เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 24 พ.ย. 2013 8:51 am

ถนนเจริญเมือง เจียงใหม่ พ.ศ.๒๕๐๘

1453425_555711261173346_1077867697_n.jpg
1453425_555711261173346_1077867697_n.jpg (52.3 KiB) เปิดดู 2590 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 24 พ.ย. 2013 8:52 am

ถนนบ้านท่าสี อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

971553_555710007840138_1873002050_n.jpg
971553_555710007840138_1873002050_n.jpg (38.81 KiB) เปิดดู 2590 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 24 พ.ย. 2013 8:53 am

หน้าค่ายประตูผา ก่อนถึงศาลเจ้าพ่อประตู๋ผา ลำปาง

1454625_555710231173449_100464614_n.jpg
1454625_555710231173449_100464614_n.jpg (60.31 KiB) เปิดดู 2590 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 24 พ.ย. 2013 8:54 am

ถนนสายเก่า เมืองลำปาง

1459223_555710484506757_2040905311_n.jpg
1459223_555710484506757_2040905311_n.jpg (29.3 KiB) เปิดดู 2590 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 24 พ.ย. 2013 8:56 am

ถนนต้นยาง อ.สารภี เชียงใหม่

1426336_555703654507440_484647417_n.jpg
1426336_555703654507440_484647417_n.jpg (23.51 KiB) เปิดดู 2590 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 26 พ.ย. 2013 6:07 am

งานสถาปนาโรงเรียนปริ๊นซ์รอยแยลส์วิทยาลัย เจียงใหม่

original_The_Prince_Royal.jpg
original_The_Prince_Royal.jpg (42.53 KiB) เปิดดู 2587 ครั้ง


โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย (ย่อ: ป.ร., P.R.C.) เป็นโรงเรียนสหศึกษาของเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 3 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 1 สังกัดสำนักงานพันธกิจการศึกษา มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โรงเรียนก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2430 ในชื่อ "โรงเรียนชายวังสิงห์คำ" โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามโรงเรียนเป็น "โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย" ซึ่งมีความหมายว่า "โรงเรียนของเจ้าชาย" เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449


โรงเรียนชายวังสิงห์คำ
โรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2430 โดยมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ศาสนาจารย์ เดวิด คอลลินส์ ในชื่อ "Chiangmai Boys' School" หรือ "โรงเรียนชายวังสิงห์คำ" บริเวณหมู่บ้านวังสิงห์คำ อันเป็นที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ทำการสอนโดยใช้ภาษาล้านนาและพระคัมภีร์เป็นหลัก เป็นโรงเรียนแบบตะวันตกสำหรับเด็กชายแห่งแรกในล้านนา

ในปี พ.ศ. 2442 ศาสนาจารย์คอลลินส์ได้ลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ศาสนาจารย์ ดร. วิลเลียม แฮรีส ซึ่งเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2439 เข้ารับตำแหน่งแทน เมื่อเห็นว่าสถานที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำปิงคับแคบ จึงได้ย้ายมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ซึ่งซื้อจากบริษัทอังกฤษในราคา 2,600 รูปี

ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ได้พระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า "The Prince Royal's College" และพระราชทานสีน้ำเงิน - ขาวให้เป็นสีประจำโรงเรียน ปีเดียวกันนั้น ศาสนาจารย์แฮรีสได้ซื้อที่ดินติดกับโรงเรียนเพิ่มอีก 71 ไร่ รวมมีพื้นที่ 90 ไร่ โดยปัจจุบัน มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยเป็นเป็นเจ้าของและผู้รับใบอนุญาต
ในปี พ.ศ. 2455 ได้เริ่มใช้ภาษาไทยในการสอนแทนคำเมือง ตามการสนับสนุนการใช้ภาษาไทยกลางของรัฐบาลตลอดจนการสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนได้รับรองฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาลในปี พ.ศ. 2464

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทางโรงเรียนได้ปิดการเรียนการสอน รัฐบาลได้ยึดโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยใช้เป็นโรงเรียนสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในชื่อ "โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคพายัพ" หลังสงครามสิ้นสุด โรงเรียนจึงได้เปิดทำการอีกครั้งหนึ่ง

ยุคปัจจุบันในช่วงที่อาจารย์หมวก ไชยลังการณ์เป็นอาจารย์ใหญ่ ทางโรงเรียนได้จัดตั้ง "แผนกสหเตรียมอุดมศึกษาปรินส์ - ดารา" ขึ้นในระดับมัธยมศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2499 อันเป็นจุดเริ่มต้นของชั้นเรียนแบบสหศึกษาของโรงเรียน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมโรงเรียน
เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2529 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีทรงรับโรงเรียนไว้ในพระอุปถัมภ์ แต่เดิมที่เคยรับสมัครเฉพาะนักเรียนชาย แต่นับตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้เปิดเป็นแบบสหศึกษา และในปี พ.ศ. 2536 ได้รับสมัครนักเรียนหญิงระดับชั้นอนุบาล 3 เป็นปีแรก ทางโรงเรียนได้จัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีการพระราชทานนามโรงเรียน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2548 และวันที่ 3 มกราคม 2549
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 26 พ.ย. 2013 6:09 am

ประมูลจ๊าง ม้า เข้ากงศุลอังกฤษ พ.ศ.๒๔๑๖
ไฟล์แนป
ID_4085.jpg
ID_4085.jpg (55.84 KiB) เปิดดู 2587 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 26 พ.ย. 2013 6:09 am

หอนาฬิกาเก่าจ.เชียงราย
ไฟล์แนป
1426133_221538458018230_1967425194_n.jpg
1426133_221538458018230_1967425194_n.jpg (48.49 KiB) เปิดดู 2587 ครั้ง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » ศุกร์ 29 พ.ย. 2013 10:12 pm

โคมลอยยี่เป็ง

201111-03-134520-1.jpg
201111-03-134520-1.jpg (41.45 KiB) เปิดดู 2580 ครั้ง


เมื่อถึงวันลอยกระทงหรือเดือนยี่เป็งของทางภาคเหนือ สิ่งหนึ่งที่มักจะเห็นโดดเด่นกลางฟากฟ้ายามค่ำคืนนั่นก็คือ “โคมลอย” เอกลักษณ์อันงดงามอย่างหนึ่งของประเพณียี่เป็ง ซึ่งเป็นกิจกรรมอันเชิดหน้าชูตาเรียกรายได้เข้าประเทศไทยได้เป็นกอบเป็นกำนั่นเอง

ในอดีตนั้นโคมลอยทำจากกระดาษว่าว มีลักษณะทรงกลมคว่ำ วิธีการลอย คือ การจุดไฟ รมควัน เพื่อให้ควันนั้นดันโคมให้ลอยขึ้นฟ้า คนล้านนาโบราณจึงเรียกการลอยโคมในตอนกลางวันว่า “ว่าวลม” และถ้าลอยในตอนกลางคืนเรียกว่า “ว่าวไฟ” แต่ข้อเสียของโคมลอยแบบโบราณคือต้องใช้คนมาช่วยกันพยุงโคมและรมควันอยู่หลายคน จึงจะสามารถลอยโคมได้ ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการ เปลี่ยนรูปแบบโคมลอยเสียใหม่ จนมีลักษณะแบบในปัจจุบันที่เป็นการจุดไฟลอยขึ้นฟ้า

ฟืนไฟเป็นสิ่งอันตราย ชาวล้านนาโบราณจึงมีกุศโลบายในการดูแลเรื่องนี้ โดยการปลูกฝังความเชื่อว่า หากใครลอยโคมแล้วตกลงมาก่อนลอยละลิ่วตามลมไปแสดงว่าเจ้าของโคมมีเคราะห์ ดังนั้นในแต่ละวัดที่ลอยโคม(ปกติชาวล้านนาจะไม่ลอยโคมที่บ้านแต่จะรวมตัวกันไปลอยโคมในวัด) จึงมักจะเขียนชื่อติดโคมเอาไว้ ถ้ามีใครเก็บได้ก็ให้ไปรับรางวัลได้ที่วัดดังกล่าว เป็นมิตรจิตมิตรใจ แต่ในระยะหลัง เมื่อโคมลอยกลายมาเป็นสิ่งดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว จึงมีการนำโคมลอยออกมาขายนักท่องเที่ยวอยู่ทั่วไป โดยไม่เลือกสถานที่หรือเวลา ทำให้มีการลอยโคมเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะวันเกิด สงกรานต์ ปีใหม่ก็ล้วนแล้วแต่มีการลอยโคมยี่เป็งทั้งสิ้น แม้ในหลายพื้นที่จะมีลักษณะอากาศไม่เหมาะกับการลอยโคมเลยก็ตาม ท่านสังเกตหรือไม่ว่า คนทางภาคเหนือเขาลอยโคมกันในวันยี่เป็งแค่วันเดียว และเป็นช่วงของฤดูหนาวที่หนาวจริงๆ เมื่อคนยุคใหม่นำโคมลอยไปลอยในภาคอื่นๆซึ่งมีอากาศร้อนอบอ้าว ประกอบกับโคมลอยนั้นประดิษฐ์ขึ้นเพื่อธุรกิจ คนทำขายจึงทำอย่างง่ายๆ ส่งผลพวงให้เกิดไฟไหม้ได้ง่ายๆตามไปด้วย ทำให้หลายคนแสดงความเห็นว่าควรจะยกเลิกประเพณีนี้เสีย แล้วมันถูกไหม ที่คนยุคใหม่พากันทำอะไรอย่างมักง่ายแล้วมาโทษประเพณี เช่นนี้

คนล้านนาลอยโคมในวันยี่เป็ง เพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นการบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี บนสรวงสวรรค์ ในตำนานสุวรรณโคมคำ ได้กล่าวถึงโคมลอยเอาไว้ว่า "อยะมหาเสนาบดีได้ประดิษฐ์โคมเพื่อจุดเป็นพุทธบูชาอยู่ริมท่าน้ำ" ดังนั้นสำหรับชาวล้านนาแล้ว โคมซึ่งเรานำไปลอยในคืนยี่เป็งนั้นเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า ชาวพุทธทั้งหลายจึงไม่ควรกระทำสิ่งใดที่ไม่ดีไม่งาม หรือนำสิ่งอันไม่เป็นมงคลใส่หรือห้อยบนโคม อีกประการหนึ่งโคมเป็นสิ่งที่ต้องลอยขึ้นฟ้า ลอยสูงเหนือวัดวาอารามและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงควรระมัดระวังให้ดี อย่าให้มีสิ่งใดแปลกปลอมเป็นอวมงคลอย่างเด็ดขาด

วัฒนธรรมประเพณีเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เราทุกคนพึงควรรักษาเอาไว้ให้อยู่คู่กับแผ่นดินตราบนานเท่านาน กว่าจะรังสรรค์จนเกิดเป็นความเชื่ออันฝังรากลึกในจิตวิญญาณต้องใช้เวลานานเท่าใด จงอย่าปล่อยให้อคติและความหลงยุคมาบดบังดวงตาให้มืดบอดจนกลายเป็นคนไร้จิตวิญญาณ
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » จันทร์ 23 ธ.ค. 2013 10:22 pm

M12392713-2.jpg
M12392713-2.jpg (22.45 KiB) เปิดดู 3442 ครั้ง
เสน่ห์ของเจ้านางล้านนา ที่มาของเพลง "ลาวดวงเดือน"




เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์ จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษมาใหม่ๆ เสด็จไปเที่ยวนครเชียงใหม่ สมัยนั้นพระยานริศราชกิจเป็นข้าหลวงใหญ่อยู่มณฑลพายัพได้ทำการต้อนรับขับสู้อย่างสมพระเกียรติ โดยเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยะวงศ์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้จัดการต้อนรับด้วยการรับประทานอาหารในคุ้มและมีการแสดงละครให้ชมในงานนี้พ่อเจ้าอินทวโรรสกับเจ้าแม่ทิพยเนตรได้เชิญชวนเจ้าพี่เจ้าน้องมารับเสด็จและทำการต้อนรับด้วย เจ้าราชสัมพันธวงศ์(ธรรมลังกา) กับเจ้าหญิงคำย่น พร้อมด้วยธิดาคนโต มีนามว่า “เจ้าหญิงชมชื่น” อายุย่างเข้า ๑๖ ปี กล่าวกันว่าเจ้าหญิงชมชื่นมีผิวพรรณผุดผ่องนวลใย ใบหน้าอิ่มเอิบ แก้มเป็นสีชมพู ผิวขาวดุจงาช้าง พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เจ้าชายหนุ่มอายุ ๒๑ ปี สนพระทัยในดรุณีแน่งน้อยอายุ ๑๖ ปี นี้มาก กล่าวกันว่าพระองค์ถึงกับทรงตะลึงแบบชายหนุ่มพบรักครั้งแรก งานคืนนั้นสิ้นสุดลงด้วยบรรยากาศละเมียดละไมไปด้วยความจงรัก


ในวันต่อมาพระยานริศราชกิจเป็นผู้นำพระองค์ไปเยี่ยมเจ้าราชสัมพันธวงศ์ถึงคุ้มหน้าวังบ้านปิง เจ้าหญิงชมชื่นได้มีโอกาสต้อนรับหลายครั้งหลายหน นานวันเข้าพระองค์ชายก็ให้พระยานริศราชกิจเป็นเถ้าแก่ไปเจรจาสู่ขอเจ้าหญิงชมชื่นให้เป็นหม่อมของพระองค์ชาย แต่เจ้าสัมพันธวงศ์ขอให้เจ้าหญิงชมชื่นอายุ ๑๘ ปีเสียก่อนและตามขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใดจะทำการเสกสมรส จะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตเสียก่อนเพื่อได้รับเป็นสะใภ้หลวงหากถวายเจ้าหญิงชมชื่นให้ตอนนี้ เจ้าหญิงก็จะตกอยู่ในฐานะนางบำเรอเท่านั้น ถ้าพระองค์ชายทรงเบื่อหน่ายทอดทิ้งแล้ว จะเอาอะไรเป็นหลักประกัน เถ้าแก่ข้าหลวงใหญ่จำนนต่อเหตุผล พระองค์ชายเสด็จกลับกรุงเทพฯ เมื่อถึงกรุงเทพฯ เรื่องการจะสู่ขอเจ้าหญิงเมืองเหนือได้รับการทัดทานอย่างหนักหน่วง หมดหวังโดยทุกประการ คราใดสายลมเหนือพัดมาจากเชียงใหม่ พระองค์ชายก็รันทดใจยิ่งขึ้น พระองค์จึงทรงระบายความรักความอาลัยลงในพระนิพนธ์บทร้อง “ลาวดวงเดือน”เป็นอนุสรณ์เตือนให้รำลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น เป็นที่น่าเสียดายที่กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดมสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระชันษายังน้อย คือ เพียง ๒๘ ปี เท่านั้น ถ้าพระองค์มีพระชนม์ชีพยืนนานกว่านี้ วงการดนตรีไทยคงจะมีเพลงไพเราะเป็นอมตะเช่นเดียวกับเพลงลาวดวงเดือนอีกหลายเพลงทีเดียวอย่างไรก็ตาม แม้พระองค์จะทรงพระนิพนธ์เฉพาะเพลงลาวดวงเดือน แต่เพลงลาวดวงเดือนนี้ก็นับเป็นเพลงที่มีสำเนียงไพเราะอ่อนหวานฟังไม่รู้เบื่อ เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่นักดนตรีและผู้ฟังโดยทั่วไป ทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะนอกจากจะฟังไพเราะแล้วยังเป็นเพลงที่มีทำนองเอื้อนน้อย ร้องง่าย จำง่ายด้วย

ที่มา สง่า อารัมภีร์ . หนังสือ “ความเอย-ความหลัง”

#พระราชประวัติเพิ่มเติม

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดามรกต ประสูติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๕ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเส็ง รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๑ ทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ เมื่อเสด็จกลับได้ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เป็น กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม พระองค์ประชวรพระโรคปอด และสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๒ ในขณะที่พระชนมายุเพียง ๒๘ พรรษา
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน

cron