หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 21 ก.ค. 2012 2:21 pm

2.jpg
2.jpg (33.83 KiB) เปิดดู 8497 ครั้ง

พระธาตุหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ประดิษฐานอยู่ ณ วัดสันติธรรม

3.jpg
3.jpg (27.04 KiB) เปิดดู 8497 ครั้ง

พระธาตุหลวงปู่แหวน สององค์นี้เป็นสมบัติของคุณสวัสดิ์ ซึ่งได้รับมาจากพระพุทธิสารโสภณ
เดิมทีเป็นก้อนเกศาที่จับตัวกัน บูชาไว้หลายปีจึงแปรสภาพเป็นพระธาตุ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 21 ก.ค. 2012 2:23 pm

4.jpg
4.jpg (25 KiB) เปิดดู 8497 ครั้ง

พระธาตุกระดูกหัวสะบ้าของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ
แพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ทำการผาตัดหลวงปู่เอากระดูกหัวสะบ้าออกมา
ปรากฏว่า กระดูกหัวสะบ้าของหลวงปู่กลายเป็นหิน
ปัจจุบันได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้ว
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 21 ก.ค. 2012 2:25 pm

5.jpg
5.jpg (24.51 KiB) เปิดดู 8497 ครั้ง

พระธาตุหลวงปู่แหวน แปรสภาพมาจากเถ้าอังคารสีดำ

6.jpg
6.jpg (56.58 KiB) เปิดดู 8497 ครั้ง

พระธาตุข้าวกล่ำ ของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:07 am

***การปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังของหลวงปู่แหวน***

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้เล่าถึงการปลุกเสกพระ ที่ลูกศิษย์ลูกหาต่างถอดสร้อย และรวมพระเครื่องต่างๆ รอให้ ลป. ปลุกเสกให้ดังนี้ :-

"พอ ใครขนเอาเครื่องรางไปวางเสร็จ หลวงปู่แหวนก็ัตั้งท่าสงบใจสงเคราะห์ อาตมาก็จับดูจิตของหลวงปุ่แหวน ดูอารมณ์จิตของท่านว่า จะทำยังไง ครั้นแล้ว ก็เห็นอารมณ์จิตของหลวงปู่แหวนผ่องใสเป็นดาวประกายพฤษ์เต็มดวง ลอยอยู่ในอกท่าน เวลานั้นกำลังจิตของหลวงปุ่แหวน ก็คิดว่า ขออารธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ให้มาโปรดช่วยทำของเหล่านี้ ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญมงคล ของบรรดาท่า่นพุทธบริษัท ให้เข้าถึงพระธรรม
โดยความจริง หลวงปุ่แหวน ไม่คิดว่าเสกให้เอาไปตีกับชาวบ้าน เอาไปปล้นชาวบ้าน ท่านเสกให้คนเข้าถึงธรรม

ท่าน นึกในใจต่อไป หลวงปู่แหวนก็อาราธนาบารมีของพระอรหันต์ทั้งหมด บารมีของพรหม ของเทวดาทั้งหมด ตลอดจนกระทั่งครูบาอาจารย์ พอถึงพะอรหันต์ อาตมาก็เห็นหลวงปู่ตื้อ ปรี๊ดมาถึงข้างหลัง เอากำปั้นลงหลังอาตมาปั๊ปเข้าให้

แล้วถามว่า เฮ้ย ... *********มานั่งอยู่ทำไมวะ

อาตมาก็เลยบอกไปว่านี่ ... พระผี ไม่ต้องพูด

(ลป.ตื้อ) หลวงปู่แหวน เชิญพระผีนะ ไม่ได้เชิญพระมีเนื้อหนังมังสา มีหน้าที่อะไรก็ำทำไป
แล้ว ก็ได้เห็นกระแสจิตหลวงปู่แหวน เป็นประกายพฤกษ์ พุ่งออมาจากอกสว่างเจิดจ้า ใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด แสงสว่างประกายพฤกษ์ของจิตพระอรหันต์เจ้า แทรกลงไปในเครื่องรางของขลัง อยู่ผิวด้านหน้ายันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมดอาบลงไปหมด เลย โพลงสว่างสุกปลั่งไปหมด คล้ายตกอยู่ในเบ้าหลอม เป็นกระแสสว่างของจิตที่เยือกเย็น เต็มไปด้วยอำนาจพุทธบารมี เห็นแล้วรู้สึกเยือกเย็นสบายอย่างประหลาด บอกไม่ถูก

นี่ เป็นการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังของหลวงปุ่แหวน ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง ๓ นาที แต่ทว่า อานุภาพยิ่งใหญ่ ทรงความขลังศักดิ์สิทธิ์ เลิศล้ำน่ามหัศจรรย์
ไฟล์แนป
img0001mu.jpg
img0001mu.jpg (149.61 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:09 am

***ปัจจุบันธรรมเป็นธรรมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ แสดงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2523***


ความ คิดทั้งที่เป็นอดีตอนาคต เมื่อเราคิดขึ้นมาพร้อมกันมันก็ดับ ท่านเจ้าคุณอุบาลี ฯ ท่านกล่าวว่า อดีตและอนาคตมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ ความตัวเดียวนี้แหละ อดีตและอนาคตก็อันนี้แหละ ปัจจุบันก็อันนี้แหละ แต่ปัจจุบันนี้เป็นธรรมโม อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา

ของสังขารทั้งหลาย มันปรุง มันแต่ง มันเกิดมันดับ อยู่นี้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นี้แหละสมควรจำต้นมันไว้ ต้นเหตุอดีต อนาคต เป็นธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม จำไว้ให้แม่นน้อมเข้ามาสู่กายสู่ใจของตน น้อมเข้ามาในกาย ให้รู้แจ้งเห็นแจ้ง จนเห็นเป็นโครงกระดูก ธรรมทั้งหลายก็ต้องรู้แจ้งกายรู้แจ้งภายในใจนี้ จึงเป็นผู้รู้

ถ้าว่าตามหลักปริยัติธรรมแล้วมันมากมาย แต่ก็เอาของเก่านี้แหละ กลับไปกลับมา เล่นของเก่าอยู่นี้แหละกลับไปกลับมา ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเอาให้เห็นแจ้งรู้รอบสังขาร เมื่อรู้รอบสังขารทั้งหลายแล้วจึงดับต้นเหตุมันได้ รู้เท่าสังขาร สังขารทั้งหลายดับไปหมด ใจมันจึงสงบลงไปรู้ธรรมเป็นนะก็ว่าเป็นธรรมก็ได้ เป็นนะโมก็ว่า

อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ปัจจุบัน เป็นธรรมโม ตั้งหลักอย่างนี้ไว้เสียก่อน ถ้าเพลิดเพลินหลงไปให้ยกขึ้นพิจารณา อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม มันหลงของเก่านี้แหละ ทำเข้าไปให้จิตมีกำลังถ้าจิตยังไม่มีกำลัง ดูประหนึ่งว่าการทำนี้มันลำบาก บุคคลผู้ปกครองคนหมู่มาก ซึ่งแต่ละคนก็มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น ละความชั่ว เอาไปๆ เวลามันหลง ต้องจำที่ต้นเหตุคือ ตัวสังขาร

มันมักจะไปเป็นอตีตธรรมเมา อนาคตธรรมเมา ปัจจุบันธรรมโม ตั้งอยู่ไม่ไป ไม่มา ไม่ออกไม่เข้า อันนี้เป็นของจริง ไม่ออก ไม่เข้า ไม่เสียหาย นี้คือ ใจมันตั้งมั่น มันไม่ไปที่ไหน ถ้าทำให้ได้ของจริง มันต้องอยู่ในนั่นแหละ รู้แจ้ง เห็นแจ้ง ส่วนมากคนทั้งหลายมักจะได้มากในด้านความจำ แต่ถ้าเอาเข้าจริงๆ หลบเข้าไปตรงนั้นที หลบเข้าไปตรงนี้ทีหลงลายเลย การกระทำเป็นสิ่งสำคัญ ทำเข้าๆ เมื่อได้กำลังแล้วมันเกิดเอง ปัจจุบันเป็นธรรมโม อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา จำหลักอันนี้ไว้ให้ดี สังขารมันตั้งอยู่ตรงนี้แหละ

ว่าไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด ประเดี่ยวเอาอย่างนั้นประเดี๋ยวเอาอย่างนี้ เอาเข้าๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลยลืมหลักไปเสีย ให้ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ เร่งเข้าความเพียร ไม่หลับไม่นอน บางมีก็หลงไปบ้างเหมือนกัน หลวงปู่มั่น ท่านว่าไม่ต้องเอามาก เอาเพียงเล็กน้อยก็พอแล้ว

สติสัมปชัญญะก็ดี สัมมาสติก็ดี ก็อันเดียวกันนั้นแหละเพราะคิดดีก็ดี คิดชั่วก็ดี เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับ มันอันเดียวนั้นแหละ มันหมุนไปหมุนมาอยู่นั่นแหละ เอาสตินำออกเสียจากความชั่ว อันเป็นส่วนดีก็รักษาไว้ อันเป็นเหตุส่วนทุกข์ให้ละเว้นเสีย สติสัมปชัญญะก็ดี สัมมาสติก็ดี ก็อันเดียวกันนั้นแหละ มีกำหนดรู้ ที่เกิดของธรรม ที่ดับของธรรม รู้อยู่ที่เดียวนี้แหละ ละอยู่ที่เดียวนี้แหละ วางอยู่ที่เดียวนี้แหละ

การปรารภความเพียรก็เอาสตินี้แหละ เวลาเกิดความคับขัน ก็ให้น้อมเข้ามา ปฏิบัติอยู่ให้เพียรเพ่งอยู่จนหายสงสัย เพ่งจนหายสงสัย อันนี้สำคัญมาก เพ่งเข้ามาสู่จิตสู่ใจ อย่าไปเพ่งออกภายนอก เพ่งจนหายสงสัยจนไม่มีเกิดไม่มีดับ พราหมณาจารย์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เพียรเพ่งอยู่มันดับไปเอง แม้เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไปเอง แต่อย่าเข้าไปยึดถือในอะไรๆ สิ่งที่มันปรุงขึ้นแต่งขึ้นมักจับมันไม่ทัน

จิต ของผู้มีความเพียร เพ่งอยู่ จนหายสงสัย อย่าไปเพ่งออกภายนอก ให้เพ่งเข้าสู่ภายใน เมื่อมีสติมั่นเพ่งอยู่อย่างนี้ สิ่งทั้งปวงเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป ให้เพ่งจับอยู่เฉพาะในปัจจุบัน อย่างไปเพ่งอดีต อนาคต อดีตเป็นธรรมเมา อนาคตเป็นธรรมเมา

พราหมณาจารย์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่เพ่งอยู่ภายใน ต้องเพ่งเข้าสู่ภายในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นมันก็ดับไปเอง อย่าเข้าไปยึดถือสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นสิ่งนั่นว่าเป็นสิ่งนี้ เพ่งอยู่จนหายสงสัย ถ้าหายสงสัยมันก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเท่านั้นแหละ การเพ่งอย่าให้มันออกไปข้างนอก ให้เพ่งเข้ามาทางใจ ให้เข้าสู่ใจ ให้เข้าสู่ ฐีติ ภูตัง ให้ตั้งอยู่ในธรรม อันไม่ไป ไม่มา ไม่เข้า ไม่ออก เร่งความเพียรไม่หยุดหย่อน ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป พระอริยเจ้าไม่ว่าสมัยใด ท่านเปลี่ยนอริยาบถทั้ง 4 ยืน เดิน นั่ง นอน มีความเพียรทุกอริยาบถไม่ทอดทิ้ง ขันติบารมี อดทนด้วยกาย อดทนด้วยวาจา อดทนด้วยใจ ท่านไม่ยอมละความเพียร

?อตีตาธรรมเมา อนาคตธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม จำเอาไว้ให้แม่น
ไม่ต้องพูดมาก พูดมากไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา?


ขอขอบพระคุณและโมทนาบุญอย่างสูงสำหรับข้อมูลจาก :
? หลวงปู่แหวน สุจิณโณ. ธรรมโอวาท : พระนาค อัตถวโร วัดสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพฯ เรียบเรียง, 2545. หน้า 19-22.
ไฟล์แนป
6341412433398370871.jpg
6341412433398370871.jpg (127.08 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:10 am

***อย่าหลงไหลไสยศาสตร์***

สามเณรแหวน มีความสนใจใคร่รู้ในศาสตร์ลึกลับมหัศจรรย์ ในพระศาสนา ตามที่ พระอาจารย์สิงห์แนะนำ พระอาจารย์สิงห์ ก็เล็งเห็นนิสัยใจคออันบริสุทธิ์ ของสามเณรอยุ่แล้วว่า มีความเหมาะสมที่ควรจะได้ัรับวิชาพิเศษนี้ จึงได้ถ่ายทอดประสิทธิประสาท ให้จบสิ้นตำราเลย ทีเดียว

แต่ได้กำชับว่า

" วิชาไสยเวทวิทยาคมนี้เป็นเพียงโลกียวิชา เท่านั้น ไม่ใช่วิชาประเสริญ ให้เรียนรู้ไว้ด้วยใจ มั่น เพียงเพื่อเอาไว้สงเคราะห์ชาวบ้านเท่านั้นนะ แต่เมื่อสามเณรออกธุดงค์กรรมฐานเมื่อไร ขอให้ปล่อยวางวิชาไสยเวทนี้เสีย อย่ายึดมั่นถือมั่น อย่าติดใจหลงใหลว่าเป็นวิชาประเสริฐ เพราะเป็นเพียงโลกียวิชาเท่านั้น เป็นวิชาที่ขัดขวางโลกุตรธรรม ขัดขวาง มรรค ผล นิพพาน

สามเณรแหวน รับคำสอนของพระอาจารย์สิงห์ ทุกประการ

พระอาจารย์สิงห์ กล่าวต่อไปว่า " ธรรมดา พระเณรที่บำเพ็ญเพียรด้านกรรมฐาน จนบรรลุ ธรรมแก่กล้า ได้ฌาณสมาบัติ ได้วิโมกข็ ได้อภิญญาจิต ข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ถ้าคิดจะสงเคราะห์ ชาวช้านเมื่อไร ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์คาถาเลย เพียงแต่นึกอธิษฐานจิตขอบารมี พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ให้ช่วยขจัดปัดเป่าปัญหานั้นๆ ก็จะสำเร็จประโยชน์ในพริบตา เป็นที่ น่าอัศจรรรย์

ด้วยเหตุนี้เอง สามเณรแหวน จึงเป็นผู้รอบรู้ทางไสยเวทวิทยาคม อีกแขนงหนึ่ง ควบคู่ไปกับ การเรียนบาลีธรรมตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อมีญาติโยมมาขอรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ จากพระอาจาร์ สิงห์ ที่วัด พระอาจารย์มักจะให้สามเณรแหวน ทำหน้าที่รดน้ำมนต์แทนท่าน อยู่เสมอ เป็นการ ทดสอบวิชาความสามารถของลูกศิษย์ไปด้วย
ไฟล์แนป
b20021114212656.jpg
b20021114212656.jpg (94.11 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:10 am

***เหตุใด !! "หลวงปู่แหวน ท่านจึงเอาแบงค์ 500 มามวนสูบบุหรี" เล่าโดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด***


หลวงปู่วัดบ้านตาด จ.อุดรธานี
เล่าเรื่องหลวงปู่แหวน ท่านเอาแบงค์ 500 มาพันเป็นมวนบุหรีสูบดังนี้
(คัดจากหนังสือชาติสุดท้าย "พระธรรมวิสุทธิมงคล" "เพรชน้ำหนึ่งในวงกรรมฐาน" )
มีเรื่องราวดังต่อไปนี้


ลูกศิษย์ : นึกถึงท่านหลวงตาฯ เทศน์ถึงเรื่องของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่กล่าวถึงท่านสูบบุหรี่ ที่ว่าเอาแบงค์ 500 มาพันแล้วสูบ

หลวงตา (มหาบัว): นั่น ละเห็นไหม..คือท่านวางตามหลักธรรมชาติไม่ให้สมมุติเข้าไปเกี่ยวข้องกับจิต ว่าเป็นโทษเป็นคุณอะไรเลย..ท่านทำเป็นกรณีพิเศษให้โลกทั้งหลายได้เห็น ท่านเอาธนบัตรใบละห้าร้อย อยู่ๆ ท่านก็นำมามวนบุหรี่ เสร็จแล้วท่านก็จุดไฟสูบเฉย ไม่สนใจกับใครนะ นั่นใครจะไปว่าท่านเป็นอาบัติไม่ได้นะ......
คือนี้เป็นกิริยาสมมุติ ท่านใช้ให้สมมุติทั้งหลายได้เห็น ถ้าท่านไม่ทำท่านก็ไม่เห็น คือวิมุติจิตนั้นหมดแล้ว เรื่องสมมุติที่จะเข้าไปอาจเอื้อมถึงไม่มีเลย คำว่าสมมุติโดยกระการทั้งปวง เช่นโทษคุณเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งหมด อันนั้นเลยหมดแล้ว เช่นอย่างสูบบุหรี่ ท่านสูบบุหรี่ด้วยธนบัตรใบละห้าร้อย ท่านก็สูบเฉยท่านไม่มีอะไรนะ พวกดูข้างหลังเป็นบ้าตาจ้อเลยหละ (เสียดาย) ท่านเฉย ท่านไม่สนใจ คือทำให้ดู..
แต่ก่อนใครจะรักษาพระธรรมวินัยเคร่ง ครัดยิ่งกว่าท่านบทเวลาท่านออก ที่ออกหาหลักธรรมวินัย ที่เป็นสมุตินี้ทั้งหมดอยู่ข้างบน แล้วก็มาเกี่ยวข้องกับสมมุตินี้ เอาธรบัตรใบละห้าร้อยมาสูบบุหรี่เฉย....

นี่ใครจะมาว่าท่านเป็นอาบัติ ไม่ได้นะ คือธรรมชาติของท่านเลยทุกอย่างแล้ว คือเหนือสมมุติแล้ว ท่านรักษาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ในระหว่างขันธ์ที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นแหละ เวลาท่านจะแสดงออกมาในกรณีพิเศษท่านก็เอาใบธรบัตรใบละห้าร้อยมามวนแล้วก็สูบ เฉยสบายเลย อย่างงั้นแล้วเห็นไหมละ คืออันนั้นเลยทุกอย่างแล้วขึ้นชื่อว่าสมมุติ ไม่มีสมมุติใดแม้เม็ดหินเม็ดทรายจะไปแทรกจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่ของท่านแล้ว นั้นได้เลย ทีนี้โลกไม่เห็นท่านจึงนำมาแสดงให้เห็นกัน...

--- ปัญหานี้ถ้าไม่ถามไม่ได้ ---


หลวงตา (มหาบัว): ได้ยินไม่ใช่เหรอหลวงตาฯ (บัว) ก็เคยไปหาท่าน ซัดกันเต็มเหนี่ยว

ลูกศิษย์ : พ่อ แม่ครูจารย์เล่าให้ฟังอยู่ครับ ว่าเข้าไป ให้คนอื่นออกหมด แล้วอยู่สองต่อสองกับท่าน พ่อแม่ครูจารย์ว่าถ้าคนไม่เป็นเรื่องนี้จะถามไม่ได้คำถามนี้ ถามแล้วจะตอบไม่ได้ด้วย
(คือการสนทนาสองต่อสองระหว่างหลวงปู่แหวน กับหลวงตามหาบัว ท่านสนทนากันในเรื่องวันที่บรรลุธรรม)

หลวงตาฯ : ท่านให้พระเณรออกไปเลยนะ ท่านก็พูดว่าจะพูดกับท่านมหาฯ ถามสองประโยค ประโยคสำคัญๆ ไม่ถามมากนะ ถ้ารู้แล้ว
เรากับท่าน ก็เป็นที่รู้กันในเรื่องฟัดกับกิเลส แล้วก็เป็นที่ลงกันระหว่างเรากับองค์หลวงปู่แหวน
ไฟล์แนป
img0017ce.jpg
img0017ce.jpg (145.32 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:11 am

***บันทึกพระกรรมฐาน ตามแนวทางพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ฉบับที่ ๖***


เรื่องแนวทางการพิจารณากรรมฐาน
พระอาจารย์มั่น สอน หลวงปู่แหวน
------------------



ในพรรษาปีนั้นได้จำพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่นและตาผ้าขาวอีกคนหนึ่ง การปรารภความเพียรใน
พรรษานั้นเป็นไปอย่างเต็มที่ เพราะมีหลวงปู่มั่นคอยควบคุมแนะนำ อุบายจิตภาวนา การแนะนำ
ให้ศิษย์ปฏิบัติภาวนานั้นหลวงปู่มั่นท่านย้ำอยู่เสมอว่า

จะใช้บทพุทโธเป็นบทบริกรรมสำหรับผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วให้วางบทบริกรรม
เสีย แล้วพิจารณาร่างกายครั้งแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งที่เราสามารถที่จะเพ่งพิจารณาได้
อย่างสะดวกในอาการ ๓๒ เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจนกลับไปกลับมาหรือที่เรียกว่าอนุโลมปฏิโลม
แล้ว เมื่อหายสงสัยในจุดที่พิจารณานั้นแล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป อย่าพิจารณาเป็นวงกว้าง
ทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า ถ้าพิจารณาพร้อมกันทีเดียวทั้งร่างกายความชัดเจนจะไม่ปรากฏ
ต้องค่อยเป็นค่อยไป เมื่อพิจารณาจนเกิดความชำนาญแล้ว ถ้าเราเพ่งปัญญาลงไปจุดใดจุดหนึ่ง ความชัด
เจนจากจุดอื่น ๆ ก็จะปรากฏเป็นนัยเดียวกัน
เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้วให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ในความ
สงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอสมควรแล้วให้ย้อนกลับออกมาพิจารณาร่างกายอีก ให้เจริญอยู่อย่าง
นี้ จึงจะเจริญทางด้านปฏิบัติเมื่อจิตมีความชำนาญเพียงพอแล้วคำบริกรรมพุทโธก็ไม่จำเป็น เพียง
กำหนดจิตก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ทันที
ผู้ปฏิบัติจิตภาวนาถ้าส่งจิตออกไปภายนอกจากร่างกายแล้วเป็นอันผิดทางมรรคภาวนา เพราะบรรดาพระธรรม
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนประกาศพระศาสนาอยู่ตลอดพระชนม์ชีพของ
พระองค์นั้น แนวการปฏิบัติไม่พ้นไปจากกาย กายจึงเป็นสนามรบ กายจึงเป็นยุทธภูมิ ที่ปัญญาจะต้อง
ค้นเพื่อทำลายกิเลสและกองทุกข์ซึ่งจิตของเราทำเป็นธนาคารเก็บสะสมไว้ภายใน หอบไว้ หาบไว้ หาม
ไว้ หวังไว้จนนับภพนับญาติไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าชนิดใดในสังสารวัฏนี้ ล้วนแต่ติดอยู่กับกายนี้
ทั้งสิ้น ทำบุญทำบาปก็เพราะกายอันนี้ มีความรักมีความชัง มีความหวง มีความแหนก็เพราะกายอัน
นี้ เราสร้างทรัพย์สมบัติขึ้นมาก็เพราะกายอันนี้ เราประพฤติศีลประพฤติธรรมก็เพราะกายอันนี้ เรา
ประพฤติผิดศีลเราประพฤติผิดธรรมก็เพราะกายอันนี้
ในพระพุทธศาสนาพระอุปัชฌาย์ก่อนที่จะให้
ผ้ากาสายะแก่กุลบุตรผู้เข้ามาขอบรรพชาอุปสมบทก็สอนให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งเป็นส่วน
หนึ่งของร่างกาย เป็นส่วนที่เห็นได้โดยง่าย เพราะเหตุนั้น กายนี้จึงเป็นทั้งเหตุและเป็นทั้งผล มรรคผล
จะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้นจากกายนี้แหละ กายนี้เป็นเหตุ กายนี้เป็นผล เอากายนี้แหละเป็นมรรคเครื่อง
ดำเนินของจิต เหมือนกับแพทย์ทั้งหลายจะรักษาเยียวยาคนป่วยได้ ต้องเรียนร่างกายนี้ให้เข้าใจถึง
กลไกทุกส่วน จึงจะสามารถรักษาคนไข้ได้ ไม่ว่าทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน วงการแพทย์จะทิ้งร่าง
กายไปไม่ได้ ถ้าวิชาแพทย์ทั้งการศึกษาระบบกลไกของร่างกายเสียแล้ว ก็เป็นอันศึกษาผิดวิชาการแพทย์
ทางสรีรวิทยา นักปฏิบัติธรรมถ้าละทิ้งการพิจารณาร่างกายเสียแล้วจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องดำเนิน
มรรคปัญญา ร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เป็นรูปและส่วนที่เป็นนาม ถ้าผู้ปฏิบัติไม่พิจารณาให้
เห็นแจ้งด้วยปัญญาอันชอบแล้ว คำว่านิพพิทา วิราคะนั้น จะไปเบื่อหน่ายคลายกำหนัดอะไร นิโรธซึ่ง
เป็นตัวปัญญาจะไปดับทุกข์ที่ไหน เพราะเราไม่เห็นทุกข์ที่เกิดของทุกข์ ที่ดับของทุกข์ไม่รู้ ไม่เห็น พระพุทธเจ้า
จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ พระองค์ต้องพิจารณากายนี้เป็นเครื่องดำเนินมรรคปัญญา เพราะในอุทาน
ธรรมบทว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้นนั้น พระองค์ได้ประจักษ์อย่างแน่นอนว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์
อยู่ร่ำไป พระองค์หักกงกรรมคืออวิชชาเสีย ความเกิดของพระองค์จึงไม่มีต่อไป กงกรรมคืออวิชชา
มันอยู่ที่ไหน ถ้ามันไม่อยู่ในจิตของเรา จิตของเรามันอยู่ที่ไหน จิตมันก็คือหนึ่งในห้าของปัญจขันธ์อัน
เป็นส่วนหนึ่งของนามนั่นเอง ผู้ปฏิบัติต้องใคร่ครวญพิจารณาอย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินตามมรรคภาวนา
ไม่มีอารมณ์อย่างอื่นนอกจากกายนี้ที่จะดำเนินมรรคภาวนาให้เกิดปัญญาขึ้นได้

หลวงปู่มั่นนั้นเวลาแนะนำสั่งสอนศิษย์ท่านไม่ค่อยอธิบายธรรมะให้พิสดารมากนัก โดยท่านให้
เหตุผลว่า ถ้าอธิบายไปมากผู้ปฏิบัติมักไปติดคำพูดกลายเป็นสัญญา ต้องปฏิบัติให้รู้ให้เกิดแก่จิตแก่ใจ
ของตนเอง จึงจะรู้ได้ว่า คำว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไรคำว่าสุขนั้นเป็นอย่างไร คำว่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะนั้นมีความหมายเป็นอย่างไร สมาธิอย่างหยาบเป็นอย่างไร สมาธิอย่างละเอียดเป็นอย่างไร ปัญญาที่
เกิดจากปัญญาเป็นอย่างไร ปัญญาเกิดจากภาวนาเป็นอย่างไร เหล่านี้ผู้ปฏิบัติต้องทำให้เกิดให้มีขึ้น
ในตนของตนจึงจะรู้ ถ้ามัวถือเอาแต่คำอธิบายของครูอาจารย์แล้วจิตก็จะติดอยู่ในสัญญาไม่ก้าวหน้า
ในการภาวนา เพราะเหตุนั้นจึงไม่อธิบายให้พิศดารมากมาย แนะนำให้รู้ทางแล้วต้องทำเอง เมื่อเกิดความ
ขัดข้องจึงมารับคำแนะนำอีกครั้งหนึ่ง การปฏิบัติเช่นนี้เป็นผลดีแก่ศิษย์ผู้มุ่งปฏิวัติเพื่ออรรถเพื่อธรรม
อย่าง แท้จริง

ดังนั้นการบำเพ็ญสมาธิภาวนาในพรรษานั้นจึงได้เร่งความเพียรอย่างสม่ำเสมอทำให้ได้รับความเยือก
เย็นทางด้านจิตใจมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะความเพียรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลวงปู่มั่นเป็นตัวอย่างใน
การทำความเพียร โดยปกติองค์ท่านจะทำความเพียรประจำอิริยาบถ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถ
ใด ๆ ต้องอยู่ด้วยภาวนาทั้งสิ้น เรื่องนี้ท่านย้ำเตือนเสมอไม่ให้ศิษย์ประมาทละความเพียร เราอยู่ร่วม
กับท่านต้องเอาองค์ท่านเป็นตัวอย่าง ถึงแม้จะทำไม่ได้อย่างท่านแต่ก็เป็นศิษย์ที่มีครู มีแบบแผน มีแบบ
อย่าง มีตัวอย่างเป็นทางดำเนิน
ไฟล์แนป
0344f.jpg
0344f.jpg (128.51 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:13 am

***อัฐธาตุที่แหลกละเอียดของหลวงปู่แหวน***


ในปี 2544 ข้าพเจ้ามีบุญได้ไปกราบบุคคลผู้หนึ่งซึ่งได้ปฏิบัติธรรมมานานและมีจริยวัตร น่าเลื่อมใส และมีโอกาสได้รับหนังสือจากท่านชื่อว่า " ขอกราบคาราวะในชาติสุดท้าย " โดยท่านเขียนขึ้นมาเอง จากการที่ท่านได้เดินทางไปกราบพระสามีจิปฏิปันโนสงฆ์ ในปี 2531 กระผมจึงขออนุญาตนำบทความตอนหนึ่งมาลงให้ผู้ที่สนใจและเป็นแนวทางปฏิบัติแด่ กัลยาณมิตรทั้งหลายในห้องศาสนานี้ บทความตอนหนึ่งว่า
พระสามีจิปฏิปันโนสงฆ์องค์แรกที่ผมและธิดาในธรรมพร้อมกับบุรุษอีก 1 คน ไปกราบคาราวะถวายเครื่อง
สักการะคือ พระคุณเจ้าปัญญาปทีโปภิกขุ แห่ง วัด อรัญญวิเวก อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เมื่อพระคุณเจ้าและกระผมได้วิสสาสะกันใน 2 วาระนี้ โอกาสหนึ่งผมได้เรียนถามท่านว่า

" โยมทราบว่าท่านเป็นชาวจังหวัดสกลนคร มาอยู่ที่เชียงใหม่นานแล้ว เมื่อไหร่จะกลับไปอยู่ที่สกลนครต่อไป "

" เชียงใหม่กับสกลนครคำสมมติ "

พระคุณเจ้าเอ่ยตอบและพูดต่อไปว่า

" อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน โลกนี้มันก็อยู่แค่นี้เอง เราอยู่ที่ไหนมันก็มีแค่นี้ ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นหรือลดลง "

พระเถระกล่าวในตอนท้าย ผมได้ปรารภกับท่านถึง อัฐธาตุหลวงปู่แหวนผู้ล่วงลับไปแล้ว เรียนถามว่า

" ได้มาเก็บไว้บ้างหรือหาไม่ "

พระคุณเจ้าเล่าให้ฟังว่า

" ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน สุจิณโณ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2530 ณ เมรุ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จว.เชียงใหม่ที่ผ่านมานั้น อาตมาไม่ได้อัฐธาตุของหลวงปู่แหวนมาเลย แต่ก็น่าประหลาดอยากจะเล่าให้ฟังคือ เมื่อกลับมาที่วัดตอนเย็นวันเสาร์ที่ 17 มกราคมนั้น มีโยมจาก จว.สมุทรสาคร มานั่งสนทาธรรมอยู่ 2 คน ขณะที่นั่งคุยกันนั้น ได้มีวัตุชิ้นเล็ก ๆ ชนิดหนึ่ง มีสีขาวหล่นมาจากเพดานห้อง ตกลงมาบนปกหนังสือที่ตั้งวางข้าง ๆ อาตมาได้ยินเสียงดังแป๊ะ เห็นวางอยู่บนปกหนังสือนั้น ทีแรกก็ไม่ได้สนใจว่าเป็นอะไร จึงได้คุยกับโยมต่อไปตามปกติ ครู่ต่อมาได้หล่นลงมาอีกเม็ดหนึ่ง ขนาดเท่ากัน รูปพรณสัณฐานสีขาวอย่างเดียวกัน อาตมานึกว่าเป็นก้อนเศษฝุ่นหล่นลงมา จึงหยิบขึ้นมาดูทั้งสองเม็ด เอามือมาขยี้ ๆ ดู กระทบนิ้วมือแข็งผิดปกติขยี้ไม่แตก จึงพินิจดูให้แน่ใจ ก็เห็นว่าเป็นอัฐธาตุ คงจะเป็นของหลวงปู่แหวนท่านมาโปรด แล้วเอาให้โยมสองคนที่มาสนทนาไปพินิจพิจารณาดู เขาก็ว่าเป็นพระธาตุแน่ อาตมาจึงหากล่องมาบรรจุนำเก็บไว้ในห้องบนกุฏิ คืนวันนั้นขณะที่อาตมาทำความเพียรอยู่ได้เห็นหลวงปู่แหวนท่านมาดุว่า

" อ้าว คุณนี่นึกว่าปล่อยวางหมดแล้ว ยังติดอยู่ในกระดูกอีกหรือ เดี๋ยวจะทำลายกระดูกให้แหลกละเอียดเดี๋ยวนี้ "

ครั้นแล้วเมื่ออาตมานำอัฐธาตุมาดูพบว่าอัฐธาตุได้แหลกละเอียดกระจายออกจาก กัน เล็กกว่าเม็ดกรวดเม็ดทราย ซึ่งอาตมาได้เก็บไว้ดูจนถึงบัดนี้ " โยมอยากขอดู " เมื่อพระคุณเจ้าเล่าจบ ก็ได้ไปหยิบกล่องบรรจุอัฐธาตุที่แหลกละเอียดนั้นมาให้ดู ใสเหมือนแก้วแตกละเอียดฉันใดก็ฉันนั้น


บทความดังกล่าวเป็นของ ท่านดิลกโสภณ เขียนเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 ท่านเป็นฆราวาสปัจจุบันท่านได้ละสังขารไปแล้วและพบว่ากระดูกของท่านใสดั่ง แก้วเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

จากคุณ : สาวกภูมิ
ไฟล์แนป
s240410081142.jpg
s240410081142.jpg (102.2 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 30 มี.ค. 2013 9:16 am

สายใยธรรมระหว่างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุลยเดชกับหลวงปู่แหวน

สายใยแห่งธรรมระหว่างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พระสงฆ์องค์แรกในประเทศไทยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงส่ง และนอกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ได้ทรงพระกรุณา เสด็จเยี่ยมหลวงปู่อยู่เนืองๆ

นับแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ยังไม่มีพระคณาจารย์รูปใดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เท่าหลวงปู่แหวน ในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ในหลวงท่านเสด็จมากราบหลวงปู่แหวนแต่ละครั้ง ตั้งแต่บ่ายสองโมง จนถึงหนึ่งทุ่มสองทุ่มเป็นประจำ การเสด็จมาวัดดอยแม่ปั๋งแต่ละครั้ง ถือเป็นการส่วนตัวพระองค์เอง

นอกเหนือจากการเสด็จพระราชดำเนินถึงวัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อนมัสการและสนทนาธรรม กับหลวงปู่หลายครั้งหลายครา แล้วยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จัดสร้างสิ่งมงคล โดยใช้รูปของหลวงปู่ นำมาแจกในพระราชพิธีสำคัญ

ข้าราชบริพารผู้หนึ่ง ได้เปิดเผยถึงหลวงปู่กับล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ภายหลังจากที่ข่าวพระองค์ทรงประชวรและประทับที่เชียงใหม่แล้ว หลังจากนั้น ก็เสด็จดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่แหวนได้กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า

" พระองค์นั้นมัวแต่ห่วงคนอื่น ไม่ห่วงพระองค์เองเลย"

เมื่อได้ฟังหลวงปู่กล่าวเช่นนั้น ล้นเกล้าฯ ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

มีข่าวอีกครั้งหนึ่งว่า สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรและประทับรักษาพระองค์ที่เชียงใหม่นั้น ข้าราชบริพาร ได้นำเฮลิคอบเตอร์มานิมนต์หลวงปู่ให้ไปที่พระตำหนักเพื่อแผ่พลังจิต ช่วยรักษาอาการประชวรของพระองค์ท่าน

หลวงปู่ท่านปฎิเสธการนิมนต์ และได้บอกว่า “อยู่ที่ไหน ฮาก็ส่งใจไปถึงพระองค์ได้ ก็ส่งไป ทุกวันอยู่แล้ว”

หลวง ปู่แหวน ท่านตั้งสัจจธิษฐานว่า แม้ท่านจะเจ็บป่วยก็ไม่ยอมไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ในช่วงท้ายของชีวิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาราธนา ท่านจึงยอมทำตาม และบอกว่า ในฐานะประชาชน หลวงปู่จึงไม่กล้าขัดพระราชประสงค์ได้

ต่อมาเมื่อหลวงปู่แหวนอาพาธหนัก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านได้อาราธนาให้ หลวงปู่แหวนไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ตึกสุจิณฺโณ ในหลวงท่านได้รับเอาหลวงปู่ไว้เป็นคนไข้ของพระองค์เอง จนในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ หลวงปู่แหวนท่านก็ได้ละขันธ์อย่างสงบนิ่ง ในเวลา ๒๑.๕๓ น.

ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่แหวน ซึ่งตรงกับวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๘ ก็ได้ทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราและพระบรมราชินีนาถ เหมือนกับว่าดินฟ้าถล่มไปทั่วเมืองไทย ในหลวงก็ได้พระราชทานโกศหลวง และรดน้ำอาบศพ ที่สถานพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้นก็ได้มี บุคคลทั่วทิศานุทิศ ไปเคารพศพหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็ได้นำศพของหลวงปู่แหวนมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดดอยแม่ปั๋ง ตามเดิม

สิริอายุหลวงปู่แหวนได้ ๙๙ ปี ในหลวงท่านขออายุหลวงปู่แหวนให้ได้ ๑๒๐ ปี แต่หลวงปู่ก็พูดกับในหลวงว่า เอาเพียง ๙๙ ปี ก็พอเถอะ มันลำบากผู้อยู่ แล้วก็ได้ ๙๙ ปี ตามที่ว่าเอาไว้จริงๆ อันนี้คือพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาแท้จริง ขอให้พวกเราทุกๆ คน จงนำเอาเป็นตัวอย่างเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ศาสนาของเราจะได้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

ที่มา คัดบางตอนมาจาก : หนังสือชีวประวัติหลวงพ่อทวี จิตฺตคุตฺโต
ไฟล์แนป
paragraph__109_805.jpg
paragraph__109_805.jpg (153.86 KiB) เปิดดู 7818 ครั้ง
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 873
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน

cron