นวนิยาย บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

นวนิยาย บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 20 มี.ค. 2011 1:33 pm

บทนำ


_RESIZ~2_resize.JPG
_RESIZ~2_resize.JPG (13.27 KiB) เปิดดู 4890 ครั้ง



ภาคผนวก ก

นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่

นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา ถือกำเนิดขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๘๓๙ โดยพญามังรายได้ทรงปรึกษากับพระสะหาย คือ พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ในการสร้างเมืองใหม่บริเวณที่ราบดอยสุเทพ ให้เป็นเมืองหลวงของล้านนา จึงทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้น โดยมีชื่อเต็มว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือ เวียงพิงค์
เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านพระพุทธศาสนา เชียงใหม่จึงมีวัดมากมายกว่าร้อยแห่ง และมีร่องรอยศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของล้านนาปรากฏอยู่ตามวัดต่าง ๆ เช่น วัดเจ็ดยอด วัดสวนดอก วัดเจดีย์หลวง ฯลฯ
ต่อมาเมื่อล่วงเข้าสู้รัชสมัยของพระนางจิรประภา เมืองเชียงใหม่เริ่มเสื่อมอำนาจลงจึงยอมอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา และเกิดความระส่ำระสายอย่างยิ่งในรัชสมัยของพญาแม่กุ ทำให้ต้องตกอยู่ในพระราชอำนาจของพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่าในปีพุทธศักราช ๒๑๐๑
เมืองเชียงใหม่อยู่ใต้การปกครองของพม่านานกว่าสองร้อยปี จนในปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ พญาจ่าบ้านและพญากาวิละทำการสู้รบกับโปมุง่วนของพม่า แต่ไม่สามารถต่อสู้กำลังของพม่าได้ จึงขอกำลังสมทบจากกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของพระยาตาก เมืองเชียงใหม่จึงขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ และพญาจ่าบ้านขึ้นครองเมือง โดยมีพระนามว่า พระยาวชิรปราการ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๓๑๘ พม่าได้นำทัพมาตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง พระยาวชิรปราการไม่สามารถต้านทานกำลังของพม่าได้ จึงล่าถอยไปตั้งมั่นอยู่ที่ป่าซาง ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองร้างนานนับ ๒๐ ปี
จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ทรงต่างตั้งพญากาวิลละให้ขึ้นปกครองเชียงใหม่ และรวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปได้ เชียงใหม่จึงตกเป็นประเทศราชแห่งเมืองสยาม กระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรับปรุงการปกครองของประเทศ เชียงใหม่จึงมาฐานะเป็นจังหวัดจวบจนทุกวันนี้



ภาคผนวก ข

วัดอินทะขีลสะดือเมือง



ปีพุทธศักราช ๑๘๓๘ พญามังรายปฐมกษัตริย์แห่งล้านาได้เสด็จมาพบซากเสาอินทะขีลและรูปกุมภัณฑ์ ณ บริเวณเมืองนพบุรีซึ่งป็นเมืองร้าง จึงมีรับสั่งให้ขุนนางชื่อ สรีกรชัย แต่งเครื่องบรรณาการไปถวายพญาลัวะซึ่งอยู่บนดอยสุเทพ พญาลัวะจึงถวายคำแนะนำว่า หากทรงมีพระประสงค์ที่จะสร้างเมืองขึ้นใหม่และอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขก็จงบูชากุมภัณฑ์และเสาอินทะขีล
ต่อมาเมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่แล้ว จึงทรงโปรดให้นำเสาอินทะขีลไปประดิษฐานไว้ในบริเวณวัดสะดือเมือง ต่อมาจึงเรียกว่า วัดอินทะขีล ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย เมื่อหลังจากล้านนาตกเป็นของพม่าในปี พุทธศักราช ๒๑๐๑ แล้ว วัดอินทะขีลจึงกลายเป็นวัดร้างไปในที่สุด
ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๓๔๓ พระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในราชวงศ์พระเจ้าเจ็ดตนได้รับการช่วยเหลือจากเมืองสยามจนสามารถขับไล่พม่าออกไปจากดินแดนล้านนาและฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้น และย้ายเสา อินทะขีลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง พร้อมกับสร้างพระวิหารคร่อมฐานเดิม และอัญเชิญหลวงพ่ออุ่นเมือง หรือหลวงพ่อขาวมาเป็นพระประธาน
หลักฐานทางโบราณคดีของวัดอินทะขีลที่เหลือในปัจจุบัน หลวงพ่ออุ่นเมือง พระวิหาร องค์พระเจดีย์สี่เหลี่ยม และองค์พระเจดีย์แปดเหลี่ยม บริเวณองค์พระเจดีย์แห่งนี้นั้น เชื่อกันว่า เป็นบริเวณที่พญามังรายทรงต้องอัสนีบาตสวรรคต ต่อมาพระไชยสงคราม พระราชโอรสได้ทรงสร้างพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิเอาไว้
ปัจจุบันวัดอินทะขีลสะดือเมืองได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ ๘๐ พรรษา จึงทำให้วัดอิลทะขีลอันเป็นเสาหลักของพุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่ได้กลับมาเป็นศรีสง่าแห่งเมืองอีกครั้ง


ภาคผนวก ค

คำศัพท์ คำแปล
ก่อ ไหม
ก้อย ค่อย
กั๋น กัน
กา , ก๋า หรือ
ก๋าย ผ่าน
ก๋าร การ
กำเดียว เดี๋ยวเดียว
ก๋ำ ถือ
กู้วัน ทุกวัน
ขันโตก ภาชนะสำหรับวางสำรับอาหารของชาวล้านนา
ขึด ผิดประเพณี สิ่งไม่ดี
ค่าว การขับลำนำของชาวล้านนา
คำ ทอง
คิง มึง , แก
จ้ง โยน
จะได อย่างไร
จะอั้น อย่างนั้น
จั๊ก ชัก
เจ้า ค่ะ
เจื่อ บ่อย
เจื้อ เชื่อ
ใจ๊ ใช้
ใจ๋ ใจ
ซวาม คลำ
ตั๋วเก่า ตนเอง
ตี้ ที่
เต๊อะ เถอะ
เตียว เดิน
แต๊ จริง
ต๋าม ตาม
โตย ด้วย
บ่ ไม่
ใบต๋อง ใบตอง
ประเวณี ประเพณี
ป้อจาย ผู้ชาย
ปิ๊ก กลับ
ปี๋ ปี
เป๋น เป็น
เปิ้น เขา , เธอ
ไผ ใคร
พ่อง บ้าง
พี่เอื้อย พี่สาว
เมิน นาน
ยะ ทำ
ยามแลง ตอนเย็น
ละอ่อน เด็ก
สรวย การนำใบตองมาทำเป็นรูปกรวยสำหรับใส่ดอกไม้ธูป - เทียน
สีกรม สีน้ำเงิน
สีออน สีชมพู
เสี่ยว เพื่อนซี้
หื้อ ให้
แหม อีก
หยุบ จับ
ไห้ ร้องไห้
อะหยัง อะไร
เอ็นดู สงสาร
อู้ พูด
ฮอง รอง
ฮัก รัก
ฮั่ว รั่ว
ฮั้ว รั้ว
ฮา ข้า , กู
ฮ่ำฮ้อง ร่ำร้อง
เฮือน เรือน
โฮง โรง


รถโฟร์วีลล์สีดำขับทะยานขึ้นไปบนถนนสูงชันซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยแมกไม้และป่ารกชัฏเย็นตา เมื่อขับไปได้สักระยะหนึ่ง คนขับซึ่งดูไกล ๆ เป็นหญิงสาว ผมยาว ผิวคล้ำ รูปร่างใหญ่ จึงลดกระจกลง และบ่ายหน้ามาสนทนากับผู้ที่นั่งข้าง ๆ ก่อนหันกลับไปมองท้องถนนด้วยความตั้งอกตั้งใจเช่นเดิม “ เวลาขับรถขึ้นดอยสุเทพเนี่ย ถ้าจะให้ได้อารมณ์ต้องลดกระจกลงนะพู่กัน ขับรถไป สายลมโกรกเย็นสบายเสียยิ่งกว่าเปิดแอร์เสียอีก เพลงนี่ก็ไม่ต้องเปิด ฟังเสียง
หรีดหริ่งเรไรเซ็งแซ่สองข้างทางเพราะกว่ากันเยอะ รู้จักไหมล่ะบทเพลงแห่งธรรมชาติน่ะ ”
กัณฐ์ลดาอมยิ้ม พยักหน้าน้อย ๆ แล้วปรับเบาะเอนลง เอียงหน้ามองออกไปนอกตัวรถ “ แล้วนี่มาร์กี้จะพาพู่กันไปไหนล่ะ ”
“ เดี๋ยวก็รู้ ” มาคินกั๊กคำตอบไว้ แล้วจึงขับรถขึ้นดอยสูงไปเรื่อย ๆ เกือบสิบกิโลเมตร จึงหักพวงมาลัยเข้าจอดชิดด้านซ้ายของถนน ซึ่งมีรถยนต์คันอื่นจอดเรียงรายอยู่อีกหลายคัน “ ถึงแล้วล่ะ ”
“ จุดชมวิว...” ผู้โดยสารสาวอ่านป้ายสีขาวขนาดใหญ่ ก่อนหันมามองเพื่อน “ ทำเป็นอุบไว้นะมาร์กี้ นึกว่าจะทำอะไรเซอร์ไพรส์เสียอีก ”
คนขับค้อนใส่เพื่อนแต่พองาม และหยิบกระเป๋าถือก้าวลงจากรถไปก่อน “ ก็เราไม่ได้ขึ้นมานานแล้วนี่นา ”
กัณฐ์ลดาก้าวลงจากฝั่งตรงข้ามคนขับแล้วปิดประตูปังใหญ่ ดึงผ้าพันคอให้ลงมาคลุมไหล่บาง เนื่องจากความหนาวเย็นเริ่มซึมซาบเข้าสู่ผิวเนื้อจนยะเยือก ก่อนเดินตามเพื่อนเข้าไปยังบริเวณระเบียงศาลาซึ่งยื่นออกไปเหนือหน้าผา กว้าง มองเห็นท้องฟ้าฝั่งตรงข้ามเป็นสีเทาจัดตัดเมฆสีขาวหม่นดูซึมเศร้าจนหญิงสาวอดเปรยขึ้นไม่ได้ว่า “ เวลาตะวันตกดินนี่เป็นช่วงที่เหงาจับใจเลยนะ ”
ผู้ซึ่งกำลังดื่มด่ำกับความงามของทิวทัศน์ชะงักงัน ก้มลงมองหน้าเพื่อน “ มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคนด้วยนะพู่กัน ถ้าจะให้เศร้ามันก็เศร้า นี่คิดถึงใครอยู่หรือเปล่าล่ะ ”
ศีรษะงามสั่นน้อย ๆ พลอยทำให้เรือนผมยาวดกดำสะบัดปลิวระใบหน้าสวยอมเศร้าจนผู้เป็นเจ้าของต้องใช้สองมือรวบมันเอาไว้ ดวงตาทอดมองไปเบื้องหน้าไกลลิบ
“ ดูถนนห้วยแก้วโน่นสิพู่กัน ไฟเริ่มสว่างขึ้นทีละดวงแล้ว สวยจัง ” มาคินลอบถอนหายใจเบา ๆ แล้วปรับทีท่าเป็นกระดี๊กระด๊า เผื่อว่ามันจะทำให้เพื่อนรักสดใสขึ้นได้บ้าง เพราะรู้ดีว่า ภายใต้ท่าทีเรียบเรื่อย ยิ้มละไม ของกัณฐ์ลดานั้นมีความเศร้าหมองซุกซ่อนอยู่ลึก ๆ มานานแล้ว
อีกฝ่ายเออออ ยื่นมือชี้ลงไปด้านล่างไกลลิบ “ ภาพข้างล่างสวยจังนะมาร์กี้ ที่มองเห็นเป็นน้ำ ๆ นั่นอ่างแก้วใช่ไหม ”
มาคินพยักหน้าหงึกหงัก “ ใช่แล้วล่ะ นั่นอ่างแก้ว โน่นสนามบิน ส่วนทางโน้นก็บ้านพู่กันไง น้ำปิงคงจะอยู่แถวนั้นล่ะ ”
ผู้ฟังนิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ คิดตามคำพูดของเพื่อน ใช่ น้ำปิงสายยาวทอดสายจากทิศเหนือลงไปใต้ ณ จุดหนึ่งคือ ขอบเขตของเฮือนเอื้องดอย บ้านที่หล่อนอาศัยร่วมกับแม่เลี้ยงวงเดือนยายผู้ล่วงลับ แต่บัดนี้มีเพียงหญิงสาวที่ครอบครองอยู่เพียงลำพัง เพราะหญิงชราได้ละโลกไปนานเกือบครบเดือนแล้ว ส่วนฝั่งตรงข้ามกันคงจะเป็นเขตแดนของบ้านราชกิจชัยยศ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่เสมือนอยู่กันคนละโลก
“ มาที่แบบนี้แล้วคิดถึงปูนเหมือนกันนะ ” มาคินเปรย
“ ใช่สิ ปกติเราจะมาด้วยกันสามคนเป็นประจำนี่นา ”
“ ชิส์ แล้วยายทอมก็แต่งงานไปก่อนเพื่อน ทิ้งเราเอาไว้ หารู้ไม่ว่า การเป็นโสดเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยล่ะ ”
ผู้ฟังหันมองหัวเราะกิ๊ก “ แล้วทำไมคนถึงชอบตกนรกกันจังเลยล่ะ ”
มาคินหัวเราะคิกคักบ้ง ชอบใจที่เพื่อนตกหลุมพราง “ เอ๊า ! ก็ในนรกมันมีสวรรค์อยู่ด้วยนี่นา ”
สาวร่างบอบบางหันไป เอานิ้วชี้จิ้มจมูกเพื่อน บ่นเบา ๆ “ ได้ทีก็เซี้ยวใหญ่เลยนะเราเนี่ย แต่เอาเถอะ คนมีความรักน่ะ ไม่ว่าจะขึ้นสวรรค์ หรือตกนรกเขาก็คงยินดี ”
มาคินตีเผียะลงบนไหล่เพื่อน “ ทำมาเป็นสำบัดสำนวน แล้วอย่ามาร้องไห้แง ๆ ซบไหล่ชั้นเหมือนเมื่อสี่ห้าปีก่อนก็แล้วกัน ”
กัณฐ์ลดาหลบตาวูบ แสร้งทำเป็นสนใจกับต้นไผ้ที่เอนลู่ลมอยู่เบื้องล่าง
อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้เมื่อใด หัวใจของหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับการที่ต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวทั้งที่ไม่เคยต้องการ
“ ตอนมาร์กี้เป็นวัยรุ่นน่ะ เวลาอกหักจะชอบขึ้นมาบนนี้กันเสมอ ” มาคินเล่าย้อนอดีตอย่างสนุกปาก
“ มาทำไมเหรอ หรือว่าเพื่อให้บรรยากาศมันชะล้างหัวใจล่ะ ”
มาคินยักไหล่ ตอบกลั้วหัวเราะ “ เปล่า มาเพื่อตอกย้ำกับตัวเองต่างหากล่ะ ว่าที่ข้างล่างโน้นมีผู้ชายอีกเยอะแยะรอเราอยู่ และอย่าจมปลักเป็นควายอยู่กับคนที่ไม่รักเราเพียงแค่คนเดียว ”
กัณฐ์ลดาฟังแล้วยิ้มบาง ๆ หันไปจ้องหน้าเพื่อนรักนิ่ง “ ขอยืนอยู่ที่นี่สักพักได้ไหม ”
“ ทำไมละ ไม่ขึ้นไปไหว้พระธาตุข้างบนเหรอ ”
“ เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน วันนี้อยากคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ ระยะนี้งานที่บริษัทยุ่งมาก พอได้พัก พู่กันก็ไม่อยากทำอะไรเร่งรีบ อยากปล่อยชีวิตไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ก็พอ ”
ผู้เป็นเพื่อนจึงพยักหน้า “ เอาสิ งั้นเดี๋ยวมาร์กี้ไปเอาไอแพดมานั่งเล่นรอก็ได้ ”
เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนห่างออกไป กัณฐ์ลดาจึงยืนนิ่ง ยกข้อศอกขึ้นพาดราวระเบียง ปล่อยสายตาทอดมองไปยังภาพเมืองที่ปรากฏอยู่ไกลลิบ ขณะหัวใจย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ช่วงแรก ๆ ที่ตนเองต้องขึ้นมาเรียนอยู่ที่เชียงใหม่
อดีตนั้น ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ เจ็บช้ำ ก็ล้วนมีคุณค่าเพียงพอที่จะบันทึกเอาไว้ในเศษเสี้ยวของความทรงจำเสมอ
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » จันทร์ 03 ต.ค. 2011 6:52 am

๑.

บุพนิวาส.jpg
บุพนิวาส.jpg (47.52 KiB) เปิดดู 3734 ครั้ง


ทั้งที่เป็นค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ป่าละเมาะแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดสลัวเนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเสียดสล้างอยู่ติด ๆ กันบดบังแสงจันทร์จนเกือบมืดมิด เสียงสวบสาบคล้ายใบไม้ถูกเหยียบย่ำดังขึ้นพร้อมกับแสงตะเกียงอันวูบไหวกำลังเคลื่อนตัวมาจากป่าหม่อนอันรกเรื้อ ครู่ใหญ่ร่างของชายฉกรรจ์สองคนก็มาถึงบริเวณทางเดินที่ปูด้วยอิฐก้อนเล็ก ๆ ทอดยาวไปจนจรดรั้วชาทอง มองเห็นเรือนไทยหลังใหญ่ตระหง่านอยู่ลิบ ๆ ท่ามกลางแมกไม้ที่ถูกฉาบทาด้วยแสงสีเงินของคืนเพ็ญ
ชายผู้มีรูปร่างล่ำเตี้ยถือตะเกียงเจ้าพายุเดินนำหน้า ส่วนชายร่างใหญ่ซึ่งแบกจอบและเสียมพะรุงพะรังอยู่นั้นตามหลังมาติดๆ
“ คืนนี้เงียบเชียบแต๊ ๆ อ้ายแก้ว คนคงไปงานแต่งงานอีจันทร์เพ็ญกันหมด ส่วนแม่เลี้ยงก็คงนอนแต่หัวค่ำ ถึงได้หื้ออีพลับพลึงกับผัวมันไปเฝ้าเรือนใหญ่ตั้งแต่ยังบ่ทันมืดแล้ว ”
“ อือ อ้ายได้ยินลุงหนานจันทร์เปิ้นบอกอยู่เหมือนกั๋น ว่าจะไปในเวียง ถึงจวนคิงมาขุดคืนนี้จะไดล่ะ ตางมันสะดวก ” หนานแก้วตอบ
อินแหลงและหนานแก้วเป็นคนงานในสวนหม่อนไหมของแม่เลี้ยงวงเดือน เจ้าของแหล่งผลิตผ้าไหมรายใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสองคนเป็นคนงานเก่าแก่ที่รู้เรื่องราวของแม่เลี้ยงและเฮือนเอื้องดอยเป็นอย่างดี ประกอบกับความโลภที่บังตา ทำให้คนทั้งคู่กระหายต่อการขุดหาของมีค่าซึ่งอยู่ใต้กู่เก่าแก่ อันเป็นที่ร่ำลือกันว่าผีดุนัก
ภาพของกู่โบราณดำทะมึนปรากฏอยู่ท่ามกลางความมืดมิดดูน่าสะพรึงกลัว ยิ่งคนทั้งสองเคยได้ยินกิตติศัพท์อาถรรพ์มาบ้างแล้วก็ยิ่งทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปใกล้ วางสัมภาระลงข้าง ๆ ต้นไทรใหญ่ที่ปล่อยรากไทรห้อยย้อยลงมาดูราวกับสาวน้อยสยายผม เสียงน้ำค้างหยดดังเปาะแปะทำให้อาณาบริเวณไม่เงียบเหงาเกินไปนัก หนานแก้วถือตะเกียงไว้ในมือพลางเดินวนรอบ ๆกู่ เพื่อเป็นการสำรวจดูลู่ทาง
“ อ้ายว่าเฮาควรจะเริ่มขุดตรงจอมปลวกนี่ล่ะ หลวงพ่อท่านเคยเล่าว่าของเก่ามักจะมีสัญลักษณ์ เท่าที่อ้ายหันมันก็มีจอมปลวกนี่ล่ะบ่ะ ”
อีกฝ่ายไม่ตอบ เป็นนานผู้เล่าจึงเอะใจหันกลับไปมอง และได้พบเพียงความว่างเปล่า “ หายไปไหนของมันวะเนี่ย ”
บ่นแล้วยืนรออินแหลงอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นหนุ่มรุ่นน้องยังไม่กลับมา เขาจึงเกิดความฉุนเฉียว เพราะเกรงว่าหากชักช้าจะมีใครมาพบเข้าเสียก่อน จึงพรวดพราดออกมาตะโกนเสียงดัง “ ถ้าฮู้ว่าคิงมันบ่ได้เรื่องแบบนี้ ฮาจวนไอ้น้อยเมืองมาโตยเสียยังจะดีกว่า ”
เงียบ..ไม่มีเสียงตอบอีกตามเคย มีเพียงเสียงกระพือปีกของนกเท่านั้นที่ดังแทรกความเงียบงันขึ้น หากเขาก็ไม่ใส่ใจนัก เนื่องจากรู้ดีว่าต้นไทรใหญ่แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของนกเค้าแมวนับร้อยตัว แต่ด้วยความห่วงใยหนุ่มรุ่นน้อง หนานแก้วจึงเดินกลับไปที่จอมปลวกอีกรอบทว่าก็ยังไม่พบวี่แววของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ มันไปไหนของมันวะ ” เขาบ่นด้วยความขุ่นเคืองระคนห่วงใย
ชายกลางคนเดินวนมายังใต้ต้นไทร จ้ำอ้าวเข้าไปคว้าเสียมกับจอบ หันหลังกลับไปยังด้านหลังกู่อีกครั้งหนึ่ง
พรึบ ! เสียงดังเหมือนคนตวัดเชือกดังขึ้น พร้อมความรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังยึดขาของเขาเอาไว้ เมื่อหนานแก้วก้มลงไปมองก็พบว่าเป็นรากไทรนั่นเอง เขารีบปล่อยจอบและเสียมลงกับพื้น แล้วก้มหน้าก้มตากระชากมันออกจากตัวเป็นพัลวัน แต่รากไทรเจ้ากรรมกลับเลื้อยขึ้นมารัดแขนของเขาแน่นจนรู้สึกอึดอัด ชายกลางคนรู้สึกใจคอไม่ดี เหงื่อเม็ดเป้ง ๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้า ทั้ง ๆ ที่อากาศยามค่ำคืนนั้นหนาวจับใจ
“ โซงตวาแด ” เสียงหวานเจือดุดันดังกังวานเต็มสองหู ประดุจสัญญาณให้รากไทรเลื้อยเข้ามารัดร่างท้วมนั้นไว้มากขึ้นเป็นทวีคูณ
ความกลัวบีบรัดหัวใจ หนานแก้วจึงยกมือที่ถูกรัดด้วยรากไทรขึ้นพนม อ้อนวอนสุ้มเสียงสั่น ด้วยความเป็นความตายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกขณะจิต
“ เฮา..จะ...บะ..บ่ยะปหมแล้ว ปละ..ปล่อยเฮาไปเต๊อะ ”
“โซงตวาแด ! "
เมื่อสิ้นเสียงเกรี้ยวกราดนั้น รากไทรก็รัดร่างของเขาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนหายใจติดขัดมากขึ้นทุกที ความเจ็บปวดประดังเข้ามาทั่วสรรพางค์ เสียงฝนหยาดหยดดังสาดซ่าปะปนกับเสียงร้องครวญครางอย่างทรมาน
“ จ้วย... จ้วยโตย ! ” หนานแก้วพยายามกัดฟันตะโกนออกไปจนสุดเสียง พร้อมกับที่ถูกรากไทรอำมหิตกระชากร่างขึ้นสูงแล้วฟาดลงกับลำต้นดัง ตุบ ! ก่อนจะปล่อยร่างไร้ลมหายใจลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินราวกับใบไม้ที่ปลิดปลิวลงจากต้น


7456.jpg
7456.jpg (189.7 KiB) เปิดดู 3004 ครั้ง


หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์สีเข้มยืนปะปนกับนักศึกษาในชุดไปรเวทที่เกาะกลุ่มกันชะเง้อชะแง้มองไปยังท้องถนนอันทอดยาวขึ้นมายังโค้งขุนกรรณ์ก่อนจะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ คลี่ยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นคนอีกกลุ่มในชุดเสื้อผ้าเมืองสีขาวกางเกงผ้าฝ้ายสีม่วงอ่อนทยอยวิ่งโผล่พ้นโค้งขึ้นมาทีละแถว โดยมีเหล่ารุ่นพี่ที่รออยู่ก่อนวิ่งลงไปรับ กึ่งลากกึ่งจูงขึ้นมาด้วยสีหน้าระรื่น แม้ว่าอากาศบนดอยสุเทพในยามสายจะยังค่อนข้างเย็น แต่ทุกคนกลับมีเม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มใบหน้า เพราะวิ่งขึ้นที่สูงมาในระยะทางไกลหลายกิโลเมตร
เสียงหรีดหริ่งแมลงไพรที่ดังระงมอยู่เงียบเสียงลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ต่างจากดอกหญ้าต้นสูงซึ่งเอนลู่ตามแรงลมราวกับต้องการเอ่ยคำทักทายเหล่านักศึกษาผู้มาจากต่างถิ่นที่ หากก็มารวมตัวกันในวันนี้ ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
ระมิงค์ยืนมองหนุ่มสาววัยรุ่นจับจูงกันผ่านสายตาไปคนแล้วคนเล่า ทำให้ผู้มีจิตใจอ่อนไหวอย่างหล่อนเกิดความตื้นตันใจขึ้นมาอย่างประหลาด จนอดไม่ได้ที่จะยกกล้องถ่ายรูปซึ่งคล้องคออยู่ขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก หวนนึกถึงอดีตของตนเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แม้ที่นั่นจะมีพิธีการรับน้องใหม่ต่างจากที่นี่ แต่หญิงสาวก็จำได้ดีว่า การรับน้องใหม่ที่เคยสัมผัส เป็นกิจกรรมอันเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ทว่าแทรกเจือไปด้วยกลิ่นอายของความรัก และความผูกพันเช่นเดียวกัน
หลังจากลดกล้องถ่ายรูปลง ยกมือขึ้นกอดอก หญิงสาวก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเอื้อมมือมาแตะที่ปลายข้อศอก จึงเบี่ยงตัวหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มกว้างขวาง เมื่อพบว่าผู้ที่เดินเข้ามาสะกิดนั้นเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสันซึ่งยิ้มเย็นรออยู่
ดวงตาคู่นั้นถูกปิดบังด้วยแว่นสีดำอันใหญ่ แต่ระมิงค์ก็ยังจดจำสายตาคมของเขาได้เสมอ
“ ดื่มน้ำครับมิ้ง ” นักรบเอ่ย พร้อมกับยื่นขวดน้ำมาให้ วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อยืด และกางเกงยีนส์ โดยมีแจ๊คเก็ตสีดำสวมทับอีกชั้นหนึ่ง ดูเรียบง่ายแต่ก็เข้มขรึมอยู่ในที
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณขณะเอื้อมมือไปรับขวดน้ำเย็นเฉียบจากเขา แล้วขยับให้ชายหนุ่มก้าวเข้ามายืนเคียงคู่
“ ที่นี่เขาจัดงานแบบนี้ทุกปีเลยหรือคะ ” ด้วยวิสัยของนักเขียน ทำให้ระมิงค์สนใจเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวเสมอ
“ ก็จัดขึ้นในวันไหว้ครูทุกปีจนกลายเป็นประเพณีไปแล้วล่ะครับ ”
ดวงตาคมในแสงแดดพราวระยับเมื่อได้ยินคำตอบ หญิงสาวยังคงมองภาพชีวิตเบื้องหน้าอย่างจดจ่อขณะแสดงความคิดเห็น “ มิ้งว่านี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลยนะ เอ๊ ! นักศึกษาปีหนึ่งวิ่งขึ้นดอย แล้วต้องวิ่งลงไปไหมคะ ”
นักรบส่ายหน้า ก่อนเล่าต่ออย่างอารมณ์ดี “ คนที่ต้องวิ่งลงไปจะเป็นปีสี่ครับ วิ่งลงจากดอย เพื่อเอาเคล็ดให้เรียนจบโดยไม่มีอุปสรรค ”
คนตั้งตาฟังเลิกคิ้วขึ้น ถามอย่างสนใจ “ เคยมีคนที่ไม่ยอมวิ่งลงดอยแล้วไม่จบไหมคะ”
“ ที่ไม่จบก็มีเยอะเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับความเชื่อนี้หรือเปล่านะ ”เขาตอบด้วยท่าทางครุ่นคิด แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องในตอนท้ายประโยค “ วันนี้มิ้งรีบกลับไหม ”
“ ไม่รีบค่ะ เย็นนี้แม่กับป้าเดือนจะไปงานบวช ส่วนสุรีย์ก็...” หญิงสาวละไว้ แกล้งกลอกตาขึ้นลง ทำเอาคนฟังกลั้นหัวเราะ แล้วต่อเสียเองว่า “ เจ้าเขตคงตามไปเป็นภาระให้เลี้ยงข้าวอีกใช่ไหมฮะ ”
ผู้ถูกถามพยักหน้าแทนคำตอบ “ ใช่ค่ะ แต่คุณเขตต์ก็เก่งนะ ทำกับข้าวเป็นตั้งหลายอย่าง ”
หลังเคลียร์ปัญหาระหว่างตนเองและวาโยเสร็จสิ้นลงแล้ว ระมิงค์จึงเดินทางกลับมายังจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวของสุรีย์รัศมิ์เพื่อหาข้อมูลงานเขียนชิ้นใหม่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเวียงกุมกามในครั้งนั้น การกลับมาครั้งนี้ทำให้เธอได้พบว่า สุรีย์รัศมิ์และสุดเขตเริ่มปรับตัวเข้าหากันได้ ขณะที่ตนเองและนักรบนั้นก็มั่นใจในกันและกันว่า นอกเหนือจากความรักที่มีอยู่ ทั้งคู่ยังมีความเข้าใจต่อกันเป็นอย่างดี
เมื่ออีกฝ่ายเงียบ อาจารย์หนุ่มจึงทำเป็นอมยิ้ม แล้วกระแอมกระไอขึ้น “ แบบนี้ผมก็เก่งเหมือนกันสิ เพราะทำกับข้าวเก่งกว่าเจ้าเขตมันหลายเท่า ”
ระมิงค์ส่ายหน้าระอาใจ “ คนอะไรหลงตัวเองชะมัด ทำไข่เจียวไหม้ ยังกล้าบอกว่าทำกับข้าวเก่งอีก ”
มองค้อนคนหลงตัวเองที่กำลังขำถ้อยคำแดกดัน แล้วต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หล่อนรีบกดรับ
“ นี่ปูนเองนะพี่มิ้ง ” น้ำเสียงกังวานใสดังขึ้นปลายสาย “ เห็นอาสุรีย์บอกว่าพี่มิ้งมาขึ้นดอยพร้อมอาจารย์นักรบ ปูนก็เลยจะขอติดรถกลับบ้านด้วยน่ะค่ะ ”
“ ได้จ้ะ แล้วตอนนี้ปูนหอมอยู่ไหนล่ะคะ ”
“ ปูนอยู่ที่ขบวนของคณะมนุษย์ ฯ กำลังจะขึ้นบันไดไปไหว้พระธาตุ พี่มิ้งละอยู่ที่ไหน ”
“ พี่ยังอยู่แถว ๆ ทางขึ้นเหมือนกันค่ะ ปูนหอมรออยู่บนวัดนั่นแหละ เดี๋ยวพี่ตามไปเอง ”
สรุปความและวางสายลงแล้ว หญิงสาวจึงหันไปบอกคนข้างกาย “ หลานสาวสุรีย์จะขอติดรถกลับบ้านด้วยน่ะค่ะ มิ้งเลยนัดเจอกันบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ ”
นักรบพยักหน้า “ ได้ครับ ถ้างั้นเราไปไหว้พระธาตุกันเลยดีไหม เด็ก ๆ ทยอยเดินขึ้นบันไดไปแล้ว ว่าแต่มิ้งจะเดินหรือว่าขึ้นกระเช้าดีละฮะ ”
“ ก็ต้องเดินขึ้นสิคะ เหนื่อยหน่อย แต่ภูมิใจกว่ากันเยอะเลย ” ตอบด้วยใบหน้าที่ทำให้คนฟังรู้ว่าผู้พูดรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ
“ ตกลงครับ เดี๋ยวเดินตามขบวนคณะมนุษย์ ฯ ไปก็แล้วกัน ” คนเป็นครูบอก ขณะมองตามนักศึกษากลุ่มใหญ่ซึ่งรวมตัวกันเดินขึ้นบันไดไปเป็นทิวแถว
ระมิงค์มองตามพลางอมยิ้ม แล้วสายตาก็สะดุดกับร่างร่างหนึ่ง และเมื่อความทรงจำทำหน้าที่ของมันอย่างฉับไว เธอจึงพยักหน้าชวนนักรบให้ก้าวตามนักศึกษากลุ่มนั้นไปด้วยท่าทางที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าลุกลี้ลุกลนผิดปกติ


“ พร้อมไหม ” เสียงนักศึกษาปีสามตะโกนถามผ่านโทรโข่งดังก้อง เหล่านักศึกษาน้องใหม่ตอบอย่างพร้อมเพียงกันว่า พร้อมค่ะ / ครับ รุ่นพี่คนเดิมจึงมีคำสั่งให้ เดิน จากนั้นขบวนคนเสื้อสีขาว กางเกงสีม่วงกลุ่มใหญ่จึงค่อย ๆ เคลื่อนผ่านบันไดพญานาคเจ็ดเศียรไปทีละแถว
“ เมื่อยไหมปูน ” หญิงสาวผู้มีดวงตากลมโต ใบหน้าได้รูปรับกันอย่างที่เรียกว่าปากนิดจมูกหน่อย ในเครื่องแต่งกายแบบเดียวกันวิ่งเข้ามาหาและถามด้วยน้ำเสียงสดใสปนหอบ หล่อนผู้นั้นคงเหนื่อยและร้อนจนแก้มขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ น่ามอง
“ พอไหวจ้ะ ” กัณฐ์ลดาตอบพลางปาดเหงื่อ
อีกฝ่ายจึงยิ้ม และถามทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง “ เดี๋ยวลงจากดอยแล้วพู่กันจะกลับหอเลยเหรอ ”
คนถูกถามสั่นหน้าน้อย ๆ “ พู่กันคงจะไม่พักหอในแล้วล่ะปูนหอม คุณแม่บอกให้ไปพักบ้านคุณยายแถวชานเมืองน่ะ ”
“ อ้าว ! ทำไมล่ะ ” ธิชาดาค่อนข้างผิดหวัง
ทั้งสองคนมีโอกาสได้เป็นรูมเมทกันในหอพักของมหาวิทยาลัยมาระยะหนึ่งแล้ว และกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันในภายหลัง
เท่าที่ทราบประวัติ กัณฐ์ลดาเป็นชาวชลบุรีโดยกำเนิด ต่างจากธิชาดาซึ่งเป็นคนเชียงใหม่โดยแท้ ทั้งคู่รู้จักกันนับตั้งแต่ก้าวย่างแรกของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ประกอบกับความผูกพันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกิจกรรมรับน้องใหม่ จึงทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น
“ คุณยายเป็นน้องสาวของยายแท้ ๆ ของพู่กันที่อยู่กรุงเทพ ฯ น่ะ ท่านเป็นสาวโสด ตอนนี้ท่านแก่มากแล้ว และพู่กันเองก็ได้มาเรียนที่เชียงใหม่ คุณแม่ก็เลยถือโอกาสให้ไปดูแลท่าน แต่ต้องรอให้การรับน้องใหม่เสร็จสิ้นไปก่อน เวลาเลิกดึก ๆ จะได้ไม่ลำบาก”
“ แล้วนี่จะไปยังไง ” ธิชาดายังไม่วายห่วง
“ เดี๋ยวคนขับรถที่บ้านคุณยายจะมารับน่ะ ป่านนี้คงมารอแล้วมั้ง ดีนะที่บ้านคุณยายอยู่ไม่ไกลมาก ไม่งั้นมาเรียนลำบากตายเลย ” กัณฐ์ลดาตอบ ขณะสายตาเสไปมองต้นไม้และตุงไจยสีสันงดงามซึ่งประดับประดาสองข้างทางไปพลาง
“ แย่จัง แบบนี้ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วสิ ” คนเป็นเพื่อนทำเสียงละห้อย
“ แหม ตอนเรียนเราก็เจอกันอยู่แล้วนี่จ๊ะปูนหอม ” กัณฐ์ลดายิ้มปลอบ
“ พู่กันเรียกว่าปูนเฉย ๆ ก็พอละ ” เจ้าตัวเลิกแง่งอนแล้วเปลี่ยนเรื่องเสียง่าย ๆ
“ ทำไมล่ะ ”
“ ก็ เอ่อ ปูนหอมมันหวานเกินไปไง ไม่เหมาะกับคนอย่างปูน ”
ใบหน้างามของคนฟังหันมามอง จับจ้อง “ หรือที่คนอื่นบอกว่าปูนเป็นทอมนี่จะเป็นเรื่องจริง ” สาวเมืองกรุงครุ่นคิดก่อนพูดต่อ “ เอ คงไม่ใช่หรอก หน้าปูนออกจะสวยขนาดนี้ ”
คนถูกพินิจก้มลงมองพื้นบันได แล้วยื่นมือไปประสานกับอีกฝ่ายบีบเบา ๆ ก่อนจะยกมือข้างที่เหลือขึ้นชี้ให้ดูซุ้มประตูทางเข้าซึ่งมีลวดลายปูนปั้นที่ตกแต่งอย่างวิจิตร “ ถึงแล้วล่ะ ”
“ นี่ ! ยายขี้เหร่สองคนนั่นน่ะ ไม่คิดจะรอนางแก้วคนสวยเลยใช่มะ ” เสียงแหบพร่าราวกับวิทยุไม่ตรงคลื่นดังขึ้นท่ามกลางความจอแจ ทำให้ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูวัดพระธาตุต้องหันกลับไปมองพร้อม ๆ กัน
คนที่อ้างตัวว่าเป็น นางแก้ว หรือ ดาวประจำมหาวิทยาลัย กำลังเดินนวยนาดพาร่างใหญ่ถึกในชุดเจ้านางแห่งล้านนาขึ้นบันไดมาอย่างทุลักทุเล กัณฐ์ลดาหัวเราะ เมื่อนึกถึงภาพเดิมของมาคินในวันแรกที่รับน้องเปรียบเทียบกับลุคส์ใหม่ของเพื่อนในวันนี้ ตอนนั้นเขายังพยายามแอ๊บแมนเต็มที่และประกาศตนต่อหน้ารุ่นพี่ว่า ผมชื่อนายมาคินครับ แต่พอผ่านการรับน้องไปได้ไม่ทันไร บุรุษหนุ่มร่างใหญ่ก็เริ่มสาวแตก รุ่นพี่จึงเปลี่ยนชื่อจากมาคิน มาเป็น น้องมาร์กี้ และมอบตำแหน่งมิสควีน อ๊อฟ ยูนิตี้ หรือ ดาวเทียมประจำคณะให้อย่างเป็นเอกฉันท์
“ ใครบอกว่าไม่รอล่ะยายมะม่วงแก้ว ” ธิชาดาโต้ทันควัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อมาคินค้อนให้วงใหญ่ “ หน้ามะม่วงนั่นมันหล่อนสองคนหรอกนะ จะมาใช้กับนางแก้วคนสวยอย่างมาร์กี้ไม่ได้หรอกย่ะ ”
“ เอาล่ะ พอแล้ว ๆ ” กัณฐ์ลดารีบห้ามทัพ “ พู่กันเห็นมาร์กี้ต้องไปเดินถือป้ายคณะนำขบวนนี่ คิดว่าคงมีกิจกรรมเยอะ เลยพากันเดินล่วงหน้ามาก่อน ”
มาคินอมยิ้ม ยกมือขวาขึ้นเชยคางตนเองแล้วชม้ายชายตา โชว์จริตจก้านเต็มที่ “ คนสวยก็ต้องเด่นแบบนี้แหละย่ะ ”
ธิชาดาแกล้งโก่งคออาเจียน ก่อนพูดว่า “ พอเถอะแม่ดาวเทียมมหาลัย โน่นแน่ะ รุ่นพี่ปีสามเรียกไปเข้าแถวแล้ว ขืนชักช้าดาวเทียมอาจจะต้องกลายเป็นกระเทียมถึกเหมือนเดิมก็ได้นะ ”
เท่านั้น มิสควีน อ๊อฟ ยูนิตี้ ร่างบึกก็ย่นจมูกใส่เพื่อน แล้วถลกชายผ้าซิ่นขึ้นมาเกือบครึ่งน่อง วิ่งเขย่งเก็งก็องไปด้านหน้าพระวิหารด้วยท่าทางราวกับไก่จะบิน


หลังจากเดินวนจนครบสามรอบแล้ว ร่างสูงจึงย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ หญิงสาวร่างระหงที่นั่งพับเพียบรออยู่ตรงหน้าองค์พระธาตุทรงระฆังสีทองสูงตระหง่าน ตัดกับท้องฟ้าสีขาวกระจ่าง สายตาคมสวยตวัดมองฉัตรทองเหลืองซึ่งตั้งอยู่สี่มุมโดยรอบ แล้วกวาดมายังสัตติบัญชร หรือ รั้วหอก ซึ่งเป็นรั้วสีแดงปลายทอง ก่อนจะหยุดสายตาที่พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ตรงหน้า เสียงกระดิ่งใบโพธิ์ที่ห้อยอยู่บนชายคาพระวิหารดังกรุ๋งกริ๋งลอยมาตามลม แทรกเสียงระฆังเหง่งหง่างอยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่น เย็นใจ
“ สวยจังค่ะ ” ระมิงค์เอ่ยขึ้นเบา ๆ ดวงหน้าอิ่มเอิบ ครู่ใหญ่จึงยื่นมือออกไปจุดเทียน และปักลงบนจงกลเม็ดราวเทียนที่ตั้งเตรียมไว้
อะไรบางอย่างแล่นลิ่วเข้ามาสู่หัวใจ ความรู้สึกแบบนี้ บรรยากาศแบบเดียวกันนี้ ที่ยังตราตรึงใจเสมอ แม้จะต่างยุค ต่างสมัย ต่างชาติ ต่างภพ แต่สำหรับระมิงค์แล้วมันคือความทรงจำที่หลอมรวมกันได้อย่างแนบเนียน ทำให้ดวงตางามรื้นไปด้วยหยดน้ำแห่งความระลึกถึงอดีต
“ เป็นอะไรไปครับมิ้ง ” นักรบหันมาเอ่ยถามพร้อมกับเอื้อมมือมากุมมือเรียวซึ่งวางไว้ข้างตัว บีบเบา ๆ ก่อนแบมือออก “ มา ผมจุดธูปให้ ”
ระมิงค์ไม่ตอบคำ ยื่นธูปให้ชายหนุ่ม แล้วนั่งนิ่งมองอีกฝ่ายรวบธูปหกดอกออกไปจุดและสะบัดเบา ๆ
เมื่อไฟดับ ควันธูปสีขาวฟุ้งกำจาย จึงยื่นคืนให้แก่เธอ จิตใจของหญิงสาวอ่อนโยนลงในยามหลับตาอธิษฐานต่อหน้าพระ กลิ่นธูปโชยเอื่อยปะทะจมูกบางเบา ระมิงค์ลืมตาขึ้น นักรบจึงยื่นมือให้เธอจับเพื่อเป็นหลัก“ เดี๋ยวเราไปเดินเคาะระฆังรอบวัดกันดีกว่าครับ ”
นักเขียนสาวเพียงแค่พยักหน้า ขยับกายลุกขึ้น ก้าวตามออกไปอย่างเลื่อนลอย


ระฆังทองเหลืองนับร้อยที่แขวนอยู่รอบพระวิหารดังเหง่งหง่างตามจังหวะการเคาะของผู้คนอันมีจิตศรัทธาทั้งหลาย เมื่อนักรบและระมิงค์ไปถึง เขาก็ดุนหลังหญิงสาวให้ก้าวนำไปก่อน ระมิงค์ไม่ลังเล เอื้อมมือไปเคาะระฆังทีละใบอย่างตั้งใจ ขณะสองเท้าก้าวตามไปช้า ๆ จนสุดทางเดิน
“ พี่มิ้งคะ รอด้วย ” เสียงกังวานแจ่มใสนั้น ทำให้ผู้ที่หันมา พบว่าธิชาดากำลังวิ่งตื๋อเข้ามาหา พร้อมกับหญิงสาวหน้าแฉล้มอีกผู้หนึ่ง
“ สวัสดีค่ะอาจารย์ ” ผู้มาใหม่ทักทายนักรบและไต่ถามกันเล็กน้อย จากนั้นธิชาดาจึงหันมาแนะนำเพื่อน “ พี่มิ้งคะนี่พู่กันเพื่อนของปูนเองค่ะ ”
เด็กสาวยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม ระมิงค์รับไหว้แล้วจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ พู่กันเรียนอยู่คณะเดียวกับปูนหอมหรือคะ ”
“ เรียนคณะเดียวกันค่ะ แต่เราสนิทกันมากเพราะเป็นรูมเมทกันอีกต่างหาก ” ธิชาดาชิงตอบเสียเอง
ระมิงค์พยักหน้า ถามต่อ พลางจ้องกัณฐ์ลดาอย่างสนใจ “ แล้วนี่จะกลับยังไงคะ ให้พี่ไปส่งไหม ”
“ ขอบคุณมากค่ะพี่มิ้ง แต่มีคนมารอรับพู่กันแล้ว ”
เมื่อเห็นระมิงค์ทำหน้าเสียดาย ธิชาดาจึงขยายความให้ “ คุณยายของพู่กันส่งคนมารอตรงที่จอดรถแล้วค่ะ แต่เดี๋ยวพี่มิ้งคงได้เจอเพื่อนของปูนบ่อย ๆ ที่คณะ ” สาวน้อยทิ้งท้ายแล้วปรายตามองอาจารย์ของตนยิ้ม ๆ เพราะรู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดี
“ เด็ก ๆ บอกให้มิ้งไปหาผมบ่อย ๆ ได้ยินไหมฮะ ” นักรบขยับเข้ามาหาหญิงคนรักพลางกระซิบเบา ๆ กลั้วหัวเราะ
ระมิงค์ค้อน แก้เขิน ด้วยรู้ความนัยของถ้อยคำนั้น
คนเป็นครูยิ้ม ปรับเสียงขรึม “ พิธีการของเด็ก ๆ เสร็จหรือยังล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราจะได้กลับกันเสียที ”
“ รุ่นพี่ปล่อยตามอัธยาศัยแล้วละค่ะ ” ธิชาดาเป็นฝ่ายตอบอีกตามเคย เพราะกัณฐ์ลดานั้นเป็นคนพูดน้อย ยกเว้นเวลาอยู่กับคนที่สนิทจริง ๆ ก็จะกลายเป็นคนช่างพูดไปในทันที
“ ถ้างั้นไปกันเถอะค่ะ ” ระมิงค์หันไปบอกชายหนุ่มคนเดียวในที่นั้น นักรบเพียงแค่พยักหน้าแล้วปล่อยให้เด็กสาวทั้งสองเดินนำ ส่วนตนเองเดินรั้งท้ายถัดจากสาวคนรัก ผู้ซึ่งในหัวยังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างที่สะดุดใจในวันนี้


ส่งกัณฐ์ลดาขึ้นรถยุโรปสีดำคันยาวแล้ว หญิงสาวทั้งสองจึงพากันยืนรอรถตรงด้านหน้าทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราวสิบห้านาทีรถของนักรบก็เข้ามาจอดรับ
“ พู่กันเป็นคนเชียงใหม่เลยหรือเปล่าปูนหอม ” ระมิงค์เริ่มซักไซ้ประวัติเด็กสาวแปลกหน้าทันทีที่เข้าไปนั่งในรถ
นักรบนิ่งฟังอย่างสนใจ ขณะผู้ถูกถามเอ่ยตอบ “ เป็นคนชลบุรี ค่ะพี่มิ้ง แต่เห็นว่ามีบ้านยายอยู่ที่นี่ด้วย พอรับน้องเสร็จก็เลยต้องเข้าไปอยู่ที่บ้านนั้น ”
“ แล้วบ้านยายของพู่กันอยู่แถวไหนล่ะ ” นักเขียนสาวยังคงถามเรียบเรื่อย
“ ปูนก็ยังไม่ทราบค่ะ เพิ่งรู้เรื่องเมื่อกี้นี้เหมือนกัน ”
“ มิ้งดูท่าทางจะสนใจพู่กันมากนะครับ ” นักรบจับสังเกต ในสายตาของเขา ระมิงค์เป็นคนที่ดูง่าย ลองถ้าชอบก็จะสนใจ ห่วงใย แต่ถ้าเกลียดก็ไม่ยอมมองแม้เพียงหางตา
“ เด็กคนนั้นมีอะไรคุ้นตามิ้งน่ะค่ะ ” หญิงสาวตอบตรง ๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด กาลเวลาเท่านั้นที่จะขยายความบางเรื่องราวด้วยตัวเอง “ เอ่อ บุคลิกคล้าย ๆ เพื่อนคนหนึ่ง ”
“ พี่มิ้งคงไม่คิดว่าพู่กันจะเป็นเพื่อนคนนั้นหรอกนะคะ ” ธิชาดาถามติดตลก ทว่าผู้ถูกถามกลับนิ่ง ไม่ยอมปฏิเสธตามที่ควรจะเป็น นักรบจึงเป็นฝ่ายสรุปเสียเองว่า “ บางทีพู่กันอาจจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับเพื่อนของมิ้งก็ได้นะ ในชีวิตคนเรา มักจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ”
คำพูดกำกวมของอาจารย์ทำให้คนที่นั่งอยู่บนเบาะหลังรู้สึกงง แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวรุ่นพี่ไม่โต้ตอบอะไร ตนเองจึงเสมองต้นไม้สองข้างทางด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส วันนี้เป็นวันแห่งความทรงจำอีกวันหนึ่ง จริงๆ

270123_218173221557163_100000934611880_581817_135685_n_resize.jpg
270123_218173221557163_100000934611880_581817_135685_n_resize.jpg (37.45 KiB) เปิดดู 4890 ครั้ง
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 104
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » พฤหัสฯ. 13 ต.ค. 2011 8:37 am

1692156.jpg
1692156.jpg (142.28 KiB) เปิดดู 4844 ครั้ง


ดวงตายาวรี คมเข้ม เหม่อมองสายน้ำจากน้ำพุบาหลีที่หยดลงบนพื้นซึ่งปูด้วยหินทรายสลับแกรนิตขึ้นเงาวาววับ เลยไปยังมุมสวนหย่อมประดับไม้กระถางสีสดด้านหน้าต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งมีการะเกดเขียวคลุมโคนต้นไม่ให้โล่งเกินไปนัก และกั้นขอบเขตด้วยคริสติน่าปลูกเป็นแนวคล้ายกำแพงเหนือทางเดินปูด้วยอิฐมอญทอดยาวไปจนถึงตัวตึกสไตล์อิตาเลียนด้านหลังบริเวณที่เขานั่งอยู่



เสียงประตูเปิดออกทำให้สมาธิของชายหนุ่มขาดห้วง แต่เขาก็เพียงแค่ละสายตาจากจุดเดิม ก้มหน้าลงมองภาพปกหนังสือกฎหมายเล่มหนาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเหล็กดัดสีขาวเข้าชุดกับเก้าอี้ของตนเท่านั้น ไม่ยอมหันหลังกลับไปดูผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหา



“ตื่นนานแล้วหรือลูก” คุณมาศินีเอ่ยถาม ด้วยเห็นว่าบุตรชายคนเดียวเพิ่งกลับจากเข้าเวรที่สถานีตำรวจ และเข้านอนในตอนสายๆ นี่เอง “เพิ่งบ่ายสองโมง ทำไมไม่นอนเยอะๆ ล่ะ เสียสุขภาพหมด”



“เพิ่งตื่นได้สักชั่วโมงนี่เองครับคุณแม่ พออาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มานั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้นี่แหละครับ” ร้อยตำรวจเอกเอกตระกูลตอบอย่างออมเสียงและถามต่อ “คุณแม่มีอะไรกับผมหรือเปล่าฮะ”



คนเป็นแม่ทำเฉย จ้องมองดวงหน้าคมสันของอีกฝ่ายเขม็ง บุตรชายของหล่อนเป็นคนที่มีบุคลิกหน้าตาโดดเด่น ดวงตาคมยาวรีใต้คิ้วหนาเป็นปื้นนั้นมีแพขนตางอนยาวทำให้ดูหวานซึ้งทรงเสน่ห์ จมูกเรียวเล็กนั้นก็โด่งเป็นสัน รับกับปากบางสวยและกรอบหน้าได้รูป ไหนจะบุคลิกอันสมาร์ททะมัดทะแมงสมกับเป็นนายตำรวจนั่นอีกเล่า คุณสมบัติเพียบพร้อมเช่นนี้ แล้วเหตุใดเขาจึงยังไม่มีคนรัก ทั้งๆ ที่ผู้เป็นแม่คะยั้นคะยอให้จนแทบจะเรียกได้ว่าใส่พานถวายอยู่ตลอดเวลา “แม่น่ะไม่มีธุระอะไรจะคุยกับเราหรอก แค่เดินมาบอกว่าหนูโรสรออยู่ในห้องนั่งเล่นแน่ะ”



“โรสมีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าฮะ” เจ้าตัวเลิกคิ้วถาม



“ โอ๊ย! ต้องมีธุระด้วยรึถึงจะมาบ้านนี้ได้น่ะตาเต้” คุณมาศินีถามเสียงสูง หล่อนมักจะแสดงออกเสมอ ว่าเอ็นดู สโรสินีเป็นพิเศษ



“เปล่าหรอกครับ ระหว่างโรสกับผม เราเป็นเพื่อนกัน ฉะนั้นเธอจะมาบ้านเราตอนไหนก็ได้ แต่ที่ผมแปลกใจก็ คือ วันนี้โรสมีเวลาว่างมาหาได้ยังไง ปกติเห็นงานยุ่งจนเอกสารแทบจะทับตาย”



มารดาตั้งท่าค้อนให้วงใหญ่ “เราก็ดีแต่บอกว่าเขาเป็นเพื่อนน่ะแหละ เดี๋ยวใครคว้าไปแล้วจะหาว่าแม่ไม่เตือนนะ คุณสมบัติแบบนี้หาได้ง่ายๆ ที่ไหน”



คุณสมบัติหายากที่มารดากล่าวถึง คือตระกูลของสโรสินีเป็นตระกูลที่มีเชื้อสายและกว้างขวางอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แต่สำหรับนายตำรวจหนุ่มแล้ว หญิงสาวคือเพื่อนที่ดีที่สุด และมั่นใจว่าเธอเองก็คิดเช่นเดียวกัน



“เราเป็นเพื่อนกันครับคุณแม่” เขาจึงย้ำอีกครั้ง



“เอาเถอะ อย่าเพิ่งปฏิเสธ รีบเข้าบ้านไปหาหนูโรสเสียสิ” มารดาตัดบท หันหลังเดินเข้าบ้านไปก่อนด้วยท่าทางหมายมั่นปั้นมือ



เอกตระกูลพับปิดหนังสือ แต่ก็ยังไม่ยอมทำตามที่มารดาสั่ง เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ครุ่นคิดว่าคนในครอบครัวราชกิจชัยยศของตนนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็หนีไม่พ้นการคลุมถุงชน แต่เขานี่แหละที่จะแหกกฎบ้าบอนี้ไปให้ได้ เพราะไม่มีวันที่คนอย่างเอกตระกูลจะยอมพ่ายแพ้ต่อเหตุผลข้างๆ คูๆ เช่นนี้อย่างแน่นอน





เสียงพูดคุยดังขึ้นเบาๆ เมื่อร่างสูงผึ่งผายเดินผ่านกรอบประตูเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ และเมื่อชายหนุ่มไปถึงห้องนั่งเล่นจึงพบว่า หญิงสาวผมซอยสั้น ผู้มีดวงหน้าสวยเฉี่ยวในชุดเสื้อสีแดงเลือดนก กางเกงสีดำขายาว โดยมีสูทสีดำสวมทับอยู่ด้านนอกกำลังง่วนอยู่กับการช่วยแม่เลี้ยงพิมพ์คำย่าของเขาจัดดอกไม้ลงในสลุงเงินใบใหญ่



“มาแล้วรึพ่อตัวดี ปล่อยให้หนูโรสคอยอยู่ตั้งนาน” ผู้สูงวัยแกล้งบ่น



“ถ้าผมมาเร็วคุณย่าก็ขาดลูกมือจัดดอกไม้พอดี” หลายชายยั่วเย้าย่าของตน แล้วหันไปทักผู้เป็นแขกด้วยรอยยิ้ม



“ว่าไงครับเจ้าหญิง วันนี้ทำไมออกมาหาเพื่อนตอนกลางวันได้ล่ะ” เขาและสโรสินีเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จึงรู้ดีว่าหญิงสาวเป็นลูกหลานของตระกูลอันสืบทอดมาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ หากเป็นในอดีตหล่อนคงมีคำนำหน้าชื่อว่า เจ้า เสียด้วยซ้ำ เหตุนี้จึงทำให้เพื่อนร่วมสถาบันต่างตั้งสมญานามแก่สโรสินีว่า เจ้าหญิง ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายแต่ประการใด เพราะรู้ดีว่าเป็นการเย้าแหย่กันประสาเพื่อน “เต้พูดเหมือนโรสเป็นปีศาจสาว ถึงออกมาเพ่นพ่านตอนกลางวันไม่ได้น่ะ”



นายตำรวจหนุ่มหัวเราะอวดฟันขาว “เปล่าสักหน่อย ผมเห็นว่าโรสงานยุ่งต่างหากล่ะ”



คนฟังตีหน้าเซ็ง เมื่อนึกถึงภาระอันหนักอึ้งของตน “อืม น่าเบื่อจริงๆ ชีวิตมีแต่งานและงาน อายุเราก็ยังน้อยอยู่แท้ๆ ไม่รู้จะมีภาระอะไรนักหนา รอให้นายรัญจ์กลับมาจากเมืองนอกก่อนเถอะ โรสคงจะวางมือไปหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ทำเสียที”



“ทุกคนมีหน้าที่ และเราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุดจนกว่าจะหมดวาระของมัน” แม่เลี้ยงพิมพ์คำพูดขึ้นลอยๆ ขณะดวงตาจ้องมองสรวยดอกไม้ที่ทยอยนำวางเรียงกันในสลุงคล้ายไม่ใส่ใจในสิ่งที่เปรยออกไปนัก



“คุณย่าหมายถึง โรสต้องรอเวลาหรือคะ ”สโรสินีถามอย่างสนใจ แม้จะเรียนจบด้านบริหารมาเพื่อดูแลกิจการของครอบครัว แต่หญิงสาวก็มีจิตใจละเอียดอ่อนและมีความเชื่อเรื่องโชคชะตาอยู่ไม่น้อย “สงสัยดวงของโรสนี่ต้องลำบากก่อนถึงจะสบาย”



“ย่าก็พูดไปตามประสบการณ์น่ะ อะไรที่คิดแล้วสบายใจ เราก็คิดไปเรื่อยๆจะดีกว่า”



นักธุรกิจสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน “คุณย่านี่ทันสมัยจังเลยนะเต้ แบบนี้เขาเรียกกันว่าผู้หญิงคิดบวก”



“ท่านคงเห็นโลกมามากน่ะ” เอกตระกูลตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง และถามต่อว่า “แล้วทำไมโรสถึงว่างได้ล่ะ”



“อ๋อ ก็วันนี้เป็นวันก่อตั้งบริษัทครบรอบสามสิบปีไง พอเลี้ยงเพลเสร็จโรสก็ถือโอกาสแวบออกมา” หล่อนยักไหล่ก่อนพูดต่อ “ ไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงสังสรรค์สักเท่าไหร่น่ะ”



“แล้วที่มานี่จะให้ข้าน้อยรับใช้สิ่งใดมิทราบขอรับ” น้ำเสียงของเขามีร่องรอยล้อเลียนปนอยู่

แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรต่อ แม่เลี้ยงพิมพ์คำก็อุ้มสลุงแนบไว้กับอกและลุกขึ้นจากที่นั่ง พลางบอก “เดี๋ยวย่าเอา สลุงไปเก็บแล้วเตรียมน้ำขมิ้นส้มป่อยก่อน หนูโรสตามสบายนะ”



“ค่ะ คุณย่า” หญิงสาวรับคำพลางมองตามร่างผอมบางของผู้มากวัยที่กำลังก้าวออกจากห้องไป ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นประกาย “เต้พาโรสไปพายเรือเล่นหน่อยสิ บ้านเต้อยู่ติดแม่น้ำปิงนี่นา”



“เอ่อ คือ.. ” นายตำรวจหนุ่มอึกอักเล็กน้อย เพราะจำได้ดีว่า ตอนที่ยังเป็นเด็กตนเองจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นที่ท่าน้ำปิงเสมอ โดยมารดาให้เหตุผลว่าหากเขาไปที่นั่นเมื่อใดก็มักจะไม่สบาย และละเมอเพ้อพกในเวลากลางคืนเป็นประจำ เอกตระกูลจึงไม่ค่อยได้เฉียดกรายไปยังบริเวณดังกล่าวบ่อยครั้งนัก เอ...แต่ตอนนี้เขาโตแล้วนี่นา จะมัวมาห่วงเรื่องราวความเชื่องมงายไปทำไมกัน ฉุกใจคิดดังนี้คำตอบจึงแปรเปลี่ยนเป็นเออออ “โอเค เชิญครับเจ้าหญิง”




สโรสินีเอ่ยขอบคุณแล้วจึงลุกขึ้น ก้าวตามชายหนุ่มออกไปด้วยความลิงโลดใจ ในระยะหลังตัวหล่อนเองก็มีวิถีชีวิตที่ห่างหายไปจากแม่น้ำสายนี้นานมากแล้ว นับตั้งแต่ย้ายออกจากบ้านเดิมของคุณปู่คุณย่าเพื่อมาซื้อบ้านอยู่แถวใจกลางเมือง วันนี้แหละคงได้เชยชมกลิ่นอายธรรมชาติให้ชุ่มปอดเสียที





เรือไม้สักขนาดกลางไหลล่องลัดเลาะสายน้ำปิงไปตามจังหวะการคัดพายของชายหนุ่มผู้ซึ่งนั่งอยู่ทางท้ายเรือ ขณะที่หญิงสาวร่างบอบบางกำลังชะเง้อชะแง้มองทิวทัศน์สองฝั่งน้ำด้วยความรู้สึกสดใสราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง



“รู้สึกสบายใจจัง” สโรสินีเปรยขึ้นลอยๆ ด้วยท่าทางพึงพอใจ



ต้นไม้หลากชนิดเสียดแทรกกันขึ้นอยู่บนฝั่งอย่างแออัด ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าเล็กๆ ริมตลิ่งที่อวดดอกสีซังข้าวโพดซึ่งโอนเอนพลิ้วไหวไปตามแรงลม ถัดไปเป็นต้นไม้ใหญ่อย่าง ไม้ยาง ฉำฉา ตองตึงที่ยืนต้นท้าลมฝนอยู่แรมปี และเมื่อสายลมพัดมากรูใหญ่ ใบฉำฉาจึงร่วงหล่นลงมาเป็นสายสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง



เอกตระกูลมองกิริยาของเพื่อนแล้วก้มลงยิ้มกับผืนน้ำสีขุ่น ด้วยเนิ่นนานจะได้เห็นอาการผ่อนคลายจากนักธุรกิจสาวไฟแรงของวงการอสังหาริมทรัพย์คนนี้ ครู่ใหญ่หญิงสาวก็ส่งเสียงดี๊ด๊าขึ้น พลางชี้มือไปยังไม้ผลลักษณะกลมสีแดงสดที่ลอยตามน้ำมา “นั่น ลูกอะไรน่ะเต้ มะเดื่อใช่ไหม”

คนถูกถามพยักหน้า ก่อนพยักเพยิดไปยังฝั่งน้ำด้านซ้ายมือ “ต้นมันอยู่ริมน้ำโน่นไง”



สโรสินีมองตามจึงทันได้เห็นมะเดื่อต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านอยู่เหนือป่าหญ้าคาที่ขึ้นอยู่เป็นพรืดแซมด้วยต้นผักกูดสีเขียวซึ่งมีใบงอหงิกแปลกตา



“ที่แถบนี้ยังเป็นเขตที่ดินของครอบครัวเต้หรือเปล่า” จู่ๆหญิงสาวก็ถามขึ้น



“ใช้จ้ะ ที่ดินฝั่งขวามือเป็นของคุณปู่ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอีกทีหนึ่งน่ะ”



“ที่กว้างมากเลยนะ เออ แล้วฝั่งโน้นล่ะ ของใคร” ถามพลางชี้ไปยังฝั่งซ้ายมือที่มองเห็นต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม และมีหน้าจั่วหลังคาเรือนไทยโผล่พ้นยอดไม้อยู่ลิบๆ



คิ้วเข้มของคนตอบขยับเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าชายหนุ่มก็ยอมเล่าแต่โดยดี “ที่นั่นเป็นบ้านของแม่เลี้ยงวงเดือนเจ้าของบริษัทอนันตภัทรไหมไทยไง สาวๆอย่างโรสน่าจะรู้จักดี”



คนถูกย้อนถามพยักหน้า “ รู้จักสิ อนันตภัทรไหมไทยเป็นแหล่งส่งออกผ้าไหมรายใหญ่ แถมคุณแม่ของโรสยังเป็นลูกค้าประจำของเค้าด้วยนะ แต่เพิ่งรู้ว่าบ้านของแม่เลี้ยงอยู่ตรงข้ามบ้านเต้นี่เอง แล้วไปมาหาสู่กันบ้างไหมนี่”




คราวนี้คิ้วที่ขยับเข้าหากันเมื่อครู่ขมวดมุ่น คำถามง่ายๆ ของเพื่อน กลายเป็นเรื่องยากที่เขาจะขยายความ นายตำรวจหนุ่มนิ่งคิด ประมวลถ้อยคำอยู่อึดใจใหญ่จึงค่อยเล่าช้าๆ “ไม่เคยติดต่อกันเลยโรส ต่างคนต่างอยู่” เว้นวรรคเพื่อหัวเราะเสียงขึ้นจมูกอยู่หน่อยหนึ่ง จึงพูดต่อ “ครอบครัวเราไม่กินเส้นกันน่ะ”



“อ้าว! คนบ้านใกล้กัน แถมเป็นตระกูลใหญ่ทั้งคู่ น่าเสียดายจริง ขอโทษนะเต้ แล้วมีปัญหากันเรื่องอะไรเหรอ โรสชักจะสนใจขึ้นมาตงิดๆ แล้วสิ” ด้วยเห็นว่าสนิทสนมกันมานมนานหญิงสาวจึงกล้าซักไซ้เรื่องส่วนตัวเช่นนี้



“เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอก รู้แค่ว่าตัดญาติขาดมิตรกันมานาน...จากรุ่นสู่รุ่น” เอกตระกูลตีสีหน้าจริงจัง แม้น้ำเสียงจะเรียบเรื่อยก็ตามที



“อะไรกัน ทำเหมือนละครน้ำเน่าไปได้ ครอบครัวนั้นเป็นศัตรูกับครอบครัวนี้ แต่ที่แปลกกว่าก็ คือ ผู้ใหญ่ไม่ยอมบอกลูกหลานว่าโกรธเกลียดกันเรื่องอะไร”



“จริงๆ แล้วไม่ใช่ผู้ใหญ่ไม่อยากเล่าหรอก แต่เป็นเพราะไม่เคยมีใครเคยรู้เหตุผลเลยต่างหาก”



คราวนี้คนช่างซักทำหน้างง “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”



นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า และสำทับ “มีสิ ก็ครอบครัวเต้นี่ไงแหละ เห็นคุณแม่เล่าว่าจริงๆ บ้านโน้นเขาไม่มีลูกหลานนะ แม่เลี้ยงวงเดือนเป็นโสด ไม่เคยแต่งงาน แถมยังเคยเป็นคนรักเก่าของคุณปู่เต้มาก่อนด้วย”



ดวงตาผู้ฟังเบิกกว้าง “โห! เรื่องราวเหมือนโรเมโอกับจูเลียตเลย”



“อืม! ใช่ แต่คู่นี้ไม่มีใครตาย ต่างคนต่างอยู่ คุณปู่ก็แต่งงานกับคุณย่า ส่วนแม่เลี้ยงวงเดือนก็ครองตัวเป็นโสดจนแก่”



“คุณย่าเองก็รู้เรื่องนี้ใช่ไหม” ถามพลางจ้องเขม็งรอคำตอบ



“รู้” เขานิ่งไปอีกอึดใจจึงเล่าต่อ “คุณแม่บอกว่า คุณย่าเองก็เกลียดแม่เลี้ยงวงเดือนมาก”



“แสดงว่า คุณปู่ก็ยัง เอ่อ..”



“ ใช่ ผมก็คิดว่าคุณปู่คงไม่มีวันลืมรักแรกหรอก”



สโรสินีได้ฟังจึงมุ่นคิ้วบ้าง “รักแล้วทำไมถึงไม่พยายามต่อสู้ล่ะ แถมแต่งงานไปกับคนอื่น ขณะที่คนรักยอมเป็นสาวทึนทึกรออยู่ทั้งคน”



เอกตระกูลส่ายหน้า “ไม่รู้สิ คุณปู่น่าจะมีเหตุผลส่วนตัวมั้ง”



หญิงสาวได้ฟังก็ทำหน้ามุ่ย แสดงอาการไม่เห็นด้วย “เฮ้อ! ไม่เข้าใจพวกผู้ชายเลยจริงๆ แบบนี้ก็เท่ากับว่า ผู้หญิงทั้งสองคนต่างก็ต้องเจ็บ คนหนึ่งเป็นคู่ชีวิตที่รู้ว่าสามีมีคนอื่นอยู่ในใจ ส่วนอีกคนเป็นคนที่ถูกรัก แต่กลับต้องอยู่กับเงาแห่งความทรงจำ”



“ถ้าเรากำหนดชีวิตเหมือนที่บังคับเรือได้ก็คงดี เพราะอยากจะให้ไปทางไหนก็วาดพายไปตามนั้นได้” นายตำรวจหนุ่มอุปมาด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้าตามบางอารมณ์ที่แวบเข้ามาในหัวใจ



สโรสินีไม่ตอบโต้ ดวงตาจ้องไปเบื้องหน้าเขม็งคล้ายกำลังเขม้นมองอะไรบางอย่าง แล้วกลับร้องขึ้นเสียงหลง “ เต้ ดูนั่นสิ เด็กผู้หญิงคนนั้นทำไมมาเล่นน้ำอยู่คนเดียวล่ะ”




เอกตระกูลมองตาม ไกลออกไป เขาเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กำลังแหวกว่ายอยู่กลางลำน้ำแต่เพียงลำพัง ชายหนุ่มจึงพายเรือเข้าไปเทียบจนเกือบถึงระยะประชิด พลันนึกห่วงใยว่าเด็กที่ไหนกัน ใยผู้ปกครองจึงปล่อยให้เล่นซนเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ “ทำไมมาเล่นน้ำคนเดียวแบบนี้ล่ะหนู ขึ้นมาบนเรือเถอะ เดี๋ยวน้าจะไปส่งบ้าน”




ใบหน้าเล็กๆ หันกลับมามองทันทีที่ได้ยินเสียงพูด ฝืนยิ้มทั้งที่ดวงหน้านั้นเศร้านัก แล้วจู่ๆ ร่างน้อยน่ารักก็ทำท่าคล้ายคนกำลังจะจมน้ำ สองมือจ้อยนั้นไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะเป็นพัลวัน



เอกตระกูลไม่รอถามความคิดเห็นของเพื่อนร่วมทาง รีบวางพายลงกับพื้นเรือโครมใหญ่ แล้วกระโจนลงสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว สองมือก็เอื้อมไปหมายจะคว้ามือน้อยนั้นไว้




พรึบ! ทุกอย่างว่างเปล่า ชายหนุ่มยิ่งร้อนใจ มุดตัวดำดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำเพื่อค้นหาชีวิตอันใสบริสุทธิ์นั้นอยู่นาน แต่ก็ไม่พบ เขาจึงลอยตัวพรวดขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง



เมื่อใช้ฝ่ามือลูบหยดน้ำออกจากผิวหน้าแล้ว เอกตระกูลจึงตะโกนถามผู้ที่นั่งพะวักพะวงอยู่บนลำเรือ “เด็กคนนั้นล่ะ โรส”



สโรสินีสั่นหน้า ละล่ำละลักบอก “ระ รีบขึ้นมาบนเรือเถอะเต้ โรสมีอะไรจะบอก”

ชายหนุ่มงงงัน ว่ายกลับเข้ามาหาลำเรือ และปีนขึ้นมานั่งที่เดิมด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ “ให้ขึ้นมาทำไม”



นักธุรกิจสาวยกมือขึ้นทาบอกพลางจ้องเขานิ่ง “เต้ฟังให้ดีนะ เมื่อกี้พอเต้กระโดดลงไปในน้ำ เด็กคนนั้นก็หายวับไปกับตา”



“อะไรกัน” มันเป็นคำอุทานจากเขา มากกว่าจะต้องการคำตอบ “โรสกำลังจะบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นวิญญาณงั้นเหรอ”



“อาจจะเป็นผี เป็นภาพลวงตาหรือเป็นอะไรก็ตาม แต่โรสยืนยันได้เพียงว่า เด็กคนนั้นไม่ได้จมหายไปอย่างที่เต้คิด”



“ไม่น่าเชื่อเลย”




“ โรสก็ไม่อยากเชื่อ เรากลับกันดีกว่านะ แถวนี้น่ากลัวจังเลย”




เจ้าถิ่นพยักหน้าแล้วเอื้อมมือไปบีบมือเรียวขาวผ่องของเพื่อนเบาๆ หากเขาต้องรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อโทรศัพท์มือถือแผดเสียงขึ้น นายตำรวจหนุ่มพูดโต้ตอบกับปลายสายอยู่สองสามคำจึงวางลง และสรุปคร่าวๆว่า “เดี๋ยวผมจะไปส่งโรสที่บ้านก่อน แล้วจะกลับมาที่นี่อีกรอบ”



“กลับมาทำไมอีก”




“มีการฆาตกรรมที่สวนหม่อนของแม่เลี้ยงวงเดือน ต้องรีบไปช่วยเขาชันสูตรพลิกศพ” ตำรวจหนุ่มบอกด้วยท่าทีปกติ ขณะที่คนฟังถึงกับหน้าเผือดสี วันนี้เป็นวันดวงตกของหล่อนกระมัง จึงได้พบเจอแต่เหตุการณ์อวมงคลตลอดเวลา



“ถ้าเต้รีบก็ไม่ต้องไปส่งโรสหรอกนะ”



“โรสพายเรือกลับเองได้เหรอ” เขาถามพลางจ้ำพายเหหัวเรือกลับ ดวงตายังคงจ้องคู่สนทนานิ่ง



“เปล่าหรอก ให้โรสไปด้วยดีกว่านะ”



“แต่ว่า ...” ชายหนุ่มทำท่าจะค้าน เพราะสถานที่แบบนั้นคงไม่เหมาะกับหญิงสาวบอบบางอย่างสโรสินี ตรงข้ามกับความคิดหล่อน “เต้ไปเถอะ โรสจะรออยู่ห่างๆ”



ดวงตายาวรีจ้องมองเพื่อนอย่างคาดคั้น หล่อนจึงย้ำ “เอาน่า โรสอยู่ได้”





เรือนร่างได้สัดส่วนสูงระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว กางเกงสีม่วงก้าวลงจากรถยนต์สีดำคันยาวซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าเรือนกาแลหลังใหญ่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มุงหลังคาด้วยแป้นเกล็ดแบบเรือนคหบดีโบราณ บริเวณหน้าจั่วนั้นแกะสลักไม้ลวดลายฉลุคล้ายๆ ลายดอกพุดตาลเทศ มีชายน้ำประดับเชิงชาย ต่ำลงมาเป็นหน้าต่างบานกระทุ้งหลายบานเรียงราย ส่วนข้างชานเรือนมีซุ้มหน้าต่างยื่นออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ ติดกับบันไดที่ทอดตัวลงสู่พื้นดินอันมีไม้ดอกไม้ประดับปลูกอยู่โดยรอบ เว้นที่ว่างเฉพาะจุดที่เป็นร้านน้ำซึ่งมองไกลๆ ยังเห็นว่าปลายด้ามกระบวยที่วางอยู่เหนือหม้อน้ำดินเผานั้นถูกสลักเสลาอย่างงดงาม




“คุณหนูขึ้นไปบนเรือนก่อนเถอะครับ เดี๋ยวลุงจะขนของไปเก็บให้” หนานจันทร์คนขับรถก้าวตามมาบอกหญิงสาว ก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดกระโปรงท้ายรถขึ้นเพื่อขนของดังว่า



“ขอบใจจ้ะลุงหนาน” เอ่ยขอบคุณเบาๆ แล้วจึงเดินไปยังเชิงบันไดซึ่งแกะสลักเป็นรูปคล้ายลายดอกพุดตานเทศ และมีเสาลูกมะหวดตั้งเรียงรายลงมาจากราวบันไดแต่ละขั้น แต่กลับต้องชะงักเท้า เมื่อพบว่าประตูด้านบนถูกลั่นดาลแน่นหนา



สักครู่จึงมีเสียงคนวิ่งกระหืดกระหอบใกล้เข้ามา หล่อนหันหลังขวับ




“คุณพู่กันใช่ไหมคะ แม่เลี้ยงไม่ได้อยู่บนเรือนหรอกค่ะ” หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอบอก หล่อนผู้นั้นอยู่ในชุดนักศึกษาเต็มยศ



“อ้าว! แล้วคุณยายไปไหนเสียล่ะจ๊ะ” กัณฐ์ลดาย้อนถามบ้าง นึกแปลกใจที่ไม่พบเจ้าของบ้าน ทั้งที่มารดาเน้นย้ำเอาไว้หนักแน่นว่าให้เข้ามายังเรือนเอื้องดอยในวันนี้ เพราะได้นัดหมายกับผู้เป็นยายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว




“แม่เลี้ยงอยู่ในสวนหม่อนน่ะค่ะ ตอนนี้กำลังให้ปากคำตำรวจอยู่” หญิงสาวที่กัณฐ์ลดาคะเนว่าคงจะเป็นลูกหลานของคนงานอธิบายต่อ “พอดีมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นที่นี่ค่ะ”




ดวงตาของผู้ฟังเบิกกว้างเล็กน้อย ชั่วครู่จึงปรับเป็นปกติ นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนเข้ามายังเรือนแห่งนี้ เนื่องจากไม่เคยมีโอกาสติดตามมารดากลับมายังบ้านเกิดบ่อยนัก จึงไม่เคยเรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่ แต่กระนั้นก็ยังมองในแง่ดีตลอดมา ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคดีอันโหดเหี้ยมเช่นนี้มารอต้อนรับ จะมีสิ่งใดรออยู่อีกหนอ....



“ เดี๋ยวเพลงจะเปิดประตูเรือนให้คุณนะคะ” หญิงสาวผู้นั้นบอก



ความรู้สึกยะเยือกแผ่ผ่านเข้ามาในอก ทำเอาขนลุกเกรียว กัณฐ์ลดามองขึ้นไปบนเรือนไม้โบราณแล้วหันกลับมาสั่นหน้า “พาฉันไปหาคุณยายก่อนดีกว่า”



เพลงพิณรับคำว่า ค่ะ เบาๆ แล้วจึงเดินนำนายสาวไปบนทางเดินปูด้วยอิฐซึ่งมีตะไคร่เกาะเขียวครึ้ม ตรงไปยังแนวรั้วชาทองที่ผลิใบสีเขียวอ่อนกั้นระหว่างเขตบ้านและสวนหม่อนออกจากกัน
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » จันทร์ 17 ต.ค. 2011 8:44 am

๔.

spd_20071025233543_b.jpg
spd_20071025233543_b.jpg (26.67 KiB) เปิดดู 4834 ครั้ง


มือบอบบางผลักบานประตูไม้สักให้เปิดกว้าง แล้วเจ้าตัวจึงถอยออกมายืนด้านนอกเพื่อให้ประมุขแห่งเฮือนเอื้องดอยและผู้เป็นหลานก้าวเข้าไปก่อน



ห้องนอนขนาดกลางซึ่งจัดตกแต่งได้อย่างน่าอยู่ปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางแสงไฟสีนวล กัณฐ์ลดานั่งลงบนเตียงนอนข้างๆ ผู้เป็นยาย จากนั้นเพลงพิณจึงเข้าไปนั่งพับเพียบบนพื้นเรือนเงียบๆ มองตามสายตานายสาวคนใหม่ที่กำลังสำรวจรอบตัวอย่างพินิจ




เตียงที่หล่อนนั่งอยู่เป็นเตียงไม้สักสี่เสาตั้งอยู่เกือบชิดฝาเรือนทางทิศเหนือ โดยหันหัวเตียงไปทางทิศตะวันออก มีมุ้งสีขาวผูกเอาไว้กับเสาทั้งสี่ ดูอ่อนหวานตัดกับความแข็งแกร่งของเตียงและตู้ไม้สักซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ส่วนมุมตรงข้ามกับหัวเตียงนั้นเป็นหน้าต่างแบบบานพับสองบาน โดยมีหย่องแกะสลักลวดลายดอกไม้อันคุ้นตาเป็นกรอบอยู่ด้านล่าง ถัดไปคือ กระจกบานใหญ่และโต๊ะเก้าอี้เข้าชุดซึ่งตั้งอยู่เคียงกันอย่างเหมาะเจาะ




“เครื่องเรือนของคุณยายนี่ทำจากไม้สักทั้งหมดเลยหรือคะ” กัณฐ์ลดาถาม



แม่เลี้ยงวงเดือนพยักหน้า “เรือนนี้สร้างขึ้นด้วยไม้สักทองจากเรือนหลังเก่าของพ่ออุ๊ยที่มีมาตั้งแต่ก่อนท่านเกิดแล้วล่ะ พอถึงรุ่นยาย เราก็รื้อแล้วสร้างใหม่ให้หนาแน่นกว่าเดิม เมื่อตัวเรือนเป็นไม้สัก ยายจึงคิดว่าน่าจะใช้เครื่องเรือนที่เป็นไม้สักด้วย เพราะมันคงทนกว่าไม้ชนิดอื่น”



“เป็นของเก่านี่เอง มิน่าล่ะไม้ถึงแผ่นใหญ่กว่าที่พู่กันเคยเห็น”



“ใช่จ้ะ คนสมัยก่อนจะใช้ไม้ต้นใหญ่ๆ มาสร้างบ้าน เพราะมันแสดงถึงฐานะเจ้าของบ้านด้วย”



“แต่พู่กันแปลกใจอย่างหนึ่งค่ะคุณยาย” พูดจบ หญิงสาวจึงหันไปสบตาเพลงพิณ อีกฝ่ายไม่รู้ความนัยจึงได้แต่นิ่งฟัง “ เครื่องเรือนทุกชิ้น รวมไปถึงบางจุดบนเรือนนี้ ทำไมต้องแกะสลักให้เป็นลายดอกพุดตาลเทศหมดเลยคะ หรือคุณยายชอบมากเป็นพิเศษ”



“จริงๆ มันคือ รูปดอกเอื้องแซะ” แม่เลี้ยงตอบเสียงแผ่ว “ยายชอบ เพราะดอกเอื้องเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของล้านนา แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าติดมาจากเรือนหลังเดิม ซึ่งยายก็ไม่รู้เหตุผลของบรรพบุรุษเหมือนกัน ว่าทำไมต้องเป็นรูปดอกเอื้องด้วย”



“เพราะเหตุนี้ ถึงได้เรียกว่าเรือนเอื้องดอยหรือคะ” กัณฐ์ลดาเริ่มปะติดปะต่อ



“ใช่จ้ะ เอื้องแซะเป็นดอกเอื้องสูงค่าอยู่ในป่าลึก ที่คนโบราณมักจะนำมาเป็นบรรณนาการแก่เจ้าเมือง” ผู้ชราเสริม



“คุณพู่กันลองเปรียบเทียบลวดลายจากตัวเรือนกับพวกเครื่องใช้ทั้งหลายสิคะ จะเห็นว่าฝีมือช่างโบราณกับปัจจุบันนั้นแตกต่างกันมาก ถึงจะแกะเป็นรูปเดียวกันก็เถอะ” เพลงพิณตั้งข้อสังเกต



กัณฐ์ลดาจึงลุกเดินไปยังริมหน้าต่าง มือเรียวไล้ตามลวดลายอ่อนช้อยบนกรอบสี่เหลี่ยมนั้นราวกับเป็นสิ่งที่ต้องทะนุถนอม ขณะสายตาพินิจเครื่องเรือนชนิดอื่นไปพร้อมๆ กัน “ฝีมือช่างโบราณงดงามกว่ามาก แล้วกระจกที่ตั้งอยู่บนตั่งไม้นั่นละคะ”



หญิงสาวชี้ไปตามจุดโฟกัสของสายตา



“จริงๆ มันคือ คันฉ่อง ทำด้วยสำริดขัดมัน” แม่เลี้ยงวงเดือนบอก



“พู่กันเคยเห็นแต่กระจกเงาบานใหญ่ล้อมกรอบด้วยไม้แกะสลักรูปพญานาค คันฉ่องนี่ลวดลายละเอียดจังเลยนะคะ แล้วคุณยายรู้ไหมคะว่าเป็นของใคร”



เจ้าของเรือนพยักหน้า ขยับตัวลุกขึ้นยืน “ยายไม่ค่อยรู้ประวัติมากนักหรอก เห็นว่าเป็นของเก่าแก่ก็อยากเก็บรักษาเอาไว้ เคยมีคนมาขอซื้อเหมือนกันแต่ไม่ขาย”



ถ้อยคำธรรมดาสามัญนั้น กลับมีบางอย่างสะดุดความรู้สึกคนฟัง ทำให้น้ำตารื้น เปียกชุ่ม ของบางอย่างอาจมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด หากอยู่ในมือของคนที่มองเห็นคุณค่า



“เอาล่ะ นอนเสียนะลูก พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านี่” พูดจบ ผู้สูงวัยก็หันไปสำรวจความเรียบร้อยอยู่ชั่วครู่ จึงก้าวออกจากห้อง ปล่อยให้หลานสาวอยู่ตามลำพังกับเพลงพิณ



“อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เย็น แต่พู่กันยังไม่ได้ถามถึงเรื่องของเพลงบ้างเลย”



“เพลงเป็นลูกสาวแม่บัวเรียว แม่บ้านของที่นี่ค่ะ” เพลงพิณเงยหน้าขึ้นตอบ



“ดูท่าทางเราน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันนะ เพลงเรียนมหา‘ลัยปีไหนแล้วล่ะ”



คนถูกถามฉีกยิ้มกว้าง “เรียนอยู่ปีหนึ่งเหมือนคุณพู่กันนั่นแหละค่ะ แต่คนละสถาบัน”



ก่อนที่จะมีการซักถามต่อ หน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเปิดอยู่ก็ปิดดังโครมใหญ่ หญิงสาวทั้งสองหันไปมองโดยพร้อมกัน นอกหน้าต่างยังเป็นปกติ มีเพียงสีขาวของกู่กุดเท่านั้นที่แจ่มชัดอยู่ท่ามกลางความมืด กัณฐ์ลดาจึงโพล่งถาม เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ตอนเย็น เห็นเพลงพูดถึงเจ้าของกู่ ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ เคยเห็นรึ”



เพลงพิณอ้าปากหวอ เบิกตาโพลง คำถามเช่นนี้ ควรแล้วหรือที่จะซักไซ้กันในยามค่ำคืน



“ผีไม่มีในโลกสักหน่อย” นายสาวพูดต่อเหมือนล่วงรู้ความคิด



“คุณพู่กันอย่าเพิ่งถามถึงเรื่องนี้เลยค่ะ รีบเข้านอนก่อนดีกว่า ดึกแล้ว” อีกฝ่ายตัดบท



“ก็ได้จ้ะ แต่เพลงต้องสัญญานะ ว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้พู่กันฟัง”



คนถูกคาดคั้นได้แต่ยิ้มแหย ขยับตัวลุกขึ้น “ได้ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะคุณ”



เมื่อเพลงพิณเดินออกจากห้องไปแล้ว หญิงสาวในชุดนอนสีฟ้าอ่อนจึงจัดแจงลงกลอนประตู และก้าวขึ้นเตียงทั้งที่ยังไม่รู้สึกง่วงงุนแม้แต่น้อย



มือบอบบางขยับหมอนขึ้นพิงหัวเตียง ก่อนเอนตัวลงนอนโดยมีหนังสือเล่มโปรดอยู่ในมือ



เสียงเพลงลูกทุ่งดังแว่วมาแต่ไกล หญิงสาวเงี่ยหูฟังแล้วยิ้มน้อยๆ ที่ได้ยินบทเพลงอันเป็นภาษาเหนือ ครู่ใหญ่ ดวงตากลมโตจึงเริ่มหรี่แสง ราวครึ่งชั่วโมงก็ปิดสนิทลง โดยที่หนังสือเล่มหนายังคงคาอยู่ในมือ





รอบตัวนั้นเต็มไปด้วยความสลัวและวังเวง เท้าเปล่าเปลือยเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งดังสวบสาบ มีเพียงเสียงไหวโยกของรากไทรเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อน กัณฐ์ลดาหันมองรอบตัวอย่างประหวั่นปนงงงัน ทว่ากลับไม่พบผู้ใดเลย ท่ามกลางความรกร้างแห่งนี้



หญิงสาวไม่มีคำตอบให้ตนเองว่าจะต้องเดินไปทิศทางใดจึงจะออกจากป่าละเมาะแห่งนี้ได้ รู้เพียงอย่างเดียวคือเสียงหัวใจกำลังระรัวถี่อยู่ในอก



“เซ้...โซ...แด” น้ำเสียงวิเวกดังแว่วกังวานรอบกาย คล้ายดังยืนอยู่ในถ้ำ



หล่อนรีบหันขวับค้นหาที่มาของต้นเสียง



พั่บ! อะไรบางอย่างกำลังขยับตัวอยู่เหนือคาคบไทร กัณฐ์ลดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองช้าๆ



ดวงตาแดงฉานวาววามสุกปลั่งอยู่ในความมืดจ้องตอบ เท้าบางถอยกรูด พาร่างระหงวิ่งฝ่ากองใบไม้แห้ง เพื่อไปยังถนนอิฐมอญซึ่งมองเห็นราง ๆ อยู่เบื้องหน้า



ความเย็นเยียบหยุ่นเท้าให้ความรู้สึกแค่เพียงชั่วครู่ ตะไคร่หนาบนก้อนอิฐก็ทำให้หล่อนลื่นไถลลงไปกองกับพื้นทันควัน



“กรี๊ด !”





เสียงเล็กแหลมแผดขึ้นในความเป็นจริง ร่างบางกระตุกเฮือกก่อนที่สมองจะบอกความให้รู้ว่า นั่นเป็นเพียงความฝัน อา ! ..นี่หล่อนฝันถึงต้นไทรนั่นหรือนี่ คงจะเป็นเพราะความฝังใจต่อเหตุการณ์เมื่อหัวค่ำ จึงเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะเช่นนี้



แล้วนี่กี่โมงกันนะ



คำถามเกิดขึ้นในใจพร้อมกับดวงหน้างามหันไปมองแสงจันทร์นอกหน้าต่าง



ท่ามกลางแสงนวลริบหรี่ของคืนข้างแรมนั้น กลับมีเงาตะคุ่มของสิ่งมีชีวิตบางชนิดเคลื่อนไหวอยู่บนกรอบไม้สัก



ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาดุจดังในฝันไม่ผิดเพี้ยน นี่มันอะไรกัน...



ทว่าจิตใต้สำนึกของหล่อนไวกว่า มือเรียวเอื้อมไปกดสวิตซ์หัวเตียงเร็วรี่



พรึบ! แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนขับไล่ความวังเวงออกไปแล้ว นกเค้าแมวตัวใหญ่จึงขยับปีกแรง ๆ หลายครั้ง ก่อนจะบินลับหายไปกับความมืดด้านนอก ปล่อยให้ผู้ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงมองตามด้วยหัวใจระส่ำ





เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ผู้ซึ่งนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จึงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวเร็ว ๆ ออกไปเปิดประตูทันควัน



เมื่อเห็นร่างระหงในชุดนอนสีหวานยาวกรอมเท้า ยืนยิ้มเย็นรออยู่ด้านนอก ระมิงค์จึงส่งยิ้มกลับไปบ้าง “คืนนี้นอนดึกจังนะสุรีย์”



ผู้มาเยือนพยักหน้า “กำลังหาข้อมูลทำหนังสือเกี่ยวกับเวียงกุมกามน่ะ ก่อนนอนก็เลยออกมาแปรงฟัน พอดีเห็นไฟในห้องมิ้งยังเปิดอยู่ ก็เลยเดินมาคุยด้วย”



“เข้ามาก่อนสิ” ระมิงค์บอกพลางหมุนตัวเดินเข้าไปก่อน



สุรีย์รัศมิ์ก้าวตามไปอย่างใจเย็น แล้วขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนเตียงนอนหนานุ่มผ้าปูที่นอนเรียบตึงไม่มีร่องรอยยับย่น



ระมิงค์กดชัตดาวน์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอยู่ครู่ใหญ่ เสร็จแล้วจึงลากเก้าอี้ทำงานเข้ามาข้างเตียงและนั่งลงมองเพื่อน “มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าสุรีย์”



คนถูกถามพยักหน้าเบาๆ ท่าทางเต็มไปด้วยความคิด “สุรีย์ว่าข้อมูลที่ได้มันยังไม่เพียงพอ เราจะทำหนังสือแนะนำเมืองเก่าทั้งที มันควรจะได้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่านี้ และที่สำคัญยังมีบางอย่างที่สุรีย์ยังตีโจทย์ไม่แตก”



“แล้วคุณเขตว่าไงบ้างล่ะ”



“แน่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าหน้าที่ชุดขุดค้นอย่างเขตล่ะ”



ระมิงค์หัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเพื่อนแก้มแดงเรื่อ “เอ๊า ก็เห็นคุณเขตเค้าเป็นเดือดเป็นร้อนแทนสุรีย์ทุกอย่างนี่นา”



“เค้าก็ช่วยบ้าง อย่างเช่นหารูปเก่า ตอนขุดค้นช่วงแรกๆ มาให้”



“อืม แต่สุรีย์อยากได้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ใช่ไหม” นักเขียนสาวเดา



“ใช่จ้ะ เรื่องนี้คงต้องพึ่งคุณรบ”



“จะให้รบช่วยแล้วมันเกี่ยวอะไรกับมิ้งล่ะ”



สุรีย์รัศมิ์ยิ้มขำ ดวงตาวิบไหวยั่วเย้า เป็นต่อ แกล้งยกเอาคำพูดของเพื่อนมาพูดซ้ำเสียอย่างนั้น “ก็คุณรบเค้าจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนมิ้งทุกเรื่องไง ถ้ามิ้งไปขอร้องให้ช่วย มันคงจะง่ายขึ้น”



ระมิงค์ก้มหน้าซ่อนยิ้ม บ่นอุบอิบ “ทำเป็นมาแซวนะ สุรีย์ก็เพื่อนเขาคนหนึ่ง ถึงยังไงรบก็ต้องช่วยอยู่แล้วล่ะ”



ไกด์สาวยิ้มกริ่ม ยืดตัวลุกขึ้น อีกฝ่ายเงยหน้ามองตาม นิ่งฟัง “ถ้างั้นพรุ่งนี้บ่าย ๆ ไปที่ทำงานคุณรบกัน”



“ได้จ้ะ แล้วก็ไม่บอกแต่แรก อ้อมอยู่ตั้งนาน”



คนถูกค่อนขอดหัวเราะขำ หมุนตัวเดินออกไปจากห้องด้วยความโล่งใจ เพราะหล่อนเชื่อมั่นว่า หากได้ความร่วมมือจากนักรบ เรื่องข้อมูลที่หายากคงจะกลายเป็นง่ายไปโดยปริยาย





ร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อคอกลมสีขาวผ่าหน้า กางเกงสีเดียวกัน ขยับตัวออกจากผ้าห่มผืนบาง แล้วหย่อนเท้าทั้งสองลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นว่ามีใครบางคนนอนหลับอยู่บนโซฟาด้านขวามือ เท้าคู่สวยจึงเดินหย่งเปิดประตูออกไปนอกระเบียงห้อง



ลมเย็นยามดึกพัดโกรกจนเส้นผมปลิวมาระใบหน้า



หญิงสาวมองกวาดออกไปรอบตัว พบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนระเบียงตึกสูงลิ่ว สังเกตจากต้นไม้ใหญ่ด้านล่างซึ่งดูเล็กจ้อยไปถนัดตา



เวลานี้คงล่วงเลยเวลายามสองเข้าไปแล้ว ภายนอกตัวอาคารปรากฏเพียงแสงไฟสว่างเป็นจุดๆ ความมืดปกคลุมพื้นที่โดยรอบ แม้แต่ดอยสุเทพยังมองเห็นเป็นเงาสีดำพาดทะมึนอยู่ไกลๆ



“ดินแดนล้านนาเปลี่ยนแปลงไปมากเสียจนข้าใจหาย ”น้ำเสียงรำพึงอย่างสะท้านใจระบายออกมาเป็นภาษาพม่า



ดวงตาคู่งามหรี่แสง หวนคิดถึงบ้านเกิด เมืองหงสาวดี ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ จะเปลี่ยนแปลงดังเช่นล้านนาหรือไม่ ยิ่งคิด หยดน้ำตาอุ่นใสก็ปริปริ่มขอบตา นางยังจดจำความงดงามของบ้านเกิดเมืองนอนได้เสมอ ไม่เคยลืมเลย ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม พระธาตุชเวมอดออันศักดิ์สิทธิ์ และพระเจ้าป้าอะเลนานดอ ผู้ชุบเลี้ยงอุ้มชูเด็กกำพร้าอย่างนางให้เติบใหญ่ในฐานะพระนัดดาผู้ทรงเกียรติ แม้จะเป็นเพียงหลานห่างๆ ก็เถอะ



หากวันนั้น...แสนเมืองมิได้นำราชบรรณาการจากเมืองล้านนาไปถวายพระเจ้าบาเยงนอง และช่วยเหลือพระเจ้าป้าจากช้างตกมันแล้วไซร้ นางคงมิต้องระหกระเหินมาตายตกอยู่ไกลบ้านเมืองเช่นนี้



ยามดวงตามองเห็นเพียงภาพงดงามของความรัก ใครจะรู้เล่า ว่ามีขุมนรกอเวจีรออยู่เบื้องหน้า



พุทธศักราช ๒๑๐๒



ในยามสาย ขณะที่นางได้ติดตามพระเจ้าป้าอะเลนานดอเสด็จไปทอดพระเนตรแพรพรรณยังตลาดนอกเมืองนั้น ประจวบเหมาะกับที่แสนเมืองได้เดินทางนำราชบรรณาการอันได้แก่ ช้าง ม้าเงิน ทอง ฯลฯ มาแต่เมืองล้านนา ช้างทรงเผือกตัวใหญ่ก็เกิดตกมัน อาละวาดทำลายข้าวของในตลาดเสียหายยับเยิน นางเองก็แทบเอาตัวไม่รอด รีบจูงพระหัตถ์พระเจ้าป้าวิ่งหนีจ้าละหวั่น โดยมีช้างทรงตัวเดิมวิ่งกวัดแกว่งงวงไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง เคราะห์ดีที่แสนเมืองพยายามให้การช่วยเหลือจนเหตุการณ์สงบลง




นั่นเองที่ทำให้พระนางอะเลนานดอเกิดพึงพอพระราชหฤทัยเสียเป็นหนักหนา จนต่อมาถึงกับออกโอษฐ์ยกพระนัดดาคู่หทัยให้เป็นรางวัล อีกทั้งตรัสว่า “นายทหารผู้นั้นเป็นคนกล้า ขาจักดูแลเจ้าได้เป็นอย่างดี มะยะตะหน่าโซ”



นางผู้เป็นสาวแรกรุ่นเองก็อดหลงใหลได้ปลื้มทหารหนุ่มรูปงามมิได้ จึงยินยอมพร้อมใจโดยไม่มีปากเสียง



แต่วันเวลาแห่งความสุขช่างสั้นนัก ไม่ถึงเจ็ดวันหลังการวิวาห์ มะยะตะหน่าโซก็จำต้องจากบ้านเมืองไปสู่แดนล้านนา เมืองที่เคยได้ยินเพียงนามกล่าวอ้าง มิเคยคิดเลยว่าจักได้ไปเยือนและฝังร่างกายเอาไว้แม้แต่น้อย





เสียงประตูกระจกเลื่อนเปิดออก ดัง ครืด... ผู้ซึ่งยืนรำลึกถึงอดีตอยู่เพียงลำพังจึงรีบหันหลังกลับด้วยสัญชาตญาณ และพบว่าคุณสุกัลยากำลังเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางงัวเงีย



“ออกมายืนตากลมทำไมกันลูก ยิ่งไม่สบายอยู่”



“ข้าเจ้านอนบ่หลับ” มะยะตะหน่าโซตอบเสียงกระด้าง ช่างรำคาญความห่วงใยของนางผู้นี้นัก



มารดาสโรสินีได้ฟังจึงรีบเดินออกมายืนข้างกายบุตรสาว แล้วยกมือขวาขึ้นลูบศีรษะหญิงสาวแผ่วเบา “เป็นอะไรไปหรือเปล่าลูก”



“เฮาปกติดี” วิญญาณสาวตอบสะบัดๆ และชักสีหน้าบึ้งตึง ขณะเบี่ยงตัวออกมาจากวงแขนนั้น



อายุของนางร่วมสี่ร้อยปี จักปล่อยให้คนรุ่นหลังมากระทำต่อตนราวกับเป็นผู้อ่อนวัยกว่าได้อย่างไร



คุณสุกัลยารู้สึกผิดสังเกต จึงจ้องผู้เป็นลูกนิ่ง จนอีกฝ่ายต้องเบือนหลบสายตา “ทำไมอยู่ดีๆ โรสถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ล่ะลูก”



“เฮา...ข้าเจ้าปกติดี ยามนี้ดึกแล้ว ข้าเจ้าง่วงนัก ไปนอนก่อนเถิดเจ้า” มะยะตะหน่าโซแสร้งปิดปากหาวเฉไฉ



ก็จะให้อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรเล่า ว่าตนมิใช่เจ้าของร่าง



“เอาล่ะ ถ้างั้นไปนอนกันก่อน พรุ่งนี้หมอจะเข้ามาตรวจแต่เช้า” มารดาสโรสินีคล้อยตาม และดุนหลังผู้เป็นลูกให้เดินผ่านกรอบประตูซึ่งเปิดค้างเอาไว้ตั้งแต่แรก
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 26 พ.ย. 2011 7:42 am

บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า...ตอนที่ ๕




“พู่กัน รอด้วย”



เสียงเรียกดังลั่น เมื่อนักศึกษาสาวเดินเลี้ยวผ่านระเบียงตรงไปยังบันไดมุมขวาของตึกสูงห้าชั้น



กัณฐ์ลดาหยุดกึก เอี้ยวตัวกลับไปหาต้นตอของเสียงและยิ้มให้



“จะรีบไปไหนเนี่ย บ่ายนี้ไม่มีเรียนไม่ใช่เหรอ คุณนาย” ธิชาดาร้องถาม



“ว่าจะกลับบ้านน่ะ เย็นนี้พู่กันต้องไปงานเทศกาลผ้าไหมกับคุณยาย” สาวผมยาวตอบ พร้อมทั้งก้าวลงบันไดอย่างช้า ๆ



ผู้ถามพยักหน้ารับ “จริงสินะ คุณยายพู่กันเป็นเจ้าของบริษัทอนันตภัทรไหมไทยนี่นา”



“อืม เห็นว่าปีนี้จัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี คุณยายก็เลยคิดจะนำผ้าไหมโบราณอายุเป็นร้อยๆ ปี ออกมาแสดงด้วยน่ะจ้ะ”



“โอ้โฮ! ผ้าไหมนี่คงทนได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอพู่กัน” สาวมาดทอมบอยถามอย่างทึ่งสุดขีด



“ถ้าเราเก็บรักษาอย่างดีก็อยู่ได้นานนะ ”กัณฐ์ลดาอธิบายด้วยความภาคภูมิใจ “ ที่จริง เรือนเอื้องดอยมีอะไรเก่า ๆ เยอะ มีทั้งเรือนเก่า กู่เก่า เอาไว้ว่างๆ พู่กันจะพาปูนไปดูนะ”



ผู้ถูกชวนหันไปยิ้มตอบเพื่อนหน้าระรื่น ด้วยใบหน้าสวยคม บุคลิกคล่องแคล่ว และทรงผมซอยสั้นของตน ทำให้มีสาวรุ่นน้องเข้ามานิยมชมชอบอยู่บ่อยครั้ง แต่หญิงสาวก็มั่นใจว่าตนเองเป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์



“ตกลงจะไปไหม” คนชวนถามซ้ำ



“ ไปสิจ๊ะ” ธิชาดารีบตอบ



“เห็นทำตาลอยๆ นึกว่ากำลังเข้าฌาณเสียอีก ”ว่าแล้วกัณฐ์ลดาก็หัวเราะคิกคัก คนถูกแซวจึงทำได้เพียงยิ้มตอบเก้อๆ “แล้วมาร์กี้ละปูน ”



“ไม่รู้สิ เห็นตามอาจารย์นักรบออกไปตั้งแต่หมดคาบแล้ว จะให้รอหรือเปล่าก็ไม่บอก ดูท่าทางเร่งรีบพิกล ”ธิชาดาถือโอกาสบ่นไปในตัว แล้วอุทานเสียงดังหลังก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้าย “อ้าว! นั่นไงมาร์กี้”



กัณฐ์ลดามองตามที่อีกฝ่ายบุ้ยใบ้ จึงได้เห็นแผ่นหลังบึกบึนของมิสควีน ออฟ ยูนิตี้ซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางหญิงชายอีกสี่คน และหนึ่งในนั้นก็ คือ อาจารย์นักรบ นั่นเอง



“ปูนหอม ทางนี้” จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็เปล่งเสียงเรียกเพื่อนของหล่อนขึ้น



เจ้าของชื่อหันขวับ จูงมือเพื่อนเข้าไปหาหญิงสาวผู้นั้นด้วยท่าทางคุ้นเคย



จากนั้นกัณฐ์ลดาจึงพบว่า นอกจากนักรบแล้วที่ม้านั่งหินอ่อนยังมีคนที่ตนรู้จักอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็ คือ ระมิงค์ นั่นเอง



“สวัสดีค่ะ อาสุรีย์ พี่มิ้ง อา เอ๊ย พี่เขต” สาวน้อยผมสั้นยกมือไหว้ทักทาย และหันไปหลิ่วตาให้ผู้ที่ตนเอ่ยถึงเป็นคนสุดท้าย ทำเอาสุดเขตหัวเราะร่วน พึงพอใจ



“อาสุรีย์ จะเข้ามาทำไมไม่บอกปูนล่ะคะ จะได้มาพร้อมกันเลย”



“ถ้าพาเรามาด้วย อาก็ต้องตื่นแต่เช้าสิ ไม่เอาด้วยหรอก” อาสาวบอกพลางยีหัวหลานเล่นด้วยความเอ็นดู ธิชาดาเป็นลูกสาวของพี่ชายที่อายุห่างจากสุรีย์รัศมิ์ร่วมสิบกว่าปี เมื่อมีลูกจึงอายุน้อยกว่าผู้เป็นอาไม่มากนัก และกลายเป็นอาหลานที่สนิทสนมกันเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าสุรีย์รัศมิ์และพี่ชายจะเป็นพี่น้องต่างมารดากันก็ตาม



“แหม อาสุรีย์ละก็ ทำยังกับปูนตื่นสายงั้นแหละ” ธิชาดาย่นหน้าใส่ ก่อนแนะนำเพื่อน “นี่พู่กันเพื่อนปูนค่ะ ”



กัณฐ์ลดายกมือไหว้ แล้วหันมองเพื่อนที่ขยับไปแหวใส่มาคินด้วยท่าทางเอาเรื่อง “รีบเดินลิ่วๆ ตามอาจารย์มาเลยนะยายมะม่วงแก้ว ไม่คิดหรอกว่าเพื่อนจะรอ”



มือหนาใหญ่ค่อนข้างคล้ำเอื้อมมาหยิกผู้พูดเบาๆ พร้อมลอยหน้าตอบ “ก็อาจารย์บอกให้เค้าตามมาแป๊บนึงนี่ จะรู้ไหมล่ะ ว่าจะนาน แค่นี้ทำมาเป็นบ่นนะยายทอม”



“เอาล่ะๆ นั่งลงก่อนทั้งสองคน ที่เรียกมาเนี่ย เพราะครูมีเรื่องจะให้ทุกคนช่วย” นักรบรีบลุกขึ้นมาห้ามทัพก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย



ซึ่งก็ได้ผล เมื่อทั้งสองยอมทำตามเป็นอย่างดี เขาจึงวางมือลงบนโต๊ะหินอ่อน จ้องหน้าลูกศิษย์ทีละคนอย่างชั่งใจ ก่อนพูด “ทั้งสามคนเคยบอกว่า ยากเรียนเมเจอร์ประวัติศาสตร์ใช่ไหม ครูก็เลยอยากให้ลองมาเป็นผู้ช่วยจัดทำหนังสือเกี่ยวกับโบราณสถานเวียงกุมกามดู สนใจหรือเปล่า”



“สนใจสิคะ” มาคินโพล่งตอบขึ้นก่อน แต่เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองยังคงนิ่งเงียบ จึงหันไปมองราวกับจะถามว่า ไม่สนเรอะ



“พวกเราต้องทำหน้าที่อะไรบ้างคะ” กัณฐ์ลดาถาม



“พวกหนูมีหน้าที่ช่วยเรียบเรียงข้อมูล และถ่ายรูปจ้ะ” สุรีย์รัศมิ์ตอบ แล้วยื่นเอกสารในมือให้อีกฝ่าย ต่อมาสุดเขตจึงช่วยอธิบายเพิ่มเติม “จริงๆ งานนี้เป็นงานการกุศลนะครับ เพราะจะจัดทำหนังสือขึ้นเพื่อหารายได้เป็นทุนในการดูแลโบราณสถาน แต่พี่มีค่าแรงให้น้องๆ ด้วย จะได้ไม่ต้องควักเงินตัวเองจ่ายค่ารถ ค่าอาหาร”



“แล้วพวกเราต้องเขียนเนื้อหาด้วยหรือเปล่าคะ ปูนยิ่งไม่ถนัดการเขียนอยู่ด้ว ” ธิชาดาพึมพำออกตัว



สุรีย์รัศมิ์หันมายิ้มให้หลานสาวแล้วจึงบุ้ยใบ้ไปทางระมิงค์ “ลืมแล้วหรือจ๊ะ ทีมเรามีนักเขียนอยู่ด้วยหนึ่งคน”



ระมิงค์พยักหน้าเออออ



ธิชาดาจึงค่อยยิ้มออก แล้วสะกิดถามเพื่อน “พู่กันพอไหวไหม”



“ไหวสิ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่พวกเราสนใจอยู่แล้วนี่นา”



“ถ้างั้นพู่กันก็ช่วยออกแบบปกให้อาสุรีย์เสียเลยสิ” มาคินแนะ “พู่กันนี่เคยได้รับรางวัลการวาดภาพระดับภาคมาแล้วนะคะอา”



สุรีย์รัศมิ์ดีดนิ้วเปาะ “ไอเดียเก๋มากมาร์กี้ ถ้าเราทำปกเป็นภาพวาดแบบโบราณจะน่าสนใจกว่าใช้ภาพถ่ายธรรมดานะอาว่า”



“แบบนี้คงสบายใจแล้วสิครับ สุรีย์” สุดเขตหันไปถามเจ้าของโครงการ ฝ่ายนั้นยิ้มเย็น พยักหน้า “ค่ะ โล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่ก็ต้องลงลึกรายละเอียดกันอีกนิดนึง เราไปคุยกันต่อที่ร้านอาหารดีไหมคะ มื้อนี้สุรีย์ขออนุญาตเป็นเจ้ามือแทนหนุ่มๆ เองนะคะ”



มาคินรีบดีดกายขึ้นยืนทันควัน “ด้วยความยินดีค่ะอาสุรีย์”



“ตะกละ” ธิชาดาแขวะ แล้วหันไปพยักเพยิดใส่กัณฐ์ลดาท่าทางขำๆ “ ไม่เคยกลัวเสียภาพลักษณ์มิส ควีน อ๊อฟ ยูนิตี้ เลยนะคนเรา”



“เค้ากลัวอาสุรีย์เสียน้ำใจหรอกย่ะยายทอม ปากเสียแบบนี้ถ้าเป็นคนอื่นนะ มาร์กี้จะกระโดดเข้าไปในปากแล้วกระทืบลิ้นไก่เสียให้เข็ดเลย นี่ดีนะเป็นเพื่อน” คนพูดเสียงสะบัดค้อนปะหลับปะเหลือก แล้วเดินนำออกไปก่อน



ธิชาดายักไหล่ ก่อนเอี้ยวตัวไปยั่วอาสาวของตน “ระวังเสียแฟนให้กะเทยนะคะอา ดูท่าทางยายมาร์กี้จะติดใจพี่เขตอยู่”



สุรีย์รัศมิ์ช้อนตาขึ้นมองบุคคลที่หลานสาวพาดพิงถึง พลางเบ้ปาก “ เชิญเถอะจ้ะ ยียวนกวนประสาทขนาดนี้ ใครอยากได้ก็ตามสบาย”



“ชักจะน้อยใจแล้วสิ ไม่มีหึงหวงกันบ้างเลย” สุดเขตตัดพ้อเสียงต่ำๆ



“งั้นเราเดินไปกันก่อนเถอะค่ะ ถ้าพระเอกนางเอกง้อกันเสร็จแล้ว ก็คงตามไปเอง” ระมิงค์ชิงพูดขึ้น และก้าวฉับ ๆ นำหน้าไปยังรถที่จอดรออยู่ด้านข้างอาคารเรียน ปล่อยให้เพื่อนทั้งสองเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกันตามลำพัง






รถสองแถวสีแดงจอดสนิทหลังลงจากสะพานข้ามแม่น้ำปิง กัณฐ์ลดารีบก้าวลงจากรถ วิ่งอ้อมไปจ่ายค่าโดยสาร แล้วเดินเลียบไปตามบาทวิถีเพื่อไปยังเรือนเอื้องดอยเหมือนทุกๆ วัน ที่จะมีคนขับรถไปส่งที่มหาวิทยาลัยในตอนเช้า และปล่อยให้หล่อนเดินทางกลับเองเพราะไม่รู้เวลาอันแน่ชัด



เสียงแตรรถดังขึ้นทางด้านหลัง รถยุโรปสีดำคันยาวแล่นเข้ามาจอดเทียบข้างฟุตบาท ไม่นานกระจกรถฝั่งขวามือก็ถูกเลื่อนลงช้าๆ “จะกลับบ้านหรือคุณ ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวผมไปส่ง”



“ขอบคุณค่ะ คุณตำรวจ ฉันไปเองได้ ” หญิงสาวตอบ ขณะมองสำรวจรถทั้งคันอย่างระมัดระวัง และพบว่าในรถมีคนอยู่สามคน คือ คนขับรถวัยกลางคน เอกตระกูลในชุดตำรวจเต็มยศและชายชราท่าทางใจดีที่กำลังมองมาเขม็ง “ขึ้นมาเถอะหนู แดดมันร้อน ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันก็เป็นคนแถวนี้แหละ ชื่อพ่อเลี้ยงไจยแก้ว หนูเคยได้ยินบ้างไหม”



“เอ่อ คือ หนูเกรงใจน่ะค่ะ บ้านคุณตาอยู่อีกฝั่งหนึ่งไม่ใช่หรือคะ ถ้าจะไปส่งหนูก็ต้องขับรถวนไปวนมาอีก” กัณฐ์ลดาหาทางเลี่ยง



“ถ้าแล้งน้ำใจแบบที่หนูว่า ก็เสียชื่อคนเชียงใหม่หมดสิ ให้ฉันไปส่งเถอะ บ้านอยู่ตรงไหนล่ะ” พ่อเลี้ยงไจยแก้วบอกอย่างอาทร เขารู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวอย่างไม่มีเหตุผล



“คุณคนนี้เธอเป็นหลานสาวของแม่เลี้ยงวงเดือนน่ะครับ คุณปู่” หลานชายตอบเสียเอง



รอยยิ้มน้อยๆ แตะแต้มริมฝีปากเหี่ยวย่นของผู้ชรา นานแล้วสินะที่เขาไม่ได้พบเจอใครบางคนที่เอกตระกูลเอ่ยถึงไปเมื่อครู่ คงจะดีไม่น้อยหากได้ไปเยือนเรือนเอื้องดอยอีกสักครั้ง “ตาเป็นเพื่อนของแม่เลี้ยงวงเดือนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไปส่งหนูก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะได้ไปเยี่ยมคุณยายของหนูด้วย เจ้าเต้ลงไปนั่งข้างคนขับสิ”



เอกตระกูลขยับจะทำตาม หญิงสาวจึงก้าวฉับๆ เดินอ้อมไปยังฝั่งตรงข้ามคนขับก่อน และกล่าวกับพ่อเลี้ยงไจยแก้ว หลังจากชายหนุ่มเปิดประตูรถว่า “หนูนั่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องขยับเปลี่ยนที่”



นายตำรวจหนุ่มไม่รีรอ รีบเดินกลับมานั่งข้างผู้เป็นปู่ตามเดิม



รถยุโรปสีดำแล่นไปตามถนนสายหลักชั่วครู่จึงเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่มีแมกไม้ร่มครึ้ม สองข้างทางเต็มไปด้วยไม้เลื้อยหลากชนิดที่เกาะเกี่ยวรั้วเหล็กดัดสูงราวสองเมตรครึ่ง ทว่าที่สะดุดตาจนกัณฐ์ลดาต้องเหลียวมองทุกครั้งที่ได้ผ่านก็คือ ดอกพวงแสดสีส้มสดซึ่งทอดตัวลงมาตามเหล็กดัดจนคล้ายกำแพงดูสดใสชวนมอง



“ตาไม่ได้ผ่านมาทางนี้หลายสิบปีแล้ว” อยู่ดีๆ พ่อเลี้ยงไจยแก้วก็เอ่ยขึ้นลอยๆ



กัณฐ์ลดาเอี้ยวตัวกลับไปมองผู้พูด ก็ได้พบเพียงร่องรอยหมองหม่นอยู่ในดวงตาสีเทานั้น “ไหนว่าคุณตาเป็นเพื่อนกับคุณยายของพู่กัน แล้วทำไมถึงขาดการติดต่อกันนานขนาดนี้ได้ล่ะคะ”

“ก็ต่างคนต่างมีภาระไงคุณ” เอกตระกูลทะลุกลางปล้อง



พ่อเลี้ยงไจยแก้วเหลือบตามองหลานชายแล้วพยักหน้า เพราะชายชราเองก็หาคำตอบมาชี้แจงกับเด็กสาวผู้นี้ไม่ได้เหมือนกัน



“อ๋อค่ะ คุณยายคงดีใจที่จะได้พบเพื่อนเก่าอีกครั้ง” กัณฐ์ลดาสรุปตามความเข้าใจของตนเอง เพราะหล่อนเห็นว่านอกจากผู้มาติดต่อธุรกิจแล้ว แม่เลี้ยงวงเดือนนั้นแทบจะไม่มีการไปมาหาสู่กับเพื่อนฝูงเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างก็อายุมากแล้วก็เป็นได้



“ตาก็หวังว่ายายของหนูจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ” ผู้ชราทิ้งท้าย



ดวงตาสีเหล็กทอดมองออกไปนอกตัวรถ ที่เวลานี้มีเม็ดฝนหยาดหยดลงมาเป็นสาย กระทบความร้อนจากพื้นถนนอันระอุจนกลายเป็นกระไอลอยล่องราวกับหมอกยามเช้า ดูสงบ เยือกเย็น แต่แท้จริงแล้วกำลังมีประจุไฟฟ้าขนาดยักษ์ไหลวนอยู่ในใจที่ถูกปิดตายมานาน





รถจอดสนิทด้านหน้าเรือนไทยหลังใหญ่ของตระกูลอนันตภัทร แม่เลี้ยงวงเดือนในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลอ่อนก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าฉงน เมื่อมองเห็นรถยนต์ไม่คุ้นตาจอดสงบอยู่ใต้ต้นลำไย



“แม่เลี้ยงมาถึงแล้วกาเจ้า” นางบัวเรียว พาร่างท้วมเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้าสดใส



“ไผอยู่บนเรือนรึ บัวเรียว” ประมุขแห่งเรือนเอื้องดอยถามขึ้นด้วยภาษาเหนือ



บัวเรียวมีท่าทางอึกอักเล็กน้อย ทว่าครู่ใหญ่จึงเรียบเรียงคำพูดออกมาได้อย่างชัดเจน นางจำบุรุษชราผู้มาพร้อมคุณหนูพู่กันได้ดี แม้จะล่วงเลยมาหลายขวบปีแล้วก็ตาม “ พ่อเลี้ยงไจยแก้วกับหลานชายเปิ้นเจ้า แม่เลี้ยง ”



คำตอบของบ่าวคนสนิทตรึงเท้าแม่เลี้ยงวงเดือนไว้ได้ชั่วครู แต่เพียงไม่นานหญิงชราก็เริ่มได้สติ จึงหันไปไต่ถามคนเล่าเสียงดังฟังชัด “แล้วเปิ้นบอกว่าจะไดพ่อง”



“บ่ได้บอกเจ้า พอดีเปิ้นมาพร้อมคุณหนูพู่กัน” นางบัวเรียวตอบเสียงอ่อย



“เอาเต๊อะ เฮาก่อบ่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะหยังหนักหนา บัวเรียวจัดแจงเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟท่าหื้อแขกโตยก็แล้วกัน”



“เรียบร้อยเมินแล้วเจ้า”



“จะอั้นเอากระเป๋าไปเก็บหื้อโตย กำเดียวเฮาจะไปโฮงทอผ้าซักกำ” สั่งแล้วจึงยื่นกระเป๋าถือทำจากผักตบชวาให้บัวเรียว ฝ่ายนั้นรับมาถือไว้ แต่ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน ดวงตาสีนิลยังคงจับจ้องผู้เป็นนายแน่วแน่ รับใช้ใกล้มาเนิ่นนาน เหตุใดจะไม่รู้เล่า ว่าภายใต้ท่าทีอันสงบเยือกเย็นนั้น มีบางอย่างซุกซ่อนอยู่



“คุณยายขา มาแล้วหรือคะ พู่กันรออยู่ตั้งนานแน่ะค่ะ” เสียงเรียกอ่อนหวานดังลั่นมาจากบันไดเรือน เป็นเหตุให้แม่เลี้ยงวงเดือนต้องชะงักงัน เอี้ยวตัวกลับไปหาผู้เป็นหลาน



“เห็นว่าพู่กันมีแขก ยายก็เลยจะแวะไปดูโรงทอผ้าสักหน่อยนะลูก” ผู้ชราออกตัว



กัณฐ์ลดาจึงก้าวเร็วๆ ลงจากบันไดมาหาอีกฝ่าย แล้วเกาะแขนแจ “คุณยายไปไหนมาคะ”



“ยายไปดูเขาจัดบูธในงานผ้าไหมมานะสิลูก” คุณยายตอบอย่างปราณี



“คุณยายทำอะไรเองหมดแบบนี้ เหนื่อยแย่ น่าจะให้พวกคนงานทำ หรือไม่ก็รอให้พู่กันเลิกเรียนก่อน จะได้ไปด้วยกันนะคะ” กัณฐ์ลดาแสดงความห่วงใย ด้วยเห็นว่ายายของตนนั้นอายุหกสิบกว่าปีแล้ว อยู่ในวัยที่ควรพักผ่อนมากกว่าที่จะทำงานหามรุ่มหามค่ำอย่างที่เป็นอยู่



มือเหี่ยวย่นยื่นมาลูบศีรษะผู้พูดด้วยความตื้นตันใจ แม่เลี้ยงวงเดือนไม่เคยคิดเลยว่า ลูกสาวของกลิ่นสุคนธ์ที่ตนไม่ค่อยได้ผูกพันเท่าใดนัก จะเข้ามาเติมเต็มความรู้สึกอุ่นใจได้ถึงเพียงนี้ “ยายไม่รู้นี่ลูก ว่าหนูจะกลับเร็ว”



“บ่ายนี้ไม่มีเรียน พู่กันก็เลยรีบกลับมาเตรียมตัวไปงานคืนนี้น่ะค่ะ” หลานสาวตอบแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองมีแขกรออยู่บนเรือน “ คุยกันเพลินจนลืมไปเลย วันนี้พู่กันมีเซอร์ไพรส์คุณยายด้วยค่ะ ”



ผู้เป็นยายรู้เท่าทัน ว่าสิ่งที่หลานคนเดียวอ้างว่าจะสร้างความประหลาดใจให้กับตนนั้น คือ พ่อเลี้ยงไจยแก้ว จึงหาทางเลี่ยง “ถ้างั้นให้ยายไปดูโรงทอผ้ากลับมาค่อยว่ากันนะลูก ”



“ไม่ได้สิคะ คุณยาย เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก” กัณฐ์ลดาร้อนรน “กลับขึ้นเรือนไปกับพู่กันสักแป๊บนึงเถอะค่ะ ดื่มน้ำดื่มท่าก่อนแล้วค่อยไป นะคะคุณยาย”



“แต่ ยายว่า...” แม่เลี้ยงวงเดือนอิดออด ทว่าเสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน “คุณครับ แม่เลี้ยงกลับมาหรือยัง”



สตรีสองวัยหันมองไปที่หัวบันไดพร้อมกัน



พบว่า ชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าคมสัน ในชุดตำรวจเต็มยศกำลังยืนอยู่และจ้องดูการยึดยื้อของสองยายหลานด้วยสีหน้าพิกล



“คุณตำรวจมาตามแล้ว ขึ้นเรือนกันเถอะค่ะคุณยาย แขกพิเศษรออยู่นะคะ” หญิงสาวเริ่มแบไต๋



แม่เลี้ยงวงเดือนสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง ยืนนิ่งอยู่เป็นครู่จึงพยักหน้า ปล่อยให้หลานสาวจับจูงขึ้นไปบนเรือนด้วยความลิงโลดใจ



ผู้หนึ่งพึงพอใจที่ได้ชักพาบุคคลแห่งอดีตกลับมาเยือนอีกครั้ง ขณะที่อีกผู้หนึ่งกำลังสับสน ว้าวุ่นใจ เกรงว่าจะมีเรื่องวุ่นวายตามมาอีกมากมาย...นับจากวันนี้
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:43 pm

๖.


เท้าเหี่ยวย่นก้าวเดินไปบนพื้นไม้สักมันปลาบทีละแผ่นอย่างใจเย็น ดวงตาอันหม่นมัวหยุดนิ่งจ้องมองภาพหญิงสาวใบหน้าสวยหวานในกรอบผมมวย มีดอกเอื้องประดับเป็นพวงอยู่เหนือศีรษะ ต่ำลงมาเป็นเสื้อแขนยาวผ่าหน้าขนาดพอดีตัว เน้นเอวคอดกิ่ว และสะโพกสล้างภายใต้ผ้าซิ่นสีดำสนิท แม้ภาพถ่ายที่เห็นจะเป็นเพียงภาพเก่า มีร่องรอยกระดำกระด่างตามวาระอันล่วงเลยมาหลายขวบปี หากความทรงจำนั้นกลับมีสีสันสดใสงดงามเสมอ


แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ พ.ศ.๒๕๐๘

หญิงสาวร่างระหงในชุดเสื้อสีชมพูอ่อน ผ้าซิ่นสีน้ำเงิน หยิบสรวยดอกไม้ขึ้นมาจากสลุงอย่างเบามือ แล้วจึงเคลื่อนกายไปตามบุคคลผู้อยู่เบื้องหน้า และวางสรวยนั้นลงบนขันโตกขนาดใหญ่ซึ่งวางเรียงรายอยู่ด้านหน้าวิหารจัตุรมุขอย่างเป็นระเบียบ
“ ค่อย ๆ วางจ้ะ บัวเรียว ” วงเดือนสะกิดเตือนเด็กหญิงร่างบางให้พอได้ยินกันเพียงแค่สองคน
“ เจ้า คุณวงเดือน ” เด็กหญิงบัวเรียวบรรจงทำตามด้วยความเชื่อฟัง
ยิ่งดึก ผู้คนก็ยิ่งทยอยกันมาร่วมงานเข้าอินทะขีลที่วัดเจดีย์หลวงมากขึ้น จนต้องเบียดเสียดกันเดิน หลังใส่ขันดอกแล้ววงเดือนจึงรีบพาบัวเรียวไปยังพระเจดีย์หลวงซึ่งเป็นเจดีย์แบบโลหะปราสาทของลังกา ที่ยอดหักทลายลงมาจนเหลือความสูงประมาณ 40 เมตร ทว่ายังคงความงามและรักษาร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี
“ คุณวงเดือนเจ้า เปิ้นจั๊กสายอะหยังกันเจ้า ” เมื่อเดินเข้าไปใกล้แล้วพบว่า ผู้คนมากมายกำลังดึงสายอะไรสักอย่างขึ้นไปด้านบนพระเจดีย์ บัวเรียวจึงสงสัยตามประสาเด็ก
ผู้ถูกถามหันกลับมามองร่างเล็กจ้อยอย่างเอ็นดู พลางตอบ “ เส้นสีขาวนั่นคือ สายสิญจน์ที่ทำประทักษิณจ้ะ ส่วนแหมเส้นหนึ่งเป็นสายสลิงใจ๊ฮองน้ำขมิ้นส้มป่อยขึ้นไปสรงพระธาตุ อุ๊ย ! นั่นเกิดอะหยังขึ้น บัวเรียวหลบเร็ว คนตี๋กั๋น ”
ผู้คนแตกฮือ วิ่งหนีออกจากลานวัดไปคนละทิศละทาง วงเดือนผลักเด็กน้อยให้หลบไปก่อน ส่วนตนเองวิ่งตามไปทีหลัง
พลัก !!...
ในจังหวะอันชุลมุน เท้างามของหญิงสาวก็สะดุดเข้ากับเท้าของใครบางคนจนเซถลาเข้าไปกลางลานวัด จังหวะเดียวกับที่กลุ่มคนถืออาวุธกำลังวิ่งเข้ามา
“ คุณวงเดือนเจ้า ระวัง ! ” น้ำเสียงเล็ก ๆ ของบัวเรียวกรีดร้องขึ้นอย่างตกใจสุดขีด
วงเดือนหลับตาปี๋ แข้งขาสั่นเทา ทำอะไรไม่ถูก แล้วรู้สึกว่าเอวบางถูกมือหนาใหญ่เหนี่ยวรั้งประคองเอาไว้ วงแขนของเขาอบอุ่นมั่นคง จนแม้เสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งผ่านไป หญิงสาวก็ยังคงหลับตานิ่ง
“ ปลอดภัยแล้วน้องวงเดือน ” เสียงนุ่มทุ้มหนักแน่นดังขึ้นข้างหู ดวงตาคมจึงค่อยเปิดออก “ อ้ายไจยแก้ว ”
“ ขอบคุณที่จ้วยข้าเจ้า แต่ปล่อยมือก่อนเต๊อะ ไผมาหันเข้ามันจะบ่ดี ”
ไจยแก้วจ้องมองสาวรุ่นน้องร่วมโรงเรียนด้วยแววตาอ่อนหวาน วงเดือนสวยขึ้นมากจนเขาแทบจะจำไม่ได้ เนื่องจากหลังเรียนจบโรงเรียนมัธยม ชายหนุ่มได้เดินทางไปเรียนต่อยังเมืองใต้ อีกทั้งครอบครัวของตนและหญิงสาวก็ตัดญาติขาดมิตรกันมานานแล้ว สายน้ำปิงที่กั้นเขตแดนระหว่างสองครอบครัว จึงเปรียบเสมือนเส้นแบ่งทางชีวิตของคนทั้งคู่ไปโดยปริยาย
“ อ้ายกึ๊ดว่าเรื่องระหว่างครอบครัวเฮาเป็นเรื่องไร้สาระ รุ่นลูกหลานอย่างเฮาบ่ควรไปยึดถือ หรือน้องวงเดือนจะเถียง ”
“ ข้าเจ้าบ่อยากต่อล้อต่อเถียง และบ่อยากสร้างปัญหาหื้อเกิดขึ้นเจ้า ” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว หล่อนและไจยแก้วเคยเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จึงไม่อยากหักหาญน้ำใจเขา ไหนจะความหวั่นไหวที่เกิดในใจยามอยู่ใกล้ชิดกันอีกเล่า “ ถ้าพ่อแม่เฮาฮู้เข้า คงเป็นเรื่องใหญ่เจ้า ”
ชายหนุ่มค้านหัวชนฝาในเรื่องมิตรภาพระหว่างเขาและหล่อน แต่สุดท้ายเขาก็ยอมปล่อยร่างอรชรให้เป็นอิสระแต่โดยดี “ อ้ายหื้อเกียรติน้องหรอกนะ บ่ได้กึ๊ดจะทำต๋ามความคิดของหมู่คนใหญ่แม้แต่น้อย ”
“ ขอบคุณเจ้า ” ดวงตางามจ้องตอบอย่างอ่อนหวาน ก่อนที่สาวงามแห่งตระกูลอนันตภัทรจะสะกิดบอกบัวเรียวเบา ๆ “ ไปกันเต๊อะ ”
สาวน้อยเดินจากไปแล้ว หารู้ไม่ว่า มีใครอีกคนยืนนิ่งมองตามอยู่ ณ จุดเดิมตราบจนร่างหล่อนลับสายตาไปกับฝูงชน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:44 pm

“ มาแล้วค่ะ คุณตา ”
ร่างสูงไหล่ค้อมเล็กน้อยตามวัย หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงเรียกด้วยความตื่นเต้น ความทรงจำวันเก่ากำลังหมุนวนมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้วเวลานี้
กัณฐ์ลดายืนยิ้มสดใสอยู่ข้างหญิงชราร่างผอมบางในชุดไหมอันงดงามสมวัย ดวงตาแม่เลี้ยงวงเดือนไหวระริกราวกับหักห้ามอารมณ์บางอย่างเอาไว้ไม่อยู่ แต่เพียงครู่ก็สงบลง “ ยินดีต้อนฮับสู่เฮือนเอื้องดอยเจ้าพ่อเลี้ยงไจยแก้ว เจิญไปนั่งอู้จากันที่นอกชานดีกว่าเจ้า ”
เชื้อเชิญแขกแล้ว เจ้าของบ้านจึงเดินนำไปยังชานเรือนซึ่งมีชุดรับแขกอันประกอบด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้สักจำนวนสี่ตัวตั้งอยู่
แม่เลี้ยงวงเดือนผายมือก่อนนั่งลงอย่างระมัดระวัง
“ ผมขอตัวไปดูจุดที่เกิดเหตุฆาตกรรมก่อนดีกว่าครับ ” จู่ ๆ เอกตระกูลก็ลุกขึ้น หลังจากนั่งลงไปไม่ถึงนาที
กัณฐ์ลดาเหลือบตาไปสบผู้เป็นยาย อีกฝ่ายยังเฉยอยู่ มองไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร ฝ่ายหลานจึงถามขึ้นแทน “ จะไปหาหลักฐานอะไรอีกคะคุณตำรวจ ในเมื่อพวกคุณก็เออออกันไปแล้วว่า คนตายฆ่ากันเอง ”
“ ผมอยากหาหลักฐานเพิ่ม เอ่อ ผมชื่อเต้นะครับแม่เลี้ยง คุณพู่กัน ” เขาตอบ และขยิบตาให้หญิงสาว แสดงความนัยบางอย่าง
กัณฐ์ลดาไม่เข้าใจ เอ่ยค้านต่อ “ พู่กันว่าไม่ควรให้ใครไปยุ่มย่ามที่นั่นนะคะคุณยาย เกะกะพวกคนงานที่กำลังทำงานในสวนหม่อนเปล่า ๆ อีกอย่างคนงานอาจจะขวัญเสียได้ ถ้ามีตำรวจไปป้วนเปี้ยนจับผิดบ่อย ๆ ”
“ ฉันขอยืนยันอีกคนนะพ่อเต้ ว่าที่นั่นไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น คุณไม่ควรเข้าไปตามอำเภอใจ ” ประมุขเรือนเอื้องดอยเสริม
เอกตระกูลจนปัญญา ทรุดตัวลงนั่ง หันไปขยับปากบ่นกับหญิงสาวรุ่นน้องเสียงแผ่ว “ ปู่ผมกับยายคุณไม่ได้เจอกันนานก็อาจอยากคุยกันสองคนก็ได้ ”
กัณฐ์ลดาเหลือบมองผู้สูงวัยทั้งสองที่ดูกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ในการพบกันในวันนี้ จึงเริ่มคล้อยตามความคิดของนายตำรวจหนุ่ม
“ ไปเถอะเต้ อย่าให้นานมากก็แล้วกัน ” คำออกปากอนุญาตมิได้มาจากเจ้าของบ้านแต่อย่างใด กลับเป็นของพ่อเลี้ยงไจยแก้วที่เอ่ยขึ้นแทน
“ ถ้างั้นพู่กันไปเป็นเพื่อนนะคะ ”
“ ไม่ดีกระมังลูก ” แม่เลี้ยงวงเดือนห้ามปราม
“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณยาย พู่กันจะไปหาไอเดียวาดรูปด้วยน่ะค่ะ ” กัณฐ์ลดาอ้าง
เอกตระกูลได้ที ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และหยุดรอหญิงสาว “ ผมจะดูแลคุณพู่กันเองครับแม่เลี้ยง ”
คนจะถูกดูแลมองอย่างไม่สบอารมณ์นัก ก็คำพูดของเขามันแปร่ง ๆ หูพิกลนี่นา
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:45 pm

“ มันเรื่องอะไรถึงมาบอกคุณยายว่าคุณจะดูแลฉัน ทำยังกับคุณรู้เรื่องที่นี่ดีอย่างนั้นแหละ ” หญิงสาวหันมาถามอีกฝ่าย ขณะที่เดินลงจากเรือนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เอกตระกูลหัวเราะ ขำ เขาสังเกตกัณฐ์ลดามาพักหนึ่งแล้ว ภายนอกหล่อนดูเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวาน พูดน้อย ทว่าซ่อนความเอาแต่ใจ และดื้อรั้นไว้อย่างมิดชิดทีเดียว ดูเอาเถอะ แม้แต่การอาสาเพื่อให้ผู้ใหญ่วางใจของเขา ก็ยังไปสะกิดต่อมความไม่พอใจของหล่อนได้
“ ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ โดยเฉพาะเรื่องของกู่กุดน่ะ มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างตั้งเยอะแยะนะ ว่าแต่คุณเถอะ เคยรู้ไหม ”
กัณฐ์ลดาทำตาแป๋ว เอี้ยวตัวกลับมามองเขาอีกครั้งอย่างสนใจ “ ไหน คุณว่าคุณรู้เรื่องกู่กุดดีเหรอคะ เล่าให้ฟังที มีบางอย่างที่พู่กันอยากรู้เหมือนกัน ”
นายตำรวจหนุ่มหัวเราะ หึ ๆ ท่าทางหล่อนตอกย้ำความคิดของเขา ว่ากัณฐ์ลดายังหลงเหลือความเป็นเด็กอยู่ไม่น้อย เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย “ ก็เรื่องความเฮี้ยนของผีที่กู่กุดไงล่ะ ”
“ คุณพู่กันคะ จะไปไหนกัน ”
เสียงเรียกของเพลงพิณดังขึ้น เรื่องราวทั้งหมดจึงหยุดชะงักลง หนุ่มสาวทั้งคู่หักเหความสนใจไปยังผู้มาใหม่แทน
เพลงพิณในชุดนักศึกษาเดินเคียงคู่มากับสโรสินีซึ่งอยู่ในชุดเสื้อแขนกุดสีฟ้าอ่อน กระโปรงสีขาวมีดอกดวงเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ยาวถึงตาตุ่ม เอกตระกูลมองเพื่อนด้วยความแปลกใจ นาน ๆ ทีสาวทำงานผู้คล่องแคล่วจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นสาวหวานหยดย้อยดังเช่นที่เห็นนี่สักครั้ง
“ โรสมาได้ยังไง ” เขายิงคำถามแทนคำทักทาย
“ โรสแวะมาดูผ้าไหมนะเจ้า พอดีแม่เลี้ยงบอกว่าเต้มาที่นี่ก็เลยหื้อเพลงพามา ” หญิงสาวตอบ ปรายหางตาไปทางกัณฐ์ลดาเล็กน้อย แต่ไม่เอ่ยยอมทักทาย อย่านึกนะว่าข้าจะปล่อยเจ้าให้ได้อ้ายเมืองไปครอง หากวันใดจิตของเขาอ่อนลง เมื่อนั้นเราจะครองคู่กันอยู่ในกู่สาปชั่วนิรันดร์...
“ วันนี้เพลงกลับเร็วจริง ” เมื่อเห็นแขกมีท่าทีไม่เป็นมิตร หลานเจ้าของบ้านจึงเอ่ยทักเพลงพิณแทน
“ วันนี้มีกิจกรรมตอนบ่ายค่ะ เพลงก็เลยกลับมาก่อน นี่คุณพู่กันจะไปที่กู่กุดหรือคะ เพลงว่า...เอ่อ อย่าไปเลย ”
“ จะพาคุณตำรวจไปดูหลักฐานเพิ่มเติมน่ะเพลง พู่กันเลยว่าจะเดินดูอะไร ๆ หาไอเดียวาดรูปด้วย ”
“ จริง ๆ ผมไม่ได้คิดจะมาดูหลักฐานอะไรหรอกครับคุณพู่กัน แต่เห็นแม่เลี้ยงกับคุณปู่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากให้ท่านมีเวลาคุยกันฉันมิตรบ้าง ”
“ มิตรหรือคะผู้กอง ” เพลงพิณเลิกคิ้ว แม้จะเป็นเด็กรุ่นไหน หากได้มาอยู่ในเรือนเอื้องดอยก็ต้องรู้กันทั้งนั้นแหละ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอนันตภัทรและราชกิจชัยยศนั้นเป็นอย่างไร
“ ใช่ครับ มิตร ” เอกตระกูลย้ำ
คนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวอย่างกัณฐ์ลดาจึงได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยความงงงัน
เพลงพิณจึงหันไปกระซิบนายสาวเบา ๆ ว่า “ ตระกูลอนันตภัทรและราชกิจชัยยศของผู้กองเค้าตั้งป้อมเป็นศัตรูกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วค่ะ ”
กัณฐ์ลดาเม้มริมฝีปากแน่น เลิกคิ้วขึ้นจนเป็นเส้นโค้ง ย้อนถาม “ แต่ดูคุณยายกับคุณตาคนนั้นดูสนิทสนมกันดีนะเพลง ”
“ ใช่ค่ะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสองครอบครัวจะปรองดองกันนี่คะ ”
“ อืม มันก็ใช่ แต่ตอนนี้เรารีบไปที่กู่กันดีกว่านะเพลง ” นายสาวว่า
“ ยังไงเพลงก็คิดว่าไม่ควรไปที่กู่กุดนะคะ ฝนใกล้จะตกแล้วด้วย คุณพู่กันพาพวกคุณ ๆ ไปดูโรงทอผ้าไม่ดีกว่าหรือคะ ” เพลงพิณค้านเสียงแข็ง
“ แต่เฮาใคร่ไปผ่อกู่กุด ” มะยะตะหน่าโซโพล่งขึ้น หลังจากต้องห่างที่สิงสถิตเป็นเวลาหลายวัน ทำให้พลังแห่งวิญญาณของนางเริ่มเสื่อมถอยลง วิธีการเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น คือ การได้กลับไปยังสถานที่ซึ่งคนสมัยใหม่ เรียกว่า กู่กุด นั่นเอง
“ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะเพลง ถ้าฝนตกเราคงวิ่งหลบไปศาลาท่าน้ำได้ทัน ไปกันเถอะค่ะ ” กัณฐ์ลดาพยายามตามใจแขก
เพลงพิณแอบถอนหายใจกับความรั้นของนายสาว แต่ก็ยอมก้าวตามคนทั้งสามซึ่งกำลังเดินเข้าเขตรั้วสวนหม่อนไปแต่โดยดี
หลังเดินตัดรั้วชาทองเข้ามายังเขตแดนอันมีพรรณไม้ร่มครึ้มแล้ว เสียงจอแจจากตัวบ้านจึงเงียบลง มีเพียงเสียงแมลงที่ตะเบ็งก้อง และหยุดชะงักเมื่อคนทั้งสี่เดินเข้ามาใกล้ อยู่ดี ๆแสงแดดจ้าก็ถูกบดบังด้วยเมฆทะมึนก้อนใหญ่ อากาศเริ่มเย็นลง สายลมพัดผะแผ่ว แต่กัณฐ์ลดากลับหนาวจนขนลุกซู่ ตราบจนมายืนอยู่ด้านหน้ากู่โบราณที่เพิ่งเคยเห็นครั้งนี้เป็นครั้งที่สองจึงค่อยดีขึ้น
“ น่าแปลกนะครับ แถวนี้มีต้นหญ้าขึ้นรกไปหมด แต่บริเวณรอบ ๆ กู่กลับสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนมาคอยปัดกวาดอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นแหละ ” เอกตระกูลสังเกต
เพลงพิณหันมองรอบตัวนิ่ง ไม่ตอบคำ ตรงข้ามกับนายสาวที่ถามอย่างใคร่รู้“ คุณยายให้คนมาดูแลตรงนี้ตลอดเหรอเพลง ”
คนถูกถามสั่นหน้า “ เปล่าค่ะ ที่นี่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมานัก เพราะคนงานที่ปลูกบ้านอยู่หลังสวนหม่อนก็จะใช้ถนนฝั่งโน้นมากกว่า ถ้าไม่เร่งรีบจริง ๆ ก็จะไม่มีใครผ่านมาที่นี่หรอกค่ะ อีกอย่างเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครใช้เรือกันแล้ว ก็เลยไม่ใช้เป็นทางผ่านไปศาลาท่าน้ำน่ะค่ะ ”
“ แต่พู่กันว่า เดินผ่านทางนี้ใกล้กว่านะเพลง ”
“ สะดวก แต่ว่าไม่มีใครอยากเดินผ่านกู่กุดใช่ไหม ” เอกตระกูลช่วยสรุป
“ ใช่ค่ะคุณตำรวจ ” เพลงพิณชะงักนิดหนึ่งเมื่อนายสาวสะกิดแขนและบอกว่า เขาชื่อเต้ “ คุณเต้เป็นคนแถวนี้ คงเคยได้ยินเรื่องราวของกู่กุดนะคะ ”
“ ครับ เคยได้ยินมานานแล้ว ” เขาตอบ
สโรสินีเห็นว่าทั้งสามคนกำลังสนใจซักถามประวัติกู่กุด จึงปลีกตัวเดินผ่านต้นไทรใหญ่ไปยังด้านหลังกู่เพียงลำพัง
สายลมเย็นพัดวูบเข้ามารวมตัวเป็นกลุ่มควันสีขาวขนาดใหญ่ แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นร่างของเชว่ยีในเวลาต่อมา
“ สะหย่ามะ ท่านสบายดีฤๅไม่ ” นางลนลานถามด้วยความห่วงใย ตลอดสี่ร้อยปีที่ผ่านมา เชว่ยีภักดีต่อผู้เป็นนายเท่านั้น เมื่อต้องห่างกันเป็นเวลาหลายวัน นางจึงอดที่จะกังวลมิได้
“ เวลานี้ข้ารู้สึกอ่อนแรง จนต้องกลับมาที่นี่ ” นายสาวตอบเบา ๆ
“ สะหย่ามะไม่ควรไปอยู่ไกลจากกู่สาปนะเจ้าคะ ” บ่าวผู้ภักดีให้สติ
“ แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า ข้าต้องการอยู่ใกล้อ้ายแสนเมือง และใคร่ให้เขามาอยู่กับข้าที่นี่ ”
“ หมายความว่าสะหย่ามะจะฆ่าแสนเมืองอย่างนั้นรึ ” เชว่ยีถามน้ำเสียงเรียบ การเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นเป็นเรื่องปกติสำหรับนางไปเสียแล้ว นางทำการแทนผู้เป็นนายได้เสมอ แม้รู้ดีว่าบาปเวรจักตกแก่ตัวก็ตามที
ดวงตายาวรีงดงามเหลือบมองบ่าวคนสนิทและพยักหน้า “ ไม่ ข้าต้องการความรักเท่านั้น มิได้ต้องการเป็นฆาตกร ”
“ เราอยู่กันคนละภพ ท่านคิดฤๅว่าแสนเมืองจักยินยอมง่าย ๆ ”
มะยะตะหน่าโซหลุบตาลงต่ำ ครุ่นคิด “ ทุกเรื่องจักสำเร็จได้ หากเราใช้ปัญญา ”
“ อย่างไรรึ สะหย่ามะ ”
ใบหน้าสวยเงยขึ้นยิ้มมุมปาก “ เอาล่ะ จงฟังข้าให้ดี ...”
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: บุพนิวาส โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 3:46 pm

ละอองฝนเย็นฉ่ำถูกพัดพามากับสายลมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังอื้ออึง นกเค้าแมวบนกิ่งไทรเริ่มขยับปีกส่งเสียงร้องรับกันเป็นทอด ๆ เศษใบไม้แห้งเพิ่งร่วงหล่นจากต้นปลิวว่อนกระจัดกระจาย
“ ฝนจะตกแล้วนะคะคุณพู่กัน กลับกันเถอะค่ะ ” เพลงพิณกังวล
มือที่สัมผัสลวดลายปูนปั้นอย่างแผ่วเบาหดกลับ กัณฐ์ลดายืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันมองเอกตระกูล “ คุณโรสล่ะคะ ”
“ ไม่รู้ว่าหายไปไหน เดี๋ยวผมไปตามหาเอง ” ชายหนุ่มตอบแล้วหมุนตัวก้าวเดิน ทว่าไม่ทันไรสโรสินีก็ปรากฏตัวขึ้นราวเนรมิต “ เต้จะไปไหน ”
นายตำรวจหนุ่มไม่ตอบ กลับบอก “ มาก็ดีแล้วโรส กลับกันเถอะ ”
ฝนลงเม็ดเปาะแปะและถั่งโถมลงมาราวกับฟ้ารั่วในเวลาต่อมา เอกตระกูลจึงตะโกนบอกฝ่าเสียงฝน “ ไปศาลาท่าน้ำเถอะ คงกลับไปที่บ้านไม่ทันแล้ว ”
สิ้นคำ ทั้งหมดจึงพากันวิ่งตัดทางเดินรกและแคบไปยังศาลาเก่าแก่ซึ่งทอดตัวออกไปยังลำน้ำปิงเสียงดังโครมคราม แล้วจึงกระจายกันนั่งลงบนม้านั่งที่พาดอยู่โดยรอบศาลาทั้งสามด้าน
กัณฐ์ลดารวบผมของตนแล้วบีบน้ำออกอย่างเบามือ ดวงตาจ้องมองไปยังเม็ดฝนที่หล่นโปรยลงสู่สายน้ำก่อนเลือนหาย งดงามราวกับเกร็ดแก้ว ฉับพลันร่างเล็กจ้อยก็ปรากฏขึ้น หนูน้อยคลี่ยิ้มแล้วหยุดแหวกว่ายราวกับยืนอยู่บนพื้นดิน จ้องตอบผู้ที่นั่งอยู่บนศาลาเขม็ง
“ แม่เจ้า จ้วยพ่อโตย ” เสียงเล็ก ๆ ดังก้องอยู่ในหัวแทรกเสียงพูดคุยของคนอื่น ๆ แม้เด็กคนนั้นอยู่ห่างจากจุดที่หล่อนนั่งอยู่หลายเมตร หญิงสาวจึงทำปากขมุบขมิบย้อนถาม “ ใครคือพ่อของหนูล่ะ ”
ใบหน้าซีดขาวกลางสายฝนยังคงยิ้ม ดวงตากลมโตวาวประกาย “ ขอแค่แม่ยอมหื้อข้าเจ้าไปโตย ข้าเจ้าจะจ้วย ”
คิ้วโก่งขมวดมุ่นงงงัน “ ขึ้นมาคุยที่นี่สิหนู ฝนตกแรงแบบนี้ จะไม่สบายเอาได้นะ ” กัณฐ์ลดาเอ่ยชวน
“ แม่อนุญาตแล้วนะเจ้า ” เด็กน้อยย้ำ
“ จ้ะ ฉันอนุญาต ”
“ คุณพู่กันพูดกับใครคะ ” เพลงพิณขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยถาม
“ เด็กคนที่อยู่กลางน้ำนั่นไง ” ลำแขนขาวผ่องชี้ออกไปนอกศาลา
“ ไหนคะ ” คนถามลุกขึ้นชะโงกหน้ามอง “ ไม่เห็นมีอะไรเลย ”
“ ก็นั่นไง อ้าว ! หายไปไหนแล้วละ ” กัณฐ์ลดาเริ่มงงซ้ำสอง “ เมื่อกี้ยังคุยกันอยู่เลย ”
“ มองหาอะไรกันครับ ” เอกตระกูลสงสัยจึงผละจากคู่สนทนาออกมาถาม มะยะตะหน่าโซมองตามร่างสูงไปด้วยสายตาแข็งกระด้าง แม้ใจจะหึงหวงสักเพียงใด แต่ก็แสดงออกได้เพียงแค่ไม่พอใจอยู่ลึก ๆ ‘ ข้าจักยอมทนดูเจ้าไปเช่นนี้อีกมินานดอก สักวันอ้ายแสนเมืองจะต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ’
“ คุณพู่กันเห็นว่ามีเด็กอยู่ในแม่น้ำน่ะค่ะ ” เพลงพิณตอบ
ชายหนุ่มนิ่วหน้า เพ่งมองไปตามที่ได้ยิน เห็นแค่เพียงว่าฝนซาลงแล้วเท่านั้น มิได้มีร่างใดดังที่หญิงสาวรุ่นน้องบอกเลย แต่แล้วภาพหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว “ เด็กผู้หญิงอายุไม่เกินห้าขวบใช่หรือเปล่า ”
“ คุณ เคยเห็นหรือคะ ” กัณฐ์ลดาตื่นเต้น ปรายตามองเพลงพิณราวจะบอกว่า เห็นไหม เด็กนั่นมีอยู่จริง
“ ครับ ผมเคยเห็นตอนที่ออกมาพายเรือเล่นกับโรส โรสจำเด็กผมจุกได้หรือเปล่า ”ตอบแล้วหันไปถามเพื่อนต่อ
หญิงสาวจดจ้อง ประมวลความคิดตามที่เคยรู้เห็น ก่อนเอ่ย “ ละอ่อนนั่นบ่ใจ้คน ”
“ หมายความว่าไงคะ ไม่ใช่คน นี่คุณโรสจะบอกว่า...” เพลงพิณทะลุกลางปล้องอย่างหวั่น ๆ ริมผีฝากของ สโรสินีเหยียดปากยิ้ม “ ก็ละอ่อนนั่นตายไปเมินแล้วจะไดล่ะ ”
“ เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ วิญญาณอะไรออกมากลางวี่กลางวันแบบนี้ได้คะคุณโรส ” กัณฐ์ลดาท้วงน้ำเสียงติดจะขำ
ผู้ถูกค้านยืดตัวขึ้นยืน กอดอก “ วิญญาณคือพลังของจิต มีอยู่ทุกที่ทุกเวลา บ่ว่าจักเป็นกลางวันหรือกลางคืน ”
“ โรสเป็นคนที่ชอบเรื่องลี้ลับน่ะฮะ แล้วเหมือนเป็นคนมีเซ้นส์ เพราะบางทีก็ติดต่อกับดวงวิญญาณเหล่านี้ได้ทางจิต ” เอกตระกูลช่วยเสริม
กัณฐ์ลดาขนลูกซู่ เริ่มหวั่นไหวทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเช่นนี้มาก่อน จึงตัดสินใจตัดบท “ กลับกันดีกว่าค่ะ ฝนซาแล้ว ”
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm


ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน

cron