาอย่างค้นคว้า
“ ก็เวียงกุมกามจะไดเล่า..เวียงกุมกามอย่างไรเล่า”
ระมิงค์ทำตาปริบๆ เวียงกุมกามล่มสลายไปแล้ว เหลือเพียงซากปรักหักพัง แล้วทุกสิ่งที่ได้เห็นได้สัมผัสมันคืออะไร ความกังวลเริ่มทบทวีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความไม่เข้าใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของหล่อน แค่ถูก เจ้าบ่าวทรยศยังไม่พออีกหรือ เหตุใดต้องมาเจอเรื่องราวแปลกประหลาดและสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้ซ้ำเติมอีกระลอก
แสงจากตะเกียงสว่างจ้าขึ้นเหนือบันไดเรือนทำให้มองเห็นทั่วบริเวณชัดเจนขึ้น ระมิงค์ยิ้มมุมปากอย่างเครียดๆ ปากเร็วเท่าความคิดหญิงสาวจึงถามกาสะลองออกไปตรงๆ
“ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้หรือไงกาสะลอง หรือว่าไฟยังเข้ามาไม่ถึง ”
ผู้ถูกถามดูงงงวยกับสิ่งที่ได้ยิน
“ ไฟฟ้าคืออะหยังกันเจ้า..ไฟฟ้าคืออะไร ” หล่อนถามประสาซื่อ
ระมิงค์อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็ทำได้แค่กัดริมฝีปากตัวเองจนเจ็บ
“ ไฟฟ้าที่ต่อจากเสาไฟฟ้า สำหรับตู้เย็น ทีวี เตารีด เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายไงล่ะ ”
กาสะลองยิ้มแหยๆ โดยไม่ตอบ ระมิงค์จึงเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าหล่อนคงไม่รู้จักสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นเป็นแน่ แม่เจ้า...นี่มันโลกไหน เหตุใดจึงต่างกับวิถีชีวิตของหล่อนโดยสิ้นเชิง
“ กาสะลอง ขึ้นมาได้แล้ว ” เสียงของกาบแก้วร้องเรียกมาจากหน้าต่างเรือน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวจึงพาระมิงค์เดินไปยังเรือนไทยใต้ถุนโล่งที่ตระหง่านอยู่ในความสลัวของเดือนเพ็ญโดยทันที
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวเรือน ระมิงค์จึงได้เห็นว่า เรือนนี้เป็นเรือนที่ร่มรื่นนัก รอบๆบันไดเรือนเต็มไปด้วยไม้ดอกนานาชนิด ที่กำลังชูช่อรับหยาดน้ำค้างยามรัตติกาล หากเป็นรุ่งเช้าหญิงสาวคงชมความงามของธรรมชาติได้มากกว่านี้
กาสะลองหยุดเดินแล้วก้มลงตักน้ำในตุ่มล้างเท้าก่อน ระมิงค์ทำตามแล้วจึงก้าวขึ้นบันไดตามไป เรือนนี้ไม่แตกต่างจากเรือนของสุรีย์รัศมิ์มากนัก หากแต่มีชายคาคลุมบันไดยื่นออกมาไม่ปล่อยบันไดให้โล่งเหมือนเรือนหลังแรก ถัดขึ้นไปเป็นชานบันไดซึ่งเชื่อมกับห้องโถงเปิดโล่ง ยกพื้นจากชานไม่เกิน 2 คืบ ซึ่งกาบแก้ว และชายชราท่าทางใจดีผู้หนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อสาวเจ้าถิ่นก้าวขึ้นไปบนยกพื้นแล้วจึงย่อตัวลงคลานเข่าเข้าไปหาคนทั้งสอง ระมิงค์ทำตามอย่างเก้ๆกังๆเพราะหล่อนไม่คุ้นเคยกับกิริยาแบบไทยเท่าไรนัก ครู่ใหญ่หญิงสาวผู้มาใหม่ก็นั่งพับเพียบลงต่อหน้า เจ้าบ้านทั้งสองคนด้วยกิริยาสงบ
“ ไหว้สาเจ้า พ่อโหรา ” กาสะลองน้อมไหว้ผู้เฒ่า ระมิงค์จึงทำตามบ้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ได้พบว่า เจ้าบ้านกำลังทอดสายตามองหล่อนอยู่เหมือนกัน
“ เดินทางมาไกลคงจะเหน็ดเหนื่อยนัก ” โหราจารย์เอ่ยทักอย่างใจดี
ระมิงค์ยิ้มรับ ไม่ตอบว่ากระไร แล้วจึงนั่งก้มหน้ามองพื้นเรือนที่ถูกเช็ดถูจนขึ้นเงามันปลาบ
“ นี่คือท่านพ่อ ท่านเป็นโหราจารย์ของเมืองนี้ ” กาบแก้วแนะนำเพิ่มเติม
“ ท่านพ่ออนุญาตให้เจ้าพักอยู่ที่นี่ตามรับสั่งของเจ้าจันทร์ได้ กำเดียว..เดี๋ยวเฮาจะให้
บ่าวไพร่พาไปยังห้องนอนของเจ้า ตอนนี้กำลังปัดกวาดอยู่ ”
“ ขอบคุณมากค่ะ ” หญิงสาวเอ่ยพลางยกมือขึ้นไหว้อีกครั้ง
“ เจ้านี่อู้จา..พูดจาแปลกๆ” กาบแก้วบ่นอย่างหงุดหงิด เป็นเหตุให้ชายชราหัวเราะหึหึแล้วตอบคำลูกสาวเสียเอง
“ นางจะต้องเรียนรู้เรื่องราวของกุมกามแหมเมิน..อีกนาน กว่าที่จะเข้าใจ ระมิงค์จงอยู่ที่นี่ในฐานะ ลูกสาวบุญธรรมของเฮา น้องสาวของกาบแก้ว และเสมา ” โหราจารย์อาทร เพราะผู้มากวัยรู้ดีว่าชะตาชีวิต ของตนและหญิงสาวเกื้อหนุนกันอยู่
“ นางบอกข้าเจ้าว่ามาจากกรุงเทพฯ ท่านพ่อเคยได้ยินชื่อเมืองนี้หรือไม่ ” กาบแก้วถามพลางเหลือบไปมองกาสะลองซึ่งนั่งเงียบอยู่
“ เฮาไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องดอกกาบแก้ว ระมิงค์มาที่นี่เพราะดวงชะตาพามา นางมิได้มาร้าย รู้เอาไว้เท่านี้ก็พอแล้ว ” ผู้ชราตอบ
กาบแก้วนึกอยากค้อนบิดาสักวงสองวง การรับคนแปลกหน้าขึ้นมาพักบนเรือนนั้น จะหวงห้ามมิให้ถามถึงหัวนอนปลายเท้าเลยหรืออย่างไร
หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน กาสะลองจึงเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“ แท้จริงแล้วข้าเจ้าก็แปลกใจโขอยู่ ระมิงค์เอ่ยถึงสิ่งที่ข้าเจ้ามิเคยได้ยินหลายอย่าง ราวกับนางมิใช่ คนในดินแดนแถบนี้ ”
ผู้ชรายิ้มอย่างพอใจ เมื่อยังเยาว์กาสะลองเป็นละอ่อน..เด็กที่เฉลียวฉลาด เมื่อเติบโตเข้าสู่รุ่นสาว นางก็เพิ่มความสุขุมรอบคอบมากยิ่งขึ้น จะว่าไปแล้วนางมีความคิดลึกซึ้งมากกว่ากาบแก้วเสียด้วยซ้ำ
“ นางมิใช่คนในแถบนี้ดอกกาสะลอง นางมาจากที่ไกลแสนไกล ” ชายชราตอบแล้วทอดสายตามองยังความมืดของนอกเรือน
“ ที่นี่เหมือนกับเป็นการใช้ชีวิตย้อนหลังไปหลายปี ไม่มีอะไรเหมือนกับบ้านที่จากมาเลย ” เมื่อระบายความในใจไปแล้ว ระมิงค์จึงหยุดคิด ย้อนหลังหรือ ใช่สิ..หรือตอนนี้หล่อนกำลังย้อนหลังไปสู่อดีต ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่เหมือนกับที่เคยเรียนในวิชาสังคมไม่มีผิด อาจจะสมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือนานกว่านั้น
แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เรื่องแบบนี้มีอยู่จริงหรือ
“ ฤๅเมืองของเจ้าแตกต่างจากที่นี่ ” กาสะลองถามบ้าง
ระมิงค์พยักหน้า แล้วจึงระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หญิงสาวอยากบอกทุกคนว่าหล่อนสับสนเหลือเกินแล้ว กับทุกสิ่งที่เป็นอยู่
“ ที่นี่คือเวียงกุมกามจริงหรือคะ ” ระมิงค์โพล่งถามด้วยความอึดอัด
โหราจารย์นิ่งไปชั่วอึดใจ จึงเอ่ยตอบ
“ ที่นี่คือเวียงกุมกาม ” เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงจ้องเขม็งรอฟังคำตอบอยู่ ประมุขของบ้านจึงเอ่ยประโยคที่ระมิงค์ไม่คาดคิดออกมา
“ เวลานี้เป็นค่ำคืนของเดือนยี่เป็ง ปีไส้ พุทธศักราช 2100 ”
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็สงสัยอยู่ครามครัน แต่เมื่อรับรู้เข้าจริงๆ หญิงสาวกลับช็อก ใจคอสั่นระรัว ตกตะลึงนิ่งงัน
กาบแก้วและกาสะลองมองหน้ากันอย่างแปลกใจกับกิริยาของระมิงค์ เมื่อหายตกใจหญิงสาวก็ยกมือขึ้นทาบอก ราวกับได้รับรู้เรื่องแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต ทั้งที่ชายสูงวัยแค่เพียงบอกวันเวลาตามที่รับรู้กันโดยสามัญ
มีเพียงระมิงค์เท่านั้นที่เข้าใจ
หล่อนกำลังเดินทางย้อนกลับมายังอดีตเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ณ เวียงกุมกามในสมัยที่เมืองยังไม่ล่มสลาย ภาพทุกภาพที่อยู่ตรงหน้าคือภาพอดีต ที่เคยคิดว่ามีอยู่แค่เพียงในความทรงจำ
“ มิต้องกลัวสิ่งใดดอกระมิงค์ จงทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ” นี่คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่ผู้เป็นเจ้าของเรือนจะกลับเข้าไปยังเรือนนอน
อดีตเป็นบันไดไปสู่ปัจจุบัน แล้วใครกันหนอส่งหล่อนมาที่นี่ และมาเพื่ออะไร
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 825
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย สัตยาภพ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 31 ก.ค. 2021 11:43 am

โหลดอีบุ๊ก ได้ที่ สัตยาภพ https://www.mebmarket.com/ebook-31317-% ... 0%E0%B8%9E

บุพนิวาส1 (2).jpg
บุพนิวาส1 (2).jpg (411.84 KiB) เปิดดู 440 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 1035
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron