จากอดีตสู่ความทรงจำ..ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองไทย

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: จากอดีตสู่ความทรงจำ..ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองไทย

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อังคาร 17 พ.ย. 2020 11:26 am

๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ
1696.jpg
1696.jpg (146.96 KiB) เปิดดู 777 ครั้ง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นเสวยราชสมบัติโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา

พระองค์มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕

ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว ๙ บาท (๕๔ นาที) ปีขาล จ.ศ.๑๑๔๔ จัตวาศก

ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ เวลา๐๖.๕๔ น.

ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น

การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา ๒๙ เซนติเมตร สูง ๑๘๗ นิ้ว

กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐๘ นิ้ว ฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

การฝังเสาหลักเมืองเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้น ได้เกิดอวมงคลนิมิตขึ้น

คือเมื่อถึงมหาพิชัยฤกษ์อัญเชิญเสาลงสู่หลุม ปรากฏว่ามีงูเล็ก ๔ ตัวเลื้อยลงหลุมในขณะเคลื่อนเสา

จึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย โดยปล่อยเสาลงหลุมและกลบงูทั้ง ๔ ตัวตายอยู่ภายในก้นหลุม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทำนายชะตาเมืองว่าจะอยู่ในเกณฑ์ร้ายนับจากวันยกเสาหลักเมืองเป็นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน จึงสิ้นพระเคราะห์

ทั้งยังทรงทำนายว่า จักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไปเป็นเวลา ๑๕๐ ปี

ชะตาแผ่นดินที่ร้ายถึงเจ็ดปีเศษนั้น เป็นช่วงที่ไทยติดพันศึกพม่าจนถึงศึกเก้าทัพ ซึ่งสิ้นสุดการพันตูหลังครบห้วงเวลาดังกล่าว

ส่วนคำทำนายว่าจักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไป ๑๕๐ ปีนั้น ไปครบเอาปี พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์ว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพมหานคร จึงทรงแก้เคล็ดโดยโปรดให้ช่างแปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่ให้เป็นรูปปรางค์ และโปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิมและประดิษฐานเสาหลักเมืองใหม่พร้อมบรรจุชะตาพระนครให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล มีอุดมมงคลฤกษ์ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๙๕ เวลา ๐๔.๔๘ น.

รัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด

เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร

และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา

พอถึงปี พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่ ๑๕๐ ของการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทำนายไว้ว่า

“จักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไปเป็นเวลา ๑๕๐ ปี“ เหตุการณ์อันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจริงๆ ดั่งคำทำนาย

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ นั้น เจ้านายที่ทรงความสำคัญรวม ๔ พระองค์ที่ทรงบังคับบัญชากิจสำคัญคือ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพระนครสวรรค์วรพินิต

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน

และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเพ็ชร์บุรีราชสิรินทร

ทั้ง ๔ พระองค์นี้มีพระราชสมภพและพระราชประสูติปีเดียวกันคือปีมะเส็ง (งูเล็ก)

ต่างกันเพียงรอบปีพระราชสมภพกับพระประสูติ

โดยทั้งสี่พระองค์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นอย่างยิ่ง

“นิมิตงูเล็กในเสาหลักเมืองจึงออกจะเป็นเรื่องอัศจรรย์”

กรณีคำทำนายการดำรงวงศ์กษัตริย์เป็นเวลา ๑๕๐ ปี เป็นไปตามคำทำนาย แต่ไม่เป็นไปตามคำนายครบทั้งหมด

เพียงเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

คือสิ้นสุด พระราชอำนาจในการปกครองบ้านเมืองอีกต่อไป

กรณีนี้โหราจารย์ให้ความเห็นว่า คงเนื่องด้วยพระบารมีของรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงแก้อาถรรพณ์ถอนเสาหลักเมืองและวางดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่

ด้วยเหตุนี้ เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมืองจึงมีสองต้น เสาเดิมครั้งรัชกาลที่ ๑ คือต้นสูง ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว

แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้ จึงคงไว้ แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวงสำหรับบรรจุชะตาพระนคร ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก

ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ ๔ คือต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ประดับนอก หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์ เป็นต้นที่สถิตประทับของพระหลักเมือง

นอกจากนี้ ภายในศาลพระหลักเมืองยังเป็นที่ประดิษฐานพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง เป็นเทพารักษ์สำคัญ ๕ องค์ที่ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดินและประชาราษฏร์ทั้งปวง

ความมหัศจรรย์ของไสยศาสตร์อันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ อาจเป็นจริงได้ ถ้าผู้ที่ทำเป็นผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงเท่านั้น

ข้อมูล : อัษฎางค์ ยมนาค
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 136
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: จากอดีตสู่ความทรงจำ..ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองไทย

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » อาทิตย์ 25 เม.ย. 2021 2:48 pm

ภายในเรือยนต์เกษตร๒ ขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ซ้ายสุดพระพิจารณ์พาณิชย์ หรือนายพิจารณ์ ปัณยวณิช (เทียดน้องคำแก้ว) ส่วนสุภาพสตรีผู้ควบคุมพวงมาลัยคือ MS.Josephine Faulkner เลขานุการของผู้แทนคณะกรรมการธนาคารโลก ถ่ายเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๓ เหตุการณ์หลังจากพระพิจารณ์พาณิชย์เกษียณอายุตำแหน่ง อธิบดีกรมสหกรณ์ ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๓ แล้วไปรับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ [ข้อมูลจากหนังสือ พระพิจารณ์พาณิชย์ แผ่นดินสำหรับสิ่งที่งอกเงยได้ เขียนโดย อาจารย์พิเศษ ดร.อาบ นคะจัด] ตัวหนังสือที่เขียนอธิบายเป็นลายมือของพระพิจารณ์พาณิชย์
216116_2.jpg
216116_2.jpg (50.21 KiB) เปิดดู 492 ครั้ง


เรื่องราวตำนานรักที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตามหานี้ เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ ซึ่งขณะนั้นกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานทัพที่ จ.นครนายก ประเทศไทย
216057.jpg
216057.jpg (10.66 KiB) เปิดดู 492 ครั้ง

ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพากันมาขายของทั้งของกินของใช้ให้กับเหล่าทหารญี่ปุ่น และหนึ่งในนั้นก็มีหญิงสาวอายุราว ๆ ๑๘ ปี นามว่า “พันนา แสงอร่าม” เธอเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักที่ทำขนมพื้นบ้านของไทยต่าง ๆ เช่น ขนมไข่หงส์ ซาลาเปาทอด กล้วยทอด มาขายให้กับนายทหารญี่ปุ่นด้วย

พันนาขายได้เรื่อย ๆ แต่มิได้ขายดีเท่าไรนัก แต่เธอก็ยังอดทนขายขนมต่อไปแถว ๆ ฐานทัพญี่ปุ่นอยู่สักพักหนึ่ง ก็ได้รู้จักกับนายแพทย์ทหารญี่ปุ่น ชื่อว่า “ซาโต้”

ทั้งคู่สนิทสนมกันจนกลายเป็นความรัก แต่ก็เป็นความรักที่ต้องรักษาระยะห่างกันไว้ตลอด เพราะอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ การจะคบหากับทหารญี่ปุ่นไม่เป็นเรื่องที่น่ายินดีนักสำหรับคนไทย และสำหรับชาวญี่ปุ่นเองเรื่องหน้าที่ในการทำงานต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งคู่คบหากันอย่างเงียบ ๆ

ช่วงเวลาแห่งความรักของทั้งสองคนดูจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะอยู่ ๆ ก็มีคำสั่งให้ซาโต้ย้ายไปปฏิบัติงานราชการที่อื่น แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกจากกัน ซาโต้ได้สอนพันนาทำขนมโมจิ เพื่อให้ขนมชนิดนี้เปรียบเสมือนความรักอันแสนพิเศษที่เขาจะมอบให้แก่เธอ

(ขนมโมจิ หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า วากาชิ (Wagashi) เป็นขนมที่ชาวญี่ปุ่นจะทำขึ้นในงานมงคล อาทิ งานแต่งงาน หรือพิธีชงชา และเป็นขนมที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบอย่างมาก)

ขณะซาโต้สอนพันนาทำขนมโมจิอยู่นั้น เขาก็ได้บอกกับเธอว่า “ขนมหวานนี้ จะเป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นและเป็นตัวแทนความรู้สึกของผม หากแม้วันใดที่ผมไม่อยู่ และพันนายังระลึกถึงผม ได้โปรด...ทำขนมหวานนี้ หากผมยังไม่ตาย ผมจะกลับมาหาคุณ”

ขนมโมจิที่ซาโต้สอนพันนานั้น มิใช่ขนมโมจิแบบของฝากนครสวรรค์ หรือสระบุรีที่มีจุด ๆ อยู่ตรงกลางนะคะ แต่เป็นโมจิแบบญี่ปุ่น ที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้ถั่วแดงกวนอยู่ด้านใน และใช้วิธีการต้มสุก จากนั้นคลุกด้วยแป้งเพื่อป้องกันไม่ให้ขนมติดกัน มีรสชาติหวานนิดหน่อย

และเมื่อซาโต้สอนพันนาทำขนมโมจิจนเสร็จดีแล้ว เขาก็หยิบขนมขึ้นมาใส่ปาก เพื่อลิ้มรสชาติ เขาหลับตาแล้วค่อย ๆ กัดอย่างช้า ๆ จากนั้นก็หันไปบอกกับสาวพันนาด้วยหน้าเปื้อนยิ้มว่า

"คุณรู้มั้ย...คุณเป็นผู้หญิงที่ทำขนมโมจิได้อร่อยที่สุดในโลก คุณจำไว้นะหากวันใดที่คุณคิดถึงผม ขอให้คุณทำขนมโมจิ ถ้าวันนั้น ‘ซาโต้’ คนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ผมจะกลับมาหาคุณอีกครั้ง "

ก่อนซาโต้จะจากพันนาไป เขาได้แนะนำพันนาให้ทำขนมโมจินี้มาขายแก่ทหารชาวญี่ปุ่นด้วย เพราะยังมีทหารชาวญี่ปุ่นหลายคนที่คิดถึงบ้าน หากได้กินขนมโมจินี้คงจะทำให้เหล่าทหารคลายความคิดถึงลงไปบ้าง และซาโต้ยังบอกอีกว่าเธอจะต้องขายดีแน่นอน

และแล้วก็ถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย แล้วมันก็เป็นครั้งสุดท้ายของทั้งคู่จริง ๆ ซาโต้ไม่เคยกลับมาอีกเลย…

ภายหลังการจากไปของซาโต้ ไม่มีวันไหนที่พันนาจะไม่คิดถึงเขา แต่เธอต้องเข้มแข็ง และแต่ละวันเธอยังคงทำอาชีพหาบขนมไปขายแก่เหล่าทหารญี่ปุ่นอยู่เช่นเดิม แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือ เธอทำขนมโมจิไปขายด้วย แน่นอนเธอขายดีอย่างที่ซาโต้เคยบอกไว้จริง ๆ

วันเวลาผ่านไปจนถึงวันที่สงครามโลกครั้ง ๒ จบลง เหล่าทหารญี่ปุ่นต่างกลับไปประเทศของตนกันหมดแล้ว แต่พันนายังคงรอคอยการกลับมาของซาโต้ วันแล้ววันเล่า อย่างไร้วี่แวว… จนอยู่มาวันหนึ่ง มีกลุ่มทหารไทยเข้ามาแจ้งกับเธอให้ยุติการขายขนมโมจิ เพราะถือว่าขนมโมจิคือของต้องห้าม ห้ามทำ ห้ามขาย!

คำสั่งนี้ถือเป็นสิ่งทำร้ายจิตใจเธออย่างที่สุด และถึงแม้เธอจะไม่ได้ขายมันอีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อใดที่เธอคิดถึงซาโต้ เธอก็จะแอบทำขนมโมจินี้พร้อมกับสวดมนต์ภาวนาขอให้ซาโต้กลับมาชิมขนมของเธออีกครั้ง แต่ก็อย่างที่บอกไป...ซาโต้ไม่เคยกลับมาอีกเลย

ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงได้ทราบประวัติความเป็นมาตำนานรักขนมโมจินี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารคนสนิทไปสืบหาขนมโมจิต้นตำรับสูตรนางพันนามาให้เสวย บรรดาข้าราชบริพารต่างก็ไปหาขนมโมจิต่าง ๆ มาถวาย แต่พระองค์ก็ไม่ถูกพระทัย พร้อมตรัสว่า

“นี่ยังไม่ใช่ขนมโมจิสูตรที่ตามหาอยู่”

ต่อมาอดีตผู้ว่าฯ จังหวัดนครนายก ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก ไปประชาสัมพันธ์และสืบหาขนมโมจิต้นตำรับสาวพันนา กระทั่งได้ทราบจาก “นายมานพ ศรีอร่าม” ข้าราชการพัฒนาชุมชนว่า ผู้ทำขนมโมจิดังกล่าวคือมารดาของตนเอง

นางพันนาขณะนั้นอายุมากแล้ว แต่ยังความจำดี และสามารถทำขนมโมจิถวายได้อยู่

การทำขนมโมจิครั้งนี้ นางพันนารู้สึกปลื้มปิติเป็นล้นพ้น สมกับการรอคอยที่จะได้ทำขนมโมจิเพื่อระลึกถึงนายแพทย์ทหารซาโต้อีกครั้ง ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด นางพันนาก็ไม่เคยลืมเลือน…

และหากเปรียบชีวิตคุณยายพันนาเป็นต้นไม้ ต้นไม้ต้นนี้คงจะขาดน้ำจนใบทยอยร่วงหล่นลงไปตามกาลเวลา และรอวันล้มลง “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เปรียบเสมือนน้ำชโลมใจ ที่ทำให้ต้นไม้ที่กำลังล้มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ปัจจุบัน คุณยายพันนาได้จากโลกนี้ไปแล้ว และในงานฌาปนกิจของนางพันนาก็ได้รับพระราชทานเพลิงศพจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย

ส่วนขนมโมจิของยายพันนานั้นก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมิได้เป็นสูตรต้นตำรับที่แท้จริง แต่ก็มีความคล้ายคลึงและอร่อยไม่แพ้กันเลย

นี่แหละ “ตำนานรักขนมโมจิ” อันน่าประทับใจ ของสาวน้อยพันนากับนายแพทย์ทหารซาโต้ ที่ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ถึงกับต้องทรงตามหา

ที่มา : http://www.blockdit.com Youtube FNDiary Cr.น้ำเงินเข้ม
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 1035
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron