นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 06 ก.ค. 2013 9:27 pm

บทที่ ๗

4a23b2f597c16227f1dd2e50c5076376.jpg
4a23b2f597c16227f1dd2e50c5076376.jpg (191.28 KiB) เปิดดู 6203 ครั้ง


ตั้งแต่บทนี้เปลี่ยนสรรพนามแทนผู้หญิงเป็น "เธอ"นะคะ


เมื่อสองหนุ่มสาวเดินผ่านบริเวณที่มีแสงแดดอุ่นเข้ามาสู่อาณาเขตของพิงครัตน์รีสอร์ตด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก็เป็นช่วงเวลาอันประจวบเหมาะกับที่เอื้องลดาเล่าเรื่องแหวนนาคของตนจบลงพอดีและทิ้งท้ายว่า “เอื้องค่อนข้างมั่นใจว่าคำพูดของคุณปู่สุนทรมักจะเป็นจริงเสมอค่ะ


“เหมือนเป็นคนที่มีซิกเซ้นส์อะไรแบบนั้นน่ะหรือครับ”


เอื้องลดาพยักหน้า “ก็อาจจะเป็นไปได้ค่ะ แต่เอื้องขอมองแบบวิทยาศาสตร์ก่อน เอื้องว่าท่านใช้เหตุผลในการคิดผนวกกับการคาดเดาสถานการณ์ได้ดีน่ะค่ะ ก็เลยตรงเผงบ่อยๆ”


“งั้นถ้าคุณได้คุยกับพ่อผมคุณคงชอบ”นทีดลชี้นำ


ดาราสาวยิ้มกว้างจนมองเห็นลักยิ้มน่ามองสองข้างแก้มก่อนรวบรัด “ก็คุณดลรับปากเอื้องเอาไว้แล้วนี่คะว่าจะให้ไปพบท่านได้ในช่วงสงกรานต์ ใจจริงก็อยากพบท่านเช้านี้เลยแต่เอื้องติดถ่ายละครช่วงเก้าโมงน่ะค่ะ ตอนนี้เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหมคะ ทิ้งไว้แบบนี้คงได้จูงมือกันป่วยแน่”


“ก็ดีนะครับ ถ้าคุณจะจูงมือผมจริงๆ”เขาพูดติดตลกตรงข้ามกับแววตาซึ่งมีรอยหวานเจืออยู่ หากหญิงสาวกลับทำตาเขียวปั๊ดตอบด้วยคิดว่าเขาเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น “ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ เดี๋ยวทำให้คิวถ่ายละครของชาวบ้านเขารวนหมด”


นทีดลยิ้ม เขารับรู้ได้ว่ากำลังมีอะไรร้อนๆวิ่งเข้าสู่หัวใจ ทำให้รู้สึกอ่อนหวานและอบอุ่นผสมผสานอย่างบอกไม่ถูก ยามนี้เขาจึงยินดีที่จะยืนมองเธอนิ่งๆมากกว่าต่อล้อต่อเถียงใดๆทั้งสิ้น แต่กระนั้นสองหูของชายหนุ่มก็ยังได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นถนนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆอย่างชัดเจน


“มีความสุขจังเลยนะคะพี่ดล เอื้องลดา”เสียงเล็กแหลมดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเมรินที่กำลังเดินผ่านมุมน้ำตกจำลองออกมาด้วยใบหน้าไม่เป็นมิตรนัก


“อ้าว นี่ลิลลี่ย้ายของเสร็จตั้งแต่เช้าเลยหรือครับ”นทีดลย้อนถามธุระโดยมิได้สนใจคำพูดก่อนหน้าของผู้มาใหม่

เมรินแกล้งค้อนขวับใส่ชายหนุ่มแล้วปรายหางตามองเอื้องลดาก่อนจะตอบด้วยเสียงที่บังคับให้เรียบเย็นตรงกันข้ามกับอารมณ์แท้จริงที่เป็นอยู่ “ก็คุณนัยน่ะสิคะบอกว่าให้ลิลลี่ออกมาแต่เช้า ไม่งั้นรถจะติดแถวคูเมืองเพราะคนเล่นสงกรานต์กันเยอะ ลิลลี่ก็เลยต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า แล้วอะไรกันคะ พอมาถึงที่นี่โทร.หาพี่ดลก็ไม่มีคนรับ ที่แท้...”


“ขอตัวก่อนนะคะคุณดล เดี๋ยวเอื้องต้องรีบไปถ่ายละครอีก”เอื้องลดาพูดแทรกขึ้นเมื่อรู้ดีว่าอีกฝ่ายเจตนาว่ากระทบตน


หึ...เมรินนี่ช่างทำตัวได้ขวางโลกสมคำล่ำลือจริงๆ นี่ขนาดกับเธอที่ร่วมงานกันนับครั้งได้และไม่เคยมีปัญหากันเลยสักครั้ง ก็ยังถูกเธอฟาดงวงฟาดงาใส่จนได้

หากคนถูกแทรกกลับหัวเราะขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “เอื้องคงยังไม่รู้มั้งว่าพี่คณินเปลี่ยนเวลาถ่ายทำเป็นช่วงบ่าย แล้วก็ย้ายไปถ่ายฉากสงกรานต์ที่วัดเจ็ดยอด เพราะเมื่อกี้ฝนตกหนัก ไม่สะดวกที่จะถ่ายทำในโบราณสถานน่ะ”


“อ้าวเหรอ ขอบคุณมากนะลิลลี่ แต่ยังไงเอื้องก็ต้องขอตัวอยู่ดีแหละ เชิญตามสบายนะ”กล่าวจบเอื้องลดาก็แกล้งส่งยิ้มให้นทีดลก่อนจะเดินลิ่วๆไปตามถนนปูด้วยอิฐอย่างไม่สนใจผู้ที่อยู่เบื้องหลัง


“ว่าแต่ลิลลี่ตามหาพี่ทำไมครับ”นทีดลทำลายความเงียบขึ้นก่อนหลังจากอยู่กันตามลำพัง


เมรินจึงหันกลับมาให้ความสนใจในตัวเขาต่อ “ก็ลิลลี่อยากจะขอบคุณพี่ดลน่ะค่ะที่จัดการเรื่องที่พักเร็วทันใจจริงๆ”


“พี่แค่โทรบอกนัยกริ๊งเดียวก็เรียบร้อยแล้วล่ะครับ อีกอย่างมันเป็นหน้าที่ของทางรีสอร์ตที่ต้องดูแลลูกค้าด้วย ไม่เห็นจะต้องขอบอกขอบใจอะไรเลย”


“ค่ะ แล้วนี่พี่ดลไปไหนกันมาคะ ดูซิ เปียกมะล็อกมะแลกกันทั้งสองคนเชียว”ปากของเมรินถามขณะที่สายตามองเขาอย่างจับผิด แค่เห็นชายหนุ่มเดินมาพร้อมกับเอื้องลดาต่อมริษยาของเธอก็ทำงานอย่างเต็มพิกัดแล้ว พานให้ลืมถ้อยคำที่ตนบอกเพื่อนทั้งสองว่าจะพยายามทำตัวเป็นหญิงสาวที่น่ารักในสายตาของนทีดลจนได้


“พี่ไปไหว้กู่มาน่ะ วันนี้เป็นวันสังขารล่อง คนเหนือเขาจะทำสิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเช่น สระเกล้าดำหัว ไหว้พระ ทำความสะอาดบ้านอะไรทำนองนี้”


“แล้วเอื้องลดาล่ะคะ”


“ไม่รู้สิ พี่บังเอิญไปเจอเธอที่นั่น...”


เมรินเบะปากแล้วจึงต่อให้เสียเอง “ก็เลยหลบฝนอยู่ด้วยกันเป็นนานสองนานใช่ไหมคะ”


นทีดลรู้ดีว่าถูกประชดแต่กลับยิ้มสู้“ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ โดนฝนแบบนี้ถ้าไม่รีบสระผมอาจจะเป็นไข้ได้”บอกพลางเขาก็แอบนึกถึงถ้อยคำของสาวอีกนางที่เพิ่งเดินจากไปแล้วหัวเราะ “จูงมือกันป่วย”ดูเธอก็มีอารมณ์ขันกับเขาเหมือนกันแฮะ


“หัวเราะอะไรคะพี่ดล”เมรินชักจะอารมณ์ไม่บรรเจิดเพราะไฟริษยากำลังลามเลียอยู่ทั่วตัวแล้วในเวลานี้


แต่แทนที่จะตอบ นทีดลกลับสั่นหน้าและย้ำ “พี่ไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”


สายตาไม่พอใจจ้องตามร่างสูงที่เพิ่งเดินจากไปไม่ละ และเมื่อเขาลับหายไปหลังน้ำตกจำลองแล้ว ดาราสาวจึงระบายความโกรธด้วยการกระชากกิ่งดอกหางนกยูงเต็มแรง


ทว่ากิ่งไม้เจ้ากรรมซึ่งเพิ่งถูกตัดแต่งไปเมื่อเย็นวานกลับบาดมือเธอจนเป็นทางยาว เลือดสีแดงไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว เมรินกรีดร้องเสียงหลง แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครได้ยิน เธอจึงรีบเดินแกมวิ่งออกไปทางสำนักงานรีสอร์ตด้วยสีหน้าตกใจ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 06 ก.ค. 2013 9:29 pm

เอื้องลดาเอนกายพิงเก้าไม้สักมองทัศนียภาพนอกระเบียงอันเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้อย่างพึงพอใจ ขณะนึกถึงเหตุการณ์ช่วงสายซึ่งนทีดลดั้นด้นไปเคาะประตูเรียกเธอถึงห้องเพื่อให้ตามมาพบบิดาของเขาที่คุ้มเวียงพิงค์ และเมื่อมาถึงเขาก็แนะนำเธอให้รู้จักกับเจ้าสกุลรัตน์ผู้เป็นมารดาก่อนจะพาหญิงสาวมานั่งรออยู่ตรงมุมนั่งเล่นนอกระเบียงแห่งนี้ แล้วเจ้าตัวก็ขอตัวไปเชิญบิดาในห้องทำงานด้วยตนเอง


“นี่ไงครับพ่อ คุณเอื้องที่ผมเล่าให้ฟัง”น้ำเสียงของนทีดลดังขึ้น หญิงสาวจึงหันกลับมามองพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนและยกมือขึ้นทำความเคารพชายวัยต้นปิจฉิมร่างสูงในชุดเสื้อม่อฮ่อม กางเกงสะดอซึ่งเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเจือยิ้ม


ผู้สูงวัยรับไหว้พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆบุตรชายซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับเอื้องลดาและถามอย่างไม่อ้อมค้อม “ที่มาขอพบนี่มีอะไรหรือแม่หนู”


“คือเอื้องเห็นผีเด็กตอนถ่ายละครน่ะค่ะก็เลยอยากมาปรึกษาว่ามีอะไรที่ทำไปแล้วอะไรไม่ถูกไม่ควรหรือเปล่า ที่กังวลเพราะพักหลังๆมานี่ เอื้องมักจะพบเจออะไรแปลกๆบ่อยน่ะค่ะ”


เจ้าของบ้านพยักหน้า “ก่อนอื่น หนูเรียกฉันว่าพ่อครูดีกว่านะ คำว่าอาจารย์อะไรนี่ฉันไม่ค่อยชอบหรอก คำว่าครูมันหนักแน่นยิ่งใหญ่ สื่ออะไรได้ชัดเจนกว่าเยอะ ส่วนเรื่องที่หนูเล่ามา ฟังแล้วก็ยังไม่เห็นเลยว่าผีจะหลอกหนูตรงไหน การที่ดวงวิญญาณออกมาปรากฏตัวนั้นมีอยู่หลายสาเหตุ ขอส่วนบุญก็ใช่ เคยผูกพันกันมาก่อนก็ใช่ หรือมองอีกด้านก็อาจจะมาเพื่อปกปักรักษาเราก็เป็นได้”


“ค่ะ เอื้องก็หาเหตุผลไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาเอื้องยังไม่เคยเห็นผีสางเลยค่ะ เพิ่งจะเจอครั้งแรกก็ที่เมืองเก่าสลีคำนี่แหละค่ะพ่อครู”


“ทุกอย่างมีที่มาที่ไปเสมอ โลกนี้มีความเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่ตลอดเวลา ทุกคนที่เวียนว่ายมาพบกันนั่นก็เป็นเพราะต่างมีเวรกรรมต่อกัน หรือไม่ก็อาจจะเกิดมาเพื่อเกื้อหนุนกันตามบุญทำกรรมแต่งแต่หนหลัง” ผู้ชราอธิบายต่อ


นทีดลซึ่งนิ่งฟังอยู่นานเพิ่งนึกขึ้นได้จึงหันบอกหญิงสาวว่า “ผมเล่าเรื่องแหวนนาคสองวงนั่นให้พ่อฟังแล้วนะครับ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 06 ก.ค. 2013 9:29 pm

บิดาของชายหนุ่มจึงเอ่ยอนุญาตอย่างใจดี “อยากพูดอยากถามก็พูดมาเถอะหนู”


“เอ่อ เอื้องแปลกใจน่ะค่ะพ่อครู แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี คือแหวนนาคที่อยู่กับเอื้องและคุณดลน่ะมันเหมือนกันแทบทุกจุด และถ้าไม่คิดไปเอง คล้ายกับว่าทุกสิ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนดและเพราะอะไรน่ะค่ะ” เธอพยายามอธิบายสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจให้ชัดเจนที่สุดแล้วนิ่งรอฟังคำตอบอย่างสงบ


พ่อครูชัยพงษ์ฟังแล้วขยับมุมปากขึ้นยิ้ม “เอาล่ะ ขอดูลายมือของหนูหน่อยสิ”


ถ้าเป็นเมื่อก่อนเอื้องลดาคงอิดออดเพราะไม่เชื่อเรื่องดวงชะตาราศี แต่ในวันนี้เธอกลับแบมือและยื่นออกไปโดยง่าย พ่อครูชัยพงษ์ก้มลงทำปากขมุบขมิบอยู่ครู่ใหญ่จึงยกมือขวาขึ้นและคว่ำลงเป็นระนาบกับมือของหญิงสาวแล้วขยับวนเป็นรูปวงกลมก่อนจะเป่าพรวดลงไปเบาๆ“ดวงชะตานี้ไม่ได้เกิดมาอย่างโดดเดี่ยว มักจะมีผู้ที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เสมอ แต่ช่วงนี้ขอให้ระมัดระวังตัวเองให้ดีเพราะเป็นช่วงที่มีเคราะห์หนัก หากพ้นเคราะห์ร้ายไปแล้วทุกสิ่งจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตจะมีความสุข มีครอบครัวที่ดีสมดังที่รอคอยมาแสนนาน”


“ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเรื่องแหวนเลยนี่ครับพ่อ”นทีดลโพล่งถามด้วยความสงสัยเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาด้วยเหมือนกัน


หากบิดากลับหัวเราะหึๆ “ใจเย็นๆสิไอ้เสือ เขามีภาระหน้าที่ต้องทำ แหวนวงนี้คือห่วงแห่งอดีต”


“ห่วงแห่งอดีต”นางเอกสาวทวนคำพลางเงยหน้าขึ้นสบตานทีดลแวบหนึ่ง เขาจึงยิ้มปลอบใจเธอและวกมาถามเรื่องของตนบ้าง“ผมเองก็เหมือนกันสิครับพ่อ”


พ่อครูชัยพงษ์พยักหน้าแล้วเคลื่อนสายตาขึ้นไปมองดอกเอื้องบนคาคบไม้นอกตัวเรือน “วันที่แม่จะคลอดดล แม่เขาได้ยินเสียงกระซิบข้างหูว่า เด็กคนนี้มีบุญ เขาเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ จงนำเขาไปถวายเป็นลูกครูบาท่าน มิเช่นนั้นแล้วเด็กจะเจ็บป่วยเนื่องจากบารมีเหนือพ่อเหนือแม่”


“งั้นแสดงว่าที่เราได้รับแหวนวงนี้เป็นเพราะเราต้องรับภาระบางอย่างร่วมกันใช่ไหมคะพ่อครู”เธอถามจบก็เงยหน้าขึ้นมองผู้ร่วมชะตากรรมนิ่ง


“ใช่และมันน่าจะเกี่ยวกับเมืองเก่าสลีคำด้วย เพราะพ่อปู่อินถาท่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และที่สำคัญแหวนของดลมาจากเมืองเก่า ถ้าเจ้าของเขาไม่เต็มใจมอบให้ก็ย่อมไม่มีใครมองเห็นมันได้”


นทีดลเบิกตาค้าง นึกถึงยามที่หมากแก้วและหมากคำมักจะบ่นว่าเกรงกลัวพ่อปู่เสียหนักหนา“พ่อรู้จักพ่อปู่ด้วยหรือครับ”


ผู้ถูกถามมองลูกชายแวบหนึ่งแล้วส่ายศีรษะ มองเลยไปยังทิศทางของที่ตั้งเมืองเก่า “ก็ไม่เชิงหรอก แต่ตอนที่พ่อยังบวชพระอยู่น่ะพ่อเคยไปนั่งวิปัสนาที่นั่น แล้วในกลางดึกคืนหนึ่งพ่อปู่ก็ปรากฏตัว ท่านเป็นอารักษ์แห่งเมืองนะ ไม่ใช่สัมภเวสี ท่านเป็นผู้ดูแลเมืองนั้นหลังจากที่พญาเจ้าเมืองท่านละนิวรณ์ไปจุติยังโลกใหม่”


“พ่อพูดเหมือนเมืองนั้นยังดำรงอยู่เหมือนเรางั้นแหละครับ”นทีดลฉงน


พ่อครูชัยพงษ์พยักหน้า “ใช่สิ ทุกสิ่งต่างก็เป็นไปตามครรลองของตน”


เอื้องลดาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว หากเธอก็ยังคงนิ่งฟังต่ออย่างสงบ


“รู้ไหม ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์หลายคนกำลังให้ความสนใจเรื่องจักรวาลซ้อน ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าจักรวาลที่เราอาศัยอยู่เนี่ยอาจจะมีจักรวาลอีกจักรวาลหนึ่งทับซ้อนอยู่ในรูปของคู่ขนาน โดยที่ทั้งสองจักรวาลไม่เคยรู้เลยว่ามีการทับซ้อนเช่นนี้อยู่”


“เหมือนที่เขาเล่าลือกันถึงอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าใช่ไหมครับพ่อ”นทีดลเสริม


บิดาพยักหน้า “ใช่ แต่การทับซ้อนที่พูดถึงนี่ไม่ได้อันตรายเหมือนกลางมหาสมุทรแอตแลนติกนั่นนะ”


“น่าสนใจจังเลยค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องพิเศษที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส เอื้องเองก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน”เอื้องลดาแสดงความเห็นด้วยท่าทีพึงพอใจ


พ่อครูชัยพงษ์ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงลุกขึ้นนั่ง พลางบอก “รอสักครู่นะ พ่อครูมีอะไรให้ดู”


เอื้องลดาจึงเงยหน้าขึ้นตอบด้วยแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ค่ะพ่อครู”


นทีดลมองตามแผ่นหลังของบิดาไปด้วยแววตาภาคภูมิใจและเชื่อมั่นว่าผู้สูงวัยจะต้องกลับมาพร้อมกับการเซอร์ไพรส์แขกสาวเป็นแน่ แล้วก็จริง ผ่านไปไม่ถึง 10 นาทีพ่อครูชัยพงษ์ก็เดินกลับมาพร้อมเอกสารชุดหนึ่ง “เอาล่ะ ทั้งสองคนลองอ่านบทความนี้ดูสิ”


เอื้องลดาเอื้อมมือไปรับเอกสารที่ยื่นมาให้และอ่านคร่าวๆก่อนจะส่งให้นทีดลอ่านบ้าง


จวบจนชายหนุ่มอ่านเสร็จแล้วผู้มากวัยซึ่งพิงพนักเก้าอี้รออยู่จึงสรุปความ “นี่เป็นบทความเรื่อง The mask of time ของโจแอน มอร์แกน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งชอบสะสมของเก่าเป็นผู้เขียน”


“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าโจแอนจะเคยหลงเข้าไปในร้านที่ย้อนยุคไปถึงร้อยปีได้”


“นั่นสิครับ”นทีดลพูดขึ้นบ้าง “ผมอยากเห็นหน้าเธอตอนวันรุ่งขึ้นที่กลับไปร้านเดิมแล้วพบว่าแท้จริงแล้วร้านนั้นเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่จัง คงจะน่าดูพิลึก”


“โจแอนสรุปว่านั่นคือการหักเหของเวลา ก็คงเหมือนแถวๆบ้านเราน่ะแหละ อย่างเช่นที่มีคนบอกว่าเคยหลงเข้าไปในเมืองลับแลที่ดงละครมาก่อน แล้วก็ไม่ได้มีที่เดียวนะ เมืองบังบดทางภาคอีสานนี่ก็ถือว่าเป็นประตูสู่มิติเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์น่าจะเรียกว่าเกิดขึ้นเพราะการผันผวนของสนามแม่เหล็กโลก มิติที่ทับซ้อนกันอยู่จึงเกิดการผกผัน”พ่อครูชัยพงษ์สรุปยิ้มๆ


ความเงียบงันครอบคลุมคนทั้งสามอยู่ครู่หนึ่งเนื่องจากต่างก็หมกมุ่นอยู่ในความคิดตน แล้วเสียงโทรศัพท์ของเอื้องลดาก็ดังขึ้น เธอจึงขออนุญาตรับสายก่อนจะเอ่ยขอตัวด้วยเหตุผลว่า “พี่นัทโทร.มาตามค่ะ ยังไงเอื้องต้องขอบคุณพ่อครูกับคุณดลด้วยนะคะที่ให้ความกระจ่างในวันนี้”


พ่อครูชัยพงษ์พยักหน้าอย่างใจดี “ถือเสียว่าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน”


ส่วนนทีดลนั้นลุกขึ้นยืนพลางอมยิ้ม จากนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย “ส่วนผมน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่ได้ช่วยคุณฟรีๆ”


คนเอ่ยคำขอบคุณเมื่อครู่ชะงัก ขยับหัวคิ้วเข้าหากันแล้วเม้มปากนิ่งรอให้เขาพูดต่อ ชายหนุ่มจึงหัวเราะอย่างชอบใจ “ค่าตอบแทนคือ วันนี้ต้องให้ผมตามไปดูการถ่ายทำที่วัดเจ็ดยอดด้วยเพราะคุณนัทแอบกระซิบมาว่าเป็นฉากที่อลังการมาก”


หญิงสาวหัวเราะและโคลงศีรษะไปมาเบาๆ “ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะเล่นมุกแบบนี้กับเขาเป็นเหมือนกัน”


“แน่นอนสิ”ชายหนุ่มตอบไล่หลังและมองตามร่างโปร่งบางที่กำลังเดินลงบันไดไปจนลับตา โดยไม่ทันรู้ตัวว่าผู้เป็นบิดาแอบลอบสังเกตกิริยาของตนอยู่เช่นเดียวกัน
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 13 ก.ค. 2013 5:52 pm

บทที่ ๘

1368424687.jpg
1368424687.jpg (16.13 KiB) เปิดดู 6187 ครั้ง



เพียงได้เห็นตุงสีสันสวยงามปลิวไสวไปตามจังหวะของเสียงกระดิ่งใบโพธิ์ที่ดังมาจากชายคาวิหารในวัด เอื้องลดาก็บังเกิดความปลื้มปีติขึ้นมาโดยไร้เหตุผล


เหมือนได้สัมผัสสิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ได้พบสิ่งที่เคยฝังรากลึกในหัวใจมานานแสนนาน...อีกครั้ง และยิ่งนางเอกสาวหมุนตัวไปมองบรรยากาศรอบๆวัดก็ยิ่งทำให้เกิดความชุ่มชื่นหัวใจอย่างประหลาด ถึงกับหัวตาร้อนผ่าวจวนเจียนจะหยาดรินหยดน้ำตาออกมาเสียให้ได้ ทว่าหญิงสาวก็พยายามสะกดกลั้นเอาไว้สุดชีวิต เพราะคงจะไม่เข้าท่านักหากเธอจะปล่อยให้ตนเองตาบวมเป่งออกไปถ่ายละครในวันนี้


เอื้องลดาพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วเดินเข้าไปหลบใต้ต้นไม้รอให้นาถนรีประสานงานกับทางกองถ่ายเสร็จ ส่วนนทีดลนั้นขณะที่กำลังจอดรถก็มีโทรศัพท์โทร.เข้ามาพอดี หญิงสาวจึงเดินลงมาก่อนเนื่องจากบริเวณหน้าวัดนั้นอากาศร้อนเหลือใจ


เสียงปิดประตูรถดังขึ้นแสดงว่านทีดลคงจะจัดการธุระของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอื้องลดาจึงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณซึ่งก็พบว่าชายหนุ่มกำลังเดินมาเช่นเดียวกับนาถนรี และทันทีที่มาถึงหญิงสาวรุ่นพี่ก็สวมหมวกปีกใบใหญ่ลงบนศีรษะของเอื้องลดาพร้อมทั้งให้เหตุผล “ใส่หมวกปิดหน้าไว้ก่อน ทางกองถ่ายบอกว่ามีแฟนคลับมารออยู่เยอะ เดี๋ยวไม่เป็นอันทำงานกันพอดี”


นางเอกคนดังพยักหน้าแล้วเหลียวมองรอบกายก่อนเอ่ยปากชม“ที่นี่สวยจังนะคะ”


“เดี๋ยวถ้าเห็นข้างในน้องเอื้องจะทึ่งมากกว่านี้ค่ะ”


“แหม เห็นแค่นี้เอื้องก็ทึ่งแล้วล่ะค่ะพี่นัท”


“เห็นคุณนัทบอกว่าคุณเอื้องจบโบราณคดีมา งั้นก็คงจะถูกใจที่นี่นะครับ วัดนี้เป็นวัดเก่าสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1998 หรือเมื่อประมาณห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว” ชายหนุ่มผู้อาสามาเป็นสารถีอธิบายบ้าง


“จริงๆเอื้องก็พอจะเคยได้ยินเรื่องราวของวัดเจ็ดยอดมาบ้างเหมือนกันค่ะ ว่าเป็นวัดที่พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างขึ้น และเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกอีกด้วย”พูดจบหญิงสาวก็หัวเราะ “จำได้แค่นี้แหละค่ะ”


“เสียดายนะ น่าจะชวนพ่อครูมาด้วย ท่านชอบทำบุญ” นาถนรีว่า


ลูกชายพ่อครูจึงอธิบาย“ช่วงปีใหม่เมืองน่ะ ถึงพ่อจะไม่ต้องไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแต่ก็มีภารกิจต้องทำที่บ้านครับคุณนัท”


เอื้องลดาชักสนใจ “ทำอะไรอยู่บ้านคะ”


“ท่านเขียนเทียนน่ะครับ ในวันสำคัญต่างๆคนเหนือมักจะจุดประทีปบ้าง บูชาเทียนบ้าง ถ้าบูชาเทียนก็จะใช้เทียนเล่มใหญ่หน่อยแล้วขอให้คนที่มีความรู้ทางจารีตประเพณีเขียนอักขระล้านนาลงไปให้ เราทำเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้วก็เชื่อกันว่าจะช่วยลดเคราะห์ลดนามอีกประการหนึ่งด้วย”


ฟังแล้วหัวใจของเอื้องลดาก็อ่อนยวบเช่นเดียวกับแววตาที่ทอดมองเขาในเวลานี้ “เอื้องอยากจุดเทียนแบบนั้นบ้างจังเลยค่ะ”


“อยากทำก็ทำสิครับ เดี๋ยวตอนหัวค่ำวันพญาวันผมจะมารับไปที่คุ้ม คุณแม่ท่านไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำอยู่แล้วล่ะ”


“อะแฮ่ม”นาถนรีเริ่มอยากมีบทบ้าง จึงแกล้งกระแอมกระไอขึ้นมาเสียงดัง “จะชวนก็ต้องชวนให้ครบนะจ๊ะพ่อคุณ ลืมหุ้นส่วนสาวสวยคนนี้ไปหรือเปล่า”


นทีดลหัวเราะ “โอเค คุณนัท ว่าแต่ตอนนี้คุณพาคุณเอื้องไปแต่งตัวก่อนเถอะ เดี๋ยวไม่ทันเข้าฉากนะ”


“อุ๊ย จริงด้วย ไปค่ะน้องเอื้อง พี่คณินเปิดห้องที่อพาร์ทเมนท์ข้างๆวัดไว้เป็นห้องแต่งตัวดารา คุณดลจะไปด้วยหรือเปล่าล่ะ”


เขาส่ายหน้า ยกหัวแม่โป้งมือขวาชี้ไปยังพระธาตุซึ่งประหง่านอยู่หลังดงไม้ “ผมไปไหว้พระดีกว่าครับ จะได้ไม่เกะกะทีมงาน”


“งั้นเราไปกันได้แล้วค่ะน้องเอื้อง”


เอื้องลดาดึงปีกหมวกให้ต่ำลงเพื่อปิดบังใบหน้า ก่อนจะเดินฝ่าเปลวแดดตามผู้จัดการส่วนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 13 ก.ค. 2013 5:52 pm

แล้วนทีดลก็มิได้ทำตัวเกะกะกองถ่ายดังที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้จริงๆ เมื่อไหว้พระเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงแยกตัวออกมานั่งมองการเตรียมการของทีมงานบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่อยู่ห่างๆ


เสียงฆ้องกลองดังกระหึ่มแว่วเข้าหูมาราวกับได้ย้อนไปในยุคอดีต ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นเอื้องลดาในชุดช่างฟ้อนซึ่งเป็นเสื้อสีเหลืองเข้ารูป แขนยาว ผ่าหน้าห่มสไบสีขาวปล่อยชายยาวลงมาถึงตัวซิ่นสีดำต่อเชิงยาวกรอมเท้า เธอเดินออกมาบริเวณด้านหน้าองค์พระธาตุพร้อมกับเมรินซึ่งอยู่ในชุดแบบเดียวกัน โดยดาราสาวทั้งสองต่างก็มีแฟนคลับของตนมาคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เนื่องจากถูกสั่งห้ามจากทางกองถ่ายไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามขณะถ่ายทำ


“แหม ตะลึงตาค้างเชียวนะคะคุณดล ชอบช่างฟ้อนคนไหนล่ะ ถ้าเป็นน้องเอื้องนัทติดต่อให้ได้นะ แต่ถ้าเป็นนางเอกอีกคนคงไม่ต้องมีผู้ช่วย เห็นตั้งแต่มาถึงวัดเธอก็เรียกหาแต่พี่ดลแจ้วๆ”นาถนรีกระเซ้าขณะเดินมาหยุดอยู่ข้างๆชายหนุ่มและเห็นท่าทีสนอกสนใจของเขา


นทีดลขยับแบ่งที่ให้อีกฝ่ายก่อนจะหันไปจ้องหน้าหญิงสาวนิ่ง “แล้วถ้าผมบอก คุณนัทจะช่วยจริงๆหรือเปล่าล่ะ”


คนถูกถามชะงัก ครู่ใหญ่จึงออกปากปราม “นี่พ่อคาสซาโนว่า อย่ามาทำเจ้าชู้ประตูดินกับน้องสาวนัทนะคะ น้องเอื้องดูเป็นคนทันสมัยก็จริง แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงฟรีนะ เธอเป็นคนคิดเยอะไม่ใจเร็วด่วนได้เหมือนสาวๆสมัยนี้หรอก”


“โธ่ คุณนัท”เขาครวญเสียงอ่อย “ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ เรารู้จักกันมาตั้งนานแล้วนะ ดูไม่ออกหรือไง”


“ของแบบนี้ไว้ใจไม่ได้หรอกค่ะ ชื่อเสียงของคุณก็ใช่ย่อย ข่าวสังคมพูดถึงทีไรมีแต่เรื่องสาวๆทั้งนั้น”


ผู้ถูกปรามาสหัวเราะหึๆ “แล้วคุณนัทเคยเห็นผมควงใครออกงานหรือไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่เคยก็ควรยกผล
ประโยชน์ให้จำเลยนะ คุณอยู่ในวงการบันเทิงก็น่าจะเข้าใจเวลาที่คนเขาอยากจะสร้างข่าว”


“แต่มันก็มีมูลใช่ไหมละ”ผู้ปกป้องน้องสาวเถียงไม่ลดละ


หากชายหนุ่มกลับยอมง่ายๆ “ใช่มันมีมูล”


“นั่นไง”


“นี่ฟังผมพูดให้จบก่อน มูลก็คือ ผมรู้จักทุกคนในข่าวจริงๆ บางคนก็ลูกสาวเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ บางคนก็เพื่อน พี่น้อง แต่ไม่ใช่คนรัก เข้าใจเสียใหม่ด้วย”


“อู๊ย นี่คุณจะให้นัทเชื่อเหรอคะว่าชายหน้าหล่อ สมาร์ท ร่ำรวยและตระกูลดีในวัย 27 ปีคนนี้ยังไม่เคยมีแฟนน่ะ” นาถนรีแกล้งทำกรี๊ดกร๊าดชวนหมั่นไส้


คนนั่งข้างๆจึงระบายลมหายใจออกยาวเหยียด ขณะที่ดวงตามองไปยังทีมงานซึ่งกำลังเตรียมการถ่ายทำกันจ้าละหวั่น “ผมเคยคบผู้หญิงคนหนึ่งตอนเรียนมหา’ลัย แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกลากันไปหลังจากพบว่าเราเหมาะที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่าคนรัก จากนั้นเธอก็ไปเรียนต่ออเมริกา ตอนนี้แต่งงานไปแล้ว”


“คงเป็นเพราะความเจ้าชู้ของคุณแน่เลย”


“แนะ ยังไม่เลิกอคติอีก คุณน่ะมองโลกในแง่ร้ายมากรู้ไหมคุณนัท”พูดจบเขาก็หัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา “เราเลิกกันเพราะเขาไม่เคยรู้สึกว่าผมรักเขาแบบแฟนเลยต่างหาก”


นาถนรีฟังแล้วมุ่นคิ้ว “ทำไมล่ะ”


คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ จากนั้นจึงตอบด้วยเสียงเข้ม “คนไม่รักนี่มีเหตุด้วยเหรอ ถ้าจะให้ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงเพราะว่าเขาไม่ใช่...”


“แล้วแบบไหนที่ใช่ล่ะ สวย เริด เก่ง เจ้าเสน่ห์ เซ็กซี่หรือว่าต้องงามสง่าดังผ้าพับไว้ นั่งร้อยมาลัย เป็นแม่บ้าน ขยันทำครัว”


เขายักไหล่แทนคำตอบ


นาถนรีเลิกคิ้ว “ยักไหล่แปลว่าอะไรกันคุณ”


“ก็แปลว่าผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะเป็นคนแบบไหนน่ะสิ พอได้เจอกัน คุยกันถึงจะรู้ ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่”


จะว่าไปเธอก็ไม่เคยเห็นว่านทีดลทำตัวชีกอกับผู้หญิงคนไหนจริงๆแหละ จะมีก็แต่สาวๆเหล่านั้นมาเกาะแกะเขา คงเพราะความหล่อ ร่ำรวยและมีเชื้อสายกระมังที่ทำให้ชายหนุ่มอยู่ในความสนใจของสาวโสดและไม่โสดอยู่หลายคน


“เหรออออ...”อีกฝ่ายแกล้งลากเสียงยาว “แล้วน้องเอื้องล่ะ ทำไมคุณถึงบอกว่าใช่ คุยกันได้สักกี่คำกันเชียว”


นทีดลขยับตัวเล็กน้อย เพื่อประวิงเวลาในการเรียบเรียงถ้อยคำอยู่ครู่ใหญ่จึงเอ่ยตอบ“ผมรู้สึกสะดุดตาเธอตั้งแต่แรกเห็น พอได้คุยกัน ทำอะไรร่วมกัน ก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่ และที่สำคัญเรามีอะไรหลายๆอย่างที่เกี่ยวโยงกัน ผมบอกไม่ถูกหรอกว่าตอนนี้รู้สึกกับเธอยังไง เป็นความชอบ ความรัก หรือความผูกพัน รู้แต่ว่าอยากอยู่ใกล้ ปกป้องดูแล...”


“พอๆไม่ต้องสาธยายละ โน่น สุดเลิฟของคุณกำลังจะเข้าฉาก ไปดูกันเถอะ น้องเอื้องอุตส่าห์เรียนฟ้อนเล็บมาตั้งครึ่งเดือนเชียวนา เพื่อฉากนี้ฉากเดียวเลย”นาถนรีเบรกแล้วขยับลุกขึ้นยืน หลังจากนั้นจึงดึงแขนอีกฝ่ายให้ลุกตาม ทว่านทีดลยังปักใจกับเรื่องเดิมอยู่ “สัญญามาก่อนสิว่าคุณนัทจะไม่ดิสเครดิตผม”


ผู้จัดการนางเอกสาวปล่อยมือทันใดและหดกลับมากอดอก ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอคุณดล นัทไม่ทรยศคุณหรอกน่ะ ถึงจะห่วงน้องสาวแค่ไหน แต่หน้าที่นัทก็มีเพียงช่วยดูแลอยู่ห่างๆเท่านั้น ไม่ใช่ยัดความคิดไม่ดีใส่หัวใคร”


สิ้นคำของหญิงสาวเขาจึงดีดตัวลุกขึ้นบ้างและยิ้มกริ่ม “ขอบคุณครับ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 13 ก.ค. 2013 5:53 pm

คณินเดินวนไปมาเพื่อตรวจตราความพร้อมของกล้อง แสง เสียงและนักแสดงตามลำดับ เมื่อทุกฝ่ายตอบว่าพร้อมแล้ว เขาจึงนับถอยหลังและสั่ง...


“แอ๊คชั่น!”


จากนั้นเหล่านักแสดงในชุดช่างฟ้อนร่วมสิบชีวิตจึงค่อยๆย่อตัวลงไหว้ ก่อนจะยืดตัวขึ้นอย่างช้าๆแล้วร่ายรำไปตามจังหวะฆ้องกลองอันดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณอย่างอ่อนช้อย


แม้ฉากนี้จะมีการเตรียมการนานนับชั่วโมงแต่ผลพวงจากการซ้อมฟ้อนกันจนชำนิชำนาญของดาราสาวและตัวประกอบทั้งหลายยังเป็นผลให้การถ่ายทำผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อยลงตัวภายในเทคเดียว


หลังจากนั้นทีมงานจึงเตรียมตัวถ่ายทำฉากที่มีพิรธรและเมรินเข้าฉากร่วมกัน ฝ่ายเอื้องลดาซึ่งไม่ต้องเข้าฉากแล้วจึงเลี่ยงออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดิมเหมือนที่ใส่มาในคราวแรกโดยมีนาถนรีตามดูแลไม่ห่าง
“ฟ้อนได้สวยจังครับคุณเอื้อง”นทีดลเอ่ยชมขณะเดินไปรับหญิงสาวทั้งสองกลับเข้ามาในบริเวณวัด


คนถูกชมยิ้มอย่างเขินๆตรงข้ามกับผู้จัดการส่วนตัวที่โพล่งขึ้นดักคอชายหนุ่มกลั้วหัวเราะ “ที่ชมนี่ตามจริงหรือลำเอียงเพราะรักคะคุณดล”
เอื้องลาหันขวับมามองพี่สาวตาเขียวปั๊ดเนื่องจากรู้เท่าทันเลศนัยในน้ำเสียงของอีกฝ่าย กระนั้นนาถนรีก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บุ้ยใบ้ไปทางชายหนุ่ม “ตอบสิคุณ”


นทีดลส่ายหน้าอย่างระอาแล้วจึงตอบเสียงดุเป็นการปรามอีกฝ่ายไม่ให้กระเซ้าแรงเกินไปนัก “ผมน่ะชมตามจริง เพราะเห็นว่าคุณเอื้องมีพรสวรรค์ทางนี้ แต่คุณน่ะกำลังพยายามชักใบให้เรือเสียอยู่นะ”


“เอาล่ะค่ะ อย่ามัวแต่โต้กันไปโต้กันมาเลย เมื่อกี้ฝ่ายคอสตูมเล่าว่าที่นี่มีเจดีย์บรรจุอัฐิของพระเจ้าติโลกราชอยู่ด้วยเหรอคะ เอื้องอยากไปกราบท่านน่ะค่ะ”


“อ๋อ ได้สิครับ เดี๋ยวเราเดินอ้อมวิหารหลังนั้นไปก็ถึงแล้ว”นักธุรกิจหนุ่มรับปากพร้อมทั้งชี้ไปยังทิศทางเป้าหมาย แต่แล้วกลับต้องชะงักเห็นเมื่อกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังกรูกันเข้ามาหาเอื้องลดา “สงสัยคุณเอื้องต้องรับมือกับแฟนคลับสักพักแล้วล่ะครับ”


นางเอกสาวพยักหน้าและใช้เวลาร่วมกับแฟนคลับร่วมยี่สิบนาทีเธอจึงเอ่ยขอตัวซึ่งเหล่าแฟนคลับก็ยินยอมแต่โดยดี เวลาส่วนตัวของเอื้องลดาจึงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 13 ก.ค. 2013 5:53 pm

ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ด้วยกิริยาที่เรียกได้ว่าตาเกือบไม่กะพริบ


ระยะเวลาอันล่วงเลยมายาวนานห้าร้อยกว่าปี ยามนี้มหาราชแห่งล้านนามีเพียงพระเจดีย์อันเป็นเครื่องรำลึกถึงว่าครั้งหนึ่งบนผืนแผ่นดินแห่งนี้เคยมีกษัตริย์ผู้ทรงพระนามว่าพระเจ้าติโลกราช หรือที่จักรพรรดิ์จีนขนานพระนามให้ว่าราชาแห่งตะวันตกเป็นผู้ปกครอง


ทุกๆชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าจะสูงส่งหรือต้อยต่ำเพียงใดก็ล้วนแต่หลีกหนีความตายไปไม่พ้น


“แล้วฝั่งโน้นล่ะค่ะที่เหลือแต่ฐานสี่มุมนั่นน่ะ คืออะไร”เสียงของนาถนรีแทรกขึ้นมา นางเอกสาวจึงหันมองไปตามจุดโฟกัสสายตาของอีกฝ่ายขณะที่หูก็รอฟังคำตอบจากชายหนุ่มอย่างจดจ่อ “วิหารเก่าที่เคยใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกไงครับ”


“ดูคุณดลก็มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ดีเหมือนกันนะคะ”เอื้องลดาชม
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ ที่รู้เรื่องวัดนี้เพราะพ่อเล่าให้ฟังบ่อยๆน่ะ แล้วอีกไม่นานผมก็ต้องมาบวชอยู่ที่นี่ด้วย ” เขาตอบเจือยิ้ม


“เมื่อไหร่คะ”นาถนรีซัก


“เข้าพรรษานี้แหละครับ”


เอื้องลดาได้ฟังจึงหันไปยิ้มหวานให้ว่าที่พระภิกษุคนใหม่ แล้วถอดรองเท้าวางไว้บนทางเดินปูด้วยอิฐและเดินตรงไปยังด้านหน้าองค์เจดีย์


“คุณเอื้องระวัง...”นทีดลร้องเตือนเสียงดัง หากยังไม่ทันจบประโยค นางเอกสาวก็เดินเขย่งเก็งกองเข้าไปด้านในด้วยสีหน้าเหยเก เนื่องจากเหยียบเอาหนามไมยราพเข้าให้เต็มรัก ทว่าครู่ต่อมาเธอก็ยังทำใจดีสู้เสือหันกลับมายิ้มร่าให้คนเตือนได้อีก “เตือนช้าไปค่ะคุณดล”


“เจ็บมากไหม”เขารีบถอดรองเท้าก้าวตามหญิงสาวเข้าไปด้วยความห่วงใย เมื่อไปถึงจึงบอกให้เธอนั่งแหมะลงกับพื้นเช่นเดียวกับเขา หญิงสาวจึงทำตามอย่างงงๆและโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว เขาก็เอ่ยขอโทษแล้วจับอุ้งเท้าของเธอขึ้นพลิกดู เป็นครู่จึงปล่อยมันลงพลางยิ้ม “ไม่มีเศษหนามแล้วครับ”


“เอ่อ คือ เอื้องไม่เจ็บเท่าไหร่หรอกค่ะ ตกใจมากกว่าเพราะไม่คิดว่าบนผืนหญ้าจะมีหนามด้วย”นางเอกสาวออกตัวแก้เก้อขณะก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อชำเลืองมองนาถนรีซึ่งยืนอยู่บนทางเดิน และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองมาอย่างสนใจ


“คุณนี่จริงๆเลย”เขาบ่นพลางถอนหายใจ แล้วจึงผายมือ “ไปที่กระถางธูปนั่นเถอะครับ จะได้ไหว้พระองค์ท่าน ไม่ต้องกลัวหนามแล้วล่ะ มันขึ้นแค่จุดที่อยู่ใกล้ๆทางเดินเท่านั้นแหละ”


หญิงสาวจึงพยักหน้าก่อนจะทำตามอย่างว่าง่ายโดยมีชายหนุ่มก้าวตามไปติดๆ


ไม่เข้าใจเหมือนกัน แค่เพียงหนามตำเท่านี้ เหตุใดเขาจึงรู้สึกห่วงเธออย่างมากมาย นทีดลถามตนเองหลายครั้งแต่ก็ไม่มีคำตอบย้อนกลับมาสักที ให้ตายสิ


เขาสลัดสิ่งที่ค้างคาใจออกพลางมองตามร่างโปร่งบางที่กำลังทรุดตัวนั่งลงตรงข้ามกระถางธูปซึ่งตั้งอยู่กลางองค์เจดีย์ทางทิศตะวันตกและย่อตัวนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆกัน ก่อนจะหยิบธูปในห่อออกมา 18 ดอก จุดไฟจนไหม้ครบทุกดอกแล้วยื่นมันให้เธอเสียครึ่งหนึ่ง


เอื้องลดาเอื้อมมือไปรับพร้อมทั้งเอ่ยคำขอบคุณเบาๆจากนั้นจึงพนมมือ หลับตาลงและอธิษฐานจิต


ไม่ถึง5วินาทีความรู้สึกร้อนผ่าวจึงบังเกิดขึ้นบริเวณโคนนิ้วก้อยของเธอ หากหญิงสาวก็ยังหลับตานิ่งด้วยรู้ดีว่า แหวนนาคนั้นมีพลังพิเศษบางอย่างซึ่งตนไม่สามารถบังคับได้ และบัดนี้มันคงสำแดงเดชขึ้นอีกครั้ง


ตึง...ตึง กลองเสียงทรงพลังดังก้องอยู่ในหัวราวกับมีคนตีกลองขนาดใหญ่อยู่รอบๆตัวเธอ และทั้งที่ดวงตามองเห็นความดำมืด ลูกไฟสีทองกลับปรากฏขึ้นตรงหน้า ทว่าแสงอันเจิดจ้านั้นก็ทำให้เธอไม่อาจมองเห็นอื่นใดได้อีก แต่กลับได้ยินสุรเสียงนุ่มทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นว่า “ประตู๋อยู่บนก๋ำแปงหั้น ครั้นถึงเวลามันก็จักเปิด ทุกสิ่งได้ถูกก๋ำหนดเอาไว้แล้ว”


“ท่านเป็นใคร ท่านพูดถึงอะไร เอื้องไม่เข้าใจ”จิตของเอื้องลดาเพ่งถาม ร่างอันเปล่งรัศมีเจิดจ้านิ่งไปเป็นครู่จึงตอบ “ธูปในมือของเจ้าสื่อสารกับผู้ใด แหวนนาคของเจ้าก็เป๋นสื่อถึงผู้นั้นแล”


“นั่นคือพญาท่านครับคุณเอื้อง”


เสียงของนทีดลดังแทรกขึ้น อา...เหตุใดเสียงของเขาจึงดังขึ้นในกระแสความคิดของเธอได้


“แหมบ่เมินก็จักถึงเวลาแล้ว”สุรเสียงทรงพลังเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนที่แสงสีทองจะเลือนหายไป พร้อมๆกับที่เอื้องลดาลืมตาขึ้นผินหน้าไปจ้องคนข้างกายด้วยแววตาประหลาดใจ “เสียงของคุณใช่ไหมคะ ที่บอกว่า นั่นคือพญาท่าน”


“ใช่ ผมเองที่ตอบคุณ”


“แล้วทำไมคุณถึงสื่อสารกับเอื้องได้ทั้งๆที่เอื้องเพียงแค่คิด หรือว่า...”
นทีดลพยักหน้า “ครับ แหวนนาคทำให้เราสื่อถึงกันทางจิตได้ในบางจังหวะ”


เอื้องลดาใช้ฟันบนขบริมฝีปากล่างของตนเบาๆขณะนึกคิด ไตร่ตรอง “ก่อนที่จะเห็นภาพนั้น เอื้องรู้สึกร้อนที่โคนนิ้วก้อย หรือว่าก่อนมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้น จะต้องเกิดปฏิกิริยากับแหวนก่อนคะ”


“ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นแหละ”เขาทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยนขณะตอบ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องรีบหันขวับมองไปยังทางเดินพร้อมๆกันเมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเรียก “สามคนนั้นมัวทำอะไรอยู่ เลิกกองแล้วนะ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 23 ก.ค. 2013 6:58 pm

บทที่ ๙

1368945232.jpg
1368945232.jpg (60.03 KiB) เปิดดู 6141 ครั้ง


“ขอสากับลิลลี่กลับด้วยนะคะ ลิลลี่เขาปวดหัวแต่ทางกองถ่ายจะนัดหมายกันไปทานข้าวในเมืองกันน่ะค่ะ”สุนิสาพูดขึ้นหลังจากที่นทีดลและเอื้องลดาเดินมาถึงจุดที่เธอและนาถนรียืนอยู่


“แต่ว่า...”เจ้าของรถเอ่ยปากจะค้าน ทว่าเอื้องลดากลับยินยอมจำนนต่อเหตุผลของอีกฝ่ายโดยง่าย “คุณดลพาลิลลี่ไปพักเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่นัทกับเอื้องจะไปกับรถกองถ่ายเอง”


“จริงๆรถผมก็นั่งได้หลายคนนะ ไปกันหมดนี่เลยก็ได้”กระนั้นนทีดลก็ยังห่วง


สุนิสารีบโบกไม้โบกมือ “ไม่พอนั่งหรอกนะ สาลืมบอกว่ารีน่าก็จะไปกับเราด้วย”


คราวนี้นาถนรีซึ่งรู้สึกทะแม่งๆอยู่นานจึงย้อนถามบ้าง “แล้วทำไมพวกคุณไม่ขอติดรถพี่แก้วคอสตูมไปก่อนล่ะ ฉันได้ยินพี่เขาบอกว่าจะรีบกลับนี่”


ผู้ถูกถามมองอีกฝ่ายด้วยหางตาแล้วจึงตอบ “พวกเราเกรงใจน่ะสิ คนอื่นๆเขาพักกันที่โรงแรมในเมือง มีแต่พวกเรานี่ล่ะที่พักรีสอร์ตคุณดล”


ผู้จัดการนางเอกหัวเราะ “อ้อ ก็เลยไม่เกรงใจคนที่คุณดลไปรับมาแต่แรกงั้นเหรอ”


“ทำไมต้องเกรงใจพวกเธอ ในเมื่อกลุ่มฉันมีคนป่วย”


“พี่นัทคะ”เอื้องลดาดึงแขนพี่สาวและเอ่ยปรามเบาๆ หากอีกฝ่ายยังไม่หยุด ทั้งยังขยับเข้าไปใกล้คู่กรณีอีกนิด “ทำไมน่ะเหรอ เพราะเราสองคนก็พักที่รีสอร์ตเหมือนกันน่ะสิ แถมเรายังเป็นคนที่คุณดลอาสาขับรถมาส่งตั้งแต่แรกด้วย”


สุนิสาเชิดคางโต้ “แต่ลิลลี่ไม่สบาย พวกเธอไม่ควรเห็นแก่ตัวนะ”


เอื้องลดาอดรนทนไม่ได้จึงเดินเข้ามายืนแทรกระหว่างคนทั้งสองและหันไปบอกสุนิสาเสียงเรียบ “เธอกับเพื่อนๆกลับพร้อมคุณดลเถอะ เดี๋ยวเราสองคนจะไปกับรถกองถ่ายเอง แค่คุณดลขับรถมาส่งก็เสียเวลามากพอแล้ว ดังนั้นเราต้องมีความเกรงใจต่อเขาบ้าง ไม่ใช่มาแย่งกันจะเป็นจะตายให้เขาลำบากใจ”


“ไปค่ะพี่นัท”นางเอกสาวใช้มือขวาแตะข้อศอกผู้จัดการส่วนตัวเบาๆก่อนหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


ทว่าไม่ถึงนาทีนทีดลก็ผละจากสุนิสาวิ่งตามมาดักหน้า “มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิ”


“แล้วจะให้ทำยังไงคะ ในเมื่อคนสนิทของคุณเขาไม่สบาย”เอื้องลดาตอบอย่างงอนๆ


นทีดลอมยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ก็พาเขาไปส่งที่รีสอร์ตก่อนค่อยกลับมาพาคุณสองคนไปทานข้าวสิครับ ผมตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าวันนี้จะพาคุณเอื้องกับคุณนัทไปทานขันโตกกัน”


“อุ๊ย นัทชอบอาหารเหนือค่ะคุณดล งั้นตกลงตามนี้นะคะน้องเอื้อง”นาถนรีคะยั้นคะยอน้องสาวพลางหันไปขยิบตาใส่ชายหนุ่ม


“นะครับคุณเอื้อง ผมวนรถไปแป๊บเดียว”


เอื้องลดาถอนใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนตอบคำเสียงขุ่น “นี่คุณทำเป็นไม่รู้หรือเปล่าคะ ว่าเจตนาของสามสาวนั่นคืออะไร”


ชายหนุ่มกระตุกมุมปากยิ้มน้อยๆ “ถ้าคุณรู้คุณก็ช่วยผมสิครับ ผมไม่ใช่คนที่ปฏิเสธใครไม่เป็น เพียงแต่ในฐานะเจ้าของรีสอร์ตผมต้องบริการแขกเท่านั้นเอง”


เกือบแล้วสิ คำพูดของเขาเกือบทำให้เธอเผลอยิ้มออกไป อะไรกันแค่คำอธิบายสั้นๆเพียงเท่านี้กลับทำให้เธอโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
“นะครับคุณเอื้อง” นทีดลย้ำ


หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นพยักหน้ากลายๆอย่างไม่สนใจไยดีนัก ทั้งๆที่ภายในใจเต้นระส่ำ อยากรู้เหลือเกินว่าใจเขาคิดเย่างไร


เฮ้อ! หวังว่าเธอไม่คิดไปเองนะ...เอื้องลดา
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 23 ก.ค. 2013 6:59 pm

แดดรำไรทอแสงลอดกิ่งไม้ใบโปร่งลงมายังจุดที่หญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสสายเดี่ยวสีครีมยืนอยู่ เธอจึงขยับตัวหนีให้พ้นจากแสงสีส้มระเรื่อพลางชะเง้อชะแง้ไปยังทางเดินที่ทอดมาสู่อาณาเขตของพระธาตุเจ็ดยอดใกล้กับที่ตนยืนอยู่ จึงไม่ทันเห็นผู้ที่กำลังเดินมาทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ


“มองหาใครอยู่เหรอลิลลี่”


เมรินซึ่งกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับนทีดลสะดุ้งเล็กน้อย แต่ครู่เดียวก็ตั้งสติได้จึงหันมาตอบอย่างเสียไม่ได้ “ก็รอสากับพี่ดลน่ะสิ ลิลลี่ให้สาไปบอกพี่เขาว่าจะกลับด้วย”


คนฟังเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม “คุณดลเขามาพร้อมคุณเอื้องไม่ใช่เหรอ”


“แล้วไงล่ะ”เสียงถามของเมรินห้วนจัด


“ก็ไม่แล้วไงหรอก รีน่านึกว่าลิลลี่จะเกลียดคุณเอื้องจนไม่อยากญาติดีด้วยเสียอีก ไม่คิดว่าจะยอมนั่งรถคันเดียวกันกลับรีสอร์ตได้”


เมรินกระตุกมุมปากขึ้นยิ้มข้างหนึ่ง ขณะมองเพื่อนด้วยสายตาขวางๆ “แล้วใครบอกว่าจะให้มันไปด้วยล่ะ”


เอริน่าเลิกคิ้ว “นี่ลิลลี่จะไปแทนแล้วให้เขากลับกับรถกองถ่ายงั้นเหรอ”


เมื่อเพื่อนเดาสถาการณ์ถูกเมรินจึงหัวเราะคิกคักอย่างสาสมใจ “ก็ใช่น่ะสิ ตอนนี้สาไปบอกพี่ดลแล้วว่าลิลลี่ปวดหัวมาก ขอกลับด้วย”


สาวลูกครึ่งถอยหลังไปยืนพิงต้นไม้ใหญ่พลางยกมือขึ้นกอดอก ทอดสายตามองไปยังยอดเจดีย์เบื้องหน้าขณะถาม “ลิลลี่จงใจแกล้งคุณเอื้องใช่ไหม มีเหตุผลอะไรถึงไม่ชอบเขาล่ะ”


เมรินหันขวับทันที่ที่คำถามนั้นผ่านประสาทหู “ทำไม เธอเป็นห่วงมันเหรอรีน่า นี่ตกลงเธอเป็นเพื่อนใครกันแน่”


เอริน่าถอนใจออกมาดังๆแล้วค่อยตอบ “รีน่าก็ห่วงลิลลี่นั่นแหละ กลัวว่าทำแบบนั้นแล้วคุณดลจะมองไม่ดี เขาไม่ใช่เด็กๆนะจะได้ดูไม่ออกน่ะ ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่”


“ถ้างั้นรีน่าก็ต้องช่วยลิลลี่สิ”เมรินเสียงอ่อนลง


เอริน่าพยักหน้า “งั้นก็เล่ามาก่อนว่าทำไมถึงเกลียดคุณเอื้องเขานัก”


มารินยักไหล่ “ไม่รู้สิ ไม่ค่อยถูกชะตาแม่คนนี้มาตั้งแต่เจอกันครั้งแรกละ แถมยังมีงานที่ถูกหล่อนชิงไปหลายหน อย่างพรีเซ็นเตอร์โฆษณาน้ำหอมแบรนด์ดังนั่นก็ใช่ ละครเรื่องนี้อีกล่ะ ถึงจะมีนักแสดงนำหญิง 2 คน แต่ตัวที่คู่กับพระเอกจริงๆคือเอื้องลดา แถมทำไปทำมาหล่อนยังทำท่าว่าจะมาแย่งพี่ดลไปจากลิลลี่อีก ลิลลี่ไม่เคยเป็นรองใครรีน่าก็รู้ แล้วนี่อะไร แค่ลูกสาวข้าราชการจนๆอย่างเอื้องลดาเนี่ยเหรอจะมาแย่งพี่ดลไปจากลิลลี่ เฮอะ ไม่มีทาง ”


“จะว่าเขาแย่งก็ไม่ถูก ลิลลี่กับคุณดลยังไม่ได้คบกันเลยนี่”ผู้เป็นเพื่อนแย้งตรงๆเนื่องจากเอริน่าเป็นคนตรงไปตรงมาและถือความถูกต้องเป็นหลัก ทว่าคำพูดของเธอนั้นสะกิดใจเพื่อนรักอย่างจัง เมรินจึงชักสีหน้าเข้าใส่และถามเสียงดังเกือบตะคอก “นี่เธอจะเข้าข้างใครกันแน่แม่เอริน่า”


“รีน่าก็แค่อยากเตือนสติลิลลี่ เราเป็นเพื่อนกัน มีอะไรก็ต้องบอกกันไม่ใช่เหรอ”สาวลูกครึ่งตอบอย่างใจเย็น


เมรินไม่ต่อปากต่อคำอีก เนื่องจากสายตาของเธอมองเห็นมาริสากำลังเดินลิ่วๆเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ไปกันได้แล้ว ยายสองคนนั่นกลับพร้อมรถกองถ่าย”


“งั้นเดี๋ยวเจอกันที่รีสอร์ตนะ รีน่าไปล่ะ”เอรีน่าบอกพลางหันหลัง


“จะไปไหนรีน่า เธอเองก็ต้องไปกับพวกเรา ไม่งั้นรถก็ว่างพอที่คนอื่นจะมานั่งได้สิ”มาริสาท้วงตามหลัง


ผู้เป็นตัวแปรหันขวับมาค้าน “แต่ว่ารีน่าเกรงใจคุณดลเขา”


เมรินคว้าข้อมือเพื่อนเอาไว้พลางสำทับเสียงหนัก “ถ้างานนี้เธอไม่ช่วย ถือว่าไม่รักกันจริง”


เอรีน่าทำได้เพียงลอบถอนใจเบาๆอย่างสุดแสนระอา นี่ถ้าไม่ติดว่าเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมล่ะก็ เธอคงเลิกคบสองสาวไปนานแล้ว“เอาล่ะ ไปก็ไป”


หลังหาข้อสรุปกันลงตัวแล้ว สามสาวจึงพากันเดินไปขึ้นรถซึ่งจอดรออยู่บนถนนภายในวัดซึ่งบรรจบกับทางเดินที่เธอทั้งหมดต้องผ่านมาพอดี จากนั้นชายหนุ่มผู้เป็นคนขับจึงบ่ายหน้ารถออกสู่เส้นทางที่จะไปยังพิงครัตน์รีสอร์ตด้วยความเร็วในระดับที่เมรินต้องทักท้วง “ทำไมพี่ดลขับรถเร็วจังเลยคะ”


“พี่มีธุระต่อน่ะครับ”นทีดลตอบโดยที่สายตายังมองตรงไปข้างหน้า


“ช้าลงอีกนิดเถอะค่ะ มันอันตราย”เอรีน่าเสริมบ้างเพราะเห็นว่าข้างทางมีการเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่หลายจุด


ชายหนุ่มไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่ก็ยอมลดระดับความเร็วลงโดยดี


“อยากเล่นน้ำสงกรานต์บ้างจังค่ะ”เมรินเอ่ยชวนขึ้นมาลอยๆหลังจากที่อีกฝ่ายลดระดับความเร็วลงมากแล้ว


นทีดลเหลือบมองหญิงสาวรุ่นน้องแล้วจึงปฏิเสธนุ่มๆ “ลิลลี่ปวดหัวอยู่นี่ครับ ถ้าเล่นน้ำจะทำให้ไม่สบายได้นะ พี่ว่ากลับไปนอนพักดีกว่า”


“เอ่อ แต่ว่า...”


“เชื่อพี่เถอะ ถ้าไม่สบายหนักจนทำงานไม่ได้ ทางกองถ่ายจะลำบากนะ”


เมรินจึงเงียบเสียงลงทั้งๆที่ไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็ไม่รู้จะค้านอีกฝ่ายอย่างไร ในเมื่อเธอเป็นคนวางแผนว่าป่วยเอง


เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ เจ้าของรถจึงเปิดเพลงสากลเบาๆให้ฟังเพื่อเป็นการผ่อนคลายจวบจนรถยุโรปสีดำเคลื่อนเข้าจอดเทียบด้านหน้าเรือนไม้หลังกะทัดรัดซึ่งตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีสันราวกับเป็นบ้านในนิทาน สารถีหนุ่มจึงก้าวลงจากรถเพื่อเปิดประตูให้หญิงสาวทั้งสาม แต่ก็มีเพียงเมรินคนเดียวที่นั่งทำท่าเป็นนางพญารออยู่ ส่วนเพื่ออีกสองคนนั้นไม่สนใจพิธีรีตองจึงเปิดประตูเองทันทีที่รถจอด


“ขอบคุณนะคะคุณดลที่มาส่ง” มาริสาและเอรีน่าเอ่ยขึ้นเกือบพร้อมๆกัน


นทีดลหันไปยิ้มให้สาวสวยทั้งสองขณะที่ใช้มือดึงประตูเปิดให้นางเอกสาวสวยซึ่งนั่งคู่ตอนหน้ามากับตน


“พี่ดลจะกลับมาทานข้าวเย็นที่นี่ไหมคะ”เมรินถามหลังจากเพื่อนทั้งสองเดินเข้าไปในบ้านพักเรียบร้อยแล้ว หากเธอยังเกาะประตูรถของชายหนุ่มรอท่าอยู่


“คงไม่ครับ วันนี้พี่จะไปทานข้าวข้างนอก”


ดาราสาวทำหน้ามุ่ย “ลิลลี่ว่าจะชวนพี่ดลดินเนอร์ด้วยเสียอีก”


“เอาไว้วันหลังก็แล้วกันครับ วันนี้พี่จะรีบไป”เขาตัดบทอย่างง่ายๆ หญิงสาวจึงจำต้องยินยอมด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นับวันเขาชักจะทำตัวห่างเหินจากเธอแล้วเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับเอื้องลดาแทน แต่เธอก็ทำได้แค่เพียงผละออกมายืนดูรถของเขาเคลื่อนกลับไปทางเดิมด้วยความรู้สึกระแวงเท่านั้น


คอยดูเถอะยายนางเอกจอมแย่งซีน คราวนี้ฉันจะไม่ยอมแพ้เธออีกเป็นอันขาด
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 23 ก.ค. 2013 6:59 pm

เมื่อพาดผ้าขนหนูสีขาวหนานุ่มลงบนราวซึ่งตั้งอยู่บนระเบียงเล็กๆด้านนอกห้องน้ำแล้ว ลูกครึ่งสาวสวยผู้อยู่ในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีแดงสดและกางเกงสีดำขาสั้นเผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องก็เดินลงจากบ้านพักแล้วลัดเลาะไปยังด้านหลังรีสอร์ตเพื่อชื่นชมธรรมชาติในเวลาแดดร่มลมตก


สำหรับเธอแล้ว แสงแดดรำไร กลิ่นดอกเอื้องหอมกรุ่น เสียงนกร้องจิ๊บๆแทรกเสียงน้ำไหลทำให้เอรีน่ารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะเธอต้องพักอยู่บนคอนโดสูงใจกลางกรุงมาตลอดกระมัง จึงทำให้มองเห็นต้นไม้ใบหญ้าดูมีเสน่ห์มากกว่าคนทั่วไป


มือเรียวผลักประตูเหล็กดัดบานเล็กออกไปด้านนอกเมื่อเดินมาถึงเขตรั้วสูงทะมึน ทว่าบานประตูนั้นกลับเด้งกลับมาอย่างรวดเร็วทั้งยังมีเสียงร้องของใครคนหนึ่งดังขึ้น


“โอ๊ย!”


เอรีน่าถึงกับหน้าเสีย รีบก้าวออกไปนอกประตูรั้วและเอ่ยขอโทษชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดที่บัดนี้กำลังก้มหน้าลงและใช้มือขวาคลำหน้าผากซึ่งมีรอยแดงเป็นปื้นอยู่ป้อยๆ “ต้องขอโทษจริงๆค่ะรีน่าไม่ได้ตั้งใจ”


เขาผู้นั้นเงยหน้าขึ้น จ้องหน้าผู้เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดด้วยประกายสายตาที่อ่อนลงมาก อาจจะเพราะความสวยอันจับตา หรือกิริยาอันจับใจก็มิรู้ได้ ที่ทำให้ความโกรธในใจของนัยภาคมลายหายไปหมดแล้วในเวลานี้


“เจ็บมากไหมคะ” ถามแล้วหญิงสาวก็ยื่นหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ “ดูสิเป็นรอยแดงเลย”


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวก็หาย”เขาตอบแล้วจึงย้อนถามบ้าง “คุณเดินออกมาจากประตูเล็กนี่ แสดงว่าเป็นแขกที่มาพักในรีสอร์ตใช่ไหมฮะ”


“ใช่ค่ะ รีน่าเพิ่งเข้ามาพักเมื่อเช้านี้เอง”เธอตอบพลางแนะนำตัวไปพลาง


“ผมนัยภาคครับ เป็นผู้จัดการของที่นี่ หรือจะเรียกสั้นๆว่านัยก็ได้”


เอรีน่าทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้จึงยิ้มแฉ่ง “อ๋อ จำได้แล้วค่ะคุณนัยที่ลิลลี่บอกว่าเป็นคนจัดการเรื่องที่พักให้”


“อ้าว คุณรีน่าเป็นเพื่อนของคุณลิลลี่หรอกหรือครับ มิน่าผมถึงคุ้นๆหน้าเป็นดารานี่เอง”


“จริงๆรีน่าเป็นนางแบบค่ะ เพิ่งจะแสดงละครเรื่องนี้เรื่องแรก” หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “ต้องขอบคุณนะคะที่คุณนัยเป็นธุระเรื่องที่พักให้”


“ไม่เป็นไรครับเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว จริงๆต้องขอโทษด้วยซ้ำที่ผมไม่ได้เข้าไปดูแลด้วยตัวเอง ช่วงเทศกาลแบบนี้ทัวร์มาลงเยอะน่ะครับ ต้องดูแลหลายส่วน จริงๆบ้านพักที่จัดให้คุณทั้งสามคนเป็นส่วนที่พี่ดลเขาจะกันเอาไว้สำหรับคนที่สนิทๆเท่านั้นน่ะครับ ไม่งั้นก็เต็มหมด”


เอรีน่าหัวเราะกิ๊ก “แหม ใช้เส้นลิลลี่นี่เอง”


นัยภาคยิ้ม “คุณลิลลี่เขาเป็นลูกสาวของเพื่อนเจ้าป้าน่ะครับ รู้จักกันมานานแล้ว เป็นเหมือนญาติสนิทกัน เอ๊ะ ผมลืมไปสนิทใจเลย คุณรีน่าจะไปไหนครับ”


“อ๋อ รีน่าออกมาเดินเล่นน่ะค่ะ เคยมาถ่ายทำที่โบราณสถานแล้วหนนึง ชอบบรรยากาศก็เลยเดินออกมากินลมชมวิวบ้าง”


“ให้ผมเดินไปเป็นเพื่อนดีไหมฮะ ใกล้ค่ำแล้ว ถ้าคุณรีน่ารำคาญก็ตามไปห่างๆก็ได้”เขาต่อรอง


นางแบบสาวหัวเราะ “ไม่รำคาญหรอกค่ะ ดีเสียอีก รีน่าจะได้ไม่เหงา”


“งั้นเชิญเลยครับ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron