นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 12 ก.พ. 2011 9:09 am

- การคัดลอกนิยาย นำไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ ถือเป็นการกระทำผิดกฏหมาย ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ -

ไฟพรางใจ.jpg
ไฟพรางใจ.jpg (83.13 KiB) เปิดดู 2836 ครั้ง







บทที่ ๑


ถ้าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภาพทำนองนี้ในห้องของบุตรชาย อโณทัยคงจะกรีดร้องลั่นบ้าน แต่นี่หล่อนทำใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปแล้ว ปฏิกิริยาที่แปลกเปลี่ยนจึงมีแค่คิ้วขมวดมุ่น และน้ำเสียงสูงปรี๊ดเขย่าประสาทราวกับนาฬิกาปลุกชั้นดีเท่านั้น...
“ ตาเขตต์ ! ”
ทันทีที่เสียงมารดาสิ้นสุดลง ชายหนุ่มผู้มีผ้าห่มคลุมกายอยู่แค่เอวจึงปรือตาขึ้นด้วยความง่วงงุน พลางเอ่ยถามออกไปด้วยเสียงแหบแห้ง “ มีอะไรเหรอครับ คุณแม่ ”
อโณทัยปรายตามองจีสติงตัวจ้อยที่ขมวดเป็นปมกองอยู่กับพื้น แล้วทำท่าขยะแขยง กอดอกยืนจังก้าอยู่กลางห้อง พลางจ้องภาพอุจาดตาบนเตียงเขม็ง
เวลานี้เขตต์ตะวันบุตรชายของหล่อนกำลังเสยผมลวกๆ ขณะที่หญิงสาวผิวขาวจัด ผมซอยสั้นซึ่งบนใบหน้ายังมีเครื่องสำอางพอกหนาเตอะนั้นพยายามดึงผ้าห่มขึ้นมาปกปิดเนินอกที่แผ่สล้างกระจะตาอยู่เมื่อครู่อย่างเก้ๆกังๆ
“ เมื่อไหร่แกจะเลิกทำตัวเสเพลแบบนี้สักทีฮึ ! ตาเขตต์ อายุก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งคนแล้ว นี่อะไร...อาไร้ ” ประโยคท้ายภรรยาท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์ถามเสียงสูงลิ่ว พลางชี้ไปยังบราตัวจิ๋วที่วางพาดอยู่บนหัวเตียง “ สกปรกโสโครก ”
ทำเอาสะใภ้ชั่วคราวของหล่อนก้มหน้าหลบสายตาเขียวปั๊ดที่มองมาด้วยความอับอาย
“ คุณแม่ครับ ” บุตรชายขยับตัวขึ้นพิงหัวเตียง ยิ้มขำ แล้วยักไหล่หนาเบาๆ “ คุณแม่มีอะไร ก็บอกมาเลยตรง ๆ ดีกว่าครับ ”
ปกติ อโณทัยจะต้องมีธุระเร่งด่วนเท่านั้น จึงยอมเหยียบย่างเข้ามาในห้องนอนหนุ่มโสดยามเช้า เพราะหญิงกลางคนเข็ดขยาด เนื่องจากเคยเห็นภาพไม่ดีไม่งามทำนองนี้อยู่เนือง ๆ
มารดาสะบัดหน้าพรืด ตอบเสียงขุ่น “ ลืมไปแล้วหรือยังไง ว่าวันนี้จะต้องขับรถพาแม่ไปที่รีสอร์ตของเราน่ะ ”
“ อ่อ ” เขตต์ตะวันพยักหน้า “ จำได้สิครับ งั้นคุณแม่ไปรอข้างนอกก่อนดีกว่า ผมจะได้อาบน้ำแต่งตัวเสียที ” เขายิ้มเจ้าเล่ห์พลางกระเซ้า “ หรือจะให้ผมลงจากเตียงไปตอนนี้เลย คุณแม่คงไม่ถือสาลูกชายตัวเองกระมังครับ ”
“ ไม่ล่ะย่ะ ” อโณทัยโบกไม้โบกมือให้วุ่น
“ แล้วแม่นี่ล่ะ ” ดวงหน้างดงามสมวัยชายตาไปมองหญิงสาววัยต้นยี่สิบหมิ่น ๆ ขณะเจ้าหล่อนทำตัวลีบ หันไปมองชายหนุ่มอย่างหาพวก เขาจึงยิ้มน้อยๆ “ นี่คุณกัญครับ เธอไปร่วมงานเดินแบบกับผมมาเมื่อคืนนี้ ” เขาไขสือ แสร้งทำไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมารดา
กัญจนพรกระมิดกระเมี้ยนยกมือขึ้นไหว้ไปพลางหนีบผ้าห่มไปพลางอย่างน่าขำ ทว่าไม่ขำเลยในสายตาของแม่ผู้มีลูกทำตัวเหลวไหลอย่างอโณทัย “ ฉันไม่ได้อยากรู้ชื่อเสียงเรียงนามหรอกนะ เอาเป็นว่าฉันจะให้เวลาเธอ 30 นาที เดี๋ยวจะให้นายสำรวยขับรถไปส่งบ้านเหมือนรายคนอื่นๆที่ผ่านมา ” แล้วหันไปสั่งบุตรชายเสียงเฉียบขาด “ ส่วนแก แม่ให้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่ออาบน้ำอาบท่า ทานข้าวก่อนเดินทาง ”
เขตต์ตะวันชะโงกหน้าไปหอมแก้มหญิงสาวข้างกายฟอดใหญ่ แล้วยานคางตอบมารดาด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “ คร้าบ...คุณแม่ ”
เท่านั้น อโณทัยจึงหันหลังกลับ เดินออกนอกประตูไปด้วยความโกรธกรุ่นที่อยู่ในหัว
...ทำอย่างไร หล่อนจึงจะหยุดความเจ้าชู้ของพ่อตัวดีได้สักที...


หลังจากมองท้ายรถประจำครอบครัวที่แล่นออกไปจากตึกใหญ่แล้ว หญิงกลางคนร่างสูงซึ่งยืนกอดอกอยู่ก็หันมามองสามีพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วส่ายหน้า “ ฉันไม่รู้ว่าจะทนดูภาพแบบนี้ไปได้อีกสักกี่น้ำนะคะคุณ ”
รัฐมนตรีสุรพงษ์ยิ้มกริ่มก่อนจะเดินเข้ามาโอบไหล่ภรรยาพลางปลอบ “ ใจเย็นๆเถอะคุณ ลูกเราเป็นผู้ชายย่อมต้องเจ้าชู้บ้างเป็นธรรมดา แล้วพอเวลาเจอคนที่ใช่ก็จะหยุดเองแหละ ”
“ ฉันก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นค่ะ แต่ผู้หญิงคนเดียวที่ตาเขตต์พามารู้จักแล้วดูดี กิริยามารยาทเรียบร้อยก็มีแค่หนูรุ้งคนเดียว หลังๆเจอทีไรก็เห็นผ้าผ่อนไม่นุ่งทุกที ฉันล่ะกลัวลูกจะติดโรคจากคนพวกนี้จริงๆ”
บิดาเขตต์ตะวันหัวเราะ เมื่อนึกได้ว่าภรรยามักจะบ่นเรื่องที่บุตรชายพาสาวๆเข้ามานอน “ กก ” อยู่ในห้องเสมอ ยามที่เมามายกลับมาตอนกลางคืน “ ลูกเราคงระมัดระวังอยู่หรอก ผู้ชายเจ้าชู้น่ะคุณ เขาต้องรู้ว่าควรทำยังไง ”
อโณทัยค้อนขวับ “ สี่เท้ายังรู้พลาดเลย ” ก่อนจะหันมาบ่นต่อ “ เรื่องงานก็เหมือนกัน ตาเขตต์เอาแต่เดินแบบ ถ่ายละครอะไรไปตามเรื่อง ธุรกิจของครอบครัวไม่เคยแตะ ฉันกลุ้มใจจริงๆ ”
“ มานั่งนี่เถอะ ” รัฐมนตรีวัยกลางคนบอกพลางประคองภรรยาให้มานั่งลงบนโซฟาในห้องโถงใหญ่ “ ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เราทำให้ลูกเรียนจบมาได้นี่ก็บุญเท่าไหร่แล้ว จำได้ไหมว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยน่ะ เจ้าเขตต์มันเกเรเกตุงขนาดไหน ”
“ ตอนนี้ฉันก็พยายามพาลูกไปเรียนรู้งานที่รีสอร์ตค่ะ แต่ยังไม่พูดเต็มปากเพราะกลัวแกจะไม่ยอม ”
นักการเมืองใหญ่พยักหน้า พลางบุ้ยใบ้ไปยังประตูด้านซ้ายมือ เมื่อมีเสียงคนเดินมา “ มาแล้วโน่นไง พ่อตัวดี ”
เขตต์ตะวันยิ้มเผล่ “ คุยอะไรกันอยู่ครับ คุณพ่อ คุณแม่ ”
“ ก็บ่นกันว่าเมื่อไหร่แกจะมีหลานให้อุ้มน่ะสิไอ้เสือ ” บิดาบอกพลางมองตามร่างสูงที่นั่งลงข้างๆมารดาด้วยท่าทางไม่ยินดียินร้ายแล้วส่ายศีรษะเบาๆ “ ท่าทางจะหมดหวังแล้วล่ะคุณ”
“ แหม อย่าดูถูกผมนะครับคุณพ่อ จะเอากี่คนก็บอกมาเลยดีกว่า ”
ทว่ามารดากลับหน้าตึง ตวัดสายตามามองเขาเขม็ง “ แต่ฉันกลัวว่าแกจะติดโรคตายก่อนที่จะมีหลานให้ฉันได้น่ะสิตาเขตต์ ”
ชายหนุ่มเอนศีรษะได้รูปซบลงบนไหล่ผู้พูดอย่างประจบ พลางตอบด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ โธ่ คุณแม่ก็คิดมาก ผมไม่ประมาทขนาดนั้นหรอกครับ ”
อโณทัยชายตามองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแล้วจึงบ่นอุบ “ ฉันมันคนมีเวรมีกรรม เลี้ยงลูกก็ไม่ได้ดั่งใจ ”
รัฐมนตรีสุรพงษ์นิ่ง ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือแล้วจึงหันไปเผชิญหน้ากับภรรยาก่อนจะลุกขึ้น “ ผมต้องไปก่อนนะคุณ มีประชุมสิบโมง พอถึงรีสอร์ตแล้วโทร.บอกผมด้วยนะ ตกลงคุณไม่เปลี่ยนใจไปขึ้นเครื่อง หรือ ให้นายสำรวยขับรถไปแทนแน่รึ ” เขาถามย้ำ
ภรรยาส่ายหน้า “ ไม่ล่ะค่ะ ยังไงฉันก็จะลากเจ้าเสือร้ายของคุณไปด้วยให้ได้ ไม่งั้นก็จะอ้างว่าแม่มีคนขับรถให้แล้วเหมือนคราวก่อนๆอีก ”
“ งั้นผมไปล่ะ ขับรถดีๆล่ะไอ้เสือ ” บิดาบอกพลางลุกขึ้น
“ แน่นอนครับคุณพ่อ ” ชายหนุ่มบอกพลางยกมือไหว้ ก่อนจะหันไปถามมารดา “ เราไปกันได้หรือยังครับคุณแม่ ”


ลำแสงสุดท้ายยามอาทิตย์อัสดงฉาบทาสีทองลงบนเกลียวคลื่นวาววาม แม้ทะเลไม่มีวันหลับใหล ทว่าในเวลานี้กลับนิ่งสงบมีเพียงระลอกคลื่นแผ่วเบาซัดขึ้นมาบนฝั่ง ราวกับกำลังรอฟังถ้อยคำบอกรักระหว่างชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าคมเข้มและสาวน้อยผมยาวสยายร่างสมส่วนซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
“ผมรักพลอยนะครับ ” เขาเปิดปากบอกพร้อมกับส่งสายตาหวานฉ่ำ สองมือยังเกาะกุมมือน้อยแนบสนิท
หญิงสาวหลุบตาลงต่ำ แก้มแดงเรื่อ เอ่ยตอบเบาๆ “ พลอยก็รักติณห์ค่ะ ”
เมื่อชายหนุ่มรั้งร่างบางเข้ามาแนบชิด และก้มลงจุมพิตเบาๆที่หน้าผากกลมมน หล่อนก็ยิ่งก้มหน้างุดกับอกกว้างสะเทิ้นอาย
ความมืดเริ่มโอบกอดท้องทะเล มองเห็นเพียงเงารางๆที่ตระกองกอดกันแนบแน่น แล้วเงาวูบวาบของร่างระหงร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืด พุ่งตรงเข้าไปกระชากคนทั้งคู่ออกจากกัน
“ นังพลอย นังน้องทรยศ แม้แต่คู่หมั้นของชั้นแกก็ยังไม่เว้น เลว ! ” เสียงผรุสวาทดังก้อง ขณะที่มือเรียวยื่นออกไปชี้หน้าจนสุดแขน
“ ปล่อยเราไปเถอะค่ะพี่พิมพ์ เรารักกันจริง ๆ ” ผู้เป็นน้องอ้อนวอนสุ้มเสียงสั่น
เพียะ !
เสียงฝ่ามือปะทะหน้านวลเต็มแรง จนอีกฝ่ายซวดเซล้มลงกับพื้นทรายฉ่ำน้ำทะเล ขณะที่เจ้าของฝ่ามืออำมหิตยืนยิ้มด้วยความสะใจ
“ เลิกรังแกพลอยได้แล้วพิมพ์ ยังไงๆผมก็รักคุณไม่ได้ ” ชายหนุ่มตอกกลับด้วยเสียงอันดัง พลางโผเข้าไปประคองร่างคนรักให้ลุกขึ้น แล้วโอบกอดเธอไว้ด้วยความหวงแหน
“ คัท ! ” เสียงจากโทรโข่งดังกึกก้อง ยุติสถานการณ์ทั้งมวล
นางเอกดังจึงผละจากอ้อมกอดของพระเอกหนุ่ม แล้วเดินเข้าไปหากลุ่มคนที่อยู่ห่างออกไป
“ ตีบทแตกเลยค่ะน้องตำลึง ผู้กำกับงี้ชมเปาะเชียว ” สาวประเภทสองผู้มีใบหน้าสวยหวานเดินลิ่วเข้ามาหาพลางเอ่ยชม อนันตญามีวัสนา หรือ เฌอแตมญาติห่าง ๆ เป็นผู้จัดการส่วนตัวมาตั้งแต่ก้าวย่างเข้าสู่วงการบันเทิงใหม่ ๆ ต่อมาดาราสาวโด่งดังเป็นพลุแตกจากงานละครเรื่องหนึ่ง วัสนาก็ยิ่งเอาใจใส่ดูแลญาติผู้น้องประดุจไข่ในหิน
“ ขอบคุณค่ะพี่เฌอแตม แต่ตอนนี้พาตำลึงไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนเถอะค่ะ เหนื่อยจะแย่แล้ว ” หญิงสาวบอกเสียงเนือย
“ พี่เฌอแตมเตรียมน้ำอุ่นไว้รอน้องตำลึงแล้วล่ะค่ะ ” ผู้จัดการส่วนตัวบอกด้วยรอยยิ้ม แล้วก้าวนำไปก่อน
อนันตญาพยักหน้า ก่อนจะก้าวตามไป แต่ครู่ใหญ่กลับมีเสียงที่ทำให้เท้าเรียวต้องชะงัก
“ คุณตำลึงครับ รอผมด้วย ” เสียงนุ่มทุ้มดังมาจากด้านหลัง หญิงสาวจึงยืนนิ่งอยู่กับที่ ระบายลมหายใจออกมาอย่างรำคาญ
“ คืนนี้ หลังเสร็จจากงานเลี้ยงวันเกิดของพี่วสุแล้วเราไปหาอะไรทานกันต่อนะครับ ” มหิธรเดินอ้อมร่างบางเมื่อเห็นว่าหล่อนไม่ยอมหันหลังกลับไปหา
“ ไม่ดีกว่าค่ะคุณไม้เอก ตำลึงไม่อยากเป็นข่าว ” หล่อนยิ้มน้อยๆที่มุมปากแล้วจึงเดินจากไปก่อน ปล่อยให้พระเอกหนุ่มยืนเคว้งเพียงลำพัง
“ หยิ่งเหลือเกินนะแม่นางเอกหมายเลขหนึ่ง ”ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองด้วยเสียงลอดไรฟัน “ ก็ให้มันรู้ไป ว่าจะหยิ่งไปได้สักกี่น้ำ ” เขามาดหมายก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังกลุ่มคนที่กำลังเตรียมเก็บข้าวของกันอยู่ และหนึ่งในนั้นญาดาวดีดาวร้ายคนสวยกำลังมองมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ ไปคุยอะไรกันมาคะ ” หล่อนถามอย่างไม่แคร์สายตาเจ้าหน้าที่ประจำกองถ่ายที่มองมาอย่างสนใจ
มหิธรยักไหล่ก่อนตอบ “ ก็แค่ไปถามว่าพรุ่งนี้จะต่อบทกันกี่โมงเท่านั้นเอง ”
“ แน่ใจนะคะว่าแค่นั้น ” หญิงสาวถามพลางจ้อง
พระเอกหนุ่มต่อตา เขาไม่ยี่หระความรู้สึกของญาดาวดีเท่าใดนัก ในระยะหลัง ๆ สายตาของเขามองว่า หล่อนเป็นหญิงสาวประเภทสวยแต่โง่ ที่ยอมมีความสัมพันธ์กับเขาง่ายดาย หลังจากนั้นก็ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนน่าระอา ทำให้ยิ่งนานวันความรู้สึกดีๆที่เคยมีต่อกันก็ยิ่งถดถอยลง
“ คุณจะซักเอาอะไรล่ะญาญ่า ผมบอกไปคุณก็ไม่เชื่อ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณคิดเอาเองเถอะ ไม่ต้องมาถามผมอีก ” เขากระแทกเสียงก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ญาดาวดียืนอึ้งอยู่นานจึงวิ่งตามชายหนุ่มพลางร้องเรียก “ไม้เอกคะ รอญาญ่าด้วย ”


แสงไฟในห้องชั้นบนสุดของโรงแรมเป็นสีส้มสลัว เพราะเจ้าของจงใจที่จะไม่เปิดโคมแก้วเจียระไนดวงใหญ่กลางห้อง ทั้งห้องจึงสว่างจ้าอยู่เพียงจุดเดียวคือลำแสงที่ส่องลอดออกมาจากห้องน้ำซึ่งมีเสียงจากฝักบัวดังอยู่เป็นระยะๆ
ครู่ใหญ่สายน้ำจึงเงียบเสียงลงและมีเสียงเปิดประตูดังขึ้นมาแทนที่ ห้องอันสลัวรางสว่างวาบเป็นทางยาว พร้อมกับประตูห้องน้ำเปิดกว้าง
ร่างอันงดงามโดดเด่นอยู่ในกระจกบานใหญ่ อนันตญาจ้องตอบดวงตาที่มองมาอย่างพึงพอใจ หล่อนเห็นหญิงสาวใบหน้าชวนพิศในกรอบผมสีดำเหยียดตรงหยักปลายน้อยๆอย่างเก๋ไก๋ ต่ำลงมาเป็นชุดราตรีสั้นสีดำเหลือบเงินละเลื่อมเผยไหล่นวลเนียนและอกอิ่มชวนมอง หญิงสาวยิ้มให้ตนเองแล้วจึงหยิบกระเป๋าสีเงินใบเล็กๆเข้าชุดกับรองเท้าสีเดียวกันมาถือไว้
“ ก๊อกๆ ”
เสียงเคาะประตูทำให้ร่างที่เพิ่งนั่งลงบนเก้าอี้กลมหน้าโต๊ะเครื่องแป้งต้องหยัดกายลุกขึ้นเดินไปที่ประตู พลางแนบหน้าส่องลอดประตูแมวออกไป ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดล็อกลูกบิดเพื่อให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในห้อง
“ อุ๊ย! ทำไมอยู่มืดๆแบบนี้ล่ะคะคุณน้อง”เสียงวัสนาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ ตำลึงเพิ่งอาบน้ำเสร็จค่ะ ”
“ มาๆนั่งลงหน้ากระจกนี่ค่ะ เดี๋ยวพี่จะแต่งหน้าให้คนจ้องน้องตำลึงจังงังจนลืมชื่อตัวเองไปเลย” สาวประเภทสองจีบปากจีบคอพูดพลางจูงมืออีกฝ่ายไปนั่งตามที่บอก
อนันตญาหัวเราะคิกคักทำให้รอยบุ๋มสองข้างแก้มเด่นชัด วัสนามักจะทำให้หล่อนผ่อนคลายเสมอกับความอารมณ์ดีที่มีให้เห็นอยู่เป็นนิตย์ หญิงสาวจึงไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวอย่างที่หลายๆคนแนะนำ
“ หลับตาสิคะ ” ผู้จัดการคนสวยบอกสั้นๆแล้วย่อตัวลงให้พอดีกับใบหน้าของนางเอกสาว พร้อมกับที่หล่อนปิดเปลือกตาลงแล้วนั่งตัวตรงอย่างใจเย็น รู้สึกตัวดีว่าอีกฝ่ายกำลังง่วนอยู่กับใบหน้าของตนอย่างขะมักเขม้น เนิ่นนานเสียงปิดตลับเครื่องสำอางราคาแพงจึงดังขึ้น
“ ลืมตาได้แล้วค่ะเจ้าหญิง ” วัสนาบอกอย่างร่าเริง
ดวงตาคู่สวยเปิดออกอย่างช้าๆ ร่องรอยพึงพอใจปรากฏขึ้นบนเรียวปาก เมื่อเห็นใบหน้าสวยเฉียบของตนในกระจก
“ ฝีมือการแต่งหน้าของพี่เฌอแตมนี่ไม่เคยตกเลยนะคะ” หล่อนชม
ผู้ถูกชมแสร้งยิ้มเอียงอาย “ แหม น้องตำลึงก็ชมพี่อยู่ได้ทุกวัน ”
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ แล้วจึงทำท่าคล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ “ พรุ่งนี้อย่าลืมปลุกตำลึงแต่เช้านะคะ ”
ผู้รับคำสั่งเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ในขณะที่ผู้สั่งหลุบตาต่ำสีหน้าสลด เมื่อใจอาวรณ์ถึงผู้ชราที่จากไปแล้ว หากคุณตายังอยู่มารดาของหล่อนก็คงไม่มีโอกาสได้แต่งงานใหม่ และหญิงสาวคงจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวดังที่เป็นอยู่ในวันนี้ วันที่แม้จะเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่กลับอ้างว้าง ราวกับอยู่คนเดียวบนโลก
“ พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของคุณตาน่ะค่ะ ”
“ อ๋อ ได้สิคะ ” วัสนารับคำแล้วจึงโอบเอวคอดกิ่วอย่างปลอบประโลม เพราะรู้ดีว่านางเอกสาวผูกพันกับคุณตาผู้ล่วงลับมากเพียงใด
“ ทำใจให้สบายค่ะน้องตำลึง อย่าลืมว่าเราเป็นนางเอกแถวหน้าจะต้องสวยสง่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ”
อนันตญาพยักหน้า ก่อนที่ไฟในห้องจะดับพรึบลงแล้วมีเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้นมาแทนที่
...คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ต้องสวมบทบาทนางเอกท่ามกลางผู้คนมากมาย...
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 10:42 am

บทที่ ๒


งานเลี้ยงวันเกิดของวสุผู้กำกับวัยกลางคนถูกจัดขึ้นในผับใต้โรงแรมดังกลางเกาะภูเก็ต เนื่องจากอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งดาราและทีมงานทุกคนต่างก็ได้รับเชิญให้มาร่วมสังสรรค์ในค่ำคืนนี้ หลังจากกรำงานกันมาแล้วทั้งวัน
“ น้องตำลึงนั่งรออยู่ข้างนอกก่อนนะคะ พี่เฌอแตมจะไปดูว่าคุณวสุมาหรือยัง ถ้ามีแต่นายไม้เอกจอมชีกอเราจะได้ไปเดินเล่นชายหาดกันก่อน ” วัสนาบอก
อนันตญาทำตามอย่างว่าง่าย หล่อนนั่งลงบนชุดรับแขกที่ทางโรงแรมจัดไว้แล้วมองฝ่าความมืดผ่านกระจกใสออกไปยังชายหาดด้านนอก
ผู้คนมากมายพากันทอดอารมณ์อยู่บนผืนทราย ในขณะที่อีกหลายคนกำลังเล่นน้ำทะเลอย่างมีความสุข แล้วสายตาของหญิงสาวก็สะดุดเข้ากับร่างสามร่างที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นครอบครัวพ่อแม่และลูก ทั้งสามดูมีความสุขกับการนั่งมองคลื่นกระทบฝั่งท่ามกลางความมืด เป็นภาพที่น่าชื่นชมแต่กลับทำให้หยดน้ำอุ่นใสคลอนัยน์ตาของผู้ที่นั่งมองอย่างโดดเดี่ยว

รอยแผลร้าวลึกนั่นเองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความเศร้าใจ…

น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า นางเอกสาวเจ้าบทบาทคนนี้มีปัญหาครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก แม้หล่อนจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่สิ่งที่หญิงสาวต้องการมาตลอดคือ พ่อ ดังนั้นทุกครั้งที่ทางโรงเรียนจัดงานวันพ่อขึ้น อนันตญาก็จะงอแงจนต้องขาดเรียนอยู่ร่ำไป เพราะไม่อาจทนดูภาพคนอื่นได้รับความอบอุ่นเพียบพร้อมได้ ความรู้สึกโหยหาความรักรุนแรงมากขึ้นเมื่อหล่อนเข้าสู่วัยรุ่น นางเอกสาวจึงมีคนรักตั้งแต่เริ่มเรียนชั้นมัธยมปลาย พร้อมมอบความรักและความทุ่มเททั้งหมดที่มีให้กับเขา ดอมไพร...ชายหนุ่มที่เคยรักสุดหัวใจ และเป็นคนเดียวกับที่ประหัตประหารความรักของหล่อนให้ตายลงในชั่วพริบตา

“ น้องตำลึง ! ”
น้ำเสียงแห่งความยินดีดังขึ้น ทำให้หญิงสาวจำต้องละสายตาจากภาพชีวิตด้านนอกตัวโรงแรม หันมามองชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาในชุดตำรวจครึ่งท่อนที่ยืนยิ้มเผล่รอคอยอยู่ แล้วชะงักงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองอีกฝ่ายด้วยหางตา
“เราเคยรู้จักกันด้วยหรือคะ ” หญิงสาวย้อนถามทั้งที่จำเขาได้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้า และวินาทีนั้นเอง หัวใจดวงน้อยก็สั่งอนันตญารีบหนีไปให้ไกล ไวเท่าความคิด ชั่วครู่ร่างได้สัดส่วนจึงผุดลุกขึ้น ทว่ามือแข็งแรงกลับรั้งข้อศอกบอบบางเอาไว้เบาๆ เพื่อให้หญิงสาวหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มคนเดิมอีกครั้ง
“ ปล่อย ! ”เสียงหล่อนขึ้นจมูก ความไม่พอใจฉายชัดในแววตา ชายผู้นี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะแตะต้องตัวหล่อนแม้แต่ปลายก้อย ไม่มีวัน...
เมื่อเห็นท่าทางเฉยชานั้น เขาจึงรีบดึงมือกลับ แล้วพยายามบอกความในใจเสียงอ่อย
“ นับจากที่เราไม่ได้เจอกัน พี่พยายามติดต่อน้องตำลึงแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนมารู้จากน้องแนนว่าน้องตำลึงไปเรียนต่อที่อังกฤษเสียแล้ว ”
นางเอกสาวจ้องเขานิ่ง
ผู้ชายคนนี้มิใช่หรือที่หล่อนเคยรักจนหมดหัวใจ เคยวาดฝันตั้งความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้ร่วมกัน แต่สุดท้ายเขากลับทำให้ทุกสิ่งพังภินท์ลงอย่างไม่เป็นท่า เปลี่ยนให้อนันตญาซึ่งเคยเห็นความรักเป็นสิ่งสวยงาม กลายเป็นผู้หญิงที่ด้านชากับความรัก และร้ายกาจกับผู้ชายเกือบทุกคนที่เข้ามาตอแย เพราะมีความระแวงเป็นพื้นฐาน
“ภรรยาคุณคงสบายดี” หล่อนแกล้งถามเสียงเยาะ ราวกับจะย้ำว่า จนป่านนี้เขายังกล้าชูคอมารื้อฟื้นอดีตอีกหรือ
ชายหนุ่มชะงักงัน
“ พี่ เอ่อ กำลังมีปัญหากับฤาชุตา เราคงหย่าขาดกันในอีกไม่ช้า ” เขาบอกสั้นๆ
ดอมไพรมักจะเห็นชีวิตเป็นเรื่องง่ายเช่นนี้เสมอ ก่อนหน้านั้นเขาจึงคบหาหล่อนไปพร้อมๆกับฤาชุตาหญิงสาวรุ่นพี่ จนวันที่อนันตญาจับได้ หญิงสาวจึงตัดสัมพันธ์จากเขาโดยทันที ทั้งๆที่ความทรงจำในหัวใจมิใช่ลบเลือนได้ง่ายๆ มรสุมแห่งความรักจึงพัดพาการเรียนของหญิงสาวดิ่งลงเหว จนผู้เป็นยายตัดสินใจส่งสาวน้อยวัย 18 ปีให้ไปเผชิญชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษเพียงลำพัง
การดำเนินชีวิตในต่างแดนเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน ทั้งที่จริงแล้วมิใช่เรื่องง่าย อนันตญาต้องเรียนไปทำงานไปอย่างทุลักทุเล ประกอบกับคนที่เข้ามาแวดล้อมนั้นเป็นคนหลากหลายประเภท กาลเวลาจึงเปลี่ยนเด็กสาวที่เคยเต็มไปด้วยความกดดันและขี้กลัวให้กล้าและแกร่งขึ้นราวกับเป็นคนละคน นานวันเข้าหญิงสาวก็สามารถทำใจรับอดีตได้ ดอมไพรสำหรับหล่อนในวันนี้ จึงเป็นแค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวที่ทะนงกับเสน่ห์และความฉลาดของตนเองเท่านั้น มิได้มีค่าคู่ควรให้ระลึกถึงแม้เพียงกระผีกริ้น หล่อนให้อภัยเขาได้แต่ไม่เคยลืมสิ่งที่เขาทำ อย่างน้อยๆเหตุการณ์ในวันนั้นก็สามารถสอนใจให้รู้จักผู้ชายบางประเภทได้มากยิ่งขึ้น
“ ฉันต้องขอตัวก่อนล่ะ” อนันตญาบอกพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก
“ อย่าเพิ่งไปสิครับ น้องตำลึง ” น้ำเสียงเขาเศร้าสร้อย ใบหน้าหม่นหมอง แต่เสียใจ...มุกนี้ใช้ไม่ได้อีกแล้ว...สำหรับอนันตญา
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของมหิธรก้าวออกมา และเมื่อตวัดสายตามองเห็นนางเอกคู่ขวัญของตนยืนอยู่กับชายแปลกหน้า ชายหนุ่มผู้ดูดีทุกกระเบียดนิ้วจึงแล่นลิ่วเข้าไปหา พลางจ้องดอมไพรด้วยสายตาไม่เป็นมิตรก่อนจะถามหญิงสาว “ ยังไม่เข้าไปในงานหรือครับ คุณตำลึง ”
หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ จึงตอบด้วยเสียงดังฟังชัด “ ก็ตำลึงรอคุณอยู่ไงคะ ” เอียงหน้าตอบพลางยิ้มหวานให้ผู้มาใหม่
เมื่อกล่าวจบหญิงสาวก็ควงแขนพระเอกหนุ่มเดินจากไป ทิ้งให้ดอมไพรมองตามด้วยแววตาแข็งกร้าว ไม่มีวันที่เขาจะปล่อยให้เจ้าพระเอกหน้าอ่อนนั่นพาผู้หญิงที่เขารักเดินจากไปเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน
ความทรงจำแห่งวันวานยังฝังแน่นอยู่ในหัว ความรัก ความภักดีในวันเก่าที่นางเอกสาวมอบให้ยังจารึกอยู่ในใจเขาเสมอ แต่ดอมไพรก็เป็นเหมือนชายหนุ่มทั่วๆไป อาจจะหลงระเริงไปบ้างกับของเล่นชิ้นใหม่ แล้วก็กลับมาตายรังเมื่อเริ่มเบื่อ ซึ่งหล่อนเองก็ให้อภัยทุกครั้ง ดังเช่นครั้งล่าสุดที่อนันตญาจับได้ว่าเขามีคนอื่น ซึ่งเป็นเพราะความสะเพร่าของดอมไพรเอง ที่วางโทรศัพท์มือถือเอาไว้แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ในวันที่นัดดินเนอร์กันสองต่อสอง
วันนั้น...
หญิงสาวหน้าแฉล้มในชุดนักศึกษานั่งเขี่ยไอศกรีมเล่น ขณะรอคนรัก ครู่ใหญ่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น อา...ดอมไพรลืมหยิบโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย มิใช่วิสาสะหรือละลาบละล้วงแต่อย่างใด เพียงหญิงสาวเป็นห่วงว่า ว่าที่นายร้อยตำรวจคนใหม่จะมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า จึงหยิบมันขึ้นมาดูรายชื่อที่ปรากฏอยู่บนจอ
ยุทธการ...ชื่อนี้ทำให้หญิงสาวนึกถึงเพื่อนประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ชายคนรักเรียนอยู่ ทว่าหล่อนก็ไม่ยอมรับสายแทนสักที ด้วยคิดว่า คงจะไม่มีเรื่องฉุกเฉินใดๆหรอกกระมัง แต่แล้วเบอร์เดิมก็โทร.กระหน่ำมาอีกหลายครั้ง จนอนันตญาชักเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นธุระร้อน จึงกดรับ
“ ฮัลโหล ดอม นี่ดอมอยู่ไหน ทำไมไม่รับสายชุตา ฮึ ” สาบานได้ว่าหูหล่อนไม่ฝาด เสียงที่ได้ยินนั้นแหลมเล็ก และคาดคั้น มิใช่เพื่อนที่ชื่อยุทธการอย่างแน่นอน
“ พี่ดอมไม่อยู่ค่ะ ไปเข้าห้องน้ำ ” นักศึกษาสาวบอกเสียงเรียบ
ปลายชะงักแล้วตะเบ็งเสียงแหลมดังทะลุลำโพงออกมาอย่างฉุนเฉียว “ นี่แกเป็นใครฮะ ทำไมถึงมาอยู่กับแฟนฉันได้ ”
“ หึ ฉันไม่จำเป็นต้องตอบคุณหรอกนะ อยากรู้อะไรก็ไปถามพี่ดอมเอาเองเถอะ ”
ทั้งๆที่ตอบไปด้วยเสียงแข็ง แต่เมื่อกดวางโทรศัพท์ ไหล่บางก็ซวนเซจนต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นี่เขาหลอกหล่อนมาตลอดหรือนี่ ดอมไพรทำได้อย่างไรกัน
เหตุการณ์ในวันนั้นจบลงด้วยการที่ดอมไพรกลับมาอธิบายคร่าวๆว่า ฤๅชุตาเป็นลูกสาวนายตำรวจใหญ่ที่แอบชอบเขาอยู่ และเที่ยวหึงหวงไปทั่ว ทั้งๆที่ชายหนุ่มไม่เคยไยดี ผู้ฟังนิ่งไปนาน ทำท่าครุ่นคิด ไม่แสดงอาการตีโพยตีพายแต่อย่างใด หล่อนคงรอดูสถานการณ์ไปก่อน ตามนิสัยว่าง่าย หารู้ไม่ว่าเขาคิดผิด เพราะนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่คำว่า อภัย หลงเหลืออยู่ในใจของอนันตญา คนเราทำผิดได้ แต่ไม่ใช่ผิดซ้ำๆ จนคล้ายผู้ที่ขาดสำนึก
“ พี่จะไม่มีวันยอมเสียน้องตำลึงไปอีกแล้ว...ไม่มีวัน ”
เสียงปรารภกับตนเองสิ้นสุดลง พร้อมกับประตูผับอันมืดสลัวกำลังปิดตามร่างหนุ่มสาวที่คนทั้งเมืองต่างลุ้นให้เป็นคู่รักกันในชีวิตจริง



“ น้องตำลึงขา พี่ขอโทษ จะด่าพี่เฌอแตมยังไงก็ได้ พอดีพี่เจอเพื่อนเก่าก็เลยคุยกันนานไปหน่อย แล้วนี่มาพร้อมกับเอ่อ คุณไม้เอกได้ยังไงคะ ” วัสนาปรี่เข้ามาแยกอนันตญาไปจากมหิธรทันที
พระเอกหนุ่มมองเขม่น แต่ก็ยอมให้ผู้จัดการส่วนตัวดึงคู่ควงของตนไปแต่โดยดี เขาไม่อยากมีเรื่องมีราวเพราะเห็นว่านักข่าวมาร่วมงานคืนนี้ด้วย ตรงข้ามกับใจที่คิด ‘ หวงนัก...ระวังไว้ให้ดีเถอะ ’
“ ไม่เป็นไรค่ะ พอดีตำลึงอาศัยคุณไม้เอกปลีกตัวมาจาก เอ่อ..เพื่อนเก่า ” หล่อนใช้คำว่าเพื่อนเก่าเพราะคงไม่มีคำพูดใดเหมาะสมไปมากกว่าคำนี้อีกแล้ว
ครู่ใหญ่ ประตูผับเปิดออก แสงสว่างจากด้านนอกส่องให้เห็นผู้ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างชัดเจน วัสนาจึงหยุดซัก
“ อุ๊ย คุณวสุมาแล้ว ไปกันเถอะค่ะ ”หล่อนกรี๊ดกร๊าดพลางดึงแขนดาราสาวให้ก้าวตาม ทั้งสองจึงเข้าไปสมทบกับวสุซึ่งมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ประจำกองถ่ายกลุ่มใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะก้าวตามบริกรหนุ่มไปยังโต๊ะที่ได้จองไว้เป็นพิเศษ
ผ่านไปราวชั่วโมงครึ่ง เมื่อเป่าเค้กและอวยพรวันเกิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อนันตญาจึงขอตัวเดินอ้อมไปด้านข้างผับ เพื่อไปยังห้องน้ำสตรีหลังจากทนรอให้จบพิธีการอยู่นาน
แม้ห้องน้ำในผับจะมีถึงยี่สิบห้องเพื่อให้เพียงพอกับผู้ใช้บริการ แต่เมื่อหญิงสาวไปถึงก็พบว่ามีผู้ยืนรออยู่ก่อนแล้วเกือบสิบคน หล่อนจึงเข้าแถวคอยอย่างใจเย็น และเข้าไปทำธุระจนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมายืนสำรวจตนเองอยู่หน้ากระจกบานยักษ์
“ ฉันมีเรื่องจะเคลียร์กับเธอ ตำลึง ” เสียงของญาดาวดีดังขึ้นทางด้านหลัง พร้อมกับมือเรียวเย็นเฉียบนั้นลาก อนันตญาออกมาจากห้องน้ำ วันนี้นางร้ายสาวจิตใจปั่นป่วนตั้งแต่เห็นมหิธรเข้าไปใกล้ชิดกับอีกฝ่าย แถมยังไม่ยอมเข้ามาในงานพร้อมหล่อน แต่กลับควงคู่มากับนางเอกสาวคนเดิม แล้วจะให้คนที่เคย มีความสัมพันธ์ล้ำลึก ต่อกัน อยู่เฉยได้อย่างไร
“ ปล่อยนะ ญาญ่า ” อนันตญาบอกพลางสะบัดแขน“ มีอะไรก็ว่ามา ”
ญาดาวดียืนหอบอยู่พักใหญ่จึงชะโงกหน้าเข้ามาจนใกล้คู่กรณี กลิ่นวิสกี้โชยหึ่งออกมาจากปากหล่อน จนนางเอกสาวต้องถอยหนี “ มารยา ทำเป็นรังเกียจ แล้วมาหน้าด้านใช้ผู้ชายร่วมกับฉันทำไม ! ” นางร้ายสาวตะคอก
ผู้ฟังขมวดคิ้วยิ้มเย็น “ อ้อ ! นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็หึงนายไม้เอก”
“ เขาเป็นแฟนฉัน จำใส่หัวไว้ด้วย ”
อนันตญาส่ายหน้าอย่างระอา ในยามขาดสติ มนุษย์ก็มักจะแสดงความโง่เขลาออกมาเสมอ ดังเช่นนางร้ายชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทยในวันนี้
“ ฉันไม่สนใจผู้ชายพรรค์นั้นหรอกนะ” นางเอกสาวปฏิเสธเสียงแข็ง
“ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ปากบอกว่าไม่สนใจ แล้วนังคนไหนที่มันควงแขนไม้เอกเข้ามาในผับตอนหัวค่ำยะ ” ญาดาวดีทำตัวเป็นนางร้ายเต็มที่
“ ก็ ” คำพูดของอนันตญาจุกอยู่แค่ลำคอ เพราะหญิงสาวรู้ดีว่าไร้ประโยชน์ เวลานี้ญาดาวดีเมามายเสียจนยากที่จะคุยกันรู้เรื่อง กอปรกับอารมณ์เพชรหึงทำให้ดาวร้ายสาวคิดเองเออเองได้เป็นฉากๆ
“ ทำไมไม่ตอบล่ะ แกคิดจะแย่งเขาใช่ไหมนังตำลึง ” ญาดาวดีโวยวายพลางผลักอีกฝ่ายจนเซเพราะไม่ทันตั้งตัว
เมื่อได้สติอนันตญาจึงเดินเข้าไปรวบแขนคู่กรณี เพราะเริ่มมีคนมองมาอย่างสนใจ มิหนำซ้ำหลายคนยังแสดงออกว่าจำดาราสาวทั้งสองได้ นางเอกสาวจึงบอกเสียงต่ำพลางลากอีกฝ่ายเข้าไปยังมุมสลัวที่มีเสาต้นใหญ่บังอยู่ “ เงียบได้แล้วนะ ”
“ แกอายหรือไง แล้วทำไมตอนคิดจะแย่งแฟนคนอื่นถึงหน้าไม่มียาง ” แทนที่จะเงียบดังที่ถูกเตือน ญาดาวดีกลับตะเบ็งเสียงดังลั่น
“ เงียบนะ ญาญ่า เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็นนัก ” อนันตญาบอกเสียงเข้ม
“ เธอต่างหากล่ะที่หน้าด้าน ใส่พานให้เขาฟรีๆแล้วพอเขาไม่เอาก็มาพาลใส่คนอื่น โวยวายไปคนเดียวก็แล้วกัน ฉันไปล่ะ ” ว่าพลางนางเอกสาวก็หันหลังขวับ แต่ขณะที่กำลังจะก้าวเดิน หล่อนก็รู้สึกว่า ปอยผมปอยหนึ่งถูกกระชากจากทางด้านหลังโดยแรง จนร่างบางเซถลาถอยกลับไป
เพียะ !!
สิ้นเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้า นางร้ายคนสวยก็ถลาลงไปกองกับพื้น อนันตญาเดินดุ่มเข้าไปหาอย่างโมโหจัด แต่แล้วกลับต้องชะงักเมื่อมีแสงแฟลชวูบวาบเข้ามากระทบร่าง
นางเอกสาวตั้งสติ ปรับสีหน้าให้เป็นธรรมชาติ ทรุดตัวนั่งลงข้างๆคู่กรณีพลางยกมือขึ้นลูบหลังหล่อนเบาๆ แล้วหันกลับไปหาผู้คนที่กรูเกรียวกันเข้ามา “ อย่าถ่ายนะคะพี่ๆนักข่าว เพื่อนของตำลึงเมามาก ”
“ เกิดอะไรขึ้นคะคุณตำลึง ” เหยี่ยวข่าวบันเทิงพยายามสัมภาษณ์เพิ่มเติม
อนันตญาจึงหันไปยิ้มให้กล้องพลางตอบน้ำเสียงฉาดฉาน “ ญาญ่าเมาค่ะ ตำลึงก็เลยมาตามมาดูแล ถ้าพี่ๆจะกรุณาก็ช่วยตามเจ้าหน้าที่กองถ่ายให้หน่อยเถอะค่ะ ตำลึงไม่อยากทิ้งเพื่อนเอาไว้คนเดียว ”
“ น้องตำลึงคะ ” วัสนาโผล่พรวดเข้ามาได้จังหวะพอดิบพอดี
นางเอกสาวหันไปหลิ่วตาให้ผู้จัดการส่วนตัว แล้วจึงเอ่ยด้วยถ้อยคำอ่อนหวานเช่นเคย “ พี่เฌอแตมช่วยพยุงญาญ่าไปพักทีเถอะค่ะ ”
วัสนาอมยิ้มรู้ทัน ก่อนจะพยักหน้าแล้วเข้าไปประคองร่างญาดาวดีซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของนางเอกสาวคนสวย อนันตญาจึงหันไปยิ้มให้นักข่าว

ไม่มีทางที่หล่อนจะยอมขึ้นชื่อว่า แย่งผู้ชายกับใคร...


ร่างกลมกลึงในชุดเสื้อสีฟ้าน้ำทะเลยาวคลุมสะโพก และกางเกงสีขาวสี่ส่วนก้มลงกราบพระสงฆ์ชราซึ่งนั่งอย่างสงบ ก่อนจะหันหลังคลานเข่าลงจากกุฏิไปด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ วันนี้หล่อนตื่นขึ้นมาทำบุญตักบาตรด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้วัสนามาปลุกเรียก ทุกอย่างจึงเสร็จสิ้นก่อนเจ็ดโมง ซึ่งถือว่ายังเช้านักสำหรับทีมงานที่เพิ่งออกจากงานเลี้ยงตอนตีหนึ่ง วันนี้วสุจึงเลื่อนเวลาทำงานออกเป็นสิบโมงตรง เพื่อให้ทุกคนมีเวลานอนอย่างเต็มที่
ยังไม่ทันที่อนันตญาจะเดินไปถึงถนนซีเมนต์ด้านล่าง รถสปอร์ตสีแดงก็แล่นเข้ามาจอดเทียบ พร้อมกับที่กระจกด้านคนขับเลื่อนลงมาช้าๆ วัสนาส่งยิ้มให้ก่อนจะขยับไปนั่งอีกฝั่ง เพื่อให้ผู้ที่เพิ่งลงมาจากกุฏิได้ขึ้นไปนั่งยังตำแหน่งคนขับแทน เพราะผู้จัดการสาวประเภทสองรู้ดีว่า นางเอกสาวพอใจที่จะขับเองมากกว่าเป็นตุ๊กตาหน้ารถ
“ ตอนรอน้องตำลึงอยู่ข้างล่าง พี่เฌอแตมขับรถออกไปตระเวนแถวชายหาดมา โอ๊ย เช้าๆแบบนี้ทะเลสวยม้ากมากค่ะ อยากให้ไปเห็น ” วัสนาลากเสียงคำว่ามากยาวเหยียด
คนขับหันมามองผู้พูดแวบหนึ่งแล้วจึงมองตรงไปข้างหน้า ตัดสินใจฉับพลัน “ งั้นเราไปเดินเล่นชายหาดกันไหมคะ ”
ผู้ถูกชวนเลิกคิ้วแปลกใจ “ อารมณ์ไหนกันคะนี่ อยากไปจริงๆหรือเปล่า ”
อนันตญาพยักหน้าแล้วยิ้มเศร้า “การที่ต้องมาทำบุญให้คุณตาแบบนี้ พอเดินลงจากกุฏิมันรู้สึกโหวงๆค่ะพี่เฌอแตม ไปดูคลื่นซัดฝั่งเช้าๆคงจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ”
“ งั้นไปกันค่ะน้องตำลึง ตอนนี้แดดอ่อนๆไม่เป็นอันตรายต่อผิว ”
หญิงสาวพยักหน้า ขณะมือหักพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายออกถนนใหญ่ แล้วจึงขับรถตรงไปยังทิศทางตามที่วัสนาบอก ราวครึ่งชั่วโมงจึงถึงยังที่หมาย หล่อนหยิบแว่นตาดำขึ้นมาสวมไว้พร้อมกับหยิบกระเป๋าถือสีเดียวกับกางเกงและรองเท้าขึ้นมาคล้องแขน ก่อนจะก้าวลงจากรถ เดินไปตามพื้นทรายเม็ดละเอียดที่ทอดตัวลงไปสู่ท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
“ ไปนั่งที่เก้าอี้ชายหาดกันไหมคะน้องตำลึง เดี๋ยวพี่เฌอแตมเคลียร์พื้นที่ให้ ” วัสนายังคงเอาใจ
หญิงสาวไม่ตอบ ทว่าดวงตาของหล่อนกลับเหม่อลอยไปเบื้องหน้า เนิ่นนานจึงถอดแว่นตาออก และยื่นมันให้ผู้จัดการส่วนตัวถือพร้อมกับกระเป๋าถือ
“ เดี๋ยวไปเดินเล่นชายหาดก่อนค่ะ ” หล่อนบอกสั้นๆ
“ จะดีหรือคะ ” วัสนาถามแล้วก็ต้องเงียบเสียงลง เมื่ออีกฝ่ายทำหน้าเรียบเฉยพลางก้มลงถอดรองเท้าออก ก่อนจะเดินดุ่มลงไปในทะเลที่คลื่นกำลังถาโถมเข้าสู่ฝั่งอย่างไม่ขาดสาย จนแดดเริ่มแรงขึ้น หล่อนจึงค่อยๆเดินกลับขึ้นมาสู่ชายหาดอย่างอ้อยอิ่ง แล้วยืนกอดอกมองน้ำทะเลที่กระทบฝั่งแล้วคลายตัวออกไปไกลลิบครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงล้อรถบดพื้นทรายดังสวบสาบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่นางเอกสาวก็มิได้สนใจไปมากกว่าความงดงามของธรรมชาติตรงหน้า
“ พี่ตำลึงใช่ไหมคะ ” เสียงเล็กๆสดใสดังขึ้นข้างตัว อนันตญาสะดุ้งน้อยๆแล้วจึงเอี้ยวตัวกลับไปมอง
เด็กหญิงผิวขาวจัด หน้าตาราวกับตุ๊กตาบาร์บี้ผู้นั่งอยู่บนรถเข็นซึ่งมีชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าเรียบเฉยเป็นผู้ดูแลอยู่นั่นเองที่เรียกชื่อหล่อน
“ หนูเรียกพี่หรือคะ ” อนันตญาย้อนถามเพราะมั่นใจว่าไม่เคยพบเจอเด็กหญิงมาก่อน
เด็กน้อยยิ้ม เมื่อแนะนำตัว “ หนูชื่อตุ๊กตาค่ะ หนูชอบพี่มากเลนะคะ ”
“ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะน้องตุ๊กตา ” นางเอกสาวยิ้มตอบพลางก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆให้ความสูงพอดีกับรถเข็น ชวนคุยต่อ เพราะหญิงสาวรู้ดีว่าแฟนคลับคือผู้ที่ดาราควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อความนิยมที่ยั่งยืน “ มาเดินเล่นหรือคะ ”
เด็กหญิงกันยากานต์ส่ายหัวจนผมยาวสยายนั้นสะบัดตามแรงลม
“ หนูนั่งมาต่างหากล่ะคะ ” บอกพลางเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่หลังรถเข็น
อนันตญามองตาม ชายหนุ่มจ้องตอบพลางค้อมศีรษะให้เล็กน้อย
“ ตุ๊กตามาเที่ยวกับครอบครัวค่ะ แล้วพี่ตำลึงมาภูเก็ตทำไมคะ ” ไม่น่าเชื่อว่าเสียงสดใสนี้จะมาจากเด็กหญิงขาพิการตรงหน้า เด็กน้อยดูไม่ย่อท้อต่อชีวิตของตนเองเลยสักนิด จนดาราสาวอดทึ่งไม่ได้
“ พี่มาถ่ายหนังค่ะ ไว้ว่างๆหนูแวะมาดูสิคะ ” หญิงสาวเอ่ยชวน
“ หนูมาได้จริงๆหรือคะ ” กันยากานต์ตื่นเต้น
อนันตญาพยักหน้าพลางแจกยิ้มอย่างใจดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มซึ่งมองมาอยู่ก่อนแล้ว
“ ว่างๆก็พาลูกสาวมาดูการถ่ายทำได้นะคะคุณ ”
ชายหนุ่มทำท่าจะอ้าปากตอบแต่แล้วกลับปิดปากเงียบ เมื่อได้ยินเสียงเด็กหญิงบนรถเข็นส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“ พี่น่านเขาเป็นญาติของตุ๊กตาต่างหากล่ะคะ ไม่ใช่พ่อสักหน่อย ”
อนันตญาหน้าแดงก่ำ เอ่ยปากขอโทษกับความเข้าใจผิดของตนเอง “ ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณ คิดอยู่ว่ายังไม่แก่ ทำไมมีลูกโตขนาดนี้ ”
“ ไม่เป็นไรครับ จริงๆผมก็อยากมีลูกอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครยอมเป็นแม่ให้ ” เขาตอบกลั้วหัวเราะ
นางเอกสาวหันไปยิ้มให้ความอารมณ์ดีอีกฝ่าย แล้วจับมือเด็กน้อยขึ้นมากุมไว้พลางกล่าวลา
“ พี่คงต้องกลับแล้วค่ะน้องตุ๊กตา เอาไว้เจอกันใหม่นะคะ ”
เด็กหญิงทำหน้าละห้อยพลางโบกมือหยอยๆขณะที่หญิงสาวเดินจากไป โดยมีญาติหนุ่มผู้พี่ยืนอมยิ้มมองตามหล่อนจนลับตา
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 104
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 10:44 am

บทที่ ๓


การถ่ายทำในบ่ายวันนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยปราศจากแขกรุ่นเยาว์ที่ได้เชื้อเชิญเอาไว้ในยามเช้าและ
ญาดาวดีที่ตื่นขึ้นมาทำงานต่อไม่ไหว แต่ทางกองถ่ายก็แก้ปัญหาโดยการถ่ายทำฉากอื่นที่ไม่มีหล่อนแทน อนันตญาจึงทำงานได้โดยไม่มีสายตาขวางๆของใครมองมาเหมือนดังเคย จวบจนวสุสั่งพักกองในเวลาเกือบห้าโมงเย็น นางเอกสาวก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาเดินทอดน่องไปบนหาดทรายสีขาวแทนการรีบกลับไปยังห้องพักเหมือนวันก่อนๆ
เท้าเรียวเหนือรองเท้าแตะราคาแพงก้าวไปอย่างช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลแก่ทอดมองเส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลลิบพลางสอดสองมือลงไปในกระเป๋ากางเกงขาสั้นสีขาวอวดเรียวขาขาวผ่อง ในขณะที่ลมทะเลหอบเอากลิ่นไอแดดหอมกรุ่นพัดผ่านร่างบางอย่างแผ่วเบา
“ น้องตำลึงขา คุณวสุเชิญที่ออฟฟิศด้วยค่ะ ” วัสนาวิ่งกระหืดกระหอบตามมา
ดวงหน้างามหันกลับไปมองด้วยดวงตาเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้าย
“ เดี๋ยวนี้เลยหรือคะพี่เฌอแตม ”
“ ใช่ค่ะ เห็นบอกว่ามีแขกรออยู่ ”
“ งั้นพี่เฌอแตมขึ้นไปอาบน้ำรอเถอะค่ะ พอคุยกับพี่วสุเสร็จเราได้จะออกไปทานข้าวข้างนอกกัน”
“ ไม่ต้องรีบนะคะ พี่จะไปนวดหน้ารอ ”
หญิงสาวพยักหน้าตอบโดยไม่หันมองคู่สนทนา ก่อนจะเดินเร็วๆไปยังออฟฟิศชั่วคราวที่วสุเช่าตึกแถวตรงข้ามโรงแรมเอาไว้สำหรับดำเนินการถ่ายทำในครั้งนี้
ประตูกระจกมืดทึบถูกผลักเข้าไปด้วยแรงจากมือเรียวบาง ก่อนที่เจ้าของร่างงามจะแทรกตัวเข้าไปในห้องสีครีมโล่งกว้างที่จัดตั้งโต๊ะทำงานขนาดใหญ่เอาไว้มุมซ้ายสุดถัดจากชุดรับแขกสีดำอันเป็นสีโปรดของผู้กำกับหนุ่ม หญิงสาวกวาดสายตาไปทั่วห้องแล้ว แต่กลับไม่เห็นผู้ที่เรียกให้หล่อนมาพบ อนันตญาจึงตัดสินใจนั่งลงบนชุดรับแขกซึ่งมีแจกันทรงเตี้ยตกแต่งด้วยดอกกุหลาบหลากสีวางอยู่บนโต๊ะกระจกสีทึม ครู่ใหญ่เสียงผลักประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของวสุที่พูดคุยกับใครคนหนึ่ง ผู้ที่หญิงสาวจำได้แม่นยำว่าเขาคือชายหนุ่มที่มาพร้อมกับเด็กสาวขาพิการที่พบเมื่อเช้าตรู่นั่นเอง
“ อ้าว รอนานหรือยังครับคุณตำลึง ” วสุถามทันทีที่มองเห็นหล่อน พลางเดินนำชายหนุ่มอีกคนมาทรุดนั่งตรงกันข้ามกับหญิงสาว
“ เพิ่งมาถึงเหมือนกันค่ะ พี่วสุมีธุระอะไรกับตำลึงหรือเปล่าคะ ”
“ ก็มีนิดหน่อยน่ะ เอาเป็นว่าพี่แนะนำแขกก่อนก็แล้วกัน นี่คุณน่านฟ้าจากทีเคพีกรุ๊ปครับ คุณตำลึงรู้จักหรือเปล่า ”
ประกายตาของหญิงสาวเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อบริษัทโฆษณาชื่อดังมานับไม่ถ้วน ก่อนจะยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร โดยไม่รื้อฟื้นถึงการพบกันโดยบังเอิญที่ผ่านมา
“ สวัสดีค่ะ คุณน่านฟ้า ”
“ สวัสดีครับ คุณอนันตญา ”
วสุหันไปมองนางเอกสาวแล้วจึงบอกกล่าวถึงธุระที่เชื้อเชิญหล่อนมาพบ “ คุณน่านฟ้าเป็นตัวแทนของทีเคพีกรุ๊ป มาติดต่อคุณไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ทำงานร่วมกับทางบริษัท ซึ่งทางต้นสังกัดของเราก็เปิดไฟเขียวแล้ว ลองคุยรายละเอียดกันดูนะครับ ”
อนันตญายังคงนิ่งเฉย ตาคมจ้องน่านฟ้าอย่างจดจ่อ ขณะที่เขาเริ่มอธิบาย
“ ทางเราจะติดต่อคุณเป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมกับดาราชายคนหนึ่งน่ะครับ ซึ่งถ้าคุณตกลง ทางเราก็จะเริ่มถ่ายทำกันในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้เลย ”
“ คอนเส็ปท์งานล่ะคะ ”
“ ความรักครับ ”
นางเอกสาวพยักหน้าหงึกหงัก “ น่าสนใจมากค่ะ ”
“ เราอยากได้พรีเซ็นเตอร์หน้าตาไทยๆ สมกับภาพที่จะย้อนยุคนิดๆ ประมาณปี พ.ศ. 2500 นะครับ” น่านฟ้าบอก
เสียงโทรศัพท์มือถือของวสุดังลั่น ผู้กำกับหนุ่มจึงขอตัวออกไปด้านนอกห้อง ทิ้งให้อนันตญาตกลงกับหนุ่มร่างสูงอยู่เพียงลำพัง
“ แล้วทำไมถึงเลือกตำลึงล่ะคะ ” หล่อนเอียงหน้าถามด้วยความอยากรู้
ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนจะอธิบายอย่างคร่าวๆ
“ ทางบริษัทเห็นว่าคุณเป็นนางเอกชื่อดัง มีบุคลิกตรงตามที่วางไว้ กำลังเป็นที่สนใจในเรื่องความรัก ที่สำคัญน้องตุ๊กตาเธอขอร้องให้ผมมา เพราะอยากให้คุณทำงานร่วมกับบริษัทของคุณพ่อคุณแม่ของเธอ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับคุณบ้างน่ะครับ ”
หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆเมื่อได้ยินชื่อเด็กหญิงผู้อาภัพคนนั้น
“ น้องตุ๊กตาเป็นลูกสาวเจ้าของทีเคพีกรุ๊ปหรือคะ ”
เขาพยักหน้าแทนคำตอบ
“ แล้ววันนี้ทำไมเธอไม่มาที่กองถ่ายล่ะคะ ”
“ เธออยากมา แต่คุณอาทันตินติดธุระด่วน ก็เลยรีบกลับกรุงเทพฯน่ะครับ ”
อนันตญาแสร้งระบายลมหายใจออกมาเบาๆ จริงอยู่งานนี้เป็นงานที่น่าสนใจมาก แต่หล่อนก็ไม่อยากแสดงความรู้สึกออกมามากนัก เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่า ระดับนางเอกเบอร์หนึ่งของสไมล์ทีวีไม่มีวันรับงานสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างแน่นอน “ เอาเป็นว่าขอคิดดูก่อนก็แล้วกันนะคะ ฝากบอกพี่วสุด้วยว่าตำลึงขอตัวก่อน ” หล่อนบอกพลางลุกขึ้นแล้วยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะเดินจากไป
น่านฟ้ามองตามแล้วซ่อนยิ้ม
ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจมากทีเดียว...


ร้านอาหารที่วัสนาพาหญิงสาวไปรับประทานอาหารเย็นนั้นเป็นร้านอาหารในรีสอร์ตที่สร้างเป็นเรือนไม้โล่งกว้างติดกับชายหาด โดยมีบันไดสีขาวทอดยาวลงไปสู่ท้องทะเล ดูโอ่โถงและเย็นสบาย หญิงสาวเลือกโต๊ะที่อยู่มุมขวาสุดตรงข้ามกับบันไดเพื่อหลบหลีกจากผู้คน หากแต่มองเห็นวิวทะเลยามค่ำได้ถนัดตา หล่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลายพลางเลื่อนเมนูอาหารให้อีกฝ่ายเป็นผู้จัดการ “ พี่เฌอแตมสั่งอาหารเลยนะคะ ตำลึงขอทานอย่างเดียว ”
วัสนาแกล้งค้อนขวับแต่ก็เอื้อมมือไปหยิบเมนูมาเปิดพร้อมกับสั่งอาหารสี่ห้าอย่าง พร้อมผลไม้ ก่อนจะหันไปถามนางเอกสาวด้วยรอยยิ้ม “ ดื่มไวน์หน่อยไหมคะ ฉลองที่ใกล้จะปิดกล้องเต็มทีแล้ว ”
หญิงสาวพยักหน้าพลางตอบ “ ดีเหมือนกันค่ะ รู้สึกเซ็งๆ อยู่เหมือนกัน ”
“ แต่น้องตำลึงต้องทานอะไรรองท้องก่อนนะคะ เดี๋ยวจะปวดท้องเหมือนคราวนั้นอีก ”
“ ตำลึงบอกพี่เฌอแตมแล้วไงคะ ว่าที่ปวดท้องวันนั้นน่ะ เป็นเพราะความเครียด ไม่ใช่เพราะดื่มไวน์ตอนท้องว่างสักหน่อย ”
อนันตญารู้ดีว่าทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดเกินกว่าจะรับไหว ร่างกายก็จะมีปฏิกิริยาต่อต้านโดยแสดงอาการข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ปวดหัว หรืออาเจียนออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่เคียงคู่กับหล่อน นับตั้งแต่วินาทีนั้น วินาทีที่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เมื่อสูญเสียคนที่รักที่สุดแก่หญิงอื่นไป “ พี่เฌอแตมจำได้ค่ะ เพียงแค่ห่วงว่าน้องตำลึงจะหิวตอนดึกๆ”
คำพูดอันมาจากน้ำใสใจจริงของผู้จัดการส่วนตัวทำให้รอยยิ้มเจิดจำรัสบนใบหน้าของผู้ฟัง นอกจากความสัมพันธ์ในเรื่องงานแล้ว วัสนายังเป็นได้ทั้งญาติ ทั้งเพื่อน คอยห่วงใยหล่อนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
กาลเวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วโมง โดยที่วัสนาเป็นฝ่ายชวนคุย ส่วนอนันตญาานั้นนั่งฟัง โต้ตอบบ้าง ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้างอย่างเพลิดเพลิน เนื่องจากไวน์ที่สั่งมาพร่องไปเกินครึ่งขวดแล้ว หัวโขนที่เคยสวมอยู่จึงค่อยๆเลือนหายไปจากหัวใจนางเอกสาว
“ ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ ” หล่อนบอกพร้อมกับลุกขึ้น
อนันตญาใช้เวลาในห้องน้ำเพียงไม่นาน จึงเดินออกมา ทว่ายังไม่กลับไปที่โต๊ะอาหารซึ่งมีผู้จัดการส่วนตัวรออยู่
ท้องฟ้ายามค่ำคืนดูทะมึนมืดน่าสะพรึงกลัว เสียงคลื่นซัดสาดดังซ่าๆเป็นเสน่ห์ล้ำลึกที่ดึงดูดให้หญิงสาวก้าวลงไปตามบันไดไม้ที่ทอดยาวสู่ความมืดมิดของท้องทะเล ฝนเริ่มหยดหยาดลงมาปรอยๆ แต่หล่อนกลับยืนนิ่ง ดวงตารื้นไปด้วยหยาดน้ำอุ่นใส ในยามที่ต้องอยู่เพียงลำพัง หล่อนมักจะโหยหาความอบอุ่นที่ขาดหายไปในวัยเด็ก ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่ปี ความอ้างว้างก็ไม่เคยจืดจางไปจากหัวใจ
“ ฝนตกแล้ว กลับเข้าไปในร้านเถอะค่ะ หนู ”
น้ำเสียงอ่อนหวานที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสัมผัสเบาๆที่ข้อศอก ทำให้อนันตญาสะดุ้งวาบ หันไปมองผู้มาใหม่อย่างระแวดระวัง
ประสบการณ์ชีวิตสอนเอาไว้ว่าอย่าประมาท…
“ คุณ “ น้ำเสียงกังวานใสขาดเป็นห้วง เมื่อได้เห็นใบหน้าของหญิงวัยสี่สิบตอนปลายในความสลัว ใบหน้ารูปไข่นั้นยังคงความงดงามเอาไว้ได้ทุกกระเบียดนิ้ว ความรู้สึกคุ้นเคยเกิดขึ้นในใจอย่างประหลาด เท่าๆกับความรู้สึกคุ้นหน้าที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว
“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้า ฝนแค่ตกปรอยๆ” หล่อนตอบเสียงสุภาพ
“ ฝนต้นฤดูแบบนี้มักจะทำให้เราเป็นไข้ได้ง่ายๆนะคะ ” อีกฝ่ายไม่ลดละ
อนันตญาคลี่ยิ้มอย่างเห็นด้วย แต่ไม่ยอมขยับตัว การได้ยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความมืดทำให้หญิงสาวรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไร้หน้ากากที่ต้องสวมใส่อยู่เสมอเมื่ออยู่ในวงสังคม
“ ขอบคุณคุณน้าที่เป็นห่วงนะคะ หนูขอยืนแบบนี้อีกสักพัก”
“ ให้น้าอยู่เป็นเพื่อนไหมคะ ” หญิงปลายกลางคนต่อรอง
นางเอกสาวนิ่วหน้าต่อความห่วงใยของอีกฝ่าย และถามด้วยน้ำเสียงเจือร่องรอยเคลือบแคลงใจ “ ทำไมหรือคะ หรือว่าคุณน้าเป็นเจ้าของรีสอร์ตนี้ อืม..จัดร้านสวย บรรยากาศดีจังนะคะ ”
“ใช่ค่ะ น้าเป็นเจ้าของที่นี่ แต่ที่เดินเข้ามาทัก ไม่ใช่ในฐานะที่ต้องคอยเท็คแคร์แขกนะคะ พอดีเห็นหนูยืนอยู่คนเดียวก็เลยเป็นห่วง เอ่อ คือเห็นหนูแล้วน้าคิดถึงเด็กคนหนึ่งที่น้าเคยรู้จักน่ะค่ะ ”
“ อ้อ ค่ะ”
อนันตญารับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย อย่างคนหัวอกเดียวกัน ชีวิตที่ผ่านมาของหล่อนถึงแม้จะเพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบาย และความรักความห่วงใยจากพ่อแม่บุญธรรม แต่หล่อนกลับรู้สึกว่ายังขาด..ขาดอะไรบางอย่างไป อะไรบางอย่างที่เติมเท่าไรก็ไม่เคยเต็มสักที
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นไม้ใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงแหลมเล็กของสตรีร่างอุ้ยอ้ายที่สวมเครื่องประดับแพรวพราว “ มายืนทำอะไรมืดๆล่ะคะคุณอโณทัย เพื่อนๆเป็นห่วงกันแล้ว กลับไปที่โต๊ะเถอะค่ะ ”
“ กำลังจะกลับแล้วค่ะ คุณเรวดี ” ผู้ที่แทนตัวว่า น้า หันไปบอกเพื่อนแล้วจึงกันมาบอกลา “ น้าไปก่อนนะคะ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก ”
เมื่ออีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว หล่อนจึงยืนนิ่งไม่ยี่หระต่อสายฝนที่พร่างพรมลงมาบางเบา



“ ทำไมเข้าห้องน้ำนานจังคะน้องตำลึง ” วัสนาถามด้วยสีหน้ากังวลเมื่อเห็นร่างบางเดินโผเผกลับมาราวคนสิ้นไร้เรี่ยวแรง
อนันตญาหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ เอนกายพิงพนักแล้วจึงตอบคำถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างแผ่ว
“ ตำลึงปวดท้องก็เลยยืนพักอยู่ตรงบันไดน่ะค่ะ ”
“นั่นไง ทานอาหารรองท้องไปแล้วยังปวดอีกหรือคะ ”
หญิงสาวส่ายหน้าแล้วหลับตาลงครู่ใหญ่ “ ตำลึงเครียดน่ะค่ะ พอดีมีอะไรสะกิดใจนิดหน่อย ”
วัสนาเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้นตามประสาผู้ที่ใคร่รู้อยู่เสมอ “ เกิดอะไรขึ้นหรือคะน้องตำลึง ”
หญิงสาวหันมองไปทั่วร้านก่อนจะขยับเข้าไปใกล้คู่สนทนามากขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงระดับที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ พี่เฌอแตมเห็นผู้หญิงชุดสีน้ำเงินโต๊ะแรกขวามือสุดนั่นไหมคะ ”
สาวประเภทสองทำตามคำบอกแล้วหันมาทำท่านัก
“ หน้าตาคุ้นๆ มีอะไรหรือคะ ”
อนันตญานิ่งอึ้ง
“ มีปัญหากันหรือคะ ” วัสนาถามซ้ำ
“เปล่าค่ะ เธอเข้ามาชวนตำลึงคุย”
“ หือ ” ผู้ฟังย่นหัวคิ้วมองนางเอกสาวอย่างแปลกใจ “เกิดอะไรขึ้นคะ ไหนเล่าให้พี่ฟังซิ”
อนันตญาเอื้อมมือไปกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้หลวม ๆ พลางอธิบาย
“ คุณน้าคนนั้นเข้ามาคุยกับตำลึง ว่าคิดถึงเด็กสาวที่เธอผูกพันน่ะค่ะ”
“ อ๋อ งั้นก็อย่าไปใส่ใจเลยค่ะ น้องตำลึงหายปวดท้องหรือยังคะ ”
หญิงสาวระบายยิ้มรับความห่วงใยของอีกฝ่าย “ ดีขึ้นมากแล้วค่ะ เหลือแค่อาการเวียนหัวอยู่บ้าง ถ้าได้พักสักคืนก็คงหาย เรากลับกันเลยดีไหมคะ พี่เฌอแตมเช็คบิลหรือยัง ”
เมื่อผู้จัดการหนุ่มหัวใจสาวพยักหน้า นางเอกสาวจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยมีผู้จัดการส่วนตัวคนเดิมพยุงร่างเอาไว้กลายๆ ก่อนจะพากันเดินลงจากร้าน
ลมทะเลพัดมาอ่อน ๆ เสียงคลื่นยังดังมาไม่ขาดสาย เรือน้อยมองเห็นแค่เพียงแสงไฟไกลลิบท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด ดูอ้างว้างเศร้าสร้อยดุจเดียวกับหัวใจที่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยวมานานแสนนาน
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 104
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า( รีบอ่านให้จบนะคะ จะลบเมษาน

โพสต์โดย Omisukamura » พุธ 23 มี.ค. 2011 5:15 pm

คุณแม่เจ้าค่า!! ...อุตส่าห์รตามล่า.. เอ้ย..ตามหาไฟพลางใจมาน๊านนาน ตั้งแต่ dek-d มาเว็บช่อง 3 และก็พบใน ภาษาสยาม แต่มันก๊ะย๊างงง ไม่จบ หนูจะขาดใจตายแล้วนะเนี่ยยยยT^T
ติดตามมาตั้งนานแล้วง่ะ ดิ้นเป็นรอบที่ล้าน8 แล้วด้วย ฮึ่มๆ! ถ้าหนูชักตายไป คุณแม่ต้องมารับผิดชอบนะ กับการที่ทำให้นักอ่านที่น่ารักของคุณแม่ ค้างนิยายตาย ชิๆ!!
ความรักมันก็เหมือนกับน้ำเปล่า...ที่ไม่มีรสชาติ...แต่ก็ขาดมันไม่ได้...
ภาพประจำตัวสมาชิก
Omisukamura
ยุวกวี
ยุวกวี
 
โพสต์: 5
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 ก.ค. 2008 8:37 pm

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า( รีบอ่านให้จบนะคะ จะลบเมษาน

โพสต์โดย น้ำฟ้า » พุธ 23 มี.ค. 2011 8:24 pm

เหลืออีกสิบตอนเองนิลูก ยังไงก็จบแหละ

( อ่านถึงบทไหนแล้ว )

รีบๆสอบให้ติดละกันจะได้อ่านเป็นเล่มๆ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า( รีบอ่านให้จบนะคะ จะลบเมษาน

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 29 มี.ค. 2011 4:08 pm

fai.jpg
fai.jpg (90.05 KiB) เปิดดู 3531 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:57 pm

บทที่ ๔


ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือกำมะหยี่ผืนใหญ่ซึ่งโอบคลุมอยู่เหนือท้องทะเล ทำให้เกลียวคลื่นที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่ากลายเป็นสีเงินระยิบระยับ ส่องแสงเป็นเพื่อนชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโขดหินไม่ให้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง หลังจากเสร็จสิ้นจากภาระงานที่ได้รับมอบหมายจากมารดาไปเมื่อราว ๆ สี่ทุ่ม เขตต์ตะวันก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองก่อนจะลงมาดื่มด่ำความงามของท้องทะเลยามค่ำคืน โดยเลือกที่จะนั่งอยู่บนโขดหิน แทนที่จะลงไปเล่นน้ำเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
ชายหนุ่มอยู่ในอิริยาบถเดิมนานนับชั่วโมง เสียงโทรศัพท์มือถือจึงแผดเสียงขึ้น เขารีบกดรับและกรอกเสียงลงไปอย่างสุภาพเมื่อเห็นหมายเลขที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“ ครับ คุณแม่ ”
“เป็นยังไงบ้างลูก ” ปลายสายเอ่ยถาม
“ ถ้าเรื่องงาน” เขาตอบแล้วนิ่งไปพักใหญ่ จึงพูดต่อ “ ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ ”
“ แม่ไม่ได้อยากรู้เรื่องงาน ยายผู้หญิงเมื่อตอนบ่ายยังอยู่หรือเปล่า ตอนนี้ลูกอยู่กับใคร ? ” มารดาจับผิด เพราะรู้ว่าลูกชายตัวดีมักจะมีสาวๆอยู่ข้างกายเสมอ ดังเช่นบ่ายวันนี้ที่มีดาราสาวแวะเวียนมาหาถึงรีสอร์ต โดยอ้างว่ามาถ่ายแบบให้นิตยสารแห่งหนึ่งอยู่พอดี
เขตต์ตะวันหัวเราะขำ “ โธ่ ! คุณแม่ครับตอนนี้ผมนั่งอยู่บนโขดหินคนเดียว ได้ยินเสียงคลื่นหรือเปล่าฮะ ”
“ เราน่ะรึจะอยู่คนเดียวเป็น ไม่ใช่ว่ากำลังนั่งเฝ้าแม่สาวในชุดบิกินี่เล่นน้ำอยู่หรือไง ”
“ โธ่...คุณแม่ อย่ามองผมในแง่ร้ายนักสิครับ บางทีผมก็ต้องการอยู่กับธรรมชาติบ้างเหมือนกัน” เขาครวญ
“ งั้นก็ดีแล้วล่ะ รีบกลับมานอนนะลูก” มารดาทิ้งท้าย
“ คร้าบ..”เขายานคางตอบแล้วยิ้มให้กับความมืด
ปลายสายเงียบเสียงลง แสดงว่าคงวางสายไปแล้ว ชายหนุ่มจึงเอนหลังพิงโขดหินมองทะเลดุจเดิม แต่แล้วสมาธิของเขาก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อแสงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้าเผยให้เห็นร่างงามในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่เดินเหยียบย่ำไปบนหาดทรายสีขาวกระจ่างตาอยู่เพียงลำพัง
เกือบเที่ยงคืนแล้ว พื้นที่ที่เคยปกคลุมด้วยน้ำทะเลจึงเหลือเพียงพื้นทรายฉ่ำน้ำทอดตัวสู่กระแสคลื่นไกลออกไป ในขณะที่ผู้คนซึ่งหลงใหลมนต์เสน่ห์ของราตรีกาลเริ่มทยอยกันกลับที่พัก แต่เหตุใดหญิงสาวตรงหน้ากลับเดินตากลมอย่างโดดเดี่ยวด้วยใบหน้าหมองหม่นเช่นนี้เล่า
หรือหล่อนจะคิดสั้น !
วูบหนึ่งของความรู้สึกนำพาให้เขาคิดเช่นนั้น และยิ่งมั่นอกมั่นใจยิ่งขึ้น เมื่อเห็นหญิงสาวก้าวเข้าไปสู่กระแสคลื่นไกลลิบ เขตต์ตะวันจึงไม่มีเวลาค้นหาเหตุผลใด ๆ เพราะชีวิตคนสำคัญกว่า เขาดีดตัวขึ้นจากท่านั่งสบายอารมณ์แล้ววิ่งตามเจ้าหล่อนไปอย่างสุดฝีเท้า แล้วกลับต้องชะงักงันเมื่อร่างอรชรกอดอกยืนนิ่ง เหม่อมองไปสุดสายตา
อา...เขากำลังเข้าใจผิด
วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของคุณตาผู้เป็นที่รัก อนันตญาจึงเกิดความหดหู่ใจจนยากที่จะข่มตานอนได้ สิ่งเดียวที่หล่อนปรารถนา คือ การได้อยู่คนเดียวท่ามกลางระลอกคลื่นอันเหน็บหนาว เพื่อปล่อยตัวปล่อยใจให้ความอ้างว้างนั้นคลายลง เพราะหญิงสาวเป็นผู้หนึ่งที่พึงใจท้องทะเลและความมืดมิด เมื่อทะเลที่เคยสีครามสดใส แปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนภายใต้ท้องฟ้าสีเดียวกัน มีเพียงเรือประมงลำน้อยที่ลอยอยู่ไกลโพ้นที่เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าเส้นขอบฟ้านั้นอยู่ ณ จุดใด กลับแปรเปลี่ยนความเดียวดายในใจให้รู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างประหลาด
เปลือกตางามจึงค่อย ๆ ปิดสนิทลง ในขณะที่ร่างกลมกลึงยืนนิ่งกลางน้ำทะเลลึกระดับข้อเท้า ปลายเท้าของหญิงสาวเย็นเฉียบ ท้องทะเลกว้างใหญ่แสนลึกลับทำให้หลากหลายความรู้สึกประเดประดังเข้าสู่หัวใจที่เคยเข้มแข็งเสมอยามอยู่ต่อหน้าคนอื่น กลับกลายเป็นความอ่อนแอ สิ้นหวังซึ่งระอุอุ่นอยู่ตรงหัวตา แล้วค่อยๆหยาดหยดลงมาตามร่องแก้ม
เสียงคลื่นสาดซ่ากลบเสียงสะอื้นของหญิงสาวเสียสนิท มีเพียงไหล่บางไหวน้อย ๆ และมือเรียวที่ป้ายน้ำตาป้อย ๆ เท่านั้นที่ทำให้รู้ว่า หล่อนกำลังร้องไห้
พระเอกหนุ่มจึงเดินลุยน้ำเข้าไปหา ยืนอยู่ในระดับห่างพอประมาณเพื่อป้องกันมิให้หญิงสาวเข้าใจผิดว่าเขาคิดร้าย แล้วจึงค่อยยื่นผ้าเช็ดหน้าสีน้ำตาลออกไป ทำให้ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในความเศร้าอดที่จะหันมองกลับไปไม่ได้ ท่ามกลางม่านน้ำตาพร่าพราย ใบหน้าของเขากำลังยิ้มตอบมาอย่างปลอบประโลม
“ พอดีผมนั่งเล่นอยู่บนโขดหิน แล้วเห็นคนเดินลุยน้ำมา ตอนแรกคิดว่าคุณจะฆ่าตัวตายเสียอีกก็เลยรีบวิ่งมาห้ามน่ะฮะ สรุปคือเข้าใจผิด ”
“ ฉันว่าคุณดูคุ้นๆ หน้า เอ๊ะ ! อย่าบอกนะคะว่าคุณคือ… ? ” หล่อนอึ้ง ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ แต่คนที่ปรากฏหายในคืนวันอันแสนหมองหม่นกลับเป็นเขาผู้นี้...อีกครั้ง
“ ผมเขตต์ตะวันครับ ”
“ ตำลึงค่ะ ” หล่อนแนะนำตัวขณะเดินตามเขากลับขึ้นไปบนชายหาด
“ ผมจำคุณตำลึงได้ครับ ถึงแม้ว่าตัวจริงจะสวยกว่าในทีวีมาก ” เขาหยอด
นางเอกสาวลอบยิ้ม ก่อนจะย่อตัวนั่งลงบนผืนทรายอีกครั้ง แล้วจ้องมองฝ่าความมืดออกไป ทำราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ ชายหนุ่มจึงนั่งลงบ้าง แล้วต่างฝ่ายต่างก็ทอดสายตาไปสู่ความมืด ก่อนจะจมอยู่กับห้วงอารมณ์ของตนเอง
สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น เมฆหม่นมัวจึงเคลื่อนมาบดบังดวงจันทร์จนเกือบมืดมิด ขณะที่ร่างสองร่างยังคงสงบนิ่ง เนิ่นนานหญิงสาวจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน “ เวลาที่รู้สึกเหงา คุณทำยังไงคะ”
เขตต์ตะวันขยับตัวนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ “ เวลาเหงาๆ ผมจะหาอะไรทำ แต่ถ้าเหงามาก ๆ ก็เลือกที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า เพราะถ้าอารมณ์เราหดหู่คนอื่นก็จะพลอยซึมเซาตามไปด้วย ”
“ งั้นก็แสดงว่าตอนนี้คุณกำลังเหงาสิ ”
“ เปล่าหรอกครับ เพียงแค่ผมชอบทะเลกลางคืนเท่านั้นเอง ”
“ ฉันก็ชอบค่ะ เวลาเรายืนให้คลื่นซัดมาปะทะตัวเราเหมือนได้ปลดปล่อยเลยนะ แต่บางทีก็รู้สึกกลัวจนขาสั่น เพราะความคิดที่ว่าใต้ท้องทะเลลึกมีอะไรมากมาย ”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆกับคำบอกเล่าของหล่อน “ คุณนี่อ่อนไหวเอาการอยู่นะ แล้วก็ดูเป็นคนคิดมากด้วย ถ้าจะให้ผมเดา ตอนนี้คุณก็คงกำลังเหงาอย่างที่สุด ”
อนันตญานิ่ง ก้มมองผืนทรายที่มีแสงวิบวับอยู่เป็นจุด ๆ “ ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะเหงาเป็น ” เขาพูดต่อ เมื่อมั่นใจว่าการคาดเดาของตนถูกต้อง ทำให้หญิงสาวหันขวับมามองเสี้ยวหน้าในความมืดนั้นอีกครั้ง “ คุณรู้จักฉันรึ ”
“ รู้จักสิ ใครบ้างจะไม่รู้จักนางเอกสาวคนดังจากสไมล์ทีวีล่ะ ” เขาตอบยิ้มๆแล้วถามซ้ำ “ ว่าแต่คุณเหงาจริงๆหรือครับ ”
“ ใช่ค่ะ ! ฉันไม่น่าจะเหงา ” หญิงสาวตอบเสียงเครือ เอ่ยประโยคต่อไปตามแรงอารมณ์พัดพา “ แต่คุณรู้ไหมว่า บางทีการเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ก็ทำให้เราอ้างว้างได้เหมือนกัน ”
“ อืม ผมก็เคยเป็น ” เขาตอบรับสั้นๆ แล้วจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“ เอางี้ไหมคุณ เรามาปลดปล่อยความเหงากัน ”
อนันตญาหันไปมองหน้าผู้พูด พอดีกับที่แสงจันทร์เริ่มแผ่ผ่านออกมาจากก้อนเมฆก่อนจะลอยเด่นเต็มดวงอีกครั้ง หญิงสาวจึงทันได้เห็นรอยยิ้มจากเขา
“ ทำยังไงคะ ”
“ ก็ วิ่งลงไปในทะเล แล้วตะโกนถึงสิ่งที่อึดอัดอยู่ในใจไง ”
“ เอ่อ จะดีเหรอ ” หล่อนลังเล
เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วยื่นมือให้หล่อนพลางพยักหน้า หญิงสาวเอื้อมมือไปสัมผัสมือแข็งแกร่ง และลุกขึ้นตามแรงดึงของฝ่ายตรงข้าม
“ ไปปลดปล่อยกัน ” เขาย้ำ
อนันตญาหัวเราะคิกคักราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง พลางออกแรงวิ่งเคียงข้างร่างสูงที่คอยจูงมือหล่อนเอาไว้ตลอดเวลา
เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังสาดซ่ากลบเสียงสองหนุ่มสาวที่พยายามตะโกนก้องสุดเสียงด้วยถ้อยคำที่ความเหงาในหัวใจเป็นผู้บงการ
คงไม่มีใครรู้ชะตาชีวิตของตนเองล่วงหน้า ...
บางครั้งพระพรหมก็เริ่มต้นทำหน้าที่ของตนโดยผู้เป็นเจ้าของชีวิตไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ



“ พี่เฌอแตม ๆ เปิดประตูสิ ”
เสียงเรียกรัวเร็วหน้าประตูเป็นเหตุให้ร่างในชุดนอนบางเบาใต้ผ้าห่มหนาค่อยๆงัวเงียลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู และพบว่าญาดาวดียืนหน้าบึ้งอยู่พลางสอดส่ายสายตาเข้าไปในห้อง
“ ตำลึงล่ะคะ ”
“ อ้าว ! น้องตำลึงก็ต้องอยู่ที่ห้องของเธอสิญาญ่า ” วัสนาเท้าสะเอวตอบ
“ ไม่มีค่ะ ” อีกฝ่ายยืนยัน
“ ตามหาน้องตำลึงทำไม ”
“ ไม้เอกหายไป พอเคาะประตูห้องตำลึงก็ไม่มีคนเปิด จะให้ญาญ่าคิดยังไงล่ะคะ ”
วัสนายิ้มเยาะ “ อ้อ สามีหายหรือคะ ”
นางร้ายสาวเก็บความรู้สึกขุ่นมัวเอาไว้ในใจ เพราะรู้ดีว่าตนเองจะต้องพึ่งพาอีกฝ่ายในการตามหาพระนางคู่ขวัญอยู่จึงไม่แสดงอารมณ์ตอบโต้ “ จะว่าไป เรื่องแบบนี้มันก็ไม่ดีกับทั้งสองฝ่ายแหละค่ะ เหตุการณ์จะเป็นยังไงถ้านางเอกสาวสวยของพี่เฌอแตมหายไปกับผู้ชายทั้งคืน ”
วัสนาชะงัก จริงสิ...ชื่อเสียงของอนันตญาสำคัญที่สุด หล่อนจึงตัดสินใจเปิดประตูห้อง แล้วเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ที่จำได้คุ้นใจ
...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก...
จิตใจผู้จัดการคนสวยเริ่มว้าวุ่น รีบคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมก่อนที่จะก้าวพรวดๆเข้าไปในลิฟต์
“ รอญาญ่าด้วยสิคะพี่เฌอแตม ”
“ ก็ตามมาสิ จะให้อุ้มไปรึไง ” อีกฝ่ายตอบเสียงสะบัดๆ
ลิฟต์เปิดออกพร้อมกับความว่างเปล่าของล็อบบี้โรงแรม วัสนาจึงเดินออกไปนอกประตูโดยมีญาดาวดีเดินแกมวิ่งตามไปติดๆ
“ เป็นไปไม่ได้ที่น้องตำลึงจะออกไปกับคุณไม้เอก ”
“ หึ ก็เป็นไปแล้วนี่คะ เหมือนที่ญาญ่าคิดเอาไว้ไม่มีผิด ”
สิ้นคำนางร้ายสาว เสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งสองคนจึงหันไปมองพร้อมกัน
“ เอ๊ะ! นั่น ”
รถยุโรปสีดำที่แล่นเข้ามามีร่างของมหิธรเป็นคนขับ โดยมีสาววัยรุ่นหน้าตาน่ารักนั่งอยู่เคียงข้าง วัสนาจึงหันไปบอกผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ คนที่คุณควรจะหึงคงไม่ใช่น้องตำลึงแล้วล่ะค่ะ ขึ้นไปรอที่หน้าห้องพักคุณไม้เอกสิคะ ”
ญาดาวดีไม่ต่อล้อต่อเถียง รีบพรวดพราดออกไป ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนกระสับกระส่ายด้วยความเป็นห่วงผู้ที่ตนรักประดุจน้องสาวแท้ๆ จวบจนมีเสียงคนเดินใกล้เข้ามา วัสนาจึงหันขวับไปมองโดยทันที
อนันตญาเดินเลี้ยวเข้ามาทางสวนหย่อมข้างโรงแรมพร้อมกับร่างสูงที่ผู้จัดการส่วนตัวรู้สึกคุ้นหน้าเป็นอย่างมาก หล่อนจึงเบี่ยงตัวหลบหลังเสาต้นใหญ่ คอยมองอยู่ห่างๆว่าทั้งสองคนจะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไป
“ ผมส่งแค่นี้นะครับ ” ชายหนุ่มบอกเมื่อเดินมาถึงหน้าโรงแรม
“ ขอบคุณมากนะคะ คุณทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาก ” หล่อนยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“ ครับ หวังว่าเราคงจะได้พบกันอีก ” เขาทิ้งท้ายด้วยดวงตาเป็นประกาย “ แต่ถ้าจะให้ดีแลกมิตรภาพของเราด้วยเบอร์โทร.ได้ไหม ”
“ นี่...คุณ ”
“ ในฐานะเพื่อนร่วมความเหงา ”เขาต่อยิ้มๆ
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะตอบว่ากระไร ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นจากมุมมืด อนันตญารู้ทันทีว่าตนเองถูกแอบถ่าย ขณะที่เขตต์ตะวันขยับจะวิ่งตามไปจับตัว แต่หล่อนกลับดึงแขนเขาไว้พลางบอกสั้นๆ “ อย่าไปสนใจเลยค่ะ”


หลังจากส่งหญิงสาวที่หน้าโรงแรมที่พักของหล่อนแล้ว เขตต์ตะวันจึงเดินข้ามฝั่งถนนเพื่อขับรถกลับไปยังด้านหน้าตึกใหญ่ในรีสอร์ตของมารดา บรรยากาศภายในตัวตึกเงียบสงัด เพราะเป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองสู่ห้องนอนของตน และปรับสายตาให้ชินกับความมืดของห้องหรู ขณะที่รู้สึกว่าหัวใจถูกครอบงำ
ภาพหญิงสาวที่กำลังเริงร่าอยู่ท่ามกลางความสลัวของทะเลสีดำลอยเข้ามาในมโนสำนึก หล่อนผู้นั้นทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด คล้ายมีบางอย่างสะกิดให้รำลึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้พบเจอมานานแสนนาน
เขตต์ตะวันถอดรองเท้าวางไว้ลวกๆ เปิดไฟ แล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ มีเสียงดังซู่ๆอยู่พักใหญ่ ชายหนุ่มจึงเดินออกมาโดยมีผ้าขนหนูปิดบังความกำยำท่อนล่างเอาไว้ ส่วนท่อนบนนั้นมีหยดน้ำเกาะพราวพราย
แล้วจู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดู แล้วชั่งใจอยู่นานว่าควรรับดีหรือไม่ แต่แล้วเขาก็กดรับและกรอกเสียงลงไป
“ ทำไมโทรมาดึกป่านนี้ล่ะครับ นีล ”
“ นีลนอนไม่หลับนี่คะเขตต์ ต้องโทษคนที่ไม่รับโทรศัพท์แหล่ะ” นีรดากระเง้ากระงอด
“ เป็นอะไรไปล่ะครับ ”
“ เขตต์ยังไม่ยอมตอบเลยนะคะ ว่าทำไมไม่รับโทรศัพท์ ” นีรดาแหวขึ้นมาอีก
ชายหนุ่มขยับโทรศัพท์ออกห่างตัวแล้วลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตำหนิเสียงดุ “ นีลไม่ควรตะโกนใส่โทรศัพท์แบบนี้นะ ”
“ขอโทษค่ะ ก็นีลน้อยใจเขตต์นี่นา” หล่อนทำแง่งอน แต่ก็ยอมผ่อนปรนเสมอเมื่อเขาเอาจริง
“ นีลจะบอกได้หรือยังครับ ว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ ” เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง
“ ก็นีลโทรหาเขตต์ตั้งหลายรอบ ทำไมไม่รับล่ะคะ ”
“ ตอนนีลโทรมาผมกำลังลงไปเล่นน้ำทะเล ก็เลยทิ้งโทรศัพท์เอาไว้บนชายหาด” เขาตอบอย่างใจเย็น
“ อ๊ะ ..เล่นน้ำตอนกลางคืนเนี่ยนะคะ จะให้นีลเชื่อหรือคะว่าเขตต์อยู่คนเดียว ”
เขตต์ตะวันนิ่งไม่ยอมปฏิเสธ เขาไม่ต้องการโกหก เพราะแม้ตนจะเป็นเพลบอยควงสาวไม่ซ้ำหน้า แต่กับหญิงสาวที่เปรียบเสมือนญาติผู้นี้ เขาไม่เคยคิดในเชิงชู้สาว แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีใจให้มานานหลายปี
“ นี่ !..เขตต์ไปกับผู้หญิงใช่ไหม ” น้ำเสียงหล่อนร้อนรนจับผิด
“ ผมอยู่คนเดียว ”
“ แน่ใจนะคะ ”
ชายหนุ่มถอนใจเฮือกอย่างไม่คิดจะปิดบัง แล้วจึงบอก “ ผมง่วงแล้ว นีลไปนอนเถอะ ”
“ แต่ นีล.. ”
“ ผมต้องรีบนอน เพราะถ้าตื่นสายก็จะกลับกรุงเทพฯไม่ทัน”
“ งั้น เขตต์รีบนอนดีกว่าค่ะ นีลจะรออยู่ที่กรุงเทพฯนะคะ ” หล่อนปิดฉากด้วยน้ำเสียงสดใส
ชายหนุ่มกดปิดเครื่อง ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยหน่าย เขาจะจัดการกับหญิงสาวผู้เอาแต่ใจอย่างไรดี ? ครุ่นคิดถึงเรื่องนีรดาอยู่นาน แต่แล้วภาพหญิงสาวอีกคนก็แทรกเข้ามา อาจเป็นเพราะเขามองหญิงสาวรอบตัวในด้านลบมาโดยตลอด จึงมองว่าหล่อนผู้นั้นแปลกกว่าหญิงสาวทั่วไป อนันตญาดูเปิดเผย จริงใจ และไว้ตัวอยู่ในที แต่ไม่หรอก...ไม่มีใครมาเทียบเท่าความดีของรุ้งรัมภาได้ เพราะสำหรับเขาแล้ว หล่อน คือ ผู้หญิงที่ประเสริฐที่สุด...ในชีวิต
เขตต์ตะวันนอนทบทวนเหตุการณ์ต่างๆอยู่เนิ่นนานจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง พลางกดโทรออก “ ขณะนี้รุ้งไม่ว่างรับสายนะคะ หากมีธุระ กรุณาโทร.กลับมาใหม่ ” แม้ปลายสายจะเป็นเสียงของหญิงสาวที่ตั้งไว้ด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ชายหนุ่มก็ยังดันทุรังกรอกเสียงกลับไป “ เขตต์รักรุ้งนะ และจะไม่มีวันลืมความรักของเรา ”
พูดจบเปลือกตายาวรีจึงปิดสนิทลง ทั้งๆที่ชุดนอนสีอ่อนยังวางพาดไว้บนปลายเตียงอยู่เช่นเดิม ดวงตาคล้ายจะหลับใหล..ทว่าความทรงจำในดวงใจกลับแจ่มชัดไม่รู้ลืม...
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย..ไฟพรางใจ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:59 pm

บทที่ ๕


รถยุโรปสีดำแล่นไปตามถนนเพชรเกษมด้วยความเร็วสูง จนผู้ที่นั่งคู่กับคนขับออกปากบ่นอุบ โชเฟอร์ตีนผีจึงชะลอความเร็วลงอย่างนุ่มนวล แต่แล้วชายหนุ่มกลับต้องเหยียบเบรกตัวโก่งอีกครั้ง เมื่อมีรถปิกอัพสี่ประตูคันใหญ่พุ่งพรวดออกมาจากปากทางเข้าหมู่บ้านด้านซ้ายมือ แล้วชนโครมเข้ากับรถของเขาเสียงดังสนั่น
เมื่อบังคับรถให้จอดสนิทได้อย่างปลอดภัยแล้ว พระเอกหนุ่มชื่อดังจึงพรวดพราดลงจากรถด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แม้อุบัติเหตุจะไม่รุนแรงนัก ทว่าก็แรงพอที่จะทำให้รถเกิดรอยบุบอย่างแน่นอน
“ อะไรของมึงเนี่ยหา ! ” ชายวัยสี่สิบปลายๆร่างเตี้ย ผิวคล้ำซึ่งเป็นเจ้าของรถอีกคันตะคอกถามขึ้นก่อน
เขตต์ตะวันขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับความผิดของตนเองเลยแม้แต่น้อย “ ผมควรจะถามลุงต่างหากล่ะ ว่าก่อนออกมาจากปากซอย ทำไมไม่ดูตาม้าตาเรือก่อน พุ่งพรวดเหมือนเป็นเจ้าของถนนแบบนี้ได้ยังไง ”
“ อะไรนะ ! มึงเรียกใครว่าลุง ” คู่กรณีหน้าแดงก่ำ เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่ประเมินแล้วว่า เป็นไก่อ่อน พลางหัวเราะเสียงดังลั่น “ มึงจะเป็นใครกูไม่สน แต่คนที่นี่รู้จักผู้ใหญ่ทัพกันทุกคน ถ้ามึงไม่อยากตายก็รีบไปซะ ”
ความรู้สึกของผู้ฟังขมวดเกลียวแน่น แทนที่จะทำตามที่ฝ่ายนั้นว่า เขตต์ตะวันกลับย่างสามขุมเข้าไปประจันหน้าโดยไม่สนใจแสงแดดระอุอ้าวและสายตาของผู้เห็นเหตุการณ์สองข้างทาง ร้อนถึงมารดาซึ่งนั่งรออยู่ในรถต้องรีบเปิดประตูลงมากระตุกแขนเตือนบุตรชายคนเดียว “ อย่ามีเรื่องมีราวกันเลย ค่อยๆพูดกันนะลูก แม่ไม่อยากให้เรื่องไปกระทบถึงคุณพ่อ ”
ผู้ใหญ่ทัพได้ใจคิดว่าอโณทัยเกรงกลัว หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูกเต็มที่ “ อีโธ่ ! นึกว่ารวยมาจากไหน ที่แท้ก็สูบเงินจากเมียแก่มานี่เอง ถ้าพวกมึงรวยนักก็จ่ายค่าซ่อมรถกันเอง กูไปล่ะ ”
สิ้นคำปรามาส กำปั้นลุ่นๆของเขตต์ตะวันก็ซัดโครมลงบนใบหน้าสีคล้ำนั้นเต็มแรง อโณทัยจึงถอยกรูดร้องเรียกให้คนช่วยจ้าละหวั่น
“ มึงต่อยกูรึ ตายซะเถอะ ! ไอ้ไก่อ่อน ” ผู้ใหญ่ทัพยกมือสั่นระริกชี้หน้าคู่กรณี แล้วล้วงเข้าไปในขอบเกงเกงด้วยมืออีกข้าง วัตถุดำมะเมื่อมจึงถูกควักออกมาด้วยโทสะรุนแรง
“ หยุด ! หยุดทั้งคู่ ” เสียงตวาดและเสียงนกหวีดของตำรวจจราจรเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ได้ทันท่วงทีอโณทัยพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก โดยพระเอกหนุ่มยืนกอดอกจังก้า ไม่หวั่นไหว ขณะที่ผู้ใหญ่ทัพยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นตำรวจท้องถิ่นซึ่งตนรู้จักดีเดินเข้ามาหา
“ สวัสดีครับ ผู้ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นครับ ”
“ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนน่ะสิจ่า ขับรถไม่มีน้ำใจ แล้วยังมาต่อยผมอีก ” ผู้ใหญ่บ้านคนดังตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้นตำรวจทั้งสองนายจึงปรี่เข้าไปหาเขตต์ตะวันและมองด้วยสายตาตำหนิ “ ว่าไงไอ้หนุ่ม มาจากไหนล่ะเรา ”
“ ภูเก็ต ” เขาตอบอย่างห้วนจัด
“ แล้วรีบไปไหนไม่ดูรถดูเรือเลยนิ ” ตำรวจร่างอ้วนว่า
ชายหนุ่มจึงชี้ไปที่รถทั้งสองคันที่จอดอยู่ แล้วโต้ตอบด้วยเสียงดังฟังชัด “ ผมว่าจ่าไปดูจุดเกิดเหตุก่อนดีไหม แล้วค่อยสรุปว่าใครถูกใครผิด ”
“ คุณตำรวจช่วยจัดการด้วยเถอะค่ะ ฉันจะไม่อยากให้เรื่องราวบานปลาย ” อโณทัยเสริม
“ รถน่ะดูแน่ แต่ไหนเอาใบขับขี่มาดูก่อนซิ ” ตำรวจคนเดิมยื่นมือออกมา กระดิกนิ้วสั่ง
ชายหนุ่มจึงไม่รีรอ รีบเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการยื่นให้ทันที
ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ร่างอ้วนก้มลงมองชื่อ สกุลในบัตร พลางทำท่านึก แล้วหันไปปรึกษาเพื่อนด้วยเสียงเบาปานกระซิบ พักใหญ่จึงหันมาถามอโณทัยด้วยน้ำเสียงสุภาพขึ้น “ นี่พวกคุณเป็นอะไรกับท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์ครับ ”
“ ฉันเป็นภรรยา ส่วนคนขับน่ะลูกชายของท่านค่ะ ” หล่อนหยุดระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนพูดต่อ “ ใครผิดก็ว่ากันไปตามจริงเถอะคุณตำรวจ ”
นายตำรวจทั้งสองนายจึงผละออกไปสำรวจจุดเกิดเหตุอยู่พักใหญ่ แล้วเดินกลับมาหาผู้ใหญ่ทัพ และบอกออกไปด้วยท่าทางนักใจ “ ผู้ใหญ่พุ่งรถออกมาโดยไม่ยอมชะลอเลยนะครับ แล้วทางคุณทั้งสองนี่เขาเป็นทางเอก จริงๆต้องปล่อยให้รถเขาผ่านไปก่อน ถึงจะขับออกมาได้”
“ อะไรกัน ผมไม่ยอมหรอกจ่า นี่มันยังต่อยผมอีกนะ ” ผู้ใหญ่ทัพโวยวายดังลั่นอีกครั้ง แล้วมองคู่กรณีสายตากร้าว
เขตต์ตะวันไม่หลบสายตา เขามองทุกคนที่อยู่รอบตัวแล้วสรุปเสียงหนัก “ เรื่องรถชน คุณตำรวจช่วยจัดการตามจริงว่าใครถูกใครผิด ส่วนเรื่องต่อยปากน่ะเป็นเพราะตาลุงกร่างนั่นมาหาว่าคุณแม่เป็นเมียผม จำเอาไว้ว่า ผมไม่ยอมให้ใครมาดูถูกแม่ผมแน่ ”
“ ครับ ๆ คุณ งั้นเชิญไปคุยกันต่อที่โรงพักนะครับ ” นายตำรวจร่างผอมเชื้อเชิญ
เขตต์ตะวันจึงหันไปมองมารดาแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ



เมื่อคิวถ่ายทำละครเว้นว่างลงชั่วระยะหนึ่ง อนันตญาจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ไปยังบ้านวรินทร์วงศ์เพื่อพบคุณยายและมารดาก่อนเข้าที่พัก ซึ่งก็คือ คอนโดมิเนียมส่วนตัวที่ซื้อเอาไว้ นั่นเอง ทันทีที่มาถึงหน้าบ้าน กองทัพนักข่าวก็กรูกันเข้ามาขอสัมภาษณ์นางเอกสาว ถึงประเด็นร้อนภาพหลุดระหว่างหล่อนกับพระเอกหนุ่มต่างค่าย “ ตอนนี้คุณตำลึงคบกับคุณเขตต์ตะวันอยู่ใช่ไหมคะ ” เหยี่ยวข่าวสาวปล่อยหมัดแย็บจังๆ
ผู้ถูกถามยิ้มให้อย่างใจเย็นก่อนจะตอบน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ เปล่านี่คะ เราเพิ่งพบกันครั้งแรกเอง จะให้มาคบกันได้ยังไง”
“ ไม่น่าเชื่อเลยเห็นออกไปด้วยกันตอนกลางคืน ไปไหนกันมาหรือคะ ” นักข่าวถามต่อโดยพยายามตีกรอบให้หล่อนจนมุม นางเอกสาวจึงแสร้งตีหน้าเศร้าพลางตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “ จริงๆตำลึงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้หรอกนะคะ เพราะนึกถึงทีไรใจคอก็ไม่ดีขึ้นมาทุกครั้ง แต่ถ้าพี่ๆอยากรู้ ตำลึงก็จะตอบค่ะ ”
“ เกิดอะไรขึ้นคะ , ครับ ” เสียงนักข่าวถามขึ้นพร้อมกัน
อนันตญานิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาเบาๆ “ คืนนั้นตำลึงไม่สบายใจก็เลยออกไปเดินเล่นที่ชายหาด พอดีมีผู้ชายพยายามเข้ามาลวนลาม โชคดีที่คุณเขตต์มาพบ ก็เลยช่วยเอาไว้ แล้วพาไปส่งที่หน้าโรงแรมน่ะค่ะ ”
“ แล้วไม่ขึ้นไปส่งบนห้องพักหรือคะ ” ใครคนหนึ่งถามอย่างไม่ลดละ
นางเอกสาวเลิกคิ้ว ก่อนจะย้ำคำเดิมเสียงหนัก “ ส่งแค่หน้าโรงแรมเท่านั้นค่ะ ”
“ แบบนี้คุณไม้เอกจะเข้าใจผิดหรือเปล่าครับ” นักข่าวชายผู้หนึ่งผูกประเด็น
“ เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับคุณมหิธรนะคะ ”
นักข่าวแสร้งทำหน้าเด๋อด๋าพลางถามต่อ “ ใคร ๆ เขาก็คิดว่าคุณตำลึงเป็นแฟนกับคุณไม้เอกนะครับ ”
“ ตำลึงรู้ดีว่าความจริงเป็นยังไงค่ะ ”
“ แล้วที่มีคลิปคุณเขตต์ต่อยคนแก่ออกมาทางอินเทอร์เน็ตล่ะครับ คุณตำลึงรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ”
“ ไม่ทราบค่ะ บอกแล้วว่าตำลึงไม่ได้สนิทกับเขา ”
“ แล้วคิดว่าจะพัฒนาไปมากกว่านี้ไหมคะ ”
เมื่อปล่อยเวลาพอสมควรแล้ว วัสนาจึงเบี่ยงตัวเข้ามากันนักข่าวแล้วตอบเสียเองว่า
“ จะพัฒนาหรือไม่นั้นพวกคุณลองติดตามกันดูดีกว่าค่ะ ตอนนี้น้องตำลึงเหนื่อยมากแล้ว ขอให้น้องได้พักบ้างเถอะนะคะ ” สาวประเภทสองหันไปทางอนันตญาแล้วบอกเสียงต่ำ
“ เข้าบ้านเถอะค่ะ ”
หญิงสาวจึงหันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่รปภ.ก่อนที่ประตูรั้วเหล็กดัดสีทองวาววามจะเปิดออก ปล่อยให้กองทัพนักข่าวมองตามอย่างเสียดาย


อนันตญาพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อทรุดนั่งลงบนโซฟาหรูประดับห้องนั่งเล่นเรียบร้อยแล้ว วัสนาที่เดินตามเข้ามานั่งข้างๆ หันมายิ้มปลอบประโลมขณะเอนกายพิงพนักด้วยความเหนื่อยล้า ครู่ใหญ่เด็กสาวอายุไม่เกินยี่สิบปี ร่างท้วม ผิวขาวจัดก็ยกน้ำเย็นออกมาเสิร์ฟ นางเอกสาวดื่มน้ำด้วยความกระหาย ก่อนระบายความรู้สึกในใจออกมาเป็นคำพูด
“ หลายๆครั้งที่ตำลึงรู้สึกเบื่อนักข่าวมาก เพราะบางทีเรื่องไม่เป็นเรื่องเขาก็จะพยายามสร้างให้มันเป็นเรื่องจนได้ เหนื่อยเหมือนกันนะคะที่ต้องคอยตอบคำถามทุกวันแบบนี้ ”
วัสนาเอียงหน้ามองผู้อ่อนวัยกว่าอย่างเอ็นดู หล่อนเข้าใจนางเอกสาวดี ด้วยความที่อนันตญาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเองสูง อะไรที่หญิงสาวเห็นว่าไม่ผิด หล่อนก็ไม่ต้องการให้ใครมาเซ้าซี้ เพราะแม้แต่คุณอำไพพรรณและมารดาก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวหญิงสาวสักครั้ง ทั้งสองท่านให้เกียรติต่อการตัดสินใจของนางเอกสาวเสมอ และยิ่งในระยะหลังบริษัทนำเข้าของครอบครัวได้ขยายกิจการเพิ่มขึ้น ความเอาใจใส่ต่อภาระงานของทั้งสองท่านก็พลอยมากขึ้นตาม ทำให้อนันตญายิ่งมีโลกส่วนตัวสูงเข้าไปใหญ่
“ พี่เข้าใจความรู้สึกของน้องตำลึงดีค่ะ แต่เราเป็นคนที่ประชาชนให้ความสนใจ นักข่าวก็ต้องตามข่าวเราเป็นธรรมดา จริงๆแล้วตราบที่นักข่าวยังอยากได้ข่าวเรา นั่นแปลว่าเรายังอยู่ในช่วงขาขึ้น น้องตำลึงน่าจะดีใจนะคะ”
อนันตญาเม้มริมฝีปากทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วคลายออกช้าๆ “ ก็ดีใจอยู่หรอกค่ะ ถ้าเขาไม่พยายามสร้างข่าวเท็จขึ้นมา ”
“ แล้วความจริงที่ว่าเป็นยังไงล่ะคะ ”
“ ความจริงก็คือ ตำลึงแค่ออกไปเดินเล่นที่ชายหาด แต่คุณเขตต์ตะวันกลับคิดว่าการเดินลงไปในทะเลมืดๆน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย ก็เลยวิ่งตามเข้าไปห้ามไงคะ”
หญิงสาวหยุดเล่า เมื่อเห็นผู้ฟังทำตาโต “ ตายแล้ว...พี่นึกออกละว่าทำไมคุ้นๆหน้า เขตต์ตะวันพระเอกช่องเดอะวันทีวี คู่แข่งสไมล์ทีวีไงคะ คุณเขตต์เนี่ยเจ้าชู้มากเลยนะน้องตำลึง คนเค้าลือกันกระฉ่อนว่าเป็นเสือผู้หญิงขนานแท้ นิ่งๆไม่แสดงออก แต่หยิบชิ้นปลามันตลอด ”
“ แต่เท่าที่ตำลึงเห็น เค้าก็แค่ผู้ชายธรรมดา ” นางเอกสาวตอกย้ำความธรรมดาของชายหนุ่มด้วยท่ายักไหล่
“ นั่นแหละค่ะเขาล่ะ เจ้าชู้เงียบ พี่อยากจะตีน้องตำลึงนัก จะลงไปเดินชายหาดดึกดื่นทำไมไม่เรียกพี่ล่ะคะ ”
นางเอกสาวกวาดสายตามองดวงหน้างามอย่างที่ผู้หญิงแท้ๆยังต้องอิจฉาแล้วอมยิ้ม “ ทำไมคะ ถ้ามีใครคิดมิดีมิร้ายก็เข้าทางพี่เฌอแตมสิ ”
ผู้ฟังย่นจมูก แล้วหัวเราะเบาๆ “ บ้า ใครมาได้ยินจะคิดว่าพี่เฌอแตมอยากไปล่อไอ้เข้หรอกค่ะ ”
วัสนาอมยิ้มแล้วหยิบสมุดนัดหมายในกระเป๋าถือขึ้นมาพลิกดู “ เย็นพรุ่งนี้มีงานประกาศผลรางวัลทีวีอวอร์ดส์ พี่จะมารับน้องตำลึงห้าโมงเย็นนะคะ ส่วนชุดที่จะใส่ไปงาน ช่างจะเอามาให้ลองตอนบ่าย แต่ก่อนไปงานตอนเย็นต้องแวะไปหาคุณวสุที่บริษัทก่อนนะคะ ”
“ พี่วสุมีธุระอะไรกับตำลึงหรือคะ ”
“ พี่ก็ไม่ได้ถามเหมือนกัน อืม พี่กลับก่อนดีกว่า เย็นๆจะพาครอบครัวไปทานข้าวนอกบ้าน ”บอกพลางลุกขึ้น
“ ค่ะ เดี๋ยวตำลึงไปส่ง ” หญิงสาวลุกตามพลางเดินนำออกไปทางประตูห้องโถงที่ประดับประดาด้วยผ้าม่านสีทองและแจกันหยกใบใหญ่ พอดีกับที่รถยุโรปคันยาวแล่นเข้ามาจอดภายในโรงรถ เป็นสัญญาณว่าคุณอำไพพรรณประมุขของบ้านได้กลับมาแล้วเช่นเดียวกัน


เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือดังขึ้น หลังจากวัสนาขับรถออกมาจากบ้านวรินทร์วงศ์แค่เพียงชั่วครู่
ผู้จัดการหน้าสวยเอื้อมมือไปกดรับแล้วส่งเสียงทักทายเจื้อยแจ้ว “ ว่าไงจ๊ะน้องแนน โทรมาด้วยความคิดถึง หรือติดต่อเรื่องส่งชุดล่ะคะ ”
ปลายสายหัวเราะคิกคักตอบมา “ นั่นก็เรื่องหนึ่งค่ะพี่เฌอแตม แต่มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นมาสะกิดต่อมความอยากรู้ของแนนด้วยค่ะ ”
“ ว่ามาเลยจ๊ะ พี่เปิดบูลทูธแล้ว คุยสะดวก ”
“ คือ แนนเห็นข่าวของตำลึงน่ะค่ะ ” วิลาสินีเกริ่น ทว่าไม่ทันไรวัสนาก็ต่อความเสียเอง “ ข่าวน้องตำลึงกับคุณเขตต์ใช่ไหมคะ ”
“ ค่ะ แนนแปลกใจว่าสองคนนี้ ไปรู้จักมักจี่กันตั้งแต่ตอนไหน ”
“ รู้จักกันที่ภูเก็ตค่ะ เอ๊ะ ! น้องแนนทำท่าแปลกๆมีอะไรเกี่ยวกับสองคนนี้ที่พี่ยังไม่รู้เรื่องหรือเปล่าคะ ”
วิลาสินีตรึกตรอง แล้วจึงเล่าย้อนความทรงจำร่วมสิบปีให้อีกฝ่ายฟัง “ ตอนที่แนนเรียนอยู่ชั้นม.ต้นน่ะค่ะ ช่วงนั้นคุณเขตต์เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ กำลังเนื้อหอมเชียว ตำลึงเองก็สนอกสนใจผู้ชายคนนี้มาก จนถึงขนาดมาขอร้องให้แนนพาไปซื้อหนังสือที่คุณเขตต์ขึ้นปกมาเก็บไว้เลยนะคะ ”
“ แสดงว่าน้องตำลึงเคยแอบชอบคุณเขตต์งั้นสิคะ ” วัสนาถามย้ำอย่างตื่นเต้น
“ น่าจะใช่ค่ะ ถ้าไม่ชอบจะสนใจให้เสียเวลาทำไมคะพี่เฌอแตม ” ปลายสายสรุป
“ แล้วน้องแนนกังวลเรื่องอะไรล่ะคะ ”
“ก็...คุณเขตต์เขาเป็นแฟนกับนีรดาลูกสาวเจ้าของทีเคพีกรุ๊ปไม่ใช่หรือคะ ”
“ อ้อ ! แม่สาวไฮโซนีรดาจอมหยิ่งนั่นหรือคะ พี่เคยเจอสองสามหน ”
“ นั่นแหละค่ะ แนนสงสารตำลึงไงคะพี่เฌอแตม เพื่อนเคยเจ็บช้ำมามากแล้ว ไม่อยากให้ต้องมาเสียใจอีก จริงๆตำลึงเป็นคนอ่อนไหวค่ะ แต่แกล้งทำแข็งแกร่งไปอย่างนั้นแหละ ”
ผู้ซึ่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถระบายลมหายใจออกมาเบาๆ แต่ก็อาสาช่วยแข็งขัน “ ไว้เป็นธุระของพี่เฌอแตมก็แล้วกันค่ะ เรื่องนี้พี่จะพยายามช่วยสุดชีวิต หากเป็นไปได้ก็จะช่วยอุ้มสม แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆก็จะช่วยกีดกันค่ะ”
“ ขอบคุณค่ะพี่เฌอแตม แนนไม่รบกวนแล้วนะคะ ไว้พบกันค่ะ ”
เมื่ออีกฝ่ายวางสาย วัสนาจึงวางโทรศัพท์ลงกับเบาะรถข้างๆด้วยความหนักใจ ถึงหล่อนจะรับปากกับหญิงสาวรุ่นน้องว่าจะช่วยอย่างเต็มความสามารถก็เถอะ จนแล้วจนรอดป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า ควรจะช่วยนางเอกสาวอย่างไรดี


“ สวัสดีค่ะคุณยาย ” อนันตญายกมือขึ้นพนมพร้อมกับกล่าวทักทายหญิงชราร่างท้วมซึ่งนั่งอยู่แทนที่หล่อนในห้องนั่งเล่น แล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆพลางยิ้มอย่างประจบ
“ กลับมาแล้วหรือลูก ” คุณอำไพพรรณยิ้มอย่างใจดีแล้วโอบหลานสาวไว้หลวมๆ “ เหนื่อยไหมจ๊ะ ”
นางเอกสาวเอียงศีรษะซบลงบนไหล่ผู้เป็นยาย หลับตาพริ้ม “พอได้กลับบ้านตำลึงก็หายเหนื่อยแล้วล่ะค่ะ เอ แล้วนี่คนบ้านโน้นไปไหนกันหมดคะ เงียบเชียว ” ถามจบหญิงสาวก็บุ้ยใบ้ไปยังบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตรั้วเดียวกัน
บ้านที่หล่อนไม่ยอมพำนัก โดยเลือกที่จะอยู่ปรนนิบัติผู้เป็นยายแทน
“ แม่เรากับอาทศเขาไปมาเลเซียกันน่ะ ”
บาดแผลในหัวใจเปิดอ้าขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบ ทั้งที่หน้างามยังเรียบเฉย “ เรื่องงานหรือคะ ”
ผู้สูงวัยส่ายหน้า “ เขาก็ไปเที่ยวตามประสานั่นแหละ ว่าแต่หนูเถอะ ยายได้ยินข่าวซุบซิบ ”
อนันตญาทำหน้าย่น ขยับตัวขึ้นนั่งจ้องผู้สูงวัยกว่าตาแป๋ว “ คุณเขตต์เขาไปเจอตำลึงที่ชายหาดก็เลยเดินมาส่งเท่านั้นเองค่ะ ”
หญิงสาวไม่อยากเล่าถึงเรื่องที่ชายหนุ่มเข้าใจผิดเพราะเกรงผู้ชราจะเป็นห่วง
“ เท่านั้นเอง...หรือลูก ”
“ โธ่...คุณยายขา ” นางเอกสาวยานคางเรียก “ เท่านั้นจริงๆค่ะ ”
“ ดีแล้วล่ะ ยายไม่อยากให้หนูใกล้ชิดกับผู้ชายในวงการบันเทิงมาก ” คุณอำไพพรรณบอกพลางถอนใจ
“ตำลึงเข้าใจดีค่ะ ว่าคุณยายเตือนเพราะเป็นห่วงจริง ๆ ”
คุณอำไพพรรณหลุบตาลงต่ำ ยกมือขึ้นลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ “ถ้าเป็นเรื่องงานยายคงขัดไม่ได้ แต่ในเรื่องส่วนตัวหนูก็ระวังเอาไว้ด้วยนะ ”
อนันตญาฝืนยิ้มพลางลุกขึ้นยืน “ อยากฟังคุณยายร้องเพลงจังเลยค่ะ ”
“ แปลว่าหนูจะเล่นเปียโนให้ยายใช่ไหมจ๊ะ ”
หญิงสาวทำท่าคล้ายจับชายกระโปรงเอาไว้แล้วย่อตัวลง สีหน้าเจือยิ้ม “ ยินดีค่ะ ”
ไม่นานเสียงเปียโนก็ดังประสานกับเสียงเพลงสากลอันไพเราะขับกล่อมทุกคนในบ้าน วรินทร์วงศ์ เหมือนดังที่เคยได้ยินอยู่เป็นประจำเมื่อสองยายหลานมีเวลาว่างตรงกัน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm


ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron