นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » พุธ 25 พ.ย. 2015 6:29 am

ประตูหน้าบ้านแบบบานเลื่อนเปิดออก ร่างระหงจึงเดินผ่านห้องโถงเข้าไปด้านใน เมื่อสายตาของเธอมองเห็นแสงไฟจากห้องนั่งเล่น ฟ้ารุ่งจึงผลักบานประตูเข้าไป พบว่าแจ่มใจผู้เป็นยายและป้าอารีย์ผู้ทำหน้าที่แม่บ้านกำลังนั่งดูละครอยู่ด้วยกัน

“ห้าทุ่มแล้ว ยายยังไม่นอนอีกหรือคะ”บรรณาธิการสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งชีวิตเธอมีแจ่มใจเพียงคนเดียวที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงบัดนี้ ทว่าความอบอุ่นที่ได้รับไม่เคยด้อยไปกว่าใคร เพราะยายของเธอนั้นประคบประหงมดูแลหลานสาวคนเดียวอย่างดีที่สุด

“ยายรอฟ้า ทำไมวันนี้กลับดึกล่ะลูก” แจ่มใจเงยหน้าขึ้นถาม

ฟ้ารุ่งนั่งคุกเข่าลงข้างๆรถเข็นของผู้เป็นยายแล้วจึงเอนศีรษะพิงแขนนุ่มนิ่มนั้นอย่างประจบ “ฟ้าไปกินข้าวข้างนอกมาค่ะ แต่ฟ้าก็โทร.มาบอกป้าอารีย์แล้วนะคะ”

“ป้าบอกคุณยายแล้วค่ะ แค่ท่านอยากรอคุณฟ้ากลับมาก่อนค่อยเข้านอน” นางอารีย์ตอบเจือยิ้ม เธอมีความสุขยามที่เห็นสองยายหลานอยู่ร่วมกัน ฟ้ารุ่งเป็นหลานที่ดี ส่วนแจ่มใจก็เป็นยายที่น่ารัก

“ยายไม่ต้องห่วงฟ้านะคะ ฟ้าโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ ยายสิต้องดูแลตัวเองมากๆ ยายเป็นกำลังใจเดียวของฟ้าต้องอยู่กับฟ้าไปนานๆ”หญิงสาวพูดพลางลูบแขนหย่อนคล้อยของผู้สูงวัยไปพลาง

แจ่มใจยื่นมือออกไปลูบผมที่ดัดเป็นลอนๆของผู้พูดอย่างเอ็นดูและถาม “ตอนนี้ฟ้ายังติดต่อกับบอมอยู่หรือเปล่า”

ฟ้ารุ่งเงยหน้าขึ้น จ้องตาผู้เป็นยายเขม็ง “เอ่อ...ฟ้า”

“อย่าโกหกยาย มีอะไรก็บอกมาตรงๆ”

“ฟ้ายังติดต่อกับพี่บอมค่ะ ฟ้ารู้ว่ายายไม่ชอบให้ฟ้าคบหาพี่บอม หรือคนบ้านในบ้านคุณอาอรรณพ แต่ฟ้ามีเหตุผลนะคะ”

“เหตุผลอะไร”

“ฟ้าต้องให้พี่บอมช่วยเขี่ยนังซันดาออกจากสำนักพิมพ์ ”

“ซันดา...ชื่อคุ้นๆ”แจ่มใจพยายามทบทวนความทรงจำ

หลานสาวจึงรีบอธิบายว่า “ลูกสาวบ้านโน้นไงคะ”

แจ่มใจทบทวนความจำ “บ้านโน้น...”

“ฟ้าหมายถึงลูกสาวของผู้หญิงที่ชื่อรยา ยายจำได้ไหมคะ” ฟ้ารุ่งยิ้มขื่นๆ

แน่นอนไม่ใช่เพียงแค่ฟ้ารุ่งเท่านั้นที่สะดุดใจเมื่อได้ยินชื่อนี้ แจ่มใจเองก็เช่นเดียวกัน ชื่อนี้ทำให้เธอชะงัก “ฟ้าไปพบคนพวกนั้นได้ยังไง”

ก่อนตอบฟ้ารุ่งหันไปบอกอารีย์ว่า “ป้าอารีย์ไปนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวฟ้าคุยกับยายเสร็จแล้วจะพาเข้านอนเอง”

อารีย์รับคำเบาๆแล้วจึงลุกขึ้น เดินไปทางห้องนอนของตนเองอย่างว่าง่าย

จากนั้นฟ้ารุ่งหันกลับมาเล่าเรื่องราวที่ค้างคาให้ผู้เป็นยายฟัง “ตั้งแต่เกิดเรื่องที่เชียงใหม่ ฟ้าก็ยังตามข่าวของพวกมันมาตลอด จนช่วงที่อยู่เมืองนอกนั่นแหละค่ะ แม่นั่นกำลังเป็นนักเขียนดาวรุ่ง ฟ้าก็สืบจากอินเทอร์เน็ตได้เองบ้าง แต่บางอย่างก็ต้องขอให้พี่บอมช่วย จนตอนนี้ฟ้ากับมันต่างก็เป็นบอกอเหมือนกัน เมื่อฟ้าอยากให้มันตกงานจึงต้องขอความช่วยเหลือจากพี่บอม”

“แล้วพ่อแม่ของมันล่ะ” น้ำเสียงของแจ่มใจเรียบเฉย แต่ฟ้ารุ่งรู้ว่าผู้เป็นยายเจ็บปวดเพียงใดยามที่ถามถึงคนคู่นั้น

“เคยอ่านจากบทสัมภาษณ์ของมันว่าอยู่ที่เชียงใหม่นั่นแหละค่ะ”ฟ้ารุ่งตอบพลางบีบมือยายของตนเบาๆ เพื่อส่งความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้ยังว่ามีกันและกัน

“แล้วซันดารู้มั้ยว่าฟ้าเป็นลูกของใคร”

ฟ้ารุ่งยิ้มขื่นๆ “พวกมันรู้แล้วค่ะ แต่ฟ้าก็ไม่แน่ใจว่ามันรู้เรื่องของพวกเราสักแค่ไหน ดูชีวิตมันมีความสุข มันคงไม่รู้หรอกว่าแม่ของมันทำให้แม่ของฟ้าต้องเลิกกับพ่อทั้งๆที่ฟ้ายังเล็กมาก ช่วงแรกๆฟ้าแทบจะจำพ่อแทบจะไม่ได้ด้วยซ้ำ นี่ถ้ายายไม่พาไปแอบดูครอบครัวมัน ฟ้าคงไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใคร”

มือของหญิงสาวกำแขนผู้เป็นยายแน่นขึ้น หยดน้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตาคู่งาม “ฟ้าต้องถูกเพื่อนล้อว่าลูกไม่มีพ่อ ในขณะที่พวกมันทำหน้าระรื่น แต่พอได้รู้ความจริงหน้างี้ซีดกันหมดเลยค่ะ”

แจ่มใจมองหลานสาวคนเดียวผ่านม่านน้ำตาพร่ามัว “ถึงมันจะเจ็บแค่ไหนแต่ก็ทำให้แม่กับน้องของเราฟื้นขึ้นมาไม่ได้หรอกนะ”

“พวกมันจะต้องได้รับผลกรรม” ฟ้ารุ่งขยับตัว ก่อนจะซบหน้าลงบนตักผู้เป็นยายอีกครั้ง ตักนี้ที่ให้ไออุ่นและกำลังใจแก่เธอตลอดมา

“ยายก็ได้แต่หวังว่าพวกมันจะได้รับกรรมอย่างสาสม” มือผอมบางลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ ต่างกับนัยน์ตาของผู้พูดที่เจิดจ้าไปด้วยพลังบางอย่าง

พลังแห่งความคับแค้นใจ...คนที่ไม่เคยสูญเสียลูกและหลานไปพร้อมๆกันคงไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บปวดเพียงใด

+++++++++++++++++++++++++++



เสียงดังจอแจมาจากห้องประชุมเล็กซึ่งกำลังเตรียมการประชุมย่อยของกองบรรณาธิการซึ่งปรัชญ์เป็นผู้นัดหมาย หากมองผ่านช่องประตูเข้าไปจะพบว่าพนักงานบางคนกำลังนั่งทำงานรอ ในขณะที่บางคนก็นั่งคุยกันอย่างออกรส

“ที่พี่ซันให้เก๋กับวิชลิสต์รายชื่อนิยายในเว็บไซต์ที่น่าสนใจมาให้ ถ้าประชุมเสร็จเก๋จะส่งอีเมลล์ให้เลยนะคะ” สิยาพรรายงานบอกอของตนด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก

แต่ก็ส่งผลให้หลายคนได้ยินและเงยหน้าขึ้นมอง

“แหม บอกอซันขยันจังนะคะ บอกอเต้แทบจะไม่มีนักเขียนในสังกัดเลย กุหลาบเที่ยงคืนกับรัมภาลัยก็ถูกถ่ายโอนให้บอกอซันไปละ นี่บอกอซันยังให้เก๋หานักเขียนใน ‘เน็ตให้อีก สงสัยบอกอเต้ต้องไปเปิดร้านขายไข่ในตลาดไปพลางๆแล้วล่ะค่ะ” นารินเปิดฉากแขวะยิ้มๆ

“แต่บอกอทุกคนก็มีงานอีดิตกับงานบอกอเล่มอยู่แล้วไม่ใช่หรือฮะ” วิชกรย้อนถามด้วยหน้าตาซื่อๆ สร้างรอยยิ้มให้คนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องแต่ก็ให้ความสนใจฟังอยู่ไม่น้อย

พงษ์พจน์รำคาญจึงตอบเสียเองว่า “นั่นมันงานประจำอยู่แล้ว แต่การเป็นบอกอก็ต้องมีมารยาท ไม่ล้ำเส้น ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาใหม่ ก็หงิมๆหยิบชิ้นปลามันแบบนี้”

ซันดาเงยหน้าขึ้นจากเอกสารในมือบ้าง “ซันไม่รู้ว่าปกติที่นี่ทำงานกันยังไง แต่พอซันเข้ามาทำงานก็ต้องทำตามคำสั่งเจ้านายเหมือนพวกคุณนี่แหละ ถ้าสงสัยเรื่องไหนคุณเต้ก็น่าจะไปถามคุณดาดูนะ ไม่ใช่มาแขวะกันเอง การทำงานมันต้องตรงไปตรงมา พูดให้ชัด ทำให้จริง แล้วก็ต้องยอมรับความจริงด้วย”

“ความจริงอะไรของเธอ อย่าคิดว่าเป็นเด็กนายแล้วจะพูดอะไรก็ได้นะ” พงษ์พจน์แหวขึ้น ใจนึกอยากจะกรีดนิ้วชี้หน้าอีกฝ่ายนัก เพิ่งมาใหม่แล้วยังจะซ่า

ซันดาฟังแล้วตีหน้าเฉย ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบ “อ่อ ต้องเป็นคนเก่าคนแก่ถึงจะว่าอะไรใครก็ได้ แบบที่คุณว่าฉันไร้มารยาทตะกี้นี้ใช่ไหม คุณเต้...ซันมาทำงานที่นี่เพื่องาน ซันไม่ได้อยากจะแข่ง หรือว่าเป็นศัตรูกับใคร ถ้าทำอะไรแล้วไม่ถูกใจคุณก็ต้องขอโทษด้วย เอาล่ะ ตอนนี้เรามาเริ่มต้นกันใหม่ ถือซะว่าเมื่อครู่ได้เคลียร์ใจกันไปแล้วนะ”

พงษ์พจน์อึ้ง ไม่รู้ว่าจะตอบอีกฝ่ายอย่างไรดี ได้แต่นึกในใจว่า แม่นี่บทจะแรงก็แรง บทจะจบก็จบเสียดื้อๆจนแทบตามไม่ทัน คนแบบนี้ไว้ใจไม่ได้

“อะไรของมันคะบอกอ” นารินสะกิดถามเสียงเบา

พงษ์พจน์ได้แต่สั่นหน้า สายตามองไปที่ประตูห้อง “ไม่รู้ นั่นคุณปรัชญ์เข้ามาละ”

จากนั้นความเงียบจึงเข้ามาครอบคลุมห้องประชุมอีกครั้ง สายตาของแต่ละคนจับจ้องไปยังชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าคมคาย ที่กำลังนั่งลงบริเวณหัวโต๊ะ

ชายหนุ่มเปิดประชุมด้วยการบอกยอดขายไตรมาสที่ผ่านมา ทิศทางของตลาด และเน้นย้ำถึงถึงเป้าหมายของบริษัท “อย่างที่คุณนาถลดาได้แจ้งเอาไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งที่แล้ว ว่าปีนี้เราต้องการกระตุ้นยอดขายให้พุ่งสูงขึ้น ดังนั้นทุกฝ่ายในสำนักพิมพ์จะต้องร่วมมือกัน พวกเราติดขัดปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

พงษ์พจน์ยกมือขึ้นขออนุญาต เมื่อปรัชญ์พยักหน้าเขาจึงจีบปากจีบคอถามทันที “คุณปรัชญ์ยกงานของเต้ไปให้บอกอซันหมด แล้วจะให้เต้ทำอะไรฮะ แค่อีดิตงานไปวันๆงั้นเหรอ”

“ผมกำลังจะบอกอยู่นี่ไงครับ ว่าเราจะต้องพยายามช่วยกัน ในส่วนของคุณเต้ซึ่งเป็นบอกอหลักของสำนักพิมพ์ที่ใครๆก็รู้จักดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าไม่น่าจะยากที่จะหานักเขียนเพิ่ม”

“แต่นักเขียนเก่งๆเขียนงานดีๆตีพิมพ์แล้วขายได้มันหายากนะคุณปรัชญ์”พงษ์พจน์เถียง

“จริงค่ะ นักเขียนที่ขายได้น่ะ ส่วนใหญ่จะมีสำนักพิมพ์ประจำหมดแล้ว” นารินช่วยเสริม พลางปรายตามองซันดาเป็นเชิงตำหนิ นัยว่าเป็นเพราะหล่อนนั่นแหละ

ปรัชญ์นิ่งฟังแล้วตอบอย่างใจเย็นว่า “ผมคิดว่าบอกอที่ดีจะต้องสามารถสร้างนักเขียนเองได้ การตลาดเราก็มีคุณจะกลัวอะไร”

“แล้วทำไมคุณปรัชญ์ไม่ให้บอกอซันทำหน้าที่นี้ล่ะฮะ”พงษ์พจน์ว่า

“ผมมองว่าคุณมีความชำนาญมากกว่า เพราะคุณอยู่ที่นี่มาปีกว่าแล้ว ในส่วนของงานคุณไม่ต้องกลัว ผมกำลังเปิดโครงการค้นหานักเขียน โดยการประกวดเรื่องสั้น คุณเต้คิดว่าไหวไหมครับ” ปรัชญ์จ้องคู่สนทนาเขม็ง

“ไม่ไหวก็คงต้องไหว” พงษ์พจน์ตอบและค้อนเบาๆ

ปรัชญ์ยิ้ม เขาเข้าใจทุกฝ่ายดี แต่จะทำอย่างไรได้ในฐานะผู้บริหารสำนักพิมพ์จะต้องมองถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าความพอใจของแต่ละบุคคล “ผมเชื่อฝีมือคุณ”

“แล้วบอกอซันล่ะ ว่าไง มีอะไรเสนอมั้ย” เขาถามต่อ

ซันดาปรายตามองคนถามแล้วสั่นหน้า

ปรัชญ์เลิกคิ้ว “ผมได้ยินว่าคุณเป็นบอกอขวัญใจนักเขียน คุณเล่าประสบการณ์ได้มั้ยว่าที่ผ่านมาทำยังไงบ้าง”

ซันดาจำใจยืนขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก “จริงๆมันเป็นเทคนิคของแต่ละคน แต่ถ้าจะให้เล่า ฉันก็แค่ดูแลนักเขียนเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน โอเค ถึงเขาจะเป็นนักเขียนอิสระ แต่ถ้าเขาศรัทธาสำนักพิมพ์ไหนก็มักจะส่งงานที่เดิมเป็นประจำ ถ้าเราดูแลเขาด้วยใจ เขาก็จะให้ใจกับเรา วงการนักเขียนมันแคบ พูดปากต่อปาก 2-3 คำก็ถึงกันหมดละ”

“แต่ผมว่าถ้าเราสนิทสนมเกินไปก็จะลำบากในการอีดิตงานนะฮะ นักเขียนบางคนก็อัตตาสูงเกิ๊น” พงษ์พจน์แย้ง เขาหมั่นไส้เหลือเกินที่ปรัชญ์ให้ความสำคัญกับบรรณาธิการคนใหม่มากกว่าเขา

ซันดาสบตาคนพูด ในใจนึกรำคาญพงษ์พจน์นัก ที่เขาพยายามขวางโลกอยู่ตลอด แต่ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังเสียหน้า “เราสนิทกันในระดับหนึ่งค่ะ สนิทกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน เราให้เกียรติ ซื่อสัตย์ และรักษาคำพูดต่อกันก็จบ”

“เป็นแนวทางของการทำงานที่ดี” ปรัชญ์ชมและพูดต่อว่า “เรื่องสุดท้ายผมได้รับแจ้งจากสมาคมชาวหนังสือว่าอีก 2 สัปดาห์เราจะมีโครงการสังสรรค์ชาวหนังสือ ซึ่งทางสมาคมมีมติเที่ยวเกาะช้าง 3 วัน”

สิ้นคำปรัชญ์ เสียงเฮก็ดังขึ้น ความเคร่งเครียดที่ผ่านมาจึงค่อยคลายลง มีเสียงซุบซิบและเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาแทนที่

“เก๋กับวิชไปด้วยได้ไหมคะคุณปรัชญ์” สิยาพรถามขึ้น

ปรัชญ์พยักหน้า “ได้สิ ไปกันได้ทุกคน ถึงแม้จะเป็นโครงการของสมาคม แต่สำนักพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้นจะให้ใครไปบ้างก็ต้องแล้วแต่เรา”

“ดีจังเลยวิช” สิยาพรหันไปจับมือเพื่อนเขย่า

“คนอื่นๆมีอะไรจะซักถามอีกไหมครับ” ปรัชญ์ถามทิ้งท้าย รออยู่พักหนึ่งเมื่อไม่มีใครถามเขาจึงปิดประชุมทันที

ขณะที่คนอื่นๆต่างทยอยเดินออกจากห้องประชุมไป แต่ตัวผู้เป็นประธานการประชุมเองกลับไม่ยอมขยับตัวลุกจากเก้าอี้ “บอกอซันอย่าเพิ่งไปนะ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”

หญิงสาวชะงัก ถอนหายใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“อะไรอีกล่ะ” เธอถามเสียงหงุดหงิด

ปรัชญ์หัวเราะ ขำท่าทางรำคาญใจของเธอ “งานเกาะช้างเนี่ยคุณต้องไปให้ได้นะ”

“ฉันไม่ว่าง” หญิงสาวปฏิเสธสั้นๆ

ปรัชญ์ลุกขึ้น เดินไปใกล้หญิงสาว “ผมว่าจะเชิญพี่รัมภากับเอเธ็นส์ไปด้วย เราจะได้ใช้ช่วงนั้นคุยงานกัน เอางี้ไหม คุณพาครอบครัวไปด้วยก็ได้”

“นายจะบ้าเหรอ”เขาคงคิดว่าการบอกปัดของเธอเป็นเพราะต้องดูแลครอบครัวสินะ

ปรัชญ์ทำหน้าเด๋อด๋าใส่ “บ้าตรงไหนล่ะ เราจะได้คุยงานกัน นี่ผมทำเพื่องานนะเนี่ย นัดนักเขียนเอาไว้แล้วด้วย”

“ใครนัดก็เคลียร์เองสิ คุณคิดแผนงานกับนักเขียนเองได้นี่”

“แต่คุณเป็นบอกอที่ดูแลงานโปรเจคนี้นะ เอางี้ เดี๋ยวผมตามไปคุยกับพ่อแม่คุณให้ ผมอยากให้งานออกมาดี ไม่งั้นผมไม่เซ้าซี้คุณหรอก” เขายื่นหน้ามาบอกพร้อมส่งสายตายียวน

ซันดาถลึงตาและตวัดเสียงใส่ “ไม่ต้องยุ่ง”

ว่าแล้วซันดาก็ลุกขึ้นยืน ก้าวออกจากห้องไป

“อ้าว ซัน เรายังคุยกันไม่จบเลยนะ” ชายหนุ่มร้องเรียกตาม แต่ก็มิได้ทำให้อีกฝ่ายหันกลับมาได้เลย


[ จบตอน ]
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 03 ธ.ค. 2015 6:26 am

บทที่ ๕

1404656317-dsc09033as-o_resize.jpg
1404656317-dsc09033as-o_resize.jpg (57.18 KiB) เปิดดู 3258 ครั้ง



บทที่ ๕


ร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อสีเหลืองแขนกุด เอวลอย และกระโปรงสั้นเหนือเข่าเกินคืบก้าวลิ่วๆไปเคาะประตูหน้าห้องกระจกสีทึม ก่อนจะผลักประตูเข้าไปสู่ด้านในด้วยสีหน้าระรื่น

“สวัสดีค่ะคุณไหมแก้ว” คนเพิ่งเข้ามายกมือไหว้และเอ่ยทักทายก่อนเนื่องจากเจ้าของห้องสูงวัยกว่า

“จ้ะ นั่งลงสิฟ้ารุ่งฉันมีเรื่องงานจะปรึกษาเธอ” นักธุรกิจสาวใหญ่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน เดินอ้อมไปยังชุดรับแขกสีน้ำตาลที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง และนั่งลงตรงข้ามหญิงสาวรุ่นลูก

“ยอดขายไตรมาสที่ผ่านมาแผ่วลง เธอมีวิธีการอะไรจะเสนอแนะไหม” ไหมแก้วเปิดฉากด้วยคำถาม

ฟ้ารุ่งเม้มปาก ทำท่าคิด ครู่ใหญ่จึงตอบ “ฟ้าคิดว่าเพราะมีสำนักพิมพ์ใหม่ๆผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ขณะที่นักอ่านยังมีจำนวนเท่าเดิม เขามีโอกาสเลือกมากขึ้น เราต้องสร้างนักเขียนให้เป็นแบรนด์ค่ะคุณไหม เท่าที่ฟ้าสังเกตดู นักเขียนของเรายังไม่มีใครโดดเด่นพอที่นักอ่านเห็นชื่อปั๊บจะควักเงินซื้อได้ เราจึงขายได้เรื่อยๆเท่านั้นเองค่ะ”

“แล้วเธอเห็นใครพอจะดันได้บ้างล่ะ”

“เท่าที่ดูก็น่าสนใจอยู่หลายคนนะคะ แต่ถ้าจะดันกันจริงๆก็ต้องมีนักเขียนที่มีชื่อเสียงมาประกบถึงจะได้ผลเร็ว แต่ตอนนี้เรายังไม่มีนักเขียนแบบที่ว่านี้เลยค่ะ”

ไหมแก้วฟังแล้วพยักหน้าหงึกหงัก จริงอย่างที่ฟ้ารุ่งว่า ทุกวันนี้สำนักพิมพ์ลูกหว้าอยู่ได้เพราะออกงานสม่ำเสมอ แต่นักเขียนที่มีอยู่ก็ไม่มีใครเด่นพอ ไม่เหมือนเลิฟไลน์บุ๊คส์ที่เปิดตัวด้วยนักเขียนมีชื่อจึงทำให้มีนักอ่านติดตามผลงานได้อย่างรวดเร็ว

“ถ้าเราทำแบบนั้นได้ก็จะก้าวไปไวค่ะ” ฟ้ารุ่งเสริม

“เท่าที่ฉันมองๆ นักเขียนยุคนี้ที่เด่นๆและน่าจะไปได้ไกล ก็คงเป็นกุหลาบเที่ยงคืน”

“แต่ตอนนี้เขาตีพิมพ์กับเลิฟไลน์บุ๊คส์ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ของคุณดาเพื่อนของคุณไหมเอง จะดีหรือคะ”

ไหมแก้วยิ้มมุมปาก “แหม ฟ้ารุ่ง เพื่อนก็เพื่อน ธุรกิจก็ธุรกิจสิ เขาเป็นนักเขียนอิสระ จะส่งที่ไหนก็ได้ มันอยู่ที่ตัวนักเขียน เราไม่ได้เห็นแก่ตัวนะ มันไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าเขาจะเขียนให้หลายสำนักพิมพ์ก็เป็นการตัดสินใจของนักเขียนเอง”

ฟ้ารุ่งนิ่งฟัง รอให้อีกฝ่ายพูดจบ

“ฉันยกหน้าที่ติดต่อกุหลาบเที่ยงคืนให้เธอก็แล้วกันนะฟ้ารุ่ง ฉันคิดว่าสาวสวยเสน่ห์แรงอย่างเธอคงจะทำได้ไม่ยาก เริ่มต้นที่เกาะช้างนี่เลยเป็นไง ปกติแต่ละสำนักพิมพ์จะเชิญนักเขียนทำเงินไปด้วยอยู่แล้ว”

ฟ้ารุ่งทำท่าคิด ครู่ใหญ่จึงตอบตกลง “ถ้าคุณไหมเห็นว่าดี ฟ้าก็จะพยายามค่ะ”

“ดีมาก บอกไปเลยว่าเราให้ค่าต้นฉบับมากกว่าที่เดิม 2%” ไหมแก้วให้แนวทาง

“ถ้าอย่างนั้นคงไม่ยากค่ะคุณไหม เงินน่ะใครๆก็อยากได้กันทั้งนั้นแหละ” ฟ้ารุ่งหัวเราะเบาๆ

มันคงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าเธอทำงานสำเร็จ งานแรกนี้จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงในพริบตา ที่สำคัญเธอจะได้ถือโอกาสดึงนักเขียนที่ซันดาดูแลออกมาด้วย เข้าทำนองยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คุ้มเกินคุ้ม

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฟ้าไปทำงานก่อนนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขอตัวแล้วจึงลุกขึ้นยืน ทว่าระหว่างที่เธอกำลังเอื้อมมือไปที่ลูกบิด ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมๆกับที่แพรวาก้าวเข้ามา

ฟ้ารุ่งจึงยิ้มให้ตามมารยาท ตรงข้ามกับสาวรุ่นน้องที่ตีหน้ายักษ์ใส่เธอโดยทันที บรรณาธิการสาวไม่ใส่ใจเท่าใดนัก จึงยักไหล่เบาๆก่อนจะดึงประตูเดินออกไปจากห้อง

“แม่นั่นเข้ามาประจบอะไรคุณแม่อีกล่ะคะ” แพรวาบุ้ยใบ้ไปทางประตูห้อง

“ประจบอะไรกันล่ะ แม่เรียกเขามาปรึกษางาน แล้วเราล่ะมีอะไรถึงเข้ามาสำนักพิมพ์ได้” มารดาย้อนถามเพราะโดยปกติแล้ว ลูกสาวคนเดียวของเธอนั้นไม่ค่อยเอางานเอาการนัก ถ้าเข้ามาสำนักพิมพ์เมื่อใดย่อมหมายถึงมีธุระกับซันดา แต่เมื่อบรรณาธิการสาวถูกไล่ออกไปแล้วก็ไม่ค่อยเห็นแพรวาย่างกรายเข้ามาที่นี่อีกเลย

“แพรได้ยินว่าสมาคมชาวหนังสือจะไปเที่ยวเกาะช้างกัน” ถามพลางสาวสวยก็นั่งแหมะลงจุดเดิมที่ฟ้ารุ่งเพิ่งลุกออกไป

“ใช่ ทำไมรึ”

“แพรอยากไปด้วยค่ะ”

ไหมแก้วจ้องหน้าบุตรสาวนิ่งก่อนจะส่ายศีรษะ “แม่ไม่อนุญาต เราอยากไปเจอยายซันใช่ไหม”

แพรวากอดอกทำหน้ามุ่ย ทั้งๆที่รู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องรู้ทัน แต่เธอก็ต้องการให้มารดานั้นตามใจอย่างเคย เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มันเป็นความสุขของเธอนี่นา “แพรอยากไปเที่ยว ถ้าแม่ไม่ยอมให้ไปกับสำนักพิมพ์ แพรตามไปพักรีสอร์ตใกล้ๆก็ได้”

“ไม่ได้นะแพร ลูกจะทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้อีกไม่ได้ แม่ไม่อยากให้ตานัทเขาเข้าใจผิด”

แพรวาปรับสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที “ได้ค่ะ ถ้าคุณแม่ใจดำกับแพร แพรก็จะทำแบบที่แพรต้องการให้ได้” กล่าวจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืน หมุนตัวเดินกระแทกกระทั้นออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ไหมแก้วมองตามพลางส่ายหน้า “แม่จะทำยังไงกับแกดี ฮึ ยายแพร”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 03 ธ.ค. 2015 6:27 am

ช่วงเริ่มต้นของการเป็นบรรณาธิการในสำนักพิมพ์เลิฟไลน์บุ๊คส์เป็นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะนอกจากซันดาจะต้องศึกษาแนวทางการทำงานของสำนักพิมพ์แล้วก็ยังต้องเตรียมงานที่จะทำในอนาคตอีกด้วย เช่นเดียวกับปรัชญ์ที่ต้องรีบเคลียร์งานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทอนันต์คอนสตรัคชั่นตามที่ได้รับมอบหมายจากบิดา ระหว่างปรัชญ์กับซันดาจึงไม่มีการเผชิญหน้ากันมากนัก ทำให้ฝ่ายหลังรู้สึกสบายใจมาก ยิ่งเธอตัดสินใจไปร่วมงานสังสรรค์ชาวหนังสือในวันนี้แล้วไม่พบปรัชญ์บนรถซึ่งมารับถึงสำนักพิมพ์ก็ยิ่งโล่งใจมากเป็นพิเศษ คงเป็นเรื่องที่อึดอัดใจไม่น้อยหากต้องเห็นหน้าเขาตลอดทริปยาวนานถึง 3 วัน การที่เขาเงียบหายไปจึงเป็นเรื่องอันพึงปรารถนามากที่สุดในเวลานี้

“พี่ซันมานั่งกับเก๋นะคะ เดี๋ยวให้วิชไปนั่งคู่กับคุณเอเธ็นส์แทน” สิยาพรตบเบาะข้างตัวเบาๆ พลางกวักมือเรียกบรรณาธิการพี่เลี้ยงของตนหยอยๆ

ซันดายิ้มแล้วจึงส่งกระเป๋าให้พนักงานประจำรถก่อนเดินขึ้นไปนั่งตามคำชวนของสาวรุ่นน้อง

ไม่นานรถก็เคลื่อนออกจากสำนักพิมพ์ ภายในรถเต็มไปด้วยเสียงจอแจ ทั้งเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม หนุ่มสาวที่เปล่งเสียงร้องเพลง และกลุ่มที่สนุกสนานกับการเล่นไพ่ฆ่าเวลา ส่วนซันดากับสิยาพรนั้นเลือกที่จะร้องเพลงคลอไปพร้อมกับดูมิวสิควีดีโอจากโทรทัศน์เครื่องเล็กประจำรถ

ภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในจอเป็นภาพความรักของหนุ่มนักแข่งรถวิบากกับสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เมื่อภาพในประสาทตาปลุกความทรงจำวันเก่าให้ฟื้นคืน หญิงสาวจึงเบือนหน้าหนีจากจอสี่เหลี่ยมมองออกไปนอกตัวรถ สายตามองเห็นตึกสูง แต่เธอกลับนึกถึงสนามแข่งรถซึ่งเป็นถนนลูกรังสีน้ำตาลแคบๆเต็มไปด้วยเนินกระโดดราวกับภูเขาเตี้ยๆ ซันดาชอบการแข่งรถมอเตอร์ไซค์วิบากมาตั้งแต่เรียนมัธยม เพราะเคยตามไปเชียร์ชนพลรุ่นพี่ข้างบ้านซึ่งเป็นนักแข่งรถอยู่บ่อยๆ แม้เธอจะตั้งใจไปเชียร์ชนพลก็จริงแต่ในระยะหลังหญิงสาวก็แอบเชียร์นักแข่งหนุ่ม ปรัชญ์ อนันต์วงศา ที่ทั้งเก่งและหล่อละลายจนเป็นที่เล่าลือกันในวงการแข่งรถอีกด้วย

ครั้งแรกที่เธอได้พบหน้าปรัชญ์แบบจังๆ คืองานเลี้ยงสมาคมนักแข่งรถโมโตครอสของจังหวัดที่ชนพลชวนเธอไปร่วมงานด้วย งานในวันนั้นค่อนข้างเป็นกันเอง มีเพียงช่วงพิธีการไม่ถึงครึ่งชั่วโมง นอกนั้นก็เป็นการเฮฮาปาร์ตี้กันตามปกติ ระหว่างที่ซันดากำลังนั่งฟังนักแข่งหนุ่มคุยกันอย่างออกรส รุ่นพี่คนหนึ่งก็พาปรัชญ์และนักแข่งรถหน้าใหม่อีกสองคนมาแนะนำกับชนพล ซันดาจึงพลอยได้ทำความรู้จักกับทุกๆคนในที่นั้นไปด้วย แต่คนที่โดดเด่นมากที่สุดในสายตาเธอมีเพียงคนเดียว...

ปรัชญ์ในวันนั้นยังเป็นหนุ่มนักศึกษาปี1 รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตา และมีดีกรีเป็นถึงนายแบบขวัญใจวัยรุ่น แต่ที่ทำให้ซันดาสะดุดใจมากที่สุดคือรอยยิ้มเก๋ไก๋แสนอ่อนโยนของเขา หลังจากนั้นเธอจึงแอบมองเขาอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด จะทำอย่างไรได้เล่า เธอเป็นเพียงสาวแว่นที่ดูเหมือนจะห้าวแต่จริงๆแล้วเป็นคนขี้อายมาก และถึงหน้าตาเธอจะหมดจดสดใสแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเป็นดาวคณะ ซึ่งส่วนหนึ่งคงเพราะบุคลิกที่ค่อนข้างเรียบง่าย และแว่นตาหน้าเตอะสีน้ำตาลของเธอกระมังที่บดบังความสะสวยจากสายตาคนมองจนมิด แล้วอย่างนี้จะริอ่านไปตีสนิทเดือนมหาวิทยาลัยอย่างปรัชญ์ได้อย่างไร กระนั้นซันดาก็เข้าใจและยอมรับความจริงได้ว่าทางเดินของเธอกับเขาคงบรรจบกันได้ยาก จวบจนแพรวาเข้ามาเป็นเฟรซชี่และเป็นน้องรหัสของซันดา ปรัชญ์จึงเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเธออีกครั้ง เนื่องจากเขากับแพรวาสนิทกันเสมือนพี่น้อง เพราะแม่ของทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกัน ปรัชญ์จึงได้รับคำสั่งให้คอยดูแลน้องสาวที่ต้องออกไปอยู่ไกลบ้านเป็นครั้งแรก

แพรวาเป็นน้องที่ติดพี่รหัสแจจึงทำให้ปรัชญ์และซันดาได้พบกันบ่อยๆ รวมไปถึงหลายครั้งที่ต้องไปกินข้าวหรือไปทำธุระด้วยกัน นานวันเข้าซันดาจึงรู้ว่าภาพที่เธอมองปรัชญ์นั้นผิดถนัด เธอเคยมองว่าเขาเป็นคนหยิ่งและพูดน้อย ทั้งที่เขาเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย คุยสนุก และมนุษยสัมพันธ์ดี ยกเว้นกับคนที่ไม่สนิท ปรัชญ์จะสงวนท่าทีจนดูเหมือนไว้ตัวดังที่เขาแสดงกับเธอในช่วงแรกๆที่รู้จักกันนั่นแหละ แต่พอสนิทสนมกันมากขึ้น เธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และเหมือนแพรวาจะมองออก สาวรุ่นน้องจึงพยายามสร้างสถานการณ์ให้ทั้งคู่ได้พบกัน รวมไปถึงคอยกีดกันสาวคนอื่นอีกด้วย ซันดาจำได้ว่าน้องรหัสของเธอเริ่มปฏิบัติการสื่อรักโดยที่เธอเองก็ไม่ทันรู้ตัว...

“อะไรของแพรเนี่ย ให้พี่ใส่คอนแท็คเลนส์แทนแว่นตา แล้วยังพาพี่มาเปลี่ยนทรงผมอีก” ซันดาบ่นอุบหลังเดินออกมาจากร้านเสริมสวย ถึงแม้จะเห็นว่าตอนนี้ตนเองสวยขึ้นจริงๆก็เถอะ เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าวันนี้มีความพิเศษอย่างไร สาวน้อยจึงลุกขึ้นมาปรับลุคส์ให้กับเธอแบบนี้

แพรวาหัวเราะ เอียงคอมองพี่รหัสตรงๆ “แพรสังเกตหลายทีละว่า ถ้าพี่ซันแต่งตัวหน่อยก็คงจะสวยมาก วันนี้แพรได้พิสูจน์แล้ว ว่าสายตาแพรคมกริ๊บ”

“พี่ไม่เห็นอยากเปลี่ยนตัวเองเลย”

“ไม่ได้ค่ะ พี่ซันของแพรจะต้องสวย เพราะจริงๆพี่ซันเป็นคนหน้าเก๋ แถมยังหุ่นนางแบบขนาดนี้อีก เราจะซ่อนความสวยไว้ในรูปเงาะทำไมล่ะคะ”

“แล้วทำไมจะมาจำเพาะต้องสวยในวันนี้ด้วยล่ะ” ซันดาซัก เธอเริ่มรู้สึกแปลกๆตั้งแต่แพรวาขอให้เธอออกมาจากบ้านแล้ว ปกติสาวน้อยจะรู้ดีว่าซันดาต้องดูแลฟาร์มผีเสื้อและกล้วยไม้ของครอบครัวในวันหยุดจึงไม่เคยชวนไปไหน

คนถูกถามยกมือขึ้นเสยผมที่ระหน้าก่อนตอบด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ “แพรมีเรื่องให้พี่ซันช่วยค่ะ”

“ช่วยอะไร” ซันดาถามด้วยลางสังหรณ์แปลกๆ ท่าทางของแพรวาวันนี้ดูมีพิรุธมากจริงๆ

คนตอบยกนิ้วชี้ขึ้นชี้ไปทางรถสปอร์ตสีแดงสดที่จอดอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน ซึ่งปรัชญ์กำลังลงจากรถคันนั้นแล้วเดินมายังจุดที่เธอทั้งสองยืนอยู่

“แพรอยากให้พี่ซันเป็นแฟนพี่ปรัชญ์สักหนึ่งวัน”

“อะไรนะ!” ซันดาร้องเสียงหลง

จริงอยู่ เธอแอบชอบปรัชญ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมเป็นแฟนปลอมๆของเขาแบบที่แพรวาต้องการได้ง่ายๆนะ ความรักของเธอมันบริสุทธิ์เกินกว่าจะทำเป็นเรื่องเล่นๆ

“พี่ปรัชญ์เขาอยากให้สาวเลิกตามตื๊อ แต่แม่นั่นไม่ยอมสักที แพรก็เลยวางแผนว่าจะให้พี่ซันแกล้งเป็นแฟนกับพี่ปรัชญ์ดีกว่า” เมื่อเล่าแผนจบสาวน้อยก็ยิ้มหวานจ๋อย

“ไม่เอา” ซันดาปฏิเสธก่อนจะหันหลังเดินออกไปทันที แต่ช้ากว่ามือของหนุ่มคณะวิศวะที่คว้าข้อมือของเธอเอาไว้ได้

“เดี๋ยวสิซัน” เขาร้องเรียกพลางจ้ำอ้าวมาขวางเธอเอาไว้ “ช่วยผมหน่อยนะๆๆๆ แล้วจะไม่ลืมพระคุณเลย”

ซันดายกสองแขนขึ้นกอดอก จ้องหน้าหนุ่มหน้าหล่อที่กำลังขอร้องเธอตรงๆ “แค่นี้จัดการเองไม่ได้แล้วริเจ้าชู้ทำไม”

ชายหนุ่มชูสามนิ้วก่อนตอบเสียงอ่อย “ผมไม่เคยจีบคนนี้เลยนะสาบานได้ แต่แม่เจ้าประคุณ โอ๊ย ตื๊อสุดๆ พูดตรงๆก็แล้ว ไล่ก็แล้ว ยังมาดักอยู่หน้าตึกคณะทุกวัน แถมยังบอกอีกว่าถ้าผมยังไม่มีแฟนเธอก็ยังมีสิทธิ์”

ซันดาพยักหน้า “อืม งี้ก็ให้แพรทำหน้าที่นี้ได้เลยสิ”

แพรวาโบกไม้โบกมือให้วุ่น “ไม่ได้หรอกค่ะ แม่นั่นรู้จักแพร แล้วก็รู้ว่าแพรกับพี่ปรัชญ์เป็นแค่พี่น้องกัน พี่ซันช่วยหน่อยนะคะ ถือว่าช่วยลูกนกลูกกาตาดำๆ”

“ลูกเสือลูกตะเข้สิไม่ว่า ทำตัวเป็นเสือผู้หญิงแล้วเอาตัวไม่รอดแบบนี้ไม่ได้เรื่อง”ซันดาตำหนิอีกฝ่ายซึ่งๆหน้า

“จะด่ายังไงก็ยอมแล้วคร้าบ ถ้าซันยอมช่วยผมวันนี้ ผมจะถือว่าติดหนี้บุญคุณซัน 1 ครั้ง ซันจะขออะไรผมก็ได้ ผมขอสัญญาต่อหน้าเสาไฟเลยอะ” เขาอ้อนวอนด้วยสีหน้ากวนๆ ‘รู้หรอกว่าซันดาไม่ใช่คนใจร้าย’

คนถูกอ้อนหัวเราะหึๆในลำคอ “แน่ใจนะว่าอะไรก็ได้”

ปรัชญ์ยิ้มร่า “แน่ใจสิ ยกเว้นดาวกับเดือนเท่านั้นแหละ”

ซันดายิ้มมุมปาก “ตกลง”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 03 ธ.ค. 2015 6:27 am

ปรัชญ์ขับรถพาสองสาวมายังร้านกาแฟร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ข้างมหาวิทยาลัยที่ทั้งสามเรียนอยู่ เมื่อรถจอดสนิทแล้วชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปในร้านก่อน และนัดหมายให้ซันดาเดินตามเข้าไปหลังจากนี้ราว 15 นาที เมื่อถึงเวลาที่กำหนดหญิงสาวจึงผลักบานประตูเข้าไปในร้าน แล้วสอดส่ายสายตามองหาโต๊ะเป้าหมายก่อนจะเดินเข้าไปหาชายหนุ่มด้วยสีหน้าเอาเรื่อง

“ซัน” ปรัชญ์พรวดพราดลุกขึ้นทันทีที่เธอมายืนอยู่ข้างๆ เขาทำท่าตกใจได้เหมือนมากๆ ‘ให้ตายสิ ตานี่น่าจะรับเล่นละครเพิ่มจากการเดินแบบนะ’

ซันดาเองก็ต้องสวมบทคนรักที่แฟนนอกใจ เธอหันมองชายหนุ่มเขม็งก่อนจะปรายหางตาไปยังหญิงสาว ซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นรุ่นพี่ที่คณะ แถมยังเป็นถึงดาวคณะ สวยหยดย้อยขนาดนี้ไม่น่าเชื่อว่าปรัชญ์จะปฏิเสธ “นี่หมายความว่าไง ปรัชญ์แอบกิ๊กผู้หญิงคนนี้เหรอ”

“เปล่านะซัน พี่แอนเขามีเรื่องอยากคุยด้วย ก็เลยต้องมา” เขาลนลานตอบ

ซันดาตวัดสายตาไปทางพี่แอนนาและจ้อง “พี่มีธุระอะไรกับแฟนซันหรือเปล่าถึงได้แอบนัดกันออกมาแบบนี้”

คนถูกกล่าวหาว่าเป็นกิ๊กมองหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างงงงัน ครู่ใหญ่จึงหันไปต่อว่าปรัชญ์ “ปรัชญ์มีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่บอก”

เหตุการณ์เริ่มเป็นไปตามแผนแล้ว ชายหนุ่มจึงยิ้ม ขยับเข้าไปโอบเอวบางของคนรักอุปโลกน์เอาไว้หลวมๆ ซันดาฉุนกึกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้จึงต้องปล่อยเลยตามเลย “ผมเคยบอกพี่แอนนานแล้วนะ แต่พี่ไม่เชื่อเอง”

แอนนาเม้มปากแน่น ลุกขึ้นยืน ใช้มือเท้าพนักเก้าอี้ช่วยในการพยุงตัว น่าสงสารเหมือนกัน เธอคงชอบเขามาก ไม่สินะ มันน่าจะเป็นความหลงมากกว่า “มันไม่จริงใช่ไหมปรัชญ์ ถ้าเธอคบแม่นี่จริงก็ต้องไปไหนมาไหนด้วยกันบ้างสิ ที่สำคัญยายซันอะไรนี่ก็ไม่เห็นจะสวยเลย ปรัชญ์คงไม่ชอบผู้หญิงสไตล์นี้หรอก พวกนางแบบสวยๆเยอะแยะ เรื่องอะไรจะมาเลือกคนหน้าตาบ้านๆ แต่งตัวก็เชย”

ซันดาเริ่มร้อนวูบๆ แหม พี่คนนี้ปากคอและจิตใจไม่เหมือนหน้าตาเลยแฮะ

ปรัชญ์ดึงมือคนรักกิตติมศักดิ์มากุมไว้ ปลอบเธอไปในที “ใครว่าแฟนผมไม่สวยก็ตาต่ำแล้ว ซันของผมสวย น่ารักกว่าใคร และที่สำคัญผมคบเธอแล้วสบายใจ ไม่น่ารำคาญ”

“เราคบกันมาพักใหญ่ละ แต่ซันไม่อยากแสดงตัวให้วุ่นวาย ปรัชญ์เป็นคนที่ใครๆก็รู้จัก ซันไม่อยากเกาะแฟนดัง เราอยากคบกันแบบคู่รักธรรมดา แต่ก็ไม่ชอบให้มีมือที่สาม พี่แอนเองก็คงไม่ชอบใช่ไหม ถ้ามีใครสักคนพยายามจะมากิ๊กแฟนของพี่” ซันดาผสมโรง

“ยังไงฉันก็ไม่เชื่อ ฉันรู้จักกับปรัชญ์มาตั้งแต่เขาเริ่มเดินแบบใหม่ๆ ไม่เห็นเขาควงเธอไปไหนสองต่อสองสักที” แอนนาเถียงคอเป็นเอ็น เธอไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมรับ หากยังมีหวัง แม้จะริบหรี่เต็มทีก็จะหวัง

“ก็รอดูต่อไปสิฮะ ที่ผมนัดพี่แอนมาวันนี้ก็เพราะอยากจะเคลียร์ ผมไม่อยากให้ซันเข้าใจผิด ผมไม่อยากให้เราต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง”พูดจบเขาจึงหันไปทางซันดา จ้องตาเธอนิ่ง ทำเอาคนถูกจ้องหัวใจปั่นป่วน ถึงจะรู้ว่านี่คือการแสดงแต่เธอก็อดหวั่นไหวไม่ได้ “ซันเข้าใจปรัชญ์ใช่ไหมครับ”

ซันดายิ้มกว้างตอบ “ซันเข้าใจจ้ะ แล้วนี่คุยกันเสร็จหรือยัง ซันอยากให้ปรัชญ์พาไปดูหนัง มีหนังใหม่เข้าโรงตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อนซันไปดูมาบอกว่าสนุกมาก”

“ได้สิ เดี๋ยวเช็คบิลก่อนนะ ซันนั่งลงก่อนสิ” ปรัชญ์บอกพร้อมกับพยุงเธอให้นั่งลงข้างๆเขา โดยไม่สนใจสายตาของแอนนาที่มองมาอย่างแค้นๆ และทิ้งท้ายก่อนจากไปว่า “ฉันไม่เชื่อหรอกนะ ว่าหน้าอย่างเธอจะรักษาปรัชญ์เอาไว้ได้นาน ฉันจะทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำ จะรอเหมือนที่เคยรอทุกๆวัน”

“เฮ้อ!” ซันดาพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกไล่หลังร่างระหงของแอนนา ก่อนจะขยับออกมาให้ห่างจากคนที่เธอกำลังจิกตามองอยู่ในเวลานี้ “ไงล่ะ สร้างปัญหาแล้วแก้ไม่ได้ จนต้องลำบากชาวบ้านชาวช่องเขา มันใช่เรื่องของฉันไหมเนี่ยที่ต้องมาทนฟังคำกระแนะกระแหนจากผู้หญิงของนาย”

ปรัชญ์ฉีกนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกจากกัน ตะแคงมือเป็นรูปตัวแอลนอน แล้วยกมันขึ้นมารองคางตนเองไว้ “ก็คนมันหล่อนี่”

กล่าวจบชายหนุ่มก็ทำหน้าทะเล้นใส่คนที่นั่งทำหน้าบูดอยู่ตรงหน้า

ส่วนซันดานั้น ถึงเธอจะเห็นด้วยว่าเป็นเพราะเขาหน้าตาดีจึงทำให้มีหญิงสาวหลายคนมาสนใจ แต่สิ่งที่เธอแสดงออกไปกลับตรงกันข้าม “แหวะ เบื่อพวกหลงตัวเองว่ะ หมดหน้าที่ฉันละ อย่าลืมก็แล้วกันว่านายติดสัญญาเอาไว้ข้อหนึ่ง ถึงเวลาแล้วฉันจะมาเอาคืน”

พูดจบหญิงสาวก็ลุกขึ้น ปรัชญ์รีบคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ “ยังไม่หมดหน้าที่นะซัน ไม่ได้ยินหรือว่าพี่เขาไม่เชื่อ เขาจะทำแบบที่เคยทำทุกวันน่ะ”

ซันดาเอี้ยวตัวกลับมาเลิกคิ้วมอง “แล้วไง นั่นมันเรื่องของนาย ฉันช่วยแล้วก็จบ”

‘นายปรัชญ์บ้า คงคิดว่าการได้เป็นแฟนปลอมๆของคนที่ตัวเองชอบมันมีความสุขมากสินะ’

“เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ จะมาทิ้งกันง่ายๆได้ยังไง ไม่รู้ละ ต่อไปนี้ผมจะบอกคนอื่นว่าเราเป็นแฟนกัน ถ้าซันไม่เล่นด้วยก็จะป่าวประกาศว่า ซันกำลังงอนเรื่องพี่แอนนา”ปรัชญ์เล่าแผนการด้วยสีหน้ายิ้มแต้ มองเห็นลักยิ้มเป็นรอยบุ๋ม ทำเอาคนมองเกือบเคลิ้มตาม

“เรียบร้อยไหมคะพี่ๆ”เสียงแพรวาดังขึ้นจังหวะเดียวกับที่พนักงานเสิร์ฟเดินเข้ามาเช็คบิล ซันดาที่กำลังอ้าปากจะโวยวายจึงเงียบเสียงลง

ปรัชญ์เงยหน้าขึ้นมองน้องสาวพลางยักคิ้ว “เรียบร้อยเฉพาะวันนี้ ส่วนวันต่อไปก็ต่อเล่นบทเดิมอีก เพราะพี่แอนเขาไม่เชื่อ”

สาวน้อยฟังแล้วหันไปมองพี่รหัสหน้าแหย “เอ่อ พี่ซันก็ช่วยพี่ปรัชญ์หน่อยนะคะ”

ซันดาเงยหน้าง้ำๆขึ้นมองสาวรุ่นน้องที่ยืนอยู่ด้ายซ้ายมือของตนเอง ไม่ตอบว่ากระไร ทว่าแววตาของเธอบอกความรู้สึกออกไปชัดแจ้งแล้ว

“พี่แอนเป็นลูกสาวนักการเมืองดังของที่นี่ ผมไม่อยากมีปัญหากับพ่อของเขานะซัน ได้ยินมาว่าตามใจลูกมาก ลูกสาวก็เลยเอาแต่ใจอย่างที่เห็นนี่แหละ”หนุ่มเจ้าเสน่ห์ตัดสินใจบอกเหตุผลลึกๆ เขาเป็นนักศึกษาที่มาจากกรุงเทพฯจึงไม่อยากมีปัญหากับนักการเมืองผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น การทำให้แอนนาหมดใจไปเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

“นายนี่มันจอมสร้างเรื่องจริงๆ มันจะไม่มีปัญหาเลยถ้านายไม่ไปหว่านเสน่ห์เขาน่ะ” ซันดาต่อว่าฉอดๆ มันน่าโมโหนักเชียว ดูสิ เธอต้องพานมาลำบากไปด้วย

“พี่ปรัชญ์ไม่เคยไปยุ่ง แล้วก็ไม่ได้ชอบผู้หญิงสไตล์พี่แอนหรอกค่ะ แพรยืนยันได้ พี่แอนเนี่ยเขาเป็นแฟนคลับตั้งแต่พี่ปรัชญ์ถูกส่งเข้าประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัย จากนั้นพี่เขาก็ไปดักที่หน้าคณะทุกวัน พี่ปรัชญ์ลำบากใจมากนะคะ สาวคนอื่นๆที่เคยปลื้มพี่ปรัชญ์ก็เกรงใจพี่แอน ไม่มีใครกล้าคุยกับพี่ปรัชญ์เลย” แพรวาพยายามให้เหตุผลโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอเล่ากลับทำให้ซันดามองตัวการดูแย่ลง

“อ๋อ นี่กลัวเรตติ้งตกสินะ” เธอแอบค้อนเขาเบาๆหลังพูดจบ

ปรัชญ์หัวเราะแก้เก้อ “เปล่าหรอก ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่เข้ามาไม่ใช่สไตล์ที่ผมชอบ ผมชอบผู้หญิงที่ไม่ต้องหวานเลี่ยน ไม่ต้องทำตัวสวยอยู่ตลอดเวลา ผมชอบผู้หญิงธรรมดาๆที่มีความพิเศษ มีเสน่ห์ที่สัมผัสได้ ผมถึงเลือกซันไง”
“พี่ปรัชญ์หมายถึงพี่ซันเป็นสเปคของเขาน่ะค่ะ” แพรวาสรุปกลั้วหัวเราะ

ความร้อนผ่าวๆแผ่ผ่านจากลำคอขึ้นสู่พวงแก้มของซันดา เธอจึงลุกพรวดขึ้นแก้เขิน “ไร้สาระ”

ปรัชญ์ลุกตามแล้วเดินเข้ามาใกล้คนช่างว่าแล้วยื่นหน้าไปยิ้มให้เธอใกล้ๆ จนหญิงสาวรีบถอยหลังอย่างเคืองๆ
“เอาน่า ถ้างานนี้สำเร็จผมจะไม่ลืมบุญคุณของซันเลย” ชายหนุ่มเอ่ยคำสัญญา

แพรวามองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วจึงเบือนหน้าไปทางอื่นและอมยิ้ม ‘พี่ซัน แพรรู้ว่าพี่คิดยังไงกับพี่ปรัชญ์ นี่แหละคือทางที่จะทำให้พี่สองคนใกล้ชิดกัน แพรจะช่วยผลักดันเอง’




[จบตอน]
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 826
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » จันทร์ 07 ธ.ค. 2015 6:51 pm

1381201432-1378750135-o.jpg
1381201432-1378750135-o.jpg (76.69 KiB) เปิดดู 3253 ครั้ง




บทที่ ๖

ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย ที่จู่ๆสาวโสดอย่างซันดาก็กลายเป็นคนมีแฟนไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะหลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับแอนนาวันนั้น ปรัชญ์ก็ทำตามที่เขาได้ลั่นวาจาไว้ ด้วยการบอกกับทุกคนว่าซันดาเป็นคนรัก และหาว่าเธอทำเย็นชาเพราะงอนเรื่องความเจ้าชู้ของเขา ดังนั้นทั้งคนในคณะและนอกคณะที่หญิงสาวเรียนอยู่จึงให้ความสนใจเธอมากขึ้น ซันดารำคาญมากที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่คนมอง บางคนไม่มองเปล่าแถมยังซุบซิบอีก ครั้นเธอไปโวยวายกับปรัชญ์ เขาก็เอาแต่ขำ ไม่สนใจว่าเธอได้รับผลกระทบมากแค่ไหน มิหนำซ้ำยังตอกย้ำข่าวด้วยการไปรอเธอที่คณะอยู่บ่อยๆ ยิ่งช่วงหลังๆแพรวาหันไปคบหาสาวหล่อจึงทำให้เธอเหินห่างจากพี่ๆไป ภาพที่ออกมาจึงส่งเสริมความหวานของปรัชญ์และซันดามากยิ่งขึ้น ด้วยความระอา ระยะหลังฝ่ายหญิงจึงได้แต่ปลง ไม่ต่อว่า ไม่ต่อต้าน ปล่อยให้ฝ่ายชายออกแอ๊คติ้งได้เต็มที่ จนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง สองสาวหนุ่มได้เปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงไปมา ทำให้เรื่องรักจอมปลอมกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาในวันหนึ่ง


เหตุเกิดในวันสงกรานต์ ที่ทางมหาวิทยาลัยจะต้องส่งขบวนแห่ไปร่วมกับทางจังหวัดในการแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไปตามถนนเพื่อให้คนสักการะ ซึ่งดาวและเดือนแต่ละคณะจะต้องร่วมขบวนด้วย ปรัชญ์และแพรวาจึงร่วมมือกันผลักดันให้ซันดาได้เข้าร่วมขบวนแทนดาวคณะคนหนึ่งซึ่งป่วยกะทันหัน หญิงสาวจึงต้องรับหน้าที่แต่งชุดสาวล้านนาเดินถือสลุงคู่กับปรัชญ์ เช่นเดียวกับแอนนาที่ต้องเดินคู่หนุ่มคณะรัฐศาสตร์ และแพรวาเดินคู่หนุ่มคณะศึกษาศาสตร์โดยทั้งหมดจะต้องเดินตามหลังป้ายมหาวิทยาลัย และนำหน้าขบวนช่างฟ้อนซึ่งมาจากชมรมนาฏศิลป์

ขบวนแห่จะเริ่มเคลื่อนขบวนในเวลาบ่ายโมงตรง คณะผู้จัดงานจึงนัดหมายให้ทุกหน่วยงานมาตั้งขบวนตั้งแต่เที่ยงวัน ปรัชญ์มาถึงก่อนเวลานัดเล็กน้อย เขานุ่งผ้าหยักรั้งสีแดงเลือดนกตกแต่งให้มีรอยสักขาลายเลยมาถึงเหนือเข่า คาดทับด้วยเข็มขัดเงิน โดยปล่อยแผงอกกำยำเปลือยเปล่ามีเพียงสังวาลห้อยพาดอยู่เพียงเส้นเดียว และพันรอบศีรษะด้วยผ้าสีทองแล้วขมวดปมเอาไว้ด้านหนึ่ง

“ปรัชญ์ วันนี้หล่อจังเลย” แอนนาในชุดสไบกรองทองผ้าซิ่นสีแดงเข้มเอ่ยชมขณะเดินเข้ามาหา สองมือของเธอดึงชายผ้าถุงขึ้นเล็กน้อยขณะก้าวเท้า

“ขอบคุณครับ วันนี้พี่แอนนาก็สวยมากเหมือนกัน” เขาชมตอบ

แอนนาขยับเรียวปากซึ่งเคลือบลิปสติกสีแดงสดออกแย้มยิ้ม “สวยก็จีบสิจ๊ะ”

เจอไม้นี้ชายหนุ่มจึงนิ่งเสีย เขาปฏิเสธหญิงสาวรุ่นพี่มาหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนแอนนาจะไม่ใส่ใจ

“ได้ยินว่าแฟนปรัชญ์ก็มาเดินด้วยนี่ ชักอยากเห็นแล้วสิว่าแต่งตัวแล้วจะเป็นไงบ้าง นึกไม่ออกเลย เห็นปกติไม่ค่อยแต่งตัว” แอนนาเปรยยิ้มๆ พลางปรามาสอยู่ในใจ

“ผมก็อยากเห็นเหมือนกัน นั่นไง คงมากันละ” สายตาของปรัชญ์จับไปที่รถบัสคันใหญ่ซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าไปจอดในที่จอดรถของสถานีรถไฟ

แอนนามองตาม มองเห็นประตูรถบัสกำลังเปิดออก หนุ่มสาวซึ่งบ้างก็อยู่ในชุดหม้อห้อม บ้างก็อยู่ในชุดล้านนาโบราณต่างก็ทยอยกันเดินลงมา

ส่วนปรัชญ์นั้นเผลอแป๊บเดียวเขาก็เดินเร็วๆไปยืนอยู่ข้างรถคันดังกล่าวแล้ว

‘หึ ทำตัวน่าหมั่นไส้’ แอนนาบ่นพึมพำด้วยสีหน้าบูดบึ้ง


++++++++++++++++++++++++++++++++++


ผู้คนทยอยลงจากรถคนแล้วคนเล่าจนประตูรถปิดสนิทแต่กลับไม่เห็นซันดาและแพรวาเดินลงมา ชายหนุ่มจึงวิ่งอ้อมไปถามคนขับ “ข้างบนไม่มีคนแล้วหรือครับลุง”

คนขับสูงวัยส่ายหน้า “ทุกคนลงมาหมดแล้วครับ มารอเพื่อนหรือคุณ”

“ใช่ครับ” ชายหนุ่มตอบพลางหันหลังกลับ จังหวะนั้นสายตาของเขาก็ปะทะกับร่างของหญิงสาวหลายคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งกำลังออกดอกเหลืองอร่าม

“ทางนี้ค่ะพี่ปรัชญ์” แพรวากวักมือเรียกเขาหยอยๆ

สาวน้อยอยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีม่วง แขนยาว ผ่าหน้า โดยมีสไบสีครีมคลุมห่มทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวผ้าซิ่นเป็นผ้าซิ่นตีนจกลายนาคกุมสีน้ำเงินแกมเทา เครื่องประดับมีเพียงพวงมาลัยดอกมะลิที่คล้องคอและดอกเอื้องผึ้งสีเหลืองอร่ามซึ่งตกแต่งมวยผมที่เกล้าขึ้นเผยให้เห็นดวงหน้าขาวผ่องลออตา

“ซันล่ะ” เขาถามทันทีที่เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าน้องสาว แล้วจึงหันไปโปรยยิ้มให้หญิงสาวคนอื่นๆที่ยืนอยู่ด้วยกันบ้าง

“พี่ซันกำลังมาค่ะ ตอนนี้น่าจะถึงแล้วนะ” แพรวาตอบพลางชะเง้อชะแง้หาพี่รหัสของตน

“ทำไมไม่มากับรถบัสมหา’ลัยล่ะ”

“เห็นว่าพี่แซ็คจะมาส่งมั้งคะ” คนตอบพาซื่อ ก่อนจะยิ้มและบุ้ยใบ้ไปยังประตูทางเข้า“นั่นไงคะรถพี่แซ็ค”

รถเก๋งสีบลอนด์ทองกำลังเลี้ยวเข้าไปจอดในที่จอดรถไม่ไกลจากที่ทั้งคู่ยืนอยู่นัก ครู่ใหญ่ชนพลซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนก็ก้าวลงจากรถ แล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูรถฝั่งตรงข้ามคนขับ

ปรัชญ์และแพรวามองภาพนั้นตาไม่กะพริบ

เมื่อประตูรถเปิดออก หญิงสาวร่างระหงในชุดเสื้อผ้าเมืองสีชมพูอ่อน ทับด้วยสไบสีบานเย็น และสวมผ้าซิ่นไหมยกดอกสีน้ำตาล แต่งเชิงเป็นลวดลายโบราณด้วยดิ้นทองวาววับจึงก้าวลงมา ชนพลไม่รอช้ารีบกางร่มให้เธอ ก่อนจะพาเดินไปยังจุดที่คนอื่นๆยืนอยู่

“พี่แซ็คนี่ดูแลพี่ซันดีจริงๆ ยังกะเป็นแฟนกันเลยเนาะพี่ปรัชญ์” แพรวาจีบปากจีบคอพูด ดวงตาของสาวน้อยจ้องดูปฏิกิริยาของผู้ถูกถามเขม็ง ทว่าปรัชญ์นั้นไม่ทันได้สังเกต เนื่องจากเขามัวแต่จ้องคนรักกิตติมศักดิ์ของตนอยู่นั่นเอง

“ไม่เห็นจะเหมือนตรงไหนเลย”

ได้ยินคำตอบจากหนุ่มรุ่นพี่แพรวาขยับมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อยแล้วหยั่งเชิงต่อ “แล้วถ้าเขาเป็นแฟนกันจริงๆล่ะ พี่จะทำไง”

คราวนี้ปรัชญ์หันมามองคนถามตรงๆ “ทำไมล่ะ”

แพรวาทำปากยื่น จ้องมองคนตัวโตตาแป๋ว ก่อนจะตอบ “พี่ปรัชญ์ชอบพี่ซันใช่ไหมล่ะ แพรดูออกนะ แล้วก็รู้ด้วยว่าพี่ซันก็ชอบพี่ปรัชญ์ ถ้าพี่มัวชักช้า ขอบอกเลย ม.ค.ป.ด.แน่”

พูดจบสาวน้อยก็หันไปโบกมือเรียกซันดาไหวๆ “พี่ซันทางนี้ค่ะ”

ผู้ถูกเรียกคงหันไปชวนชนพล เพราะหลังจากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆปรัชญ์และแพรวา

“วันนี้หล่อจังเลยนะปรัชญ์” ชนพลเอ่ยชมขึ้นก่อน

“ขอบคุณครับพี่แซ็ค ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมซันไม่มากับรถมหา’ลัย พี่แซ็กมาส่งนี่เอง” ปรัชญ์ขอบคุณแล้วจึงชวนคุยต่อ ขณะที่สายตากำลังมองซันดานิ่ง วันนี้ผมของเธอถูกเกล้าขึ้นโดยมีดอกเอื้องสีเหลืองประดับอยู่อย่างสวยงาม ส่งผลให้ดวงหน้ารูปไข่ดูผุดผาดขึ้นผิดตา บวกกับรูปร่างสูงเพรียวของเธอแล้วทำให้ซันดาดูโดดเด่นกว่าคนอื่น

“เดี๋ยวพี่จะไปบ้านเพื่อนต่อน่ะ ก็เลยไปรับซันมาด้วยเสียเลย ซันจะได้ไม่ลำบาก” ชนพลตอบ ปรัชญ์เห็นสายตาของเขาทอดมองซันดาอย่างเอ็นดู สายตาแบบนี้ไม่น่าจะใช่สายตาที่พี่ชายมองน้องสาวเลยสักนิด

“เราเข้าไปในขบวนกันเถอะค่ะ พวกสต๊าฟเรียกละ” แพรวาตัดบทพลางดึงมือเรียวของพี่รหัสให้ก้าวตามไปโดยทันที ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้เดี๋ยวคงมีสงครามเย็นเกิดขึ้นบ้างละ

“ฝากซันด้วยนะปรัชญ์ ถ้าเดินเสร็จแล้วบอกให้โทร.หาพี่ด้วย จะวนรถกลับมารับ” ชนพลบอกแล้วจึงตบไหล่หนุ่มรุ่นน้องเบาๆ “ไปละ แล้วเจอกัน”

ปรัชญ์รับคำเพียงสั้นๆ จากนั้นจึงก้าวขาฉับๆเข้าไปยืนข้างซันดา ก่อนจะกางร่มกระดาษสาให้เธอ โดยมีคู่ของแอนนายืนอยู่ถัดไป

“พี่แซ็คบอกให้ผมไปส่งคุณที่บ้าน” ชายหนุ่มแปลงสาส์นหน้าตาเฉย

ซันดาเงยหน้าขึ้นมอง “ไหนพี่แซ็คบอกว่าจะกลับมารับไง”

“คงกลัวติดลมมั้ง เห็นว่าจะไปบ้านเพื่อนต่อนี่ เอาน่าผมไม่พาคุณไปขายหรอก” ปรัชญ์ตอบเสียงเข้ม

ซันดาไม่ตอบ เธอหันไปรับขันเงินจากสต๊าฟแล้วจึงเฉยเสีย ไร้ประโยชน์ที่เธอจะต่อปากต่อคำกับเขา เธอยอมรับว่าไม่เข้าใจความคิดของปรัชญ์เท่าใดนัก การที่เขาพยายามปลีกตัวออกมาจากแอนนาโดยใช้เธอเป็นเหตุผลบังหน้า อ้างว่าเธอกับเขาเป็นคนรักกัน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ไปมาหาสู่เธอราวกับเป็นเรื่องจริงจัง ทั้งๆที่มีสาวๆอีกหลายคนพร้อมจะทำหน้าที่นี้ บางคนเหมือนจะเคยชอบพอกับเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ปรัชญ์กลับทำเฉย ไม่เลือกให้คนเหล่านั้นมาทำหน้าที่แฟนกิตติมศักดิ์ เขาเลือกเธอ ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองเกินไปนัก คงเป็นเพราะเขาเห็นว่าเธอนั้นเข้าใจง่าย เธอรู้เหตุผลดี แล้วถ้าจะคิดอย่างเข้าข้างตัวเองบ้างล่ะ จะคิดเองเออเองมากไปไหม หากมองเห็นเค้าลางว่าเขาเองก็ชอบเธอเช่นเดียวกัน

“ซันยังไม่มีพวงมาลัยนี่” ปรัชญ์สังเกต ก่อนที่จะถอดพวงมาลัยดอกมะลิจากคอของตนออกมาพวงหนึ่ง แล้วบรรจงสวมมันให้กับเธอ

“แบ่งกันคนละพวง” เขาบอกยิ้มๆ พลางขยับตัวออกห่างเพื่อมองเธอให้ถนัดถนี่

“ซันแต่งตัวแบบนี้แล้วสวยจัง แต่งหน้าอ่อนๆ เกล้าผม ทัดดอกเอื้อง ใส่ชุดผ้าเมือง ถือขันเงิน แถมยังมีกลิ่นน้ำขมิ้นสมป่อยโชยมาฮ้อมหอม” ว่าพลางปรัชญ์ก็ทำจมูกฟุตฟิต

ซันดารู้สึกเขินจึงแก้เก้อด้วยการตีเผียะเขาที่ไหล่ทีหนึ่ง “อย่ามาทำเจ้าชู้ยักษ์กับเรานะนายปรัชญ์”

“ถึงจะเจ้าชู้ไปบ้าง แต่ถ้ารักใครแล้วรักจริงนะซัน” คนเจ้าชู้ยักษ์หัวเราะชอบใจ

แววตาที่ทอดมองมายังเธอดูพราวพราย ทำเอาคนถูกมองใจสั่นระรัว ซันดารีบหันหน้าไปทางอื่น ในขณะที่ปรัชญ์ยังกางร่มให้เธอ ก็มันเป็นหน้าที่ของเขานี่ ในวันนี้ผู้หญิงมีหน้าที่ถือสลุงเงิน โดยมีผู้ชายเป็นคนกางร่มให้ ขบวนมหาวิทยาลัยของเธอเป็นขบวนที่อยู่ท้ายๆ ขบวนแรกเป็นขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์บนรถบุษบก ตามมาด้วยพระพุทธรูปประจำวัดต่างๆในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วจึงต่อด้วยขบวนของหน่วยงานอื่นๆ โดยมีสต๊าฟจัดแถวให้แก่ผู้ร่วมขบวนอย่างแข็งขัน แดดกำลังแรงกล้า เสียงฆ้องกลองดังเป็นจังหวะแสดงว่าขบวนช่างฟ้อนเริ่มฟ้อนเล็บกันแล้ว นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างกรูกันเข้าไปถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอกันยกใหญ่ ทั่วบริเวณจึงมีแต่เสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นน้ำอบ น้ำส้มป่อยลอยตามลมมาเป็นระยะๆ ให้ความรู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างประหลาด หรือจะเป็นเพราะเวลานี้เธออยู่ใกล้ปรัชญ์กันนะ แล้วชายหนุ่มที่ยืนอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบจะรู้สึกเช่นเดียวกันไหมหนอ


ภาพแสนบาดตาระหว่างปรัชญ์กับซันดาทำให้แอนนาไม่อยากมองไปทางนั้นเลยสักนิด แต่เธอก็เผลอตัวหันมองปรัชญ์อยู่บ่อยๆ ความร้อนรุ่มจึงสุมใจแอนนาราวกับลาวาภูเขาไฟที่กำลังใกล้ระอุ เธอสอดส่ายสายตาหาคนของบิดาที่ส่งให้มาเฝ้าดูแล เมื่อพบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นยืนอยู่ใกล้ๆ เธอจึงเดินแหวกฝูงชนเข้าไปหาและสั่งการอะไรบางอย่าง ชายร่างสูงที่เป็นหัวหน้าชุดบอดี้การ์ดพยักหน้าหงึกหงัก รับคำว่า ‘ครับๆ’ แล้วจึงเดินเลี่ยงออกไปยังจุดที่ร้างไร้ผู้คน จากนั้นเขาจึงกดโทรศัพท์เพื่อติดต่อใครบางคน แอนนามองภาพนั้นแล้วจึงยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ ‘อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้ใครมาลูบคมง่ายๆนะซันดา’

+++++++++++++++++++++++++++++++++++
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » จันทร์ 07 ธ.ค. 2015 6:52 pm

ขบวนเคลื่อนจากสถานีรถไฟออกไปอย่างช้าๆ และหยุดพักเป็นจุดๆเพื่อให้ผู้คนได้สรงน้ำพระพุทธรูป ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวต่างชาติ ที่บ้างก็สวมเสื้อหม้อห้อม บ้างก็สวมผ้าฝ้าย มีบ้างที่สวมเสื้อลายดอกและตามสมัยนิยม แต่ส่วนใหญ่จะแต่งตัวตามอย่างวัฒนธรรมล้านนา และแทบทุกคนจะมีปืนฉีดน้ำหรือขันน้ำถือไว้ในมือ สำหรับฉีดและสาดน้ำให้คนอื่นเปียกตามวิสัยของการเล่นน้ำสงกรานต์

เมื่อถึงบริเวณทางเข้าไนท์บาร์ซ่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่ขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญหยุดให้คนสรงน้ำ ขบวนของซันดาและปรัชญ์จึงได้พักอยู่บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ ปรัชญ์ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษคอยบังผู้คนที่จะฉีดน้ำใส่หญิงสาวได้เป็นอย่างดี ส่วนแอนนาก็ยืนอยู่กับคู่ของตนและใช้หางตามองภาพบาดใจอยู่ตลอด ครู่ใหญ่หญิงสาวจึงขอให้หนุ่มข้างตัวไปซื้อน้ำซึ่งขายอยู่ข้างทางให้ เขาจึงยื่นร่มให้เธอถือเองแล้วเดินออกไปในทันที แอนนายิ้มมุมปากพลางพยักหน้าเป็นสัญญาณให้บอดี้การ์ดของบิดาที่มายืนคุมเชิงอยู่ แล้วเรียกปรัชญ์ให้หันมา พลางยื่นขันเงินไปให้“ปรัชญ์ช่วยถือสลุงให้แอนนาหน่อย สายรองเท้าหลุดน่ะค่ะ”

ชายหนุ่มหันไปมอง ยื่นมือออกไปรับสลุงมาถือไว้ข้างหนึ่ง จังหวะเดียวกันนั้นใครบางคนซึ่งซ่อนตัวปะปนกับฝูงชนก็สาดน้ำเข้าใส่ซันดาเต็มหน้า หญิงสาวอ้าปากจะร้องว้ายแต่ดันมีน้ำกระเซ็นมาอีกระลอก เธอจึงยกสองมือขึ้นลูบหน้า และโดยไม่คาดฝันหญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเร็วๆเข้ามาใกล้ซันดา ทว่าเธอผู้นั้นกลับลื่นล้มลง แล้วคว้าผ้าซิ่นของซันดาไว้แน่น แน่นจนซันดารู้สึกว่าอีกฝ่ายจงใจมือกระตุกสุดแรง หญิงสาวตกใจหวีดร้องลั่น ปรัชญ์ได้ยินจึงหันขวับกลับมาก่อนจะโยนของในมือทิ้งเพื่อกระชับผ้าถุงของหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่เอาไว้

“เฮ้ย! อะไรเนี่ย” เขาโวยลั่น ตามองตัวการที่รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีเข้าไปปะปนกับฝูงชน

ส่วนซันดาเวลานี้หน้าเสียรีบดึงผ้าถุงให้เข้าที่จ้าละหวั่น เธอไม่พูดไม่จาเอาแต่ยืนหน้าแดงก่ำ โกรธก็โกรธ อายก็อาย

“โชคดีที่คว้าเอาไว้ทัน เดี๋ยวผมจะพาคุณไปจัดการกับเสื้อผ้าให้เรียบร้อย” ปรัชญ์บอกเสียงเรียบ จากนั้นจึงดึงมือหญิงสาวให้ก้าวเดินออกไปจากขบวน ซันดายังไม่หายตกใจ ตอนนี้ใจเธอยังสั่น หน้าแดงเปลี่ยนเป็นซีด ขณะที่มือข้างหนึ่งนั้นกระชับผ้าถุงเอาไว้กับเอว ส่วนมืออีกข้างถูกปรัชญ์จับจูงนำทางออกไปจากผู้คนทั้งหลายที่มองมาอย่างสนใจ โดยมีสายตาเคียดขึงของแอนนามองตามอย่างหงุดหงิด

เสียงฆ้องกลองและเสียงจากขบวนแห่ยังคงดังกังวานไปทั่วบริเวณ เช่นเดียวกับผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำสงกรานต์และชมความงามจากการแต่งกายอันสวยงามหนุ่มสาวที่ร่วมเดินอยู่ในขบวนจากหน่วยงานต่างๆ แต่ปรัชญ์นั้นมิได้สนใจบรรยากาศรอบตัว เขาจูงมือซันดาเดินลิ่วตัดเข้าไปในสวนสาธารณะเพื่อให้เธอได้เข้าไปแต่งตัวใหม่ในห้องน้ำอย่างเร่งรีบ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“เป็นเพราะนายนั่นแหละ ถ้านายไม่หาเรื่อง ดึงฉันเข้ามาเดินขบวนด้วยก็คงไม่เกิดเรื่องน่าขายหน้า” ร่างระหงต่อว่าฉอดๆหลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว

ร่างสูงที่ยืนหันหลังรออยู่หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้าคนค่อนขอดแล้วตีหน้าสลด เมื่อเห็นใบหน้าบึ้งตึงของเธอ “ผมขอโทษ ผมทำไปเพราะอยากให้พี่แอนนาเข้าใจว่าเรารักกันจริงๆ”

สายตาของซันดามองคนพูดอย่างขวางๆ นึกในใจว่า ถ้าเพียงแค่เรื่องราวต่างๆไม่ใช่เรื่องอุปโลกน์ขึ้น เธอคงจะรู้สึกดีกว่านี้ คนรักกันนั้นไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟ ถ้าได้อยู่เคียงข้างกัน ใจก็สู้ แต่นี่...

“นายมันเห็นแก่ตัว ทำอะไรไม่นึกถึงใจคนอื่น ไม่นึกถึงผลที่จะตามมา นายเป็นบ้าอะไรถึงสู้อุตส่าห์ไปขอร้องให้ทีมสต๊าฟเลือกฉันมาแทนดาวคณะที่ป่วย แถมยังขู่เขาว่าถ้าฉันไม่ได้ร่วมขบวน นายจะไม่ยอมเดินให้” พูดจบเธอก็ขยับเข้าไปใกล้ๆเขา ดวงตาเขียวปั๊ดสบตาอีกฝ่ายไม่หลบ แต่ถึงท่าทางจะบอกว่าไม่พอใจ ถึงคำพูดจะบ่งชัดว่าขัดเคือง แต่หัวใจเธอกลับหวิวไหวแปลกๆ ที่เคืองเนี่ยเพราะงอนหรอกนะ

ปรัชญ์ยืนฟังการต่อว่าต่อขานนิ่ง ครู่ใหญ่จึงส่งยิ้มให้เธอ พร้อมๆกับที่ถือวิสาสะจับข้อมือคู่สนทนาเอาไว้แน่น “ถ้าอยากรู้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”

โดยไม่รอคำตอบ ชายหนุ่มก็กึ่งลากกึ่งจูงหญิงสาวไปยังบันไดที่ทอดตัวลดหลั่นไปหาลำน้ำปิงที่ไหลเอื่อยๆอยู่ด้านล่าง “รออยู่นี่แป๊บนะ”

ซันดาสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขา ก่อนจะเชิดหน้าบอกความต้องการของตนเองเวลานี้ “ฉันจะกลับบ้าน ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น”

“ฟังเถอะ ผมมีอะไรจะบอก นั่งรอก่อนนะ พอคุยกันเสร็จก็จะพากลับ ไม่ต้องห่วง”

ซันดาเม้มริมฝีปาก ทำท่าคิด

ปรัชญ์ตัดบทด้วยการยกมือเป็นสัญลักษณ์โอเค แล้วจึงเดินลิ่วๆออกไปทางถนนที่บัดนี้มีร้านรวงและผู้คนเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่เต็มสองข้างทาง

หญิงสาวมองตามร่างสูงจนเขาลับหายไปกับฝูงชนแล้วจึงนั่งลงตามที่เขาบอก สายตาคู่งามทอดมองสายน้ำสีขุ่นที่ไหลไปทางทิศใต้อย่างช้าๆ ใจกระหวัดไปยังครั้งแรกที่เธอได้เห็นแม่น้ำสายนี้ ซึ่งก็คือวันแรกที่เธอเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่พร้อมกับมารดา

เดิมทีซันดากับครอบครัวอาศัยอยู่กรุงเทพฯซึ่งเป็นบ้านของบิดา แต่เมื่อซันดาอายุประมาณ 5 ขวบ บิดามารดาก็พาเธอย้ายมาพำนักอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ซันดาจึงได้แต่คิดถึงบ้านเก่า และปู่กับย่า โดยไม่รู้หรอกว่าเหตุใดรอยร้าวจึงเกิดขึ้นในครอบครัว จนเมื่อเธอโตพอที่จะเข้าใจนี่แหละ แม่รยาจึงยอมเล่าว่าต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงมาจากบิดาของซันดานั่นเอง

“คิดอะไรอยู่ เหม่อเชียว” ปรัชญ์นั่งลงข้างๆเธอ

ความคิดคำนึงของหญิงสาวหยุดชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่กำลังย่อตัวนั่งลงข้างกาย

“เปล่า” ขณะตอบเธอปรับทิศทางสายตาไปมองสายน้ำปิงเช่นเดิม

ใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงามเป็นสีระเรื่อ เมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้ เธอชายตามองเขาแวบหนึ่ง เห็นเพียงลำแขนและอกผึ่งผายของฝ่าย เธอจึงรีบละสายตาจ้องมองไปทางอื่นเสีย

“กินนี่ซะ แต่งตัวขนาดนี้คงยังไม่ได้กินข้าวเลยสิท่า” พูดพลาง ชายหนุ่มก็ยื่นต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยแบบคัพมาให้ ตามด้วยน้ำอัดลมแก้วใหญ่

“ขอบคุณ แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว” คนตอบสั่นหน้าประกอบ

“ก็ซื้อมาแล้ว เสียดายของ รับสิ” ชายหนุ่มยังคงยืนยันแถมยังยื่นถ้วยบะหมี่เข้ามาใกล้เธอกว่าเดิม ดูเอาเถอะหน้าเขาแทบจะชนหน้าเธออยู่แล้ว หญิงสาวจึงรีบรับถ้วยบะหมี่เอาไว้ขณะที่ตนเองหน้าแดงก่ำขึ้นอีกครั้ง

“เป็นอะไรหน้าแดง ร้อนเหรอซัน” เขาถามพลางชะโงกหน้ามาดูเธออย่างจงใจ

หญิงสาววางถ้วยบะหมี่ลงข้างตัวแล้วขยับหนี

ปรัชญ์หัวเราะ “เข้าใกล้ไม่ได้เลย หวงตัวจริงๆนะซันเนี่ย ถ้าสาวๆสมัยนี้เป็นแบบซันทุกคนก็คงจะดี”

คนฟังเบะปาก ความเขินอายเริ่มจางหาย ความหมั่นไส้จึงเข้ามาแทนที่ “อย่างนายเนี่ยนะชอบผู้หญิงหวงตัว นึกว่าชอบแบบไวไฟเสียอีก เห็นหยอดเขาไปทั่ว”

ถึงกระนั้นคนถูกตำหนิก็ยังดูอารมณ์ดี “มันเป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่จะกิ๊กๆกั๊กๆ ผมไม่ใช่คนจริงจังกับทุกเรื่องเหมือนซันนี่”

“ฉันจริงจังแล้วมันผิดตรงไหน” ซันดาชักจะฉุน

“ไม่ได้ว่าผิด จริงจังแบบซันน่ะดีอยู่แล้ว แต่อยากให้เข้าใจคนแบบผมบ้างไง” ไม่พูดเปล่า ปรัชญ์ลุกขึ้น เดินลงบันไดไปหลายขั้นเพื่อยืนตรงหน้าเธอ และให้ระดับความสูงพอดีกับที่เธอนั่งอยู่

“ไม่จำเป็น นายจะเป็นไงก็เรื่องของนาย ฉันไม่ยุ่ง” เธอบอกน้ำเสียงจริงจังเช่นเดียวกับสายตาที่สบตาเขาเขม็ง

“จำเป็นสิ...”

“ทำไม” เธอสวนทันควันทั้งที่เขายังพูดไม่จบ

ปรัชญ์จึงใช้นิ้วชี้แตะปากเธอเบาๆพลางพูดเสียงนุ่ม “ฟังผมให้จบ ผมอยากบอก”

ซันดานิ่งอึ้งกับการกระทำของเขา มันแปลกๆ เขาทำตัวอ่อนโยน สนิทสนมจนใจเธอเต้นตุบๆไม่หยุดหย่อนในเวลานี้

“ผมชอบซันนะ ชอบแบบที่ซันเป็น จริงจัง ตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้ง ผมถึงเลือกซันมาบังหน้าพี่แอนนา แต่รู้ไหมว่าเป็นเพราะผมอยากใกล้ชิดซัน อยากให้เราได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น” เขาเปิดเผยความในใจด้วยใบหน้านิ่งๆ ดวงตาคมจ้องเธออย่างค้นคว้า

ซันดารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นลิ่วจากช่องท้องขึ้นมาสู่อกข้างซ้าย คงเพราะเหตุนี้กระมังใจจึงเต้นถี่และรุนแรงขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัว

“ผมไม่อยากเอาซันมาเป็นแฟนบังหน้าใครอีกต่อไปแล้ว เรามาคบกันจริงๆได้ไหม” ปรัชญ์ถามเสียงอ้อนพลางจ้องหน้าเธอนิ่ง

ซันดาก้มหน้างุด ดูมือไม้มันเกะกะไปหมด จะเงยหน้าขึ้นมาตอบเขาก็กลัวสายตาคมกริบเจือแววหวานคู่นั้นจะจับความรู้สึกได้

ตาบ้า! ในช่วงเวลาที่ผู้หญิงเขินแบบนี้ยังมายืนจ้องหน้าอีก

สิ่งที่ซันดาทำได้ในเวลานี้คือพยายามเก็บอาการสุดฤทธิ์ ความรู้สึกตอนนี้มันแปลกๆ ทั้งช็อก เขิน ตื่นเต้น ดีใจ สับสน สารพัด ทว่าเขากลับไม่ยอมรอคำตอบนาน ครู่ใหญ่ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือมาเชยคางมนให้เงยขึ้นและถามซ้ำ “ตกลงนะ”

ใบหน้าที่เงยขึ้นแดงก่ำ เธอช้อนสายตาขึ้นมองเขาตรงๆ พยายามขับไล่ความเขินอายและบังคับเสียงไม่ให้สั่น “แน่ใจเหรอ”

ปรัชญ์ฉีกยิ้ม พร้อมทั้งพยักหน้า “แน่สิ แน่ใจมาพักนึงละ”

ซันดายังคงมองเขาเงียบๆ แววตาของเธอจ้องเขาอย่างหาพิรุธ

“ซันคงยังไม่ไว้ใจผม ถ้างั้นต้องทำยังไง...” ไม่ถามเปล่า สองมือของปรัชญ์ดึงมือของอีกฝ่ายมากุมไว้

เธอพยักหน้า แล้วจึงเอ่ยตอบน้ำเสียงจริงจัง “ถ้านายแน่ใจ ฉันก็แน่ใจเหมือนกัน”

ดวงตาของปรัชญ์เบิกกว้าง มือที่กุมมือเธอไว้เขย่าแรงๆขณะถาม “จริงนะ สัญญานะ”

“ยังไม่สัญญา” เธอยังคงใจแข็ง

“ทำไมล่ะครับ”

“จำได้ไหมว่านายติดสัญญาฉันไว้ข้อหนึ่ง”

“จำได้สิ ซันจะให้ผมทำอะไรล่ะ บอกมาเลย”

ซันดาก้มหน้าลงมองขั้นไดก่อนตอบอ้อมแอ้ม“นายต้องรับปากว่าจะไม่ทำฉันเสียใจเป็นอันขาด”

คนฟังดีใจจนอยากจะดึงเธอเข้ามากอด แต่รู้ดีว่าไม่เหมาะเพราะทั้งสองคนอยู่ในสาธารณะ เขาจึงทำได้เพียงแค่ยิ้มและเอ่ยคำตอบด้วยความเต็มใจ “ผมสัญญา”


“พี่ซันขนมค่ะ” เสียงสิยาพรดังแทรกขึ้น ความทรงจำในอดีตของซันดาจึงค่อยๆเลือนหายไป หญิงสาวยื่นมือไปรับขนมขบเคี้ยวมาถือไว้ “ขอบใจจ้ะเก๋”

สาวน้อยหัวเราะเสียงใส “ไม่ใช่ของเก๋หรอกค่ะ โน่น คุณเอเธ็นส์เขาฝากมา”

ซันดาชะโงกไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม ยกซองขนมขึ้นแล้วทำปากขมุบขมิบว่าขอบคุณ ฐิติค้อมศีรษะรับและส่งยิ้มกลับมาโดยไม่ตอบว่ากระไร เนื่องจากเสียงเพลงในรถนั้นดังเกินกว่าที่จะตะเบ็งเสียงแข่งได้

“พี่เอเธ็นส์นี่ดูๆก็น่ารักดีนะคะ แต่ได้ยินว่าถ้าทำงานก็จะติสท์มาก” สิยาพรนินทาระยะเผาขน

“ติสท์ไม่ดีตรงไหนล่ะ” ซันดาถามอย่างไม่สนใจคำตอบมากนัก เป็นการหาประเด็นคุยเสียมากกว่า

“ก็ไม่เชิงว่าไม่ดี แต่เก๋ว่าคงทำงานด้วยลำบาก เพราะพวกติสท์ๆนี่จะเอาแต่ใจนะคะพี่ซัน พอใจก็ทำ ไม่พอใจก็ไม่ทำ”

ซันดายิ้มหลังได้ฟังคำตอบ “พี่ว่าเขาก็มีเหตุผลของเขามากกว่า เพียงแต่เราอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่านั้นแหละ”

สิยาพรพยักหน้า “สงสัยจะจริงอย่างพี่ซันว่าค่ะ ถ้าพี่ซันยังไม่ทานขนม งั้นมาร้องเพลงเป็นเพื่อนเก๋ดีกว่าค่ะ”

ว่าแล้วสาวน้อยก็คว้าไมโครโฟนขึ้นมาถือไว้ให้อยู่ระหว่างตัวเธอกับซันดา หลังจากนั้นบทเพลงที่สองสาวประสานเสียงก็ดังขึ้นกลบเสียงพูดคุยที่ดังจอแจอยู่ตลอดเวลา

[จบตอน]
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » พุธ 13 ม.ค. 2016 6:36 am

บทที่ ๗


20131217_3_1387243461_845325.jpg
20131217_3_1387243461_845325.jpg (152.08 KiB) เปิดดู 3174 ครั้ง


เรือเข้าเทียบท่าเกาะช้าง ผู้โดยสารจึงทยอยลงจากเรือผ่านท่าเรือเข้าไปในตัวเกาะ

ซันดาเองก็เช่นเดียวกัน เมื่อลงจากเรือแล้วเธอจึงลากกระเป๋าเข้าไปยืนรวมกับคนอื่นๆที่มาจากสำนักพิมพ์เดียวกัน หลังจากนั้นจึงมีรถจากทางรีสอร์ตมารอรับ การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทะเลพอสมควรเพราะบางจุดเป็นทางลาดชัน กว่าจะไปถึงจุดหมายซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในตัวเกาะก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง

สถานที่จัดงานสังสรรค์คนทำหนังสือเป็นที่พักหรูริมทะเล บริเวณทางเข้ารีสอร์ตงดงามด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ถัดไปจึงเป็นโซนบ้านพัก ห้องจัดเลี้ยง และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหลากหลายรูปแบบ

ที่พักของซันดาและสิยาพรเป็นบ้านหลังย่อมชั้นเดียวยกพื้นสูงพื้นที่กว้างขวาง ด้านนอกตัวบ้านมีระเบียงยื่นออกมาจนถึงสระว่ายน้ำ ใกล้ๆกันมีแผงน้ำไหล หินแกะสลักให้มีน้ำพ่นออกจากปากสิงห์บาหลีและเตียงสำหรับอาบแดดตั้งอยู่ เมื่อเดินเลยเข้าไปในตัวบ้านจะพบห้องโถงจัดเป็นมุมนั่งเล่น มีทั้งโซฟาและม้านั่ง โดยมีโต๊ะไม้รูปทรงเก๋ไก๋ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านในสุดเป็นห้องนอนหรูอยู่ติดกัน 2 ห้อง ซึ่งด้านหนึ่งของห้องเป็นประตู 4 บาน แต่ละบานสามารถเปิดออกไปนอกตัวบ้านได้ มองไกลๆจึงดูคล้ายหน้าต่างบานใหญ่ ซึ่งตั้งขนานกับเตียงนอนที่มีมุ้งสีขาวสะอาดผูกด้วยริบบินอยู่ 4 มุม สวยงามราวกับฉากในเทพนิยาย

“สวยจังเลยค่ะพี่ซัน” สิยาพรจัดของในห้องตนเองเสร็จแล้วจึงเปิดประตูเข้ามาชวนคุย ขณะที่เจ้าของห้องกำลังนำเสื้อผ้าเข้าไปแขวนในตู้แบบบิวท์อินอย่างไม่รีบเร่ง

“สวยดีเหมาะกับสาวสวยเพ้อฝันแบบเก๋นั่นแหละ” ซันดาหันไปตอบเจือยิ้ม

นักศึกษาสาวยิ้มแก้มปริ ลากเก้าอี้ไม้มานั่งข้างๆเตียงพลางเอียงคอมองผู้ที่ก้มๆเงยๆอยู่ตรงหน้าก่อนแสดงความคิดเห็น “พี่ซันสวยกว่าเก๋อีก”

ซันดาหันขวับ จ้องคนพูดนิ่ง ย้อนถามกลั้วหัวเราะ “จริงเหรอ”

“จริงสิคะ พี่ซันหน้าใสมากเลย ตอนเจอใหม่ๆเก๋นึกว่ารุ่นราวคราวเดียวกันเสียอีก” สาวน้อยตอบด้วยท่าทีจริงจัง ทั้งยังมองตอบไม่หลบ “เก๋ว่าถ้าพี่ซันไว้ผมยาวสักหน่อย คงหน้าหวานมากเลย แต่ไว้ผมซอยแบบนี้ก็เท่ดีค่ะ หน้าใสๆมีชัยไปกว่าครึ่ง”

ซันดาหัวเราะเบาๆ พร้อมกับลุกขึ้นยืน “อยากได้อะไรจากพี่หรือเปล่า มาชมกันขนาดนี้ ปะ จัดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ไปห้องจัดเลี้ยงกัน เห็นว่าจะแจกหมายกำหนดการ”

สิยาพรลุกตาม “โอเคค่ะ ป่านนี้วิชกับพี่เอเธ็นส์คงรอแย่แล้ว”

สองสาวเดินออกจากตัวบ้าน ลัดเลาะไปตามทางเดินปูด้วยแผ่นหินทรายแดงคั่นด้วยกรวดจนถึงอาคารหลังใหญ่สองชั้น แล้วตามพนักงานของรีสอร์ตจึงเดินขึ้นไปบนชั้นสอง

“ทางนี้ฮะคุณซัน น้องเก๋” เสียงของฐิติดังขึ้นหลังจากซันดาก้าวเข้าไปในห้องไม่กี่อึดใจ เขาบอกพร้อมทั้งโบกมือเรียก

“ซันดาก้าวฉับๆเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะซึ่งมีฐิติ วิชกร และพนักงานฝ่ายศิลป์ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากประตูห้องนัก เมื่อมีคนเดินเข้ามาจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน

“นั่นคุณปรัชญ์มากับใคร” สิยาพรเอ่ยขึ้น ทำเอาทุกคนในโต๊ะมองไปยังประตูทางเข้าเป็นจุดเดียว

วันนี้ปรัชญ์มาในชุดเสื้อคอโปโลสีฟ้าอ่อน ปล่อยชายเสื้อลงมาคลุมกางเกงยีนสีดำสนิท ข้างกายของเขาคือสาวสวยในชุดเสื้อสีเหลืองสดเปิดไหล่ และเอวลอย ทำให้มองเห็นเอวคอดกิ่วเหนือกางเกงสีขาวสะอาดตาได้อย่างถนัดถนี่

“ก็คุณฟ้าไงครับ” หนุ่มฝ่ายศิลป์เป็นผู้ตอบ

ฐิติยิ้มมุมปากน้อยๆเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเคยพบกับคู่ควงของปรัชญ์เมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาก็เงียบเสีย ไม่แสดงออกใดๆ เช่นเดียวกับซันดาที่ทำเหมือนไม่มีคนทั้งสองอยู่ในสายตา จวบจนจนปรัชญ์มองเห็นฐิตินั่นแหละ เธอจึงรู้ว่าตนเองคิดผิดเพราะคนทั้งสองกำลังเดินเข้ามาและมานั่งร่วมโต๊ะกับเธอในที่สุด

“ขับรถมาเองเลยหรือฮะพี่ปรัชญ์” ฐิติถามหลังทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว

“ใช่ พี่ต้องไปเคลียร์งานที่บริษัทก่อสร้างก่อนน่ะสิ ไม่อยู่ตั้งหลายวัน ถ้างานไม่เสร็จคุณพ่อเล่นงานแน่”ตอบรุ่นน้องแล้วเขาจึงทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ “ลืมแนะนำ ทุกคนครับนี่คุณฟ้าเป็นบอกออยู่ที่สำนักพิมพ์ลูกหว้า”

“สำนักพิมพ์เก่าของบอกอไงล่ะคะ” ฟ้ารุ่งต่อยิ้มๆมองเลยไปยังคนที่ตนเองพูดด้วยซึ่งก็คือซันดา

“แหม ถ้าไม่มีคุณ ฉันก็คงไม่ได้มาทำงานกับสำนักพิมพ์ดีๆอย่างเลิฟไลน์บุ๊คส์หรอกค่ะ ต้องขอบคุณจริงๆ” ซันดาตอบเสียงเรียบ

ฟ้ารุ่งมองตาขวาง ทำท่าจะพูดต่อ ปรัชญ์เบรกด้วยการแนะนำเพื่อนร่วมโต๊ะทีละคน จนมาถึงฐิติ “นี่เอเธ็นส์ครับฟ้า เป็นรุ่นน้องของผม แล้วก็เป็นนักเขียนดังนามปากกา กุหลาบเที่ยงคืน ด้วย”

ฟ้ารุ่งมองชายหนุ่มผมยาวในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง นี่หรือคือเป้าหมายที่สำนักพิมพ์ลูกหว้าต้องการ ผู้ชายปากเสีย เอาแต่ใจ ไร้มารยาท และดูไม่น่าเชื่อถือคนนี้น่ะหรือนักเขียนขายดี เฮ้อ! เคยแขวะกันมาก่อนแล้วจะใช้วิธีไหนดึงตัวล่ะเนี่ย

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณเอเธ็นส์” เธอปรับสีหน้าให้ดีขึ้นขณะทักทาย ทั้งๆที่ความรู้สึกในใจยังไม่พอใจเรื่องเก่าๆอยู่ลึกๆ

ส่วนฐิตินั้นไม่สนใจอะไร สำหรับเขา ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้เสมอ ผ่านมาก็ผ่านไปเหมือนสายลม ชายหนุ่มจึงยิ้มให้เธอได้อย่างเต็มใจ “ยินดีเช่นกันคุณฟ้า”

“ สามวันนี้จะมีกิจกรรมอะไรบ้างครับคุณปรัชญ์” วิชกรถาม

ปรัญช์หันมามองหน้าหนุ่มน้อยแล้วจึงค่อยตอบ “วันนี้ให้ทุกคนพักผ่อน ตอนกลางคืนมีงานเลี้ยงสังสรรค์ พรุ่งนี้มีอบรมเรื่องการเขียน การทำหนังสืออะไรนี่แหละ พอตกกลางคืนพวกเราจะสังสรรค์ริมหาด มีประกวดแฟนตาซีด้วย วันสุดท้ายก็กลับตอนสายๆ”

“มีแฟนตาซีด้วย ทำไมปรัชญ์ไม่บอกฟ้าก่อนล่ะคะ ไม่ได้เตรียมตัวเลย แบบนี้ปรัชญ์ต้องพาฟ้าออกไปซื้อนะ รู้มั้ย” ฟ้ารุ้งเอียงหน้าบอกชายหนุ่มข้างกายด้วยน้ำเสียงงอนๆ

ปรัชญ์พยักหน้า “ได้สิ ยังไงเราก็เอารถข้ามมากับเรืออยู่แล้ว แต่จริงๆเขาไม่ได้ต้องการให้เลิศหรูอะไรหรอกนะฟ้า แค่อยากให้แต่งตัวตามที่หากันได้ง่ายๆ ถึงได้ไม่บอกล่วงหน้า”

“แต่ยังไงฟ้าก็อยากไปอยู่ดีแหละ จะได้แต่งสวยๆไงคะ ถ้าให้แต่งแบบนี้ต้องมีประกวดอยู่แล้วใช่ไหม”

“ครับ ก็มีประกวดอยู่” ชายหนุ่มตอบแล้วจึงหันไปทางซันดา “คุณบอกอออกไปด้วยกันนะ จะได้พาน้องๆไปด้วย”

หญิงสาวทำหน้าตึง เพราะใจนึกรำคาญบทพระ-นางตรงหน้าอยู่ครามครัน “ขอบคุณที่ชวนนะ แต่ไม่ดีกว่า เอาเท่าที่มีก็พอ”

ฟ้ารุ่งขยับมุมปากยิ้ม “แหม บอกอซันเขาเป็นทอม ปรัชญ์แค่ให้เขายืมสูทก็พอแล้ว”

ซันดาชายหางตาไปมองคนพูดพลางยิ้มกว้าง “เป็นไอเดียที่ดี การมาเที่ยวแบบนี้ไม่ควรทำตัวให้ยุ่งยาก หาได้ยังไงก็ใส่ไปอย่างนั้นดีที่สุด”

“ถ้าคุณซันไม่ไปผมก็ขอตัวนะฮะพี่ปรัชญ์” ฐิติพูดขึ้นบ้าง

“เก๋กับวิชก็เหมือนกันค่ะ เก๋พอจะมีชุดที่ดัดแปลงได้อยู่ ส่วนวิชให้ใส่ผ้าขาวม้าก็พอแล้ว” พูดจบสิยากรก็หัวเราะคิกคัก หันไปทางบอกอพี่เลี้ยงของตน “เราไปตักอาหารกันดีกว่าค่ะ เห็นแว้บๆว่าที่นี่จัดบุฟเฟต์ได้น่ากินมากเลย”

“งั้นเราก็ไปกันบ้างป่ะพี่นพ วิช พี่ปรัชญ์ดูแลคุณฟ้านะครับ เดี๋ยวพวกผมมา” ฐิติจัดแจงวางแผน แล้วจึงลุกขึ้นเป็นคนแรก

ฟ้ารุ่งมองตามคนทั้งหมดไปด้วยสายตาหมิ่นแคลน ตรงข้ามกับสิ่งที่กล่าวออกมา “พวกเขาน่ารักดีนะคะ เห็นแบบนี้แล้วฟ้าชักอยากจะมาอยู่เลิฟไลน์บุ๊คส์แล้วสิ”

ปรัชญ์หันมองคนพูดพลางเลิกคิ้ว “อะไรกัน เพิ่งไปทำงานที่ลูกหว้าอย่างอแงสิฟ้า แม่ผมเป็นคนฝากคุณนะ”

หญิงสาวแบะปาก “คุณป้าน่ะใจร้าย ส่งฟ้าไปทำงานที่อื่น ทั้งๆที่สำนักพิมพ์ตัวเองก็อยากได้บอกอเพิ่ม สงสัยฟ้าไม่เก่งเท่าซันมั้งก็เลยมองข้าม”

“ไม่หรอกน่า คุณแม่ท่านชอบซันมาตั้งแต่เป็นนักเขียนแล้ว”

“แน่ใจว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวปรัชญ์นะคะ” เธอถามตรงไปตรงมา

ปรัชญ์เลี่ยงตอบด้วยการหัวเราะเบาๆ “ไร้สาระน่า ป่ะ ไปหาอะไรกินกัน”

เขาเลื่อนเก้าอี้ออกพลางยืนขึ้น แล้วรอให้หญิงสาวเดินนำไปก่อน

ฟ้ารุ่งทำหน้าตึงก้าวฉับๆออกไป

แค่นี้เธอก็รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้ซันดามาทำงานอยู่ในเลิฟไลน์บุ๊คส์

++++++++++++++++++++++++++++++++++
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » พุธ 13 ม.ค. 2016 6:36 am

มือเรียวสวยวางจานอาหารลงบนโต๊ะซึ่งปูด้วยผ้าสีขาวสะอาดก่อนเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวผมซอยสั้นที่นั่งอยู่ตรงข้าม พลางเอ่ยขึ้น “น้องสาวพี่นี่ดูสนิทสนมกับนักเขียนดีนะ นายเอเธ็นส์งี้ติดเธอแจเลย”

ซันดาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งแต่ก็ไม่ได้กล่าวตอบว่ากระไร เพราะรู้ว่าฟ้ารุ่งต้องการหาเรื่องมากกว่า และเธอก็ไม่พร้อมที่จะมาทำเรื่องขายหน้าในสถานที่แห่งนี้

“พี่อยากจะรู้จังว่าถ้าเขารู้อดีตของเธอ เขาจะรู้สึกชื่นชมเธออยู่ไหม” ฟ้ารุ่งพูดต่อกลั้วหัวเราะ

คราวนี้ซันดาเงยหน้าขึ้น พลางวางซ้อนลง ใบหน้าของเธอเจือด้วยรอยยิ้มจางๆ “สมัยนี้ผู้ชายเขาไม่สนอดีตกันแล้ว ยิ่งความผิดพลาดที่เกิดจากความเลวของคนอื่นยิ่งไม่จำเป็นต้องแคร์ อย่าคิดว่าจะเอาเรื่องนั้นมาทำร้ายฉันตลอดชีวิตนะฟ้ารุ่ง ฉันเข้าใจว่าเธอโกรธแค้นเรื่องพ่อแม่ของเรา แต่ถ้าเธอยังบ้าไม่เลิก ไฟในใจมันจะเผาเธอให้ไหม้ไปเอง”

ฟ้ารุ่งฟังแล้วหัวเราะเบาๆ “แหม เดี๋ยวนี้น้องสาวพี่แกร่งขึ้นเยอะนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงอับอายมาก หึ คงกลัวปรัชญ์จะรู้ด้วยสินะ ถึงได้หนีเขาไปแบบนั้น”

ซันดาข่มอารมณ์ให้เย็นขณะเอียงหน้ามองพี่สาวร่วมบิดาด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ถ้าเธอคิดแบบนั้นแล้วสบายใจก็คิดไปเถอะนะ ฉันถือว่าทำทาน”

พูดจบซันดาก็ยกจานข้าวขึ้น แล้วเดินฉับๆ ออกไปนั่งโต๊ะอื่นซึ่งอยู่ห่างออกไป

ฟ้ารุ่งจึงนั่งรอเพื่อนร่วมโต๊ะอยู่เพียงลำพัง เธอนั่งพิงพนักเก้าอี้ครุ่นคิดไปพลาง

หญิงสาวยังตอบตนเองไม่ได้ว่าจะจัดการกับครอบครัวของซันดา และตัวซันดาอย่างไรดี ทุกอย่างดูเหมือนจะมีกรอบกันเอาไว้เสียหมด เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่าเธอจะต้องทำให้ครอบครัวนั้นเป็นทุกข์และสูญเสียเหมือนที่เธอและแม่ได้รับ

แม่ของเธอต้องถูกฆาตกรรมพร้อมกับลูกในท้อง แต่ก็ไม่สามารถจับคนร้ายได้ ทำให้เธอต้องเป็นลูกกำพร้าอาศัยอยู่กับยายมาตั้งแต่เด็ก ทุกๆครั้งที่ยายพาเธอไปแอบดูครอบครัวของพ่อ เธอเจ็บปวดเหลือเกินที่ได้เห็นความอบอุ่นและรอยยิ้มของคนในครอบครัวนั้น ทั้งๆที่พวกมันคือ...ฆาตกร

“อ้าว บอกอซันไปไหนแล้วล่ะ” เสียงของฐิติปลุกให้ฟ้ารุ่งละจากความนึกคิด

ฟ้ารุ่งเงยหน้าขึ้นมองเขาพลางปรับสีหน้าให้ดีขึ้น เพราะแวบหนึ่งนึกถึงคำสั่งของผู้เป็นนายขึ้นมา

“ไม่รู้สิ”เธอตอบพลางยักไหล่เบาๆ

“แต่ผมเห็นว่าเดินมาทางนี้แล้วนะ”ฐิติยืนยัน ก่อนจะสอดส่ายสายตามองหาคนที่ตนพูดถึง “อ้าว! ทำไมย้ายไปนั่งโต๊ะโน้น งั้นฝากบอกพี่ปรัชญ์ด้วยนะว่าผม...”

“ฉันมีเรื่องคุยกับคุณ”ฟ้ารุ่งแทรกขึ้น “นั่งลงก่อนสิคะ”

ฐิติทำตามอย่างงงๆ เมื่อนั่งชายหนุ่มนั่งลงแล้วฟ้ารุ่งจึงเผยเจตนาของตนทันที “ทางสำนักพิมพ์ลูกหว้าให้ฉันมาของานจากคุณ”

หนุ่มผมยาวฟังแล้วเลิกคิ้ว กังขา “คุณไม่รู้หรือว่าตอนนี้ผมออกงานกับเลิฟไลน์บุ๊คส์”

ฟ้ารุ่งพยักหน้า “รู้ แต่เราเซ็นสัญญากันแค่ต้นฉบับนี่คะ นักเขียนเป็นอิสระจะออกกับที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเขียนให้สำนักพิมพ์เดียว”

“เรื่องนั้นผมก็รู้เหมือนกัน แต่คุณเป็นบอกอน่าจะรู้นะ ว่าทุกๆสำนักพิมพ์อยากให้นักเขียนอยู่ประจำ ถึงแม้จะไม่มีสัญญาก็เถอะ”

“ฉันให้ค่าลิขสิทธิ์คุณเพิ่มขึ้นจากที่เดิม 2%”

ฐิติหัวเราะหึหึ “ผมไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน ผมเป็นน้องพี่ปรัชญ์ มีความสบายใจแล้วที่จะเขียนกับที่นี่ ผมนึกแปลกใจคุณนะ ดูสนิทสนมกับพี่ปรัชญ์ราวกับเป็นคนรักแต่กลับแอบมาขโมยนักเขียนของเขา โทษนะ คนแบบนี้ผมคบไม่ได้”

“ฉันทำตามหน้าที่” เมื่อถูกปรามาสซึ่งหน้าฟ้ารุ่งก็ชักจะโมโหอยู่ครามครัน น้ำเสียงของเธอจึงดูแข็งกระด้าง

ฐิติพยักหน้า “ครับ ทำตามหน้าที่บอกอสำนักพิมพ์ลูกหว้า แต่คุณไม่นึกหน้าที่อื่นๆ เช่นหน้าที่ของมิตร แบบนี้เขาเรียกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ผมขอตัวนะ คุยไปก็เสียเวลา”

พูดจบชายหนุ่มก็ถือจานข้าวเดินฉับๆออกไปหาซันดา ทิ้งให้ฟ้ารุ่งมองตามด้วยสายตาเคียดแค้น “ปากดีนักนะ แล้วสักวันนายจะเสียใจ”

ฝ่ายฐิตินั้นขณะเดินเข้าไปหาบรรณาธิการสาว เขาสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเธอดูหม่นหมอง ครุ่นคิด คล้ายคนที่มีอะไรอยู่ในใจ ชายหนุ่มจึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามและถามออกไปเบาๆ “ทำไมถึงย้ายมานั่งที่นี่ล่ะฮะ”

ซันดาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ถามพร้อมทั้งส่งยิ้มจางๆ “มีคนนั่งโต๊ะโน้นเยอะแล้วค่ะ ปลีกตัวออกมาดีกว่า”

“งั้นผมขอนั่งด้วยคนนะฮะ ชอบความส่วนตัวเหมือนกัน คุณซันอยากได้อะไรบอกนะฮะ เดี๋ยวผมตักให้”

“ขอบคุณมากคุณเอเธ็นส์ ซันอิ่มแล้วละ เดี๋ยวถ้าเก๋กินเสร็จก็ว่าจะชวนกลับที่พักเลย”

ฟังคำตอบแล้วฐิติก็นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจถาม “มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าฮะ”

ซันดาส่ายหน้าพลางตัดบทด้วยการยกมือขึ้นโบกเรียกสิยาพรให้ตามเข้ามาสมทบ ทว่าฐิติก็ยังยืนยันตามความตั้งใจเดิม “ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกเลยนะครับ ผมยินดี”

คนฟังฝืนยิ้มให้กว้างขึ้น รับรู้ถึงความปรารถนาดีของเขา “ขอบคุณนะ บางที...ฉันอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากคุณก็ได้”

ผู้อาสาพยักหน้ามองเธอด้วยสายตาละมุน “ยินดีมากๆฮะ”


“เดี๋ยวนี้แม่น้องสาวตัวดีของฟ้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยค่ะคุณยาย”ฟ้ารุ่งกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์หลังจากปลีกตัวหลบเข้ามาอยู่ในห้องพักของตนเรียบร้อยแล้ว

ห้องนี้เธอพักอยู่กับผู้ช่วยของตน แต่ฝ่ายนั้นยังสนุกสนานอยู่กับการเมาท์มอยอยู่ในห้องจัดเลี้ยง ทำให้เธอมีโอกาสได้เปิดใจคุยกับผู้เป็นยายอย่างสะดวก

“เปลี่ยนยังไงเหรอ”

“ก็เหมือนจะเข้มแข็ง ไม่แคร์สังคมมากขึ้น ฟ้าขู่อะไรก็ไม่กลัวเหมือนก่อนน่ะค่ะ”

แจ่มใจหัวเราะเบาๆก่อนเสริม “ดูเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วยใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ แล้วดูไม่สนใจปรัชญ์ด้วยนะ ฟ้ากำลังหาวิธีการเอาคืนพวกมันให้เจ็บแสบแต่ก็เหมือนจะยากขึ้น ยายต้องช่วยฟ้าคิดนะคะว่าจะทำยังไงดี”

“แน่นอน ยายต้องช่วยหนูอยู่แล้ว แต่เราจะต้องค่อยๆทำอย่ากระโตกกระตาก พวกมันจะต้องชดใช้สิ่งที่เคยทำ ลูกๆของมันจะต้องได้รู้ ได้รับกรรมแทนแม่ของมัน”

“พวกมันทำให้แม่กับน้องของฟ้าต้องตาย แต่ดูพวกมันสิคะ ไม่เคยได้รับกรรมอะไรเลย มันมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แถมคุณพ่อยังเห็นดีเห็นงามไปด้วย ในขณะที่ฟ้า...”

“ยายเข้าใจลูก ยายเองก็เจ็บไม่แพ้กัน ที่ต้องมาเสียทั้งลูกและหลานไป”

“ฟ้าจะต้องเปิดโปงความชั่วของรยา และทำให้ครอบครัวของมันเป็นเหมือนเราให้ได้ ถึงกรรมจะตามมันไม่ทัน ฟ้านี่แหละที่จะไล่ตามเอง”

ปลายสายหัวเราะหึๆ “ดี ยายคิดว่ามันยังทำใจยอมรับเรื่องอดีตไม่ได้หรอก แต่มันพยายามเข้มแข็งไม่ให้เราเห็นจุดอ่อน ปรัชญ์ก็เหมือนกัน รักแรกไม่ได้ลืมกันง่ายๆหรอกนะ”

ฟ้ารุ่งนิ่ง ย้อนคิดถึงคำพูดผู้เป็นยาย รักแรกไม่ได้ลืมกันง่ายๆ เธอเชื่อว่าจริง เหมือนดังความรู้สึกที่เธอมีต่อปรัชญ์ เธอยังรักเขาอยู่ แม้วันนี้จะเปลี่ยนสถานะเป็นเพียงเพื่อนกัน ลึกๆในใจก็ยังมีเขาซ่อนอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

“เรื่องปรัชญ์นี่ฟ้าไม่แน่ใจค่ะ เพราะตอนนี้ซันดาเหมือนจะเป็นทอม”

“อ้อ ชอบผู้หญิงสินะ ใครล่ะคนรักของมันน่ะ”

“ลูกสาวเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ฟ้าไปทำงานอยู่นี่แหละค่ะ ชื่อ แพรวา แต่แม่นี่ก็ร้ายกาจไม่ใช่เล่น”

“ก็ดีนะ เป็นคนใกล้ตัวเราจะได้หาช่องโหว่ได้ง่ายๆ ใจเย็นๆนะฟ้า ยายเองก็แค้นพวกมันเหลือเกิน นอกจากพวกมันจะทำให้ยายเสียแม่และน้องของหลานไป แล้วยังทำให้ยายต้องอับอายจนต้องปิดร้านทองร้านเดิมไปอยู่ที่อื่น มันทำให้ชีวิตของพวกเราตกต่ำ ดังนั้นมันต้องชดใช้”

“ค่ะยาย ฟ้าไม่มีวันยอมเจ็บคนเดียวแน่นอน”

“ว่าแต่ตอนนี้หนูอยู่ในเกาะที่จัดงานสังสรรค์อะไรนั่นใช่ไหม”

“ค่ะ ฟ้าตามมาพร้อมปรัชญ์ตอนก่อนเที่ยง”

ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ต่อมาจึงเล่าแผนการอย่างช้าๆ “การที่เราจะต่อสู้โดยที่ไม่รู้จักคู่ต่อสู้ดีพอ อาจจะทำให้เราประเมินคู่ต่อสู้ไม่ได้ เราจะต้องหยั่งเชิงมันให้รู้ความคิดก่อน อย่างที่ยายบอกนะ ว่าคนเราลืมรักแรกไม่ได้ง่ายๆหรอก ฟ้าจะต้องลองใจซันดาดูว่าตอนนี้มันคิดยังไงกับปรัชญ์”

“แล้วถ้ามันยังรักปรัชญ์ล่ะคะ”

“นั่นแหละคือจุดอ่อน ฟ้าจะต้องใช้ปรัชญ์เป็นตัวช่วย”

ฟ้ารุ่งยิ้มมุมปากก่อนขอวางสาย และมองทะลุกระจกออกไปนอกบ้านพัก ในใจคิดวางแผนการคร่าวๆ เธอไม่รู้หรอกว่าผลดี-ผลเสียของการกระทำตนเองจะออกมาเป็นอย่างไร รู้เพียงว่าทั้งชีวิตได้ยินแค่ถ้อยคำกรอกหูมาตลอดว่าแม่กับน้องตายเพราะรยา แต่กลับไม่ได้รับความยุติธรรมเลยสักนิด เธอจะต้องเปิดโปง และเอาคืนพวกมันอย่างสาสมที่สุด พอโตขึ้นเธอเองก็คล้อยตามผู้เป็นยาย แม้ว่าในบางขณะจะมีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นบ้างก็ปัดมันทิ้งไปเสีย

จบตอน
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 19 ม.ค. 2016 6:03 am

บทที่ ๘

1323695301640407.jpg
1323695301640407.jpg (110.49 KiB) เปิดดู 3158 ครั้ง


ค่ำคืนนี้บริเวณชายหาดถูกเนรมิตให้สวยงามไปด้วยดอกไม้หลากสีและแสงไฟสว่างไสว ถัดมาเป็นเวทีเตี้ยๆซึ่งในขณะนี้สาวสวยคนหนึ่งกำลังทั้งร้องและเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน ส่วนคนทำหนังสือทั้งหลายที่ต่างก็อยู่ในชุดสวยงาม บ้างก็นั่งรับประทานอาหารอยู่ประจำโต๊ะ บ้างก็แยกตัวไปนั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ชายหาด อากาศคืนนี้ค่อนข้างเย็น คงเป็นเพราะมีฝนตกลงมาเมื่อหัวค่ำ ซันดานั่งอยู่ห่างจากเวทีมากพอสมควร เธอชอบการนั่งปล่อยใจไปกับธรรมชาติรอบตัวมากกว่าฟังเสียงคุยจอแจภายในบริเวณงาน

“พี่ซันคะ” เสียงหวานใสดังแทรกเสียงดนตรี

ซันดารีบวางเครื่องดื่มลง แล้วหันไปมองผู้มาใหม่พลางฉีกยิ้ม “ แพรมาได้ไง”

แพรวาขยับเข้ามาใกล้แล้วดึงมือสาวรุ่นพี่ขึ้นเขย่าเบาๆ สีหน้ายิ้มแย้ม “แพรพักอยู่รีสอร์ตใกล้ๆกันนี่แหละค่ะ อยากมาด้วยแต่คุณแม่ไม่ยอม ก็เลยต้องใช้วิธีนี้”

“ดื้ออีกแล้วสิเรา” ซันดาพูดยิ้มๆ และพยักเพยิดให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆตัว

แพรวาแกล้งทำหน้าง้ำ “ไม่สักหน่อย แพรก็แค่อยากมาเที่ยวบ้าง แต่คุณแม่กีดกันไม่อยากให้มาเจอพี่ซัน”
“แล้วนี่น้าไหมจะไม่ว่าเอารึ”

“ไม่หรอกค่ะ แพรไปขอร้องคุณหญิงป้านิลฤดีประธานสมาคมคนทำหนังสือให้กล่อมคุณแม่แล้ว คุณหญิงป้าเอ็นดูแพรจะตาย คุณแม่ก็เลยเกรงใจ”

“ดีแล้ว พี่ไม่อยากให้แพรมีปัญหากับคุณน้า”

แพรวาพยักหน้าพลางหันมองไปรอบตัว เมื่อเห็นฟ้ารุ่งนั่งอยู่กับปรัชญ์ห่างออกไปจึงกระซิบถามซันดาเบาๆ “ยายฟ้ารุ่งนั่นมาหาเรื่องพี่ซันหรือเปล่าคะ”

“ก็มีแขวะอยู่บ้าง”ซันดาตอบด้วยใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น

“แล้วพูดถึงเรื่อง...เอ่อ...เรื่องนั้นหรือเปล่าคะ” แพรวาถามต่อด้วยความนัยที่รู้กันเพียงสองคน

ซันดาสบตาผู้ถามตรงๆก่อนตอบ “ก็พูด แต่พี่ไม่ได้สนใจ”

แพรวาซักสีหน้าบึ้งตึง “หึ ว่าแล้ว คนอย่างนั้นต้องกัดไม่ปล่อย น่ารังเกียจเหลือเกิน พี่ซันไหวแน่นะคะ”

“พี่ไหว แพรไม่ต้องห่วง”

“แพรจะช่วยอีกแรง นี่ถ้าไม่เกรงใจคุณแม่ แพรจะกดดันฝ่ายบุคคลให้ไล่มันออกจากสำนักพิมพ์ไปละ เก่งแค่ไหนก็ไม่ควรเอาคนไม่ซื่อไว้ใกล้ตัว”

ซันดาส่ายหน้า “อย่าเลย ทำแล้วจะตกเป็นเป้าสายตาให้คนสงสัยเปล่าๆ”

“นี่เราทำอะไรไม่ได้เลยหรือคะพี่ซัน”

“ก็ไม่เชิง เอ่อ...แพรคงยังไม่รู้ว่าฟ้ารุ่งเป็นพี่สาวพ่อเดียวกันกับพี่”

แพรว่าทำหน้าตื่น “อะไรนะคะ ฟ้ารุ่งเนี่ยนะพี่สาวต่างแม่ของพี่ซัน”

“ใช่ พี่ก็เพิ่งรู้”

“แล้วเขาล่ะคะ ตัวเขาเองรู้มานานหรือยัง”

“ก็คงรู้มาตลอดตั้งแต่ต้น”

“อ้าว! แล้วทำไมถึงทำร้ายน้องสาวตัวเองได้ลง”

“พี่คิดว่าเขามีอะไรบางอย่างในใจ พี่ไม่ได้สนใจความผูกพันทางสายเลือดอะไรนั่นหรอกนะ แต่พี่ห่วงคุณพ่อ ไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ อะไรที่จบได้ก็อยากจะจบ”

“แต่แพรว่าฝ่ายนั้นยังไม่ยอมจบง่ายๆหรอก ทั้งๆที่เขาได้พี่ปรัชญ์ไปแล้วก็ยังไม่ยอมจบ แต่ก็ดี เขาแย่งพี่ปรัชญ์ไป ทำให้เราสองคนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น พี่ซันก็รู้ว่าแพรคิดยังไง ตั้งแต่แพรถูกทิ้งคราวนั้น แพรก็มีแต่พี่ซันคนเดียวนะคะ ตอนนี้แพรเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้หญิงหลายๆคนถึงเลือกที่จะชอบเพศเดียวกัน คงเหมือนแพรที่มีความสุขเสมอที่มีพี่ซันอยู่ใกล้ๆ” แพรวาเผยความในใจยิ้มๆ

ซันดายิ้มตอบพลางลูบศรีษะได้รูปของสาวน้อยตรงหน้าเบาๆ “ขอบคุณนะ ที่แพรอยู่ข้างพี่เสมอ”

บรรยากาศในงานดำเนินไปอย่างราบรื่น คนทำหนังสือแต่ละสำนักพิมพ์ต่างก็มีความสุขไปกับบรรยากาศของงานสังสรรค์ริมทะเล บ้างก็ดื่ม กินและพูดคุยกันสรวลเสเฮฮา บ้างก็ลุกขึ้นไปร้องเพลงบนเวที บ้างก็ลุกขึ้นเต้น ทุกคนล้วนเป็นตัวของตัวเอง เพราะแม้จะต่างสำนักพิมพ์ก็พบเจอกันอยู่บ่อยครั้งจนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว

ปรัชญ์ซึ่งเดิมทีนั่งอยู่ที่โต๊ะวีไอพีอันเป็นโต๊ะรวมเจ้าของสำนักพิมพ์ทั้งหลาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่งชายหนุ่มก็ขอตัวออกไปทักทายคนรู้จักตามโต๊ะอื่นๆ จนมาถึงโต๊ะที่ฟ้ารุ่งนั่งอยู่กับกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ลูกหว้า เขาจึงนั่งลงข้างๆเธอ ฟ้ารุ่งหันมายิ้มพลางชูแก้วไวน์ให้เป็นเชิงสัพยอก

“ครึ้มใจอะไรถึงดื่มเอาๆล่ะฟ้า ปกติไม่ค่อยเห็นดื่มไวน์”ปรัชญ์ถามพลางจ้องหญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีส้มที่กำลังส่งยิ้มให้แก่เขาอยู่ในเวลานี้

ฟ้ารุ่งหัวเราะเบาๆก่อนตอบ “เปล่านี่ เพียงแต่ฟ้ากำลังฉลองการเริ่มต้นใหม่”

“เริ่มต้นใหม่” เขาทวนคำ

“ค่ะ ฟ้าเพิ่งคิดอะไรออก มันก็เป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตฟ้าแล้วก็เกี่ยวกับปรัชญ์ด้วย”

“หืม เกี่ยวกับผม งั้นเล่ามาสิ”

บรรณาธิการสาวยกนิ้วชี้ขึ้นแกว่งไปมาก่อนปฏิเสธ “ยังไม่ถึงเวลาค่ะ เอาไว้เราค่อยไปคุยกันสองคนดีกว่า ตรงนี้คนเดินไปเดินมา ไม่สะดวก”

“โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปหาเอเธ็นส์ก่อนดีกว่า แล้วเราค่อยคุยกัน”ชายหนุ่มสรุปแล้วจึงลุกขึ้นในทันที

ฟ้ารุ่งไม่ทักท้วง เธอพยักหน้าและนัดหมาย “อีกครึ่งชั่วโมงฟ้าจะไปรอปรัชญ์ที่หาดทรายนะ จะพูดเรื่องนี้แหละ”

ชายหนุ่มรับคำแล้วจึงเดินออกไปหาฐิติตามที่ได้บอกไว้ก่อนหน้า

“แหม คุณปรัชญ์กับบอกอฟ้านี่สวีทกันจังนะคะ จะไปไหนก็บอก” ผานิตผู้ช่วยบรรณาธิการแซวหลังจากที่เห็นปรัชญ์เดินไปไกลแล้ว

“ไม่หรอกค่ะพี่นิด เราเคยคบกันก็จริง แต่ปรัชญ์ขอเลิกฟ้าเพราะเขารักคนอื่น”

ผานิตยิ้มแหยๆ “อ้าว เป็นงั้นไป แต่ไม่เคยได้ข่าวว่าคุณปรัชญ์จะจริงจังกับใครเท่าบอกอฟ้าเลยนะคะ”

ฟ้ารุ่งหัวเราะขื่นๆ “ฟ้ามีความลับบางอย่างจะบอกพี่นิดค่ะ แล้วก็มีเรื่องจะขอร้องให้พี่นิดช่วยด้วย”

“อะไรคะ” ผานิตหูผึ่ง รีบย้อนถามทันใด

ฟ้ารุ่งยิ้มเศร้า “จริงๆฟ้ากับซันดาเคยรู้จักกันตอนเรียนมหา’ลัย แล้วที่ปรัชญ์ขอเลิกกับฟ้าก็เพราะเขารักซันดา”

ผานิตเบิกตากว้าง “หา! บอกอซันนี่ร้ายไม่เบานะคะ แล้วทำอีท่าไหนถึงมาคบคุณแพรได้ล่ะเนี่ย ตอนแรกก็มีแฟนผู้ชายอยู่แท้ๆ”

“ก็หลังจากเลิกกับปรัชญ์นั่นแหละค่ะ จู่ๆซันดาก็หายไป จนวันนี้มาเจอกันอีกครั้ง ซันดาก็เปลี่ยนไปชอบผู้หญิงแล้ว ฟ้าอยากได้ปรัชญ์คืนมาค่ะพี่นิด”

“ดีค่ะ ของของเราต้องเอาคืนมาให้ได้ ว่าแต่บอกอจะให้พี่ช่วยยังไงคะ” ผานิตทำหน้าตาจริงจังราวกับพูดเรื่องของตนเอง ขณะถามเธอจ้องรอคำตอบอย่างจดจ่อ

“อีกครึ่งชั่วโมงพี่นิดช่วยพาซันดาไปหาฟ้าที่ชายหาดด้วยนะคะ ฟ้าจะคุยกับปรัชญ์ก่อน พอฟ้าหันมองพี่นิดแล้วพยักหน้า พี่ค่อยพาซันดาเข้าไปนะคะ”

ผานิตรับคำด้วยท่าทางจริงจัง “ได้สิคะ เรื่องแค่นี้เอง”
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: นวนิยาย "ริษยาซ่อนรัก" เขียนโดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 19 ม.ค. 2016 6:04 am

เสียงคลื่นซัดฝั่งดังแทรกเสียงดนตรีกลายเป็นท่วงทำนองอันไพเราะอย่างประหลาด ปรัชญ์ยืนกอดอก ทอดสายตาออกไปไกลลิบ เห็นแสงสว่างเรื่อเรืองจากเรือประมงอยู่เป็นจุดๆ แต่ใจของชายหนุ่มกลับกระหวัดไปถึงซันดา ตั้งแต่มาถึงเกาะช้าง ฟ้ารุ่งก็เกาะเขาแจ ทำให้โอกาสที่จะได้เข้าไปใกล้ชิดซันดาแทบจะไม่มีเลย ครั้นจะตีมึนปล่อยให้สองสาวเผชิญหน้ากันก็กลายเป็นก่อสงครามเสียนี่ แต่จะว่าไปการตั้งตัวเป็นศัตรูของทั้งคู่ก็ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย ในเมื่อความทรงจำของเขาบ่งบอกว่า ก่อนหน้านี้ซันดากับฟ้ารุ่งเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างมหาวิทยาลัยแต่ทั้งสองคนก็ชอบอะไรคล้ายๆกัน ทำให้ได้พบเจอกันตามงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬามหาวิทยาลัย หรืองานประชันกลอนสดที่มักจะจัดขึ้นในวันสำคัญต่างๆอยู่เสมอ พอบ่อยครั้งเข้าทั้งสองจึงสนิทและกลายเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย แล้วเหตุใดหนอที่ทำให้ทั้งสองแตกคอกัน หรือจะเป็นเพราะตัวเขาเองที่เป็นชนวนเหตุ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เป็นเรื่องที่น่าละอายมากทีเดียว เขารักซันดา แต่กลับต้องเข้าไปจีบฟ้ารุ่งตามที่เพื่อนรักขอร้อง สุดท้ายเขาก็ต้องเสียซันดาไปโดยไม่ทันได้อธิบายความจริงใดๆเลย หลังเรียนจบหญิงสาวก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อเขาตามหาเธอโดยเช็คจากทะเบียนราษฎร์ก็พบว่าครอบครัวของซันดาย้ายออกไปแล้ว ความเสียใจในครั้งนั้นทำให้ปรัชญ์สำมะเลเทเมาอยู่พักหนึ่ง ฟ้ารุ่งจึงเสนอตัวเข้ามาเยียวยาแผลใจ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะสำหรับเขา รักคือรัก เมื่อรักใครไปแล้วยากที่จะเอาคืน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

“คิดอะไรอยู่คะปรัชญ์” เสียงของฟ้ารุ่งดังขึ้นทางด้านหลัง

ปรัชญ์กำลังจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้า แต่หญิงสาวก็เดินเข้ามาเกาะเอวเขาเอาไว้ พลางใช้มืออีกข้างชี้ออกไปยังท้องทะเลสีดำทะมึน “มองทะเลเถอะค่ะ ฟ้าอยากรู้สึกว่าโลกนี้มีแค่เราสองคน”

ชายหนุ่มหันไปมองดวงหน้าที่อยู่ห่างกันแค่คืบพลางถาม “เมาแล้วหรือฟ้า”

ฟ้ารุ่งไม่ตอบคำถาม กลับใช้แขนอีกข้างโอบเอวของเขาเอาไว้พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่แกร่งแล้วเป็นฝ่ายตั้งคำถามแทน “ปรัชญ์รักฟ้าหรือเปล่า”

“รักสิ ฟ้าดีกับผมมาตลอด”

“รักแล้วทำไมต้องเลิกกับฟ้าด้วย รู้ไหมตั้งแต่เราคบกัน เลิกกัน จนมาถึงวันนี้ใจฟ้าก็ยังมีแค่ปรัชญ์ ไม่เคยมีคนอื่นเลย”พูดพลางน้ำตาของหญิงสาวก็พรั่งพรูออกมาเป็นสาย ทำให้น้ำเสียงของเธอสั่นไปตามแรงอารมณ์

“ฟ้า” ปรัชญ์เรียกชื่อพลางขยับตัวออกจากอ้อมกอด เขาหันไปเผชิญหน้าเธอ แล้วใช้สองมือจับไหล่บางเอาไว้ “ตั้งสตินะ เป็นอะไรไป”

ฟ้ารุ่งไม่หยุดการกระทำ กลับโผเข้าไปกอดร่างสูงก่อนระบายความในใจออกมาจนหมดสิ้น “ไม่ได้เป็นอะไร แค่อยากพูด อยากบอกความรู้สึก ฟ้ารักปรัชญ์ รักตลอดมา ไม่เคยลืม”

“แต่ผม...”

“หยุด!” เธอสั่งเสียงแข็ง ก่อนผละออกห่างจากตัวเขา แล้วมองคู่สนทนาด้วยน้ำตานองหน้า “ปรัชญ์ไม่ต้องปฏิเสธว่ารักฟ้าแบบเพื่อน ไม่ต้องบอกว่ารักใคร ฟ้ารู้ว่าปรัชญ์รักซัน แล้วก็ยังพยายามให้มันมาทำงานที่สำนักพิมพ์ด้วย”

พูดจบเธอจึงหันหลังให้เขา มองไปทางชายหาด เมื่อเห็นผานิตและซันดายืนอยู่ห่างออกไปก็พยักหน้า จากนั้นผู้ช่วยของเธอจึงดึงมือซันดาเดินเข้ามาหาตามที่นัดหมายกันไว้

“นี่คุณพาฉันมาหาสองคนนี่ทำไม” เมื่อเดินฝ่าความมืดเข้ามาและเห็นชัดว่าบุคคลที่ผานิตพามาพบนั่นคือปรัชญ์และฟ้ารุ่งซันดาก็เริ่มโวยวาย

“บอกอฟ้ามีเรื่องจะคุยกับคุณ โตๆกันแล้วจะหลบทำไมล่ะ พูดกันให้รู้เรื่องสิ กลัวอะไร” ผู้ช่วยของฟ้ารุ่งเข้าข้างเจ้านายเต็มที่

“พี่นิดคะ ฟ้าขอตกลงกันสามคนได้ไหม บางเรื่องที่เราจะพูดกันมันเป็นความลับน่ะค่ะ” ฟ้ารุ่งหันไปบอกผู้ช่วยของตน

“ได้ค่ะ ยังไงพี่ก็เอาใจช่วยบอกอฟ้านะคะ” ผานิตทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินลับหายเข้าไปในงาน

“คุณกำลังจะทำอะไรเนี่ยฟ้า ให้คนของคุณพาซันมาทำไม” เมื่อต้องเผชิญหน้ากันสามคนแล้ว ปรัชญ์จึงเปิดฉากถามขึ้นก่อน

“ฟ้าอยากตกลงเรื่องรักสามเส้าของเราให้จบน่ะสิคะ” ฟ้ารุ่งยิ้มมุมปากหลังตอบ แล้วจึงหันไปทางซันดา “เธอก็รู้ใช่ไหมว่าปรัชญ์เขาดึงเธอเข้ามาทำงานที่เลิฟไลน์บุ๊คส์เอง”

ซันดาเชิดหน้ามองปรัชญ์ด้วยหางตาก่อนตอบ “ทำไมฉันต้องรู้ ในเมื่อคนที่ติดต่อให้มาทำงานคือคุณนาถลดา”

“อย่ามาทำเป็นใสซื่อหน่อยเลย แค่เห็นว่าปรัชญ์เป็นลูกอาดา คนมีสมองก็ต้องเดาได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร” ฟ้ารุ่งแขวะ

“เอาละ ไม่ต้องเถียงกัน ผมเป็นคนขอให้คุณแม่ติดต่อซันมาเอง ผมอยากได้ซันมาทำงานด้วย” ปรัชญ์ตัดปัญหาด้วยการพูดความจริง

ซันดามองชายหนุ่มนิ่ง เวลานี้ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉย จริงจัง ดวงตาคู่คมมองจ้องเธอไม่หลบ “ผมตามหาคุณมาตลอด ไม่เข้าใจทำไมคุณถึงทิ้งผม เพราะเรื่องฟ้าใช่ไหม”

“ปรัชญ์ คุณกำลังพูดอะไร คุณไม่เกรงใจฟ้าเลย นี่คุณง้อมันต่อหน้าฟ้าได้ยังไง” ฟ้ารุ่งโพล่งขึ้นอย่างหมดความอดทน เธอไม่เข้าใจปรัชญ์ ชายหนุ่มที่เป็นสุภาพบุรุษ ที่คอยห่วงใยความรู้สึกเธอหายไปไหน

เหมือนปรัชญ์จะเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย เขาจึงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ผมเห็นว่าฟ้าพาซันเข้ามาเคลียร์ ก็เลยคิดว่าควรจะพูดตรงๆทุกอย่างจะได้จบ ถ้ามัวอ้ำอึ้งมันก็คงเป็นวัวพันหลักไปเรื่อยๆ”

“ฉันไม่มีอะไรจะเคลียร์กับพวกคุณ” ซันดาตัดบท ทำท่าจะเดินหนี

ปรัชญ์รีบคว้าข้อมือหญิงสาวเอาไว้ “คุณยังไปไม่ได้นะซัน คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลย”

ซันดาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าและตอบด้วยเสียงดังลั่น “อยากฟังมากใช่ไหม ฉันไม่ได้รักคุณเลยตั้งแต่ต้น ฉันไม่ชอบผู้ชาย เข้าใจมั้ย ฉันชอบผู้หญิง!”

“ผมไม่เชื่อ ตอนนั้นซันรักผม” ปรัชญ์เถียงและยังกำข้อมือเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

ฟ้ารุ่งยิ้มมุมปาก “หยุดโกหกได้แล้วซันดา เธอก็รู้ว่าความจริงมันเป็นยังไง”

ปรัชญ์หันขวับ “คุณรู้อะไรมาฟ้า”

ฟ้ารุ่งหัวเราะ “ก็รู้ความลับของซันดาไงคะ ปรัชญ์คงจะจำได้ว่าเมื่อก่อนฟ้ากับซันสนิทกันแค่ไหน”

ซันดาหันมองฟ้ารุ่งนิ่ง เธอพยายามข่มอารมณ์ให้เป็นปกติ พลางกัดริมฝีปากแน่น ตั้งสติบอกตนเองว่าเหตุการณ์นี้จะต้องมาถึงสักวัน เธอต้องรับมันให้ได้ แต่ถึงกระนั้นลำคอของเธอก็ยังแห้งผาก เช่นเดียวกับหัวใจที่มันแห้งโหยเหลือเกิน

‘ช่างสิ ปรัชญ์จะเข้าใจว่าอย่างไรมันก็ไม่มีผลต่อเธอ เธอไม่ได้รักเขาแล้ว เราเลิกกันไปนานแล้ว เขาไม่ได้มีความสำคัญอะไร’หญิงสาวพยายามเตือนสติตนเอง

“ผมอยากฟังจากปากซัน” ปรัชญ์ยืนยัน

“จะยอมพูดเร้อ กล้าพูดหรือเปล่าล่ะซัน” ฟ้ารุ่งหัวเราะคล้ายขบขันเสียเต็มประดา

ซันดาเงยหน้าขึ้นมองอดีตคนรักด้วยแววตาปวดร้าว หัวใจของเธอร้าวรานไปหมดแล้วในเวลานี้ “ลืมมันเสียเถอะ ฉันไม่ได้รักคุณ”

ฟ้ารุ่งกระชากมือปรัชญ์ให้หลุดจากข้อมือของซันดาแล้วจึงแทรกตัวเข้าไปยืนกันระหว่างคนทั้งสอง “เธอก็บอกความจริงไปสิซันดา ว่าที่ทิ้งปรัชญ์ไปเพราะละอายใจที่ตอนคบกัน เธอไปมีอะไรกับผู้ชายคนอื่น”

คำพูดของฟ้ารุ่งทำเอาซันดายืนแข็งทื่อ ขณะที่ปรัชญ์เองก็รู้สึกเหมือนถูกของแข็งทุบศีรษะเต็มแรง ต่างก็นิ่งอึ้งไปนาน จนฟ้ารุ่งพูดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง “ฟ้าไปเจอซันดาอยู่บนเตียงกับผู้ชาย ฟ้ารับการกระทำนี้ไม่ได้เราถึงทะเลาะกันใหญ่โต และเลิกคบกันไปในที่สุด ปรัชญ์เข้าใจหรือยังคะ ว่าผู้หญิงที่คุณรักนักรักหนาไม่มีค่าอะไรเลย”

“จริงเหมือนที่ฟ้าบอกหรือเปล่าซัน” ปรัชญ์ถามซ้ำ เขารอฟังคำตอบจากเธอ รอให้เธอบอกว่านั่นคือเรื่องเข้าใจผิด เขาพร้อมที่จะเชื่อเสมอ

ทว่าซันดากลับเงยหน้าขึ้นตอบเขาทั้งน้ำตา “ใช่ แต่ไม่ต้องถามนะว่าเพราะอะไร ฉันไม่รู้”

“ที่ผ่านมาผมรู้สึกผิดมาตลอด คิดว่าที่คุณหายไปเพราะเรื่องฟ้า แต่จริงๆแล้วคุณกลับ...”ปรัชญ์ตัดพ้อด้วยใจที่เจ็บปวด

น้ำตาของซันดาไหลริน “ใช่ เพราะฉะนั้นเลิกยุ่งกับฉันซะ”

สิ้นคำหญิงสาวก็รีบหันหลังวิ่งออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ เธอวิ่งไปตามชายหาดโดยไม่สนใจกระแสคลื่นที่เคลื่อนเข้ามากระทบฝั่ง เวลานี้หัวใจของซันดากำลังแหลกสลาย เธอตอบตนเองไม่ได้ว่ามันคือความอายหรือเพราะเธอยังแคร์เขา...คนเคยรัก

จนหลับหูหลับตาวิ่งมาถึงมุมหนึ่งที่แสนสงัด เธอหยุดวิ่งแล้วนั่งคุกเข่าลงกับผืนทราย ปล่อยให้น้ำตารินไหลอาบสองแก้ม กระแสคลื่นสาดกระเซ็นเข้ามาโดนร่างบางจนเปียกปอน แต่ซันดาก็มิได้รู้สึกรู้สม ความรู้สึกทั้งเจ็บและอายประดังเข้ามาราวกับห่าฝน

“ซัน” เสียงเรียกของใครบางคนดังอยู่ทางด้านหลัง

หญิงสาวหันไปอย่างช้าๆ แทบไม่เชื่อสายตา ปรัชญ์ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอนัก

“ตามมาทำไม” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

ปรัชญ์เดินเข้ามาหา แล้วคุกเข่าลงตรงหน้า เขาจับไหล่บางคู่นั้นเอาไว้ ตรึงให้ร่างระหงเผชิญหน้า “ผมรู้จักคุณดี ผมเชื่อว่ามันเป็นความผิดพลาด ลืมมันเถอะนะ แล้วมาเริ่มต้นใหม่”

ดวงตาพร่าพรายของหญิงสาวไหวระริก ริมฝีปากของเธอสั่น ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจนจุก ซันดาร้องไห้จนตัวโยน จริงอยู่คำพูดของเขาทำให้เกิดความปีติ แต่เธอยังจะเห็นแก่ตัวอย่างนั้นได้ลงคอหรือ

ปรัชญ์ดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดเอาไว้ พลางปลอบประโลม “ไม่มีวันเลวร้ายนั้นอีกแล้ว วันนี้คุณมีผมอยู่ข้างๆ ผมรักคุณนะซัน ลืมทุกอย่างเสียเถอะ”

ไม่มีคำตอบจากปากของหญิงสาว นอกจากน้ำตาที่ไหลรินลงมาอาบแก้มนวล เวลานี้เธอซบหน้ากับอกเขา แม้เสียงคลื่นจะดังกลบเสียงอื่นทั่วบริเวณ แต่เสียงที่ซันดาได้ยินชัดที่สุด คือ เสียงเต้นของหัวใจในอกกว้างของผู้ชายที่เพิ่งบอกรักเธอไปหยกๆ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

[จบตอน]
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน