นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » พุธ 26 ก.พ. 2014 9:58 pm

บทที่ ๑๘

1964818_1470544423161941_198929660_n.jpg
1964818_1470544423161941_198929660_n.jpg (17.04 KiB) เปิดดู 3676 ครั้ง


เอื้องฟ้าทำหน้าตื่นอารามตกใจลุกพรวดขึ้นยืน รู้ดีว่าเขาไม่พูดเล่นแน่

แล้วมันก็จริง...

เหนือท้องฟ้าบริเวณนั้นเต็มไปด้วยหมอกควันสีขาว อีกทั้งถัดไปยังมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงเต้นเร่ากลางแสงแดดรอบทิศ

“ไฟล้อมเฮาไว้หมดแล้ว ทำอย่างไรดีหมื่นศรี”นางถามพลางดึงหัตถ์แข็งแกร่งของอีกฝ่ายออกมาเขย่า ในใจร้อนรน กังวลไปสารพัด

เจ้าศรีหิรัญทำหน้าขรึม กวาดดวงเนตรมองรอบตัวอยู่ครู่ใหญ่จึงเงยพักตร์ขึ้นจ้องควงไม้ใหญ่ซึ่งมีเถาวัลย์ห้อยย้อยก่อนจะตอบคำ “เฮาต้องเร่งมือเอาเถาวัลย์เหล่านี้มาต่อกันแล้วผูกโคนต้นไม้ไว้เพื่อโหนลงจากหน้าผา”

เอื้องฟ้าทำตาลุกหลังฟังจบ “โหนลงจากหน้าผาเนี่ยนะ”

“ถ้าเฮารีรออยู่ก็มีแต่ตายกับตาย แต่ถ้าลองเสี่ยงย่อมมีทางรอด”

นางคิดตาม หลังจากนั้นจึงทำหน้าเจื่อน “หน้าผาบ่ใช่ต้นไม้ แล้วก็บ่มีที่เกาะเลย”

เจ้าอุปราชได้ฟังจึงขยับไปใกล้นางแล้วดึงมือเรียวเฉลานั้นมากุมไว้ ปลุกปลอบ “บ่ต้องกลัวดอก ดอยนี้เป็นดอยก้อมบ่สูงเต้าใด เฮาจะลงไปก่อน แล้วคอยดูแลเจ้า”

“บ่สูงจริงรึ แล้วจะใดตอนเดินขึ้นมาถึงไกลมาก อีกอย่างเฮากลัวเถาวัลย์มันจะขาดด้วย” นางเถียง

คนฟังส่ายหน้า จากนั้นจึงตัดบทด้วยการผละไปทำตามที่บอกอย่างคล่องแคล่ว

เอื้องฟ้ามองการกระทำของเขาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนตะโกนออกไปว่า “มา เฮาจะช่วย”

เพียงอึดใจทั้งสองก็ตัดเถาวัลย์ได้ตามที่ต้องการและนำมันมากองรวมกันไว้บนผืนหญ้า

จากนั้นจึงนำมันมาผูกต่อกันแล้วพันรอบต้นไม้สักขนาดใหญ่ต้นหนึ่งก่อนจะมัดแน่น

“สูต้องช่วยดูเฮาแต๊นะหมื่นศรี” เอื้องฟ้าย้ำ

ผู้ฟังยิ้ม “อ้ายสัญญาว่าจะดูแลน้องเท่าชีวิต ไปได้แล้ว ไฟลามเข้ามาใกล้เฮาสองคนเต็มทีละ”

นางขมวดคิ้วพร้อมถอนใจเฮือก “เฮาจะพยายามเชื่อสู”

ก่อนก้าวเดินเจ้าศรีหิรัญขยับองค์เข้าไปใกล้นางพลางดึงมือน้อยมากุมไว้และจ้องดวงตาดำขลับนิ่ง “ถ้าอยู่ เฮาก็จะอยู่โตยกัน ถ้าตาย เฮาก็จะตายโตยกัน เอื้องฟ้า ไปเต๊อะ ขอให้เชื่อใจอ้าย”

ควันสีขาวลอยคลุ้งเข้ามาโขมงขณะที่สาวน้อยพยักหน้า

ทว่าระหว่างที่ทั้งสองเดินแกมวิ่งไปยังเชิงผานั้น เจ้าศรีหิรัญก็ได้ยินเสียงคล้ายต้นไม้หักโค่นจึงหันไปมอง พบว่าต้นตองตึงใหญ่มีไฟลุกท่วมกำลังล้มครืนมาทางนี้

“เอื้องฟ้า ระวัง!”

แขนแกร่งตวัดดึงร่างบางของนางให้พ้นจากเพลิงนรก แล้วร่างสองร่างกลิ้งหลุนๆลงไปกองกับพื้นโดยที่องค์อุปราชใช้ร่างของตนรองรับร่างอีกฝ่ายไว้

วินาทีนั้นเอื้องฟ้าสัมผัสได้ถึงลมหายใจผะแผ่ว เสียงหัวใจของพระองค์เต้นตึกตัก หากยังทรงห่วงใย ไถ่ถาม “เจ็บที่ไหนก่อเอื้องฟ้า”

นางสั่นหน้าพร้อมทั้งยันกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็วขณะสองตาเบิกกว้าง “เร็วๆรีบลุกขึ้น ไฟลามมาแล้ว”

เมื่อเจ้าศรีหิรัญลุกขึ้นได้ก็คว้าข้อมือเอื้องฟ้าวิ่งสุดฝีเท้าไปยังเชิงผา ก่อนหันไปสั่งนางเสียงดุหลังถึงจุดหมายปลายทาง “ฟังให้ดีนะเอื้องฟ้า บ่ว่าจะอย่างใด น้องจะต้องโตยลงมาให้ได้ ก่อนที่ไฟจะไหม้เถาวัลย์”

หญิงสาวพยักหน้าพลางดันวรกายสูงใหญ่ให้เคลื่อนตัวลงจากหน้าผาก่อน

เจ้าศรีหิรัญใช้สองหัตถ์โหนเชือกเถาวัลย์ไว้แล้วใช้พระบาทยันหินผาลงไปอย่างระมัดระวัง หากใจยังคงห่วงผู้ที่กำลังจะตามลงมา “กำเถาวัลย์ไว้ให้แน่น หย่อนตัวลงมาแล้วเอาตีนยันก้อนหินไว้ ค่อยๆก้าวลงมา”

เอื้องฟ้าไม่ตอบคำ จิตใจนางจดจ่ออยู่กับการปีนป่ายลงจากผา ร่างบางค่อยๆหย่อนกายลงมาตามเถาวัลย์ช้าๆ ขณะที่สองหูก็ได้ยินเสียงไฟไหม้แตกดังเปรี๊ยะๆและเสียงต้นไม้ล้มโครมครามเป็นระยะๆ

“ข้างล่างนี่หินมันลื่น น้องเอาปลายตีนจิกหน้าผาไว้เน้อเอื้องฟ้า”สุรเสียงทุ้มนั้นแสดงถึงความใส่ใจสม่ำเสมอ จนคนฟังเกิดความอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยได้อย่างประหลาด

จวบจนได้ยินเสียงต้นไม้ล้มดังถี่ขึ้น และโดยไม่คาดคิด พลันนั้นเถาวัลย์ของทั้งคู่ก็แกว่งไปมาก่อนจะขาดผึง ทำให้ร่างสองร่างลอยละลิ่วลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างไม่ปรานีปราศรัย

“กรี๊ด!”เอื้องฟ้าหลับตากรีดร้อง รู้สึกได้ว่าตนเองกำลังลอยละลิ่วลงไปด้วยความรวดเร็ว

ฝุบ!

เสียงที่ดังขึ้นเมื่อร่างกายกระแทกพื้นด้านล่างกลับมิใช่เสียงโครมและไม่รุนแรงดังที่คิดเอาไว้แต่แรก เหมือนร่างค่อยๆทะลุผ่านกิ่งไม้ใบหนาทึบลงไปทีละชั้นจนมาค้างเติ่ง ณ ที่แห่งหนึ่ง

นางตกลงมาบนซอกระหว่างกิ่งของต้นไม้ใหญ่ ที่มีใบรูปกลมคล้ายใบบัวขนาดไล่เลี่ยกับกระด้งเรียงรายลดหลั่นกันไปเป็นชั้นๆ สาวน้อยกะพริบตาปริบ ขยับตัวแต่เพียงเล็กน้อยเพื่อสำรวจร่างกาย ทุกอย่างยังคงปกติดีจะมีก็เพียงอาการจุกเสียดเล็กน้อย ทว่าเมื่อนั่งนิ่งสักพักอาการดังกล่าวก็หายไป

‘แล้วหมื่นศรีเล่า เขาอยู่ที่ไหน’

เมื่อนึกขึ้นได้นางก็สอดส่ายสายตามองหาเขาพลางตะโกนเรียก “หมื่นศรี สูยังอยู่ก่อ”

เสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นก่อนที่จะมีเสียงตอบกลับมา “เฮาอยู่นี่เอื้องฟ้า”

เมื่อมองตามเสียงนั้น หญิงสาวจึงพบว่าร่างสูงของเพื่อนยากห้อยต่องแต่งอยู่ใต้กิ่งไม้ต่ำจากจุดที่นางคุกเข่ามองหาเขาอยู่

เวลานี้สองมือของเขาเกาะกิ่งไม้เอาไว้แน่น พลางขยับเข้าใกล้ลำต้นใหญ่ขรุขระนั้นให้มากที่สุดเพื่อจะได้ใช้เท้าดันตัวให้ขึ้นมาบนกิ่งไม้ให้ได้

ชั่วอึดใจอุปราชหนุ่มก็ทำได้สำเร็จ จากนั้นจึงทรงไต่กิ่งไม้เข้ามายังควงไม้ใกล้ๆเอื้องฟ้าแล้วทอดพระเนตรรอบองค์อย่างทึ่งๆ

“ป่านี่ท่าทางจะบ่ค่อยมีคนเข้ามาเท่าใดนัก ดูเอาเต๊อะมีแต่ต้นไม้ใหญ่ที่มีแต่ตะไคร่น้ำขึ้นเต็มไปหมดเลย”

เอื้องฟ้าใช้สองมือเกี่ยวกิ่งไม้เหนือหัวเอาไว้ พลางหยัดกายลุกขึ้นและขยับตามผู้ที่ยื่นหัตถ์ออกมาให้เป็นหลักยึดเกาะ

นางยื่นมือออกไปจับหัตถ์แกร่งอย่างว่าง่ายพลางออกความคิดเห็นบ้าง “เฮาว่าต้นไม้นี่ก็ดูประหลาด ป่าแถวบ้านบ่เห็นมี”

“นี่มันดอยคนละม่อนกับบ้านน้องนี่ ฝั่งนี้เป็นทิศตะวันตกของอุฉุบรรพต จะว่าไปแถบนี้ก็มีดอยสลับซับซ้อนหลายม่อนนัก แต่ตอนนี้เฮาลงจากต้นไม้กันก่อนดีกว่านะ”ทรงหันไปตรัสบอกเอื้องฟ้าและสังเกตได้ว่านางกำลังสนใจอะไรบางอย่างอยู่จึงทอดพระเนตรตาม

ดอกเอื้องสีขาวผ่องช่อหนึ่งซึ่งประดับอยู่บนคาคบไม้สูงขึ้นไปนั่นเองที่นางกำลังมองตาละห้อย

“รออยู่นี่ก่อนเน้อเอื้องฟ้า”ตรัสพลางเคลื่อนองค์ปีนป่ายกิ่งไม้ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เมื่อถึงยังจุดหมายจึงเด็ดเอื้องแซะช่องามลงมามอบให้หญิงสาว

เอื้องฟ้ามองตาปริบๆมิได้เอ่ยคำใด อีกทั้งไม่ยอมยื่นมือออกไปรับ

เจ้าศรีหิรัญเห็นท่าทีของนางก็ยิ้มพราย จ้องดวงตาคู่สวยนิ่ง “จะเอาทัดหูให้น้องก็ท่าจะบ่เปิง เพราะน้องแต่งเป็นผู้ชายแลโพกหัวเอาไว้อย่างนี้ เอาเป็นว่ารับไว้ก่อนเต๊อะ เผื่อน้องตะแหลง{ตะแหลง:แปลงกาย}เป็นแม่ญิงเมื่อใดอ้ายจะได้เอาไปทัดหูให้”

พวงแก้มคนฟังร้อนผ่าว

เป็นบ้าอะไรกันเล่าเอื้องฟ้า แค่คำพูดธรรมดาสามัญแท้ๆไยจึงพานให้เกิดความเขินอายขึ้นได้เล่า

“ลงจากต้นไม้ก่อนเต๊อะ อย่ามัวแต่พร่ำ” นางตัดบทแก้เขิน

ขนงเข้มขององค์อุปราชขยับขึ้นสูง “รับดอกไม้ก่อนกะ”

“เฮา...เอ่อ...เฮา” นางติดอ่างขึ้นมาเสียดื้อๆ

เรียวโอษฐ์สีสดขยับมุมขึ้นยิ้ม ก่อนจะนำดอกเอื้องแซะช่องามเหน็บแซมลงไปบนผ้าโพกหัวสีทึมของคนตัวเล็กกว่า “อย่างนี้ค่อยเป็นแม่ญิงขึ้นมาหน่อย แต่จะให้ดีลองยืนนิ่งๆสิ”

เอื้องฟ้านิ่วหน้าแต่ก็ยินยอมทำตามโดยไม่ว่ากระไร เจ้าศรีหิรัญขยับมุมโอษฐ์ขึ้นยิ้มน้อยๆแล้วใช้พระอังคุฐแตะลงบนพวงแก้มของหญิงสาวพลางบอก “เขม่าติดแก้ม”

เอื้องฟ้าแสร้งทำหน้างอกลบเกลื่อนความในใจ นางทำเป็นไม่ใส่ใจการกระทำอันอ่อนโยนนั้น ค่อยๆไต่ลงจากต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีแต่ตาตะปุ่มตะป่ำสู่พื้นอันเต็มไปด้วยผืนหญ้าเขียวขจีอย่างว่องไว

“แล้วจะไปทางใดต่อ”นางถามหลังนั่งแหมะลงบนรากไม้ซึ่งโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา

เจ้าศรีหิรัญนั่งลงตรงข้ามพลางหันมองรอบกายก่อนจะตอบ “อ้ายบ่แน่ใจ แต่เฮาคงต้องเดินอ้อมดอยปิ๊กไปทางตะวันออกให้ได้ก่อน”

“แน่ใจแล้วรึ เฮาบ่มั่นใจเลย ยิ่งเหยียบว่านสาวหลงมาโตย จำได้ก่อ”

“ว่านสาวหลงที่ว่าทำให้หลงป่านั่นกา”

เอื้องฟ้าพยักหน้าหงึกหงัก “แม่นละ เพราะเหยียบมันนั่นล่ะ ถึงได้พาเฮาหลงมาถึงนี่”

“เฮาหนีไฟป่ากันมาก็ต้องหลงพ่องเป็นธรรมดา มันบ่ใช่เส้นทางปกติของเฮานี่”เจ้าอุปราชพยายามอธิบาย

แต่ท่าทางเอื้องฟ้าจะสนใจประโยคแรกอันขัดหูมากกว่า จึงท้วง “เฮาได้ยินสูเรียกเฮาว่าน้องมาหลายหนละ รู้ไว้โตยว่าเฮาบ่เปิงใจ”

ท่าทีของหญิงสาวดูปั้นปึ่งขณะพูด

‘ก็มันจริงนี่นา หมื่นศรีพยายามยกตนเป็นพี่เพื่อต้องการจะข่มนางเป็นแน่ แล้วจะให้คนอย่างเอื้องฟ้ายอมได้อย่างไร’

“ก็น้องอายุน้อยกว่าอ้ายนี่ จะให้เรียกว่าจะใดเล่า”

ใบหน้างามเชิดขึ้นพร้อมปรายตามองเขา “จะใดก็ได้ แต่สูบ่ใช่อ้ายเฮา บ่ใช่ญาติกัน”

เจ้าศรีหิรัญยิ้มกริ่ม ในใจนึกขำแต่ก็พยายามหาเหตุผลมาหักล้างความคิดนางให้จงได้
“ถึงจะบ่ใช่ญาติแต่เฮาก็เป็นศิษย์พ่อครูเหมือนกัน อ้ายมาก่อนก็ต้องเป็นอ้าย บ่เชื่อลองถามพ่อครูดูเอาเต๊อะ เฮามาพนันกันก็ได้ ถ้าพ่อครูตอบว่า...”

ถึงตอนนี้หญิงสาวกลับลุกขึ้นยืน โบกมือโบกไม้ให้วุ่น “บ่ต้องมาพนงพนันกับเฮา สูจะเรียกว่าใดก็ตามใจเต๊อะ ช่างสู ปะ ไปได้ละ เฮาอยากปิ๊กบ้าน”

เจ้าศรีหิรัญลุกขึ้นตามแล้วจึงกระโดดขึ้นไปยืนบนก้อนหินใหญ่ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางพงหญ้า เพื่อสำรวจสถานที่รอบตัวก่อนหันกลับมาเผชิญหน้าหญิงสาวรุ่นน้องอีกครั้ง

“เฮาเดินอ้อมไปทางขวาดีกว่า ทางซ้ายดูท่าจะเป็นป่าลึก”

เอื้องฟ้าพยักหน้าแกนๆ “จะเอาจะใดก็เอา เฮาอยากปิ๊กบ้านเต็มแก่ละ นี่ก็ตะวันจะตกดินแล้ว”

องค์อุปราชกระโดดลงมาจากก้อนหินพลางกอดอก ถอนหายใจ “แต่อ้ายว่า เฮาคงจะปิ๊กเรือนบ่ทันแล้วล่ะ เดินป่าเมื่อคืนบ่ดี สัตว์ป่ามีมากนัก อันตราย”

เอื้องฟ้าได้ฟังก็ทำมุมปากคว่ำอย่างขัดใจ “เฮาเป็นแม่ญิงจะให้มาค้างอ้างแรมกับสูได้จะใด เดี๋ยวผิดผีขึ้นมาจะยุ่งกันใหญ่”

“ผิดผี” เจ้าศรีหิรัญทวนคำยิ้มๆ “ที่จะต้องเสียผีแล้วก็แต่งงานกันได้น่ะรึ ก็ดีนี่ อ้ายยังบ่มีเมีย ได้น้องไปก็ดีจะได้จบๆไปเสีย แม่อ้ายก็ร่ำๆอยากได้ลูกสะใภ้เต็มแก่”

“เฮาบ่ชอบอู้เล่นอย่างนี้ ถ้าอยากได้เมียสูไปเซาะเอาตางหน้าเต๊อะ”สาวเจ้าสะบัดหน้าตอบ ใจหนึ่งก็หวิวๆไปกับคำพูดของเขา ทว่าอีกใจก็เคืองนักที่อีกฝ่ายมาเกี้ยวพาราสีกลางป่ากลางดงเอาดื้อๆ

“ขี้เกียจหา”

คำตอบง่ายๆของเขาทำให้หญิงสาวค้อนขวับ

เจ้าศรีหิรัญอมยิ้ม พลันเสียงหนึ่งก็ทำให้พระองค์ต้องนิ่งฟัง จากนั้นจึงคว้าข้อมือหญิงสาวลากหลุนๆให้ไปหลบอยู่ด้วยกันหลังก้อนหิน

“ชวู่ น้องบ่ดีโวยวาย มีเสียงม้าวิ่งมาทางนี้”

เอื้องฟ้าทำตาม ครู่ใหญ่จึงปรากฏว่ามีชายกลุ่มหนึ่งกำลังขี่ม้าผ่านมาจริงๆ

พวกเขาแต่งกายเหมือนโจรป่าที่ตามราวีทั้งสองบนดอยสูง ทว่าบัดนี้พวกมันได้ปลดผ้าคลุมหน้าออกหมดแล้ว

“มันคงจะตายไปในกองไฟแล้วหัวหน้า”ชายร่างท้วมบนหลังม้าสีนิลเป็นคนพูดขึ้นก่อน

หากชายร่างใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้ากลับแย้งว่า “บ่แน่ มันอาจจะกระโดดลงหน้าผาหนีไฟก็ได้”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจะเหลือรึ”อีกคนย้อนถาม

หัวหน้าโจรหัวเราะเหี้ยมเกรียม “ถ้ารอดไปได้ก็คงเป็นพญาอินทร์ตะแหลงมาแล้วล่ะ เหวลึกขนาดนั้น เป็นเฮาก็คงบ่รอด แต่ก็น่าเสียดาย ไอ้หน้าขาวนั่นมันมีฝีมือ เฮาบ่ได้ต่อสู้กับคนที่ฝีมือสูสีกันอย่างนี้มาเมินแล้ว”

“อ้าว แล้วจะใดหัวหน้าถึงสั่งให้เผามันล่ะ เฮานึกว่าหัวหน้าแค้นที่ถูกมันฟันเสียอีก”ชายร่างท้วมกล่าวต่อ

หัวหน้าโจรนึกเคืองแต่ก็ข่มความรู้สึกตนเอาไว้ ตอบมาเสียงเรียบ “จริงอยู่ เฮาแค้นที่มันทำให้เฮาต้องเจ็บตัว แต่เหตุผลที่พยายามฆ่ามันเพราะกลัวว่ามันจักมารู้ที่อยู่ของหมู่เฮาต่างหาก ดูท่าทางแล้วมันบ่ใช่คนธรรมดา เฮาต้องตัดไฟแต่ต้นลม”

“หมายความว่าจะใด”ชายร่างสันทัดถามต่อ

หัวหน้าโจรหันไปมองลูกน้องด้วยสายตาหมิ่นแคลน “ง่าว มึงนี่บ่สังเกตอะหยังเลยไอ้ใจ มึงหันการแต่งตัวของมันก่อ ตอนแรกที่เฮากึ๊ดจะปล้นมันก็เพราะหันว่ามันแต่งตัวดี น่าจะมีเงินมีทอง แต่พอประดาบกันแล้ว เฮาว่ามันคงจะเป็นทหารที่ทางการส่งมาสอดแนมมากกว่า”

“สุดท้ายก็ชวด” ชายร่างท้วมเปรยกลั้วหัวเราะ

หัวหน้าโจรหันขวับ มองอีกฝ่ายหมิ่นๆ “ก็ดีกว่าปล่อยให้มันปิ๊กไปบอกนายของมัน แล้วพาทหารมาจับหมู่เฮาไปตัดหัวล่ะน่า หรือสูต้องการให้เป็นอย่างนั้น สูอยากให้เฮาตาย จะได้มาเป็นหัวหน้าแทนอยู่แล้วนี่”

จบคำ หัวหน้าโจรจึงตวัดเชือกบนหลังม้าพาควบตะบึงนำหน้าไปก่อน ส่วนพวกโจรลูกน้องคุยกันอีกสองสามคำจึงควบม้าฝุ่นตลบตามไป

หลังพวกมันไปกันหมดแล้ว เจ้าศรีหิรัญจึงเปรยขึ้นมาเบาๆ “ท่าทางว่าซ่องโจ๋รจะอยู่บ่ไกลจากที่นี่”

“จะใด สูจะไปโตยดูกา”

องค์อุปราชสั่นหัว “โตยไปจะใด มันมีม้า เฮาเดินตีนเปล่า แค่รู้ว่ามันอยู่แถวนี้ก็พอละ เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลังก็ได้ ตอนนี้ให้มันชะล่าใจไปก่อน”

“ถ้าอย่างนั้นก็พาเฮาปิ๊กเรือนได้ละ ก่อนที่พ่อจะเป็นห่วงเฮามากกว่านี้”

“อ้ายบอกน้องแล้ว ว่าเฮาต้องค้างคืนที่นี่”

“แต่เฮา...”

โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ อุปราชหนุ่มก็คว้ามือเรียวหมับ จับจูงพาเดินไปข้างหน้าลิ่วๆ “ใหญ่ละ บ่ดีเอาแต่ใจ ระยะทางมันไกล แล้วตอนนี้ม้าเฮาก็บ่มี อย่างใดก็บ่ทัน สู้น้องนอนพักเอาแรงสักคืน วันพูก{วันพูก:พรุ่งนี้}เฮาออกแต่เช้ามืดจะดีกว่า”

“เฮากลัวว่าพ่อกับคนอื่นๆจะเป็นห่วง”นางแย้ง

“บ่ดีกึ๊ดนัก ทุกคนย่อมรู้ว่านี่เป็นเหตุสุดวิสัย”เจ้าศรีหิรัญสรุปพลางกระชับอุ้งหัตถ์กุมมือเรียวแน่นขึ้น

ความอุ่นใจแล่นผ่านสัมผัสนั้นเข้าสู่หัวใจของเอื้องฟ้าอย่างช้าๆ ดุจเดียวกับความรู้สึกบางอย่างที่โอบคลุมหัวใจของนางโดยไม่รู้ตัว
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » พุธ 26 ก.พ. 2014 9:59 pm

“เฮาบ่รู้ว่าเจ้าอุปราชพาเอื้องฟ้าหนีไปทางใด ตอนหลังที่เฮาหลบหนีมาได้ก็เกิดไฟป่า เฮาเข้าไปบ่ได้ก็เลยวกมาตั้งหลักที่เรือน กึ๊ดว่าเดี๋ยวเจ้าอุปราชก็คงจะปิ๊กมา”สิงห์คำบอกเล่าเหตุการณ์ให้ผู้ที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ฟังอย่างย่อๆ

“ครูเชื่อว่าองค์อุปราชจะดูแลเอื้องฟ้าได้”พ่อครูอินถาพยายามมองในแง่ดี

สิงห์คำได้ฟังก็ระบายลมหายใจออกมาเบาๆพลางพยักหน้า “เฮาก็เชื่ออย่างนั้น เจ้าอุปราชมีพระปรีชาสามารถสูงส่ง ย่อมเอาตัวรอดและดูแลนางได้อยู่แล้ว”

“แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พ่อครูเป็นห่วง”

“ผู้ที่นั่งต่ำกว่าเงยหน้าขึ้นถาม “อะหยังกาพ่อครู”

“ถ้าคืนนี้ทั้งสองบ่ปิ๊กมามันคงจะบ่งาม” พ่อครูชราตอบเสียงเครียด

“แต่บ่มีไผต้องการให้เป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงบ่ได้นี่นา”

ฟังแล้วพ่อครูอินถาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เมื่อมันเป็นวาระที่จะเกิดเรื่องอย่างนี้ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมละ”

“ขอให้พ่อครูเชื่อในพระเกียรติยศของเจ้าอุปราชเต๊อะ”

“เฮาเชื่อ เอาล่ะ สูไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเต๊อะสิงห์คำ”

สิงห์คำไหว้ลาพ่อครูของตน จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินไปทางหลังเรือน พลางนึกตรองถึงท่าทีอุปราชของตน

เขาสังเกตมานานแล้ว ถึงความนัยจากสายพระเนตรคม ยามเมื่อทอดมองสาวชาวป่านั้นช่างอ่อนโยนและอบอุ่นเกินกว่าที่ทรงมองผู้ใด

ค่ำคืนนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพใหม่ของชายหนุ่มสูงศักดิ์และสาวชาวป่าก็เป็นได้
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 08 มี.ค. 2014 9:26 am

บทที่ ๑๙

986803414176.jpg
986803414176.jpg (47.86 KiB) เปิดดู 3650 ครั้ง


แดดโรยแสงลงดุจเดียวกับสองหนุ่มสาวที่เริ่มอ่อนล้าโรยแรง เมื่อเดินทางมาจนถึงบริเวณที่มีทุ่งหญ้าโล่งกว้างระหว่างเนินเขา เอื้องฟ้าจึงนั่งแหมะลงไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย

“บ่ไหวแล้วกา”วรกายสูงเพรียวหันหลังกลับมาทอดพระเนตรและตรัสถาม

หญิงสาวยกแขนขวาขึ้นปาดเหงื่อพลางพยักหน้า แก้มใสจึงเปื้อนเปรอะไปด้วยรอยกระดำกระด่าง

เจ้าศรีหิรัญประทับนั่งลงบนผืนหญ้าเขียวขจีตรงข้ามนาง จากนั้นจึงยกหัตถ์ขึ้นเช็ดพวงแก้มสีเรื่อให้ผุดผาดดังเดิม ก่อนจะตรัสบอก “น้องคงจะเมื่อยล้าเต็มทีละ พักก่อนเต๊อะ เดี๋ยวอ้ายจะไปหาผลไม้มาให้กิน”

“ถ้าไปก็ไปโตยกัน” นางท้วงแล้วชิงลุกขึ้นยืนก่อน

“อ้ายไปบ่เมิน รออยู่นี่เต๊อะ”ตรัสพลางหยัดองค์ยืนขึ้นทันใด

เอื้องฟ้าเงยหน้าขึ้นมองตาละห้อย “ไปโตยกันดีกว่า สูจะได้บ่ต้องวกปิ๊กมา”

อุปราชหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะสบตานาง “น้องต้องสัญญามาก่อนว่าต่อไปนี้จักเรียกอ้ายว่า อ้าย”

คิ้วงามขยับเข้าหากันจนเกือบชิด “ไปหาของกิน เกี่ยวอะหยังกับคำอู้คำจา สูนี่มันลอกแลน{ลอกแลน:กะล่อน}แต๊ๆ”

แทนที่จะโกรธ ว่าที่พญาเจ้าเมืองกลับแย้มสรวล “กับคนหลึก{หลึก:ดื้อรั้น}ก็ต้องใช้เหลี่ยมพ่อง ว่าใดจะตกลงก่อเจ้า คนงาม...”

คนงาม เป็นคำชม แต่ทำไมเอื้องฟ้ากลับรู้สึกเหมือนถูกล้อเลียนไม่รู้สิ

มือนางไวกว่าที่คิด พอจบคำเขาปั๊บ มือน้อยก็ซัดผัวะลงบนอุระอันหนั่นแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อของผู้ที่ทำท่าทางยียวนอยู่ตรงข้าม “จะงามบ่งามก็เรื่องของเฮา”

“แล้วน้องจะตกลงก่อ ว่ามาเลย มันใกล้ค่ำละนา” ทรงย้ำ

เจ้าของร่างน้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันฮึ่มฮั่มในใจ ทว่ากลับพยักหน้าหงึกหงัก “ก็ได้ เฮาจะยอมทำตามที่สูต้องการ”

“เอ๊า ถ้าอย่างนั้นก็อู้ใหม่ ฝึกปากให้มันชิน”

ดวงตาสีนิลกลมโตถลึงมองตอบขณะย้ำฉาดฉาด “เจ้า อ้ายหมื่นศรี พอใจหรือยังเจ้า”

“เจ้า เชิญเจ้า เจ้านางหน้อย” ทรงล้อด้วยความพึงพอพระทัย

ยามนี้แม้แต่เสียงนกร้องจิ๊บๆอันน่ารำคาญเมื่อครู่ก็กลับฟังเพลินราวกับบทเพลงอันเสนาะโสต

เอื้องฟ้านางจะรู้ฤๅไม่ว่าหทัยของเรากำลังหวั่นไหวหนัก ไม่ว่าเจ้าจะแย้มยิ้ม หรือแง่งอนเราก็มีความสุขที่ได้เห็น แค่ขอให้เจ้าอยู่ในสายตาเท่านั้น นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า...หัวใจปฏิพัทธ์

“แต๊ๆแล้วออกไปโตยกันก็ดีละ อ้ายจะได้บ่ต้องเป็นห่วงที่ต้องทิ้งน้องไว้คนเดียว”

“แล้วจะใดสู เอ๊ย อ้ายถึงโยกโย้”นางต่อว่าน้ำด้วยท่าทีแง่งอน

“ก็อ้ายอยากให้น้องเปิดใจพ่อง แค่เรียกว่าอ้ายจะไปยากอะหยังนักหนา ปะ ไปกันได้แล้ว”ว่าพลางยื่นหัตถ์ไปตรงหน้านางก่อนจะแบออก

เอื้องฟ้านิ่งมองเป็นครู่จึงตัดสินใจวางมือลงบนหัตถ์ใหญ่นั้นและปล่อยให้อีกฝ่ายจูงมือเรียวของตนก้าวไปตามทุ่งหญ้าสีเขียวอันมีดอกหญ้าปลิวไสวล้อลมลัดเลาะไปตามไหล่เขาพร้อมๆกับที่ดวงตะวันกำลังอำลาฟากฟ้าทางทิศตะวันตก

ไม่นานทั้งสองก็ไปถึงใต้ต้นมะม่วงป่าขนาดกะทัดรัดทว่าลูกดกเต็มต้น เจ้าศรีหิรัญจึงเป็นผู้ปีนขึ้นไปเลือกเก็บลูกที่สุกงอมส่งให้หญิงสาวซึ่งรอรับอยู่ด้านล่าง จนเพียงพอแก่การเป็นเสบียงสำหรับวันนี้และวันถัดไป จึงกระโดดลงมาแล้วนั่งลงบนก้อนหินข้างๆหญิงสาว

“เอ๊า ของสู”เอื้องฟ้าบอกพลางยื่นมะม่วงให้

เจ้าศรีหิรัญสั่นพักตร์ “น้องมีมีดอุ่มก็ปอกแล่”

แทนที่เอื้องฟ้าจะทำตามกลับแบมือเปื้อนฝุ่นของตนให้อีกฝ่ายดู “มือเฮาเปื้อนขนาดนี้จะปอกให้สู เอ่อ อ้ายหมื่นศรีได้จะใด”

ทรงยิ้มอย่างใจเย็นขณะตรัส “ปอกไปเต๊อะ อ้ายกินได้ อยู่ป่าอยู่ดงจะให้เพียบพร้อมสมบูรณ์ได้จะใดกัน”

ระหว่างที่เอื้องฟ้ากำลังกระอักกระอ่วนใจอยู่นั้น หูของนางก็แว่วๆได้ยินเสียงที่ทำให้ยิ้มออก “น้ำ ได้ยินเสียงน้ำก่อ”

ว่าแล้วสาวเจ้าก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อน จากนั้นจึงดึงหัตถ์ของผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามให้ลุกขึ้นตาม “ไปกัน”

เจ้าศรีหิรัญไม่รอให้นางพูดซ้ำ รีบก้าวตามร่างบอบบองที่เดินเร็วปานจะเหาะออกไปทันที ไม่นานทั้งสองจึงมาถึงธารน้ำเล็กๆสายหนึ่งซึ่งมีต้นน้ำมาจากน้ำตกสูงที่อยู่ไกลออกไป

“ถึงแล้ว”เอื้องฟ้ายิ้มร่าขณะบอก

เจ้าอุปราชพยักพักตร์ “ไปล้างหน้าล้างตา ล้างมือ แล้วค่อยมาปอกมะม่วง ฤๅว่าจักอาบน้ำก่อนดี มอมไปหมดทั้งตัวแล้วนี่”

“หือ ไผว่าเฮาจะอาบ”นางสั่นหน้าหวือ

“จะใดว่าบ่อาบล่ะ” ตรัสถามด้วยความประหลาดใจ ทว่าไม่กี่อึดใจก็ทรงหาคำตอบได้ด้วยพระองค์เอง “หรือว่าน้องอาย อ้ายบ่แอบดูหรอกน่า”

“ไผว่าเอาเฮาอาย เฮาขี้ค้านต่างหาก”

“บ่ต้องมาอ้าง ไปอาบเต๊อะ เอาเป็นว่า อ้ายจะนั่งหันหลังให้ลำธารอยู่บนขอนไม้นี่ น้องหันมาดูก็จะเห็นว่าอ้ายทำสิ่งใดอยู่ จะได้สบายใจ”

เอื้องฟ้านึกตรองก่อนพยักหน้า “ก็ได้ ที่ยอมนี่เพราะรำคาญสูบ่นนะ บ่ใช่อยากอาบ”

เจ้าศรีหิรัญยิ้ม “อืม อ้ายเชื่อน้อง”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 08 มี.ค. 2014 9:26 am

จันทร์ข้างขึ้นทอประกายลอดกิ่งก้ามปูลงมาเป็นทาง ส่องให้เห็นว่าเอื้องฟ้ากำลังล้มตัวลงนอนใต้ร่มไม้ใหญ่ และเจ้าศรีหิรัญนั้นประทับนั่งพิงโคนต้นไม้อยู่ข้างๆกองไฟซึ่งกำลังลุกโชติช่วงท่ามกลางความมืด

เอื้องฟ้าวางศีรษะลงบนรากไม้รากหนึ่งแล้วหลับตา ทว่าเป็นนานก็ไม่สามารถเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับใหลได้จริงๆสักที เจ้าศรีหิรัญได้ยินเสียงการพลิกตัวของนางอยู่เนืองๆจึงตรัสถามแทรกเสียงหรีดหริ่งหรี่เรไรขึ้นมาบ้าง “นอนบ่หลับกา”

นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งพลางตอบเสียงเบา “เฮาบ่ชินกับการนอนป่า”

“อดเอา วันพูกก็ได้ปิ๊กบ้านแล้ว มาอ้ายจะเล่านิทานให้ฟังเอาก่อ” ทรงปลอบนางไปเรื่อยเปื่อย

เอื้องฟ้าหัวเราะกิ๊ก “ทำอย่างกับเฮาเป็นละอ่อน”

เจ้าศรีหิรัญยิ้มให้กับกองไฟเต้นระยับ นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่นางยอมกระเทาะเปลือกความรู้สึกแสดงความเป็นมิตรกับพระองค์ “บ่มีไผรู้ดอกน่า”

“อย่างนั้นก็ เล่ามาเต๊อะ เฮาจะฟัง”

อุปราชหนุ่มเหลือบมองหน้านวลก่อนจะทรงเล่านิทานให้นางฟังด้วยสุรเสียงฉาดฉาน

“นิทานเรื่องเจ้าวรวงศ์ เจ้าวรวงศ์เป็นเจ้าเมืองเชียงแก้วมาเมินแต่ยังบ่มีพระมเหสี เพราะบ่เคยมีนางใดต้องพระทัยของพระองค์มาก่อนเลย”

“แต๊กา ในรั้วในวังมีแม่ญิงงามๆนักขนาดนี่ อ้ายจ๋อมแปงเคยบอกเฮา “นางท้วง

ผู้ถูกแย้งจึงแย้มสรวลตรัสตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “นี่มันนิทานนะเอื้องฟ้า”

“อะๆ งั้นเล่าต่อเลย” นางพยักหน้าเออออตาม

“พระองค์กึ๊ดจะเสาะหาแม่ญิงมาเป็นมเหสี จึงปลอมตัวเป็นขอทานออกไปนอกเวียงแก้ว ทรงได้พบแม่ญิงมากหน้าหลายตา แม่ญิงคนแรกที่ทรงถูกใจเป็นลูกสาวคหบดีชื่อจั๋นตา จั๋นตาเป็นแม่ญิงที่งามพร้อมทั้งกิริยา มารยาท แรกทีเดียวพระองค์กึ๊ดจะรับนางมาเป็นมเหสีจึงไปขอข้าวจากนาง จั๋นตาสั่งให้คนใช้ไล่พระองค์ออกไปจากเรือน เพราะนางบ่ชอบคนสกปรก พระองค์หันว่านางจิตใจคับแคบก็เลยเปลี่ยนใจเดินทางไปแสวงหามเหสีต่อ จนไปพบแสงนวลช่างฟ้อนคนงาม พระองค์จึงแกล้งทำแบบเดิมแหม แต่แสงนวลก็ปฏิเสธอย่างเย็นชา และเมื่อพระองค์ลอบสังเกตนางจึงได้รู้ว่านางเป็นคนขี้เหนียวมาก แม้แต่กับพ่อแม่ของนางเอง ก็เลี้ยงดูอย่างอดๆอยากๆ”

“นางสองคนเป็นคนใจแคบ บ่เหมาะที่จักเป็นมเหสีดอก แล้วเจ้าวรวงศ์ทำอย่างไรต่อ”

“เจ้าวรวงศ์ก็เดินทางต่อไปจนถึงชายป่า ก็ไปพบลูกสาวชาวบ้านคนหนึ่งกำลังเอาข้าวนึ่งออกมาวางไว้ในกระด้ง จึงทรงถามว่านางทำเพื่ออะหยัง นางก็ตอบตามแต๊ว่า เอาข้าวมาวางไว้ให้นกกิน พระองค์ก็ถามต่อว่า บ้านเจ้าก็ยากจนจะใดถึงบ่เก็บข้าวไว้กินกันในครอบครัว นางตอบว่า ถึงครอบครัวของนางจะบ่ได้ร่ำรวยเงินทองแต่ก็บ่ได้ลำบากอันใด แค่เอาข้าวมาทำทานให้สัตว์เล็กน้อยบ่เป็นหยังดอก พระองค์จึงลองขอกินข้าวบ้าง ซึ่งนางก็จัดแจงเอามาให้กินจนอิ่มหนำ สามวันถัดไปพระองค์จึงมีรับสั่งให้ทหารในวังออกมารับนางไปอภิเษกเป็นมเหสี เพราะเห็นว่าคนที่จะมาเป็นแม่เมืองของพระองค์นั้นควรจะมีน้ำใจกับคนอื่น บ่ใช่ห่วงแค่เรื่องของตนเอง”

“นางตกลงก่อ”เอื้องฟ้ายังสงสัย

“แล้วถ้าเป็นน้องจะตกลงก่อล่ะ”ตรัสถามพลางจ้องตานางไปพลาง

เอื้องฟ้าจ้องตอบเนตรคมของคนถามขณะคิด “ก็คงจะยอม บ่มีไผขัดขืนพญาเจ้าเมืองได้กระมัง”

“แล้วน้องบ่โกรธกา ที่เพิ่นปลอมตัวมาหลอกน่ะ”

“หลอกว่าเพิ่นเป็นขอทานน่ะรึ จักโกรธด้วยเหตุใดล่ะ ได้เป็นมเหสี ดีออก”

“ขอให้มันแต๊เต๊อะ จำคำของตนเองเอาไว้เน้อ”ทรงกล่าวสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจังเสียจนคนฟังทำหน้างง “จะใดเฮาต้องจำล่ะอ้ายหมื่นศรี”

เจ้าศรีหิรัญทรงหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็เผื่อเอาไปเล่าให้ละอ่อนฟังที่เรือนฟังจะใดล่ะ นอนได้ละ วันพูกต้องเดินทางไกล ม้าก็บ่มีแล้ว”

จากนั้นพระองค์จึงทรงแกล้งหาวแล้วกระถดกายลงนอน เอื้องฟ้าจึงทำตามบ้าง แล้วกลับเด้งกายลุกขึ้นมาอีกพลางบอกอย่างตื่นเต้นและพนมมือแต้ “นั่นๆ ดาวตกแม่นก่อ”

องค์อุปราชผุดลุกขึ้น มองตามแล้วจึงพนมมือ “หันดาวตกเพิ่นให้อธิษฐานขอในสิ่งที่ต้องการ”

โดยไม่รอช้าเอื้องฟ้าจึงหลับตา ทำปากขมุบขมิบก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งในเวลาถัดมา

“น้องอธิษฐานว่าจะใด”คนแนะตรัสถามหลังจากประทับนอนยังจุดเดิมแล้ว

“เฮาขอให้พ่อครูมีความสุขแลได้บำเพ็ญดังที่เพิ่นตั้งใจเอาไว้”นางหันมองเลยกองไฟมายังผู้ที่นอนอยู่ตรงข้าม

“น้องเป็นคนกตัญญูรู้คุณคน” ทรงตรัสชมลอยๆหากดวงเนตรจับอยู่ที่หน้านวลใต้แสงไฟสีระเรื่อ

“ถ้าบ่มีพ่อครู เฮาก็คงจะทุกข์ยากบ่มีคนดูแล ทุกวันนี้เฮาเหลือพ่อครูเพียงคนเดียวที่เป็นหลักชีวิต” นางเล่าเรียบเรื่อยคล้ายเป็นการระบาย โดยสีหน้ามิได้มีความเศร้าสร้อยใดๆเลย กลับมีประกายสดใสแจ่มชัดเสียด้วยซ้ำ

“ความกตัญญูนั่นแลที่จะค้ำชูน้อง เอาละตอนนี้นอนก่อนเต๊อะ วันพูกเฮาจะได้ปิ๊กเรือนแต่เช้ามืด”

เอื้องฟ้ายอมทำตามแต่โดยดี

ร่างบางค่อยๆเอนกายราบลงไปนอนกับพื้น ทว่าดวงตานั้นลอบมองเสี้ยวพักตร์ของอีกฝ่ายนิ่งนาน

เขา ที่นางไม่ไว้ใจตั้งแต่แรก กลับเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวในป่าใหญ่แห่งนี้

เขาที่ทำให้หัวใจสั่นสะเทือนได้ง่ายๆเสมอเมื่อใกล้ชิดกัน ยามนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจของนางเอง รู้ทั้งรู้ในเวียงวังมีหญิงงามมากมาย ใจหนอใจ เหตุใดนางจึงไม่ระมัดระวัง เผลอไผลอ่อนไหวได้อย่างไรเล่า เฮ้อ เอื้องฟ้า

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 08 มี.ค. 2014 9:27 am

“พี่ดลมานั่งอยู่นี่เอง ลิลลี่ตามหาแทบแย่”เสียงแหลมๆดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของสาวสวยร่างสูงเพรียวอย่างเมริน อรัญวานิชย์

แสงสว่างในดวงตาแห่งจิตของนทีดลดับวูบลง เขาจึงเปิดเปลือกตาขึ้น มองเห็นหญิงสาวในชุดเสื้อแขนกุด กางเกงยีนสั้นจู๋กำลังยืนอยู่ตรงหน้า จึงถาม “ลิลลี่มานานหรือยัง”

ดาราสาวยิ้มหวานจ๋อยก่อนตอบ “มาถึงพักนึงแล้วค่ะ เห็นพี่ดลนั่งหลับอยู่ เฝ้าเอื้องจนเพลียเลยหรือคะ”

“เปล่าหรอกครับ แสบตาน่ะพี่เลยพักสายตาบ้าง”

“อุ๊ย เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ไปหาหมอดีไหม เดี๋ยวลิลลี่ขับรถพาไปเอง” เธอพยายามเสนอตัวเต็มที่

หากนทีดลยังยิ้ม ใจเย็น “ไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้นหรอกครับ แค่เคืองตาธรรมดาน่ะ เดี๋ยวก็หาย ว่าแต่ลิลลี่มีอะไรหรือเปล่า เห็นว่าตามหาพี่ตั้งนานแล้วนี่”

“ก็...ลิลลี่จะขอให้พี่ดลพาไปเยี่ยมเอื้องน่ะค่ะ ลิลลี่มัวแต่ยุ่งๆเลยไม่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนสักที” จะได้เห็นกับตาว่าใกล้ตายหรือยัง ประโยคท้ายเธอคิดเองในใจ

ระยะหลังๆหญิงสาวรู้สึกว่านทีดลมักจะวุ่นวายกับการดูแลคนป่วยจนห่างเหินจากเธอไป การเยี่ยมเอื้องลดาที่โรงพยาบาลคงเป็นทางเดียวที่จะได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น

“ได้สิครับ งั้นลิลลี่นั่งรออยู่นี่แป๊บนึงนะ พี่ไปเตรียมของเดี๋ยวเดียว”

“ได้ค่ะ”เรียวปากเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดรับคำพร้อมกับที่เธอย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัว

ทว่ายังไม่ทันที่นทีดลจะลุกขึ้นยืน นัยภาคก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาเขาเสียก่อน “พี่ดลทำไมไม่รับโทรศัพท์ล่ะครับ คุณเจนผู้จัดการผับโทร.มาหาหลายรอบแล้ว”

พี่ชายผุดลุกขึ้นยืนก่อนถาม “เกิดอะไรขึ้นนัย”

“ไฟไหม้โรงแรมครับพี่ โซนที่เป็นผับของเราไม่เสียหาย แต่ทางโรงแรมแจ้งมาว่ายังไงก็ต้องปิดปรับปรุงทั้งชั้น”นัยภาคถ่ายทอดถ้อยคำที่รับฟังมาพลางถอนใจ

แต่หุ้นส่วนใหญ่ของผับกลับทำหน้าเรียบเฉย “ก็เอาตามนั้นแหละ พี่เองก็คิดจะถอนตัวออกมาอยู่เหมือนกันติดที่พวกเพื่อนๆไม่ยอม เหนื่อยน่ะนัย การทำธุรกิจกลางคืนมันทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว กลางวันก็นอน หัวค่ำก็ต้องรีบไปที่ผับ ครั้นจะไม่ไปดูแลเองก็ไม่ได้ ปัญหามันเยอะ”

“ครับพี่ดล”คนเป็นน้องค่อยเบาใจจึงถามกึ่งแนะนำว่า “พี่ดลจะเข้าไปดูสถานการณ์ที่ผับหน่อยไหมครับ คุณเจนกับหุ้นส่วนคนอื่นๆรออยู่”

ผู้ถูกถามเคลื่อนสายตาผ่านหน้างามของเมรินก่อนจะตรึงความสนใจไว้ที่น้องชายของตน “วันนี้นัยว่างหรือเปล่าล่ะ”

“ผมนัดรีนาไว้ว่าจะไปเยี่ยมคุณเอื้องที่โรงพยาบาลน่ะฮะ แต่ถ้าพี่ดลจะให้ไปที่ผับเป็นเพื่อน...”

พี่ชายรีบสั่นหน้า โพล่งตัดคำว่า “งั้นพี่ฝากลิลลี่ไปด้วยก็แล้วกัน พี่จะได้ดูไปทางโน้น”

“ได้ครับ” นัยภาครับคำง่ายดายแล้วจึงหันไปค้อมศีรษะให้หญิงสาวคนเดียวในที่นั้น

เมรินส่ายหน้า พยายามบ่ายเบี่ยง “ไม่เอาค่ะ ถ้างั้นลิลลี่ไปกับพี่ดลดีกว่านะ ไว้ค่อยไปโรงพยาบาลวันหลังก็ได้”

“อย่าเลย พี่ไปทำงาน ลิลลี่ไปพร้อมนัยกับคุณรีนาตอนนี้เถอะ”นทีดลปฏิเสธเสียงเข้ม บ่งบอกให้รู้ว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปอย่างเร่งรีบ

นัยภาคมองตามร่างสูงของพี่ชายที่กำลังจ้ำอ้าวไปยังที่จอดรถก่อนจะหันมายิ้มให้เมรินและถาม “เอาไงดีครับ”

หญิงสาวทำหน้าเซ็งๆพลางลอบถอนหายใจ “ลิลลี่ไม่ไปแล้วค่ะคุณนัย”
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 11 ต.ค. 2014 11:16 am

ตราบสิ้นอสงไขย

10500433_714453338632470_6873293208218696484_n.jpg
10500433_714453338632470_6873293208218696484_n.jpg (39.36 KiB) เปิดดู 3335 ครั้ง


ด้วยอำนาจแห่งแหวนนาคซึ่งถูกจารลงบนนิ้วของเธอและเขา ทำให้เอื้องลดาและนทีดลได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากหญิงสาวต้องไปถ่ายทำละครที่โบราณสถานแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่


ณ ที่นั้นเอื้องลดา ได้ย้อนเวลาไปยังปีพ.ศ.2015 เพื่อพบกับเขา เจ้าศรีหิรัญ ซึ่งเป็นเพียงดวงวิญญาณอารักษ์ และในขณะเดียวกันเธอต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องราวที่ท้าวบุญเรือง ราชบุตรแห่งพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่9 แห่งเมืองเชียงใหม่ถูกใส่ร้ายจากเจ้าจอมหอมุกจนต้องโทษประหารชีวิต จนเธอเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดไปด้วย ทว่าในทุกๆวินาทีในภพอดีต เธอก็ยังอุ่นใจเสมอว่ามีเขาคอยอยู่เคียงข้างตลอดเวลา


แม้จะต่างชาติ ต่างภพ แต่เอื้องลดาก็รับรู้ความในใจของอีกฝ่ายได้ดี เธอจึงขอให้เขาเล่าเรื่องราวในอดีตชาติให้ฟัง ภาพความเป็นไประหว่างเอื้องฟ้าและเจ้าศรีหิรัญ เมื่อปี พ.ศ.1500 จึงปรากฏแก่สายตาของหญิงสาวอย่างแจ่มชัด ความรัก ความผูกพัน และโศกนาฏกรรมทำให้เอื้องฟ้าและเจ้าศรีหิรัญต้องพรากจาก หลงเหลือเอาไว้เพียงหัวใจที่ผูกกระหวัดกันอย่างแน่นเหนียว เพื่อรอคอยวันที่จะได้กลับมาอยู่เคียงข้างกันอีกครั้งและตลอดไป

๏ หมื่นแสนสรวงลวงตาว่าแสนสุข
พันหมื่นยุคเย้ายวนชวนหลงใหล
ร้อยพันชื่นดื่นหล้าลืมอาลัย
หวังหนึ่งในแดนฝันอนันตกาล

๏ มีหนึ่งน้องนางเดียวร่วมเกี่ยวข้อง
เคียงหอห้องเสน่หานิทราศานต์
เสวยรมย์สมรักร่วมจักรวาล
ผูกวิมานพิศวาสทุกชาติภพ

๏ ขอบุพเพสันนิวาสไม่คลาดเคลื่อน
ฤๅลอยเลื่อนแรมสวรรค์ยากบรรจบ
สุดโลกทิพย์ลิบหล้าอย่าเลือนลบ
จะทอนทบหาทางทวงนางคืน

๏ ถึงเคราะห์กรรมจำพรากจากสายจิต
ด้วยชีวิตปุถุชนยากทนฝืน
แต่รักนี้จีรังแสนยั่งยืน
ตายอีกหมื่นโลกธาตุไม่คลาดคลา

๏ อยู่สวรรค์ชั้นไหนจะไปห่วง
อยู่ดาวดวงใกล้ไกลจะไปหา
อยู่พรหมโลกก็จะรับเธอกลับมา
อยู่คู่อาณาจักรรักจริงใจ

๏ ตราบโลก...แยกสลายกลายเป็นผง
ตราบฟ้า..ถล่มลงอย่าสงสัย
ตราบอาทิตย์...ดับดวงยังห่วงใย
ตราบสิ้นอสงไขย...ยังใจเดียว ๚ะ๛
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » ศุกร์ 14 พ.ย. 2014 12:19 pm

สามารถดาวน์โหลดอีบุ๊ก นวนิยาย "ตราบสิ้นอสงไขย" ได้ที่



http://www.mebmarket.com/index.php?acti ... k_id=18235


middle.jpg
middle.jpg (34.03 KiB) เปิดดู 3304 ครั้ง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron