ประวัติศาสตร์ล้านนา

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย Namfar » ศุกร์ 11 ธ.ค. 2015 8:10 pm

เชียงใหม่สมัยปฏิรูปการปกครองมณฑลลาวเฉียง (พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๔๒)

ความจำเป็นต้องปรับปรุงการปกครองมณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพในเวลาต่อมาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่รัฐบาลไทยต้องยอมยกหัวเมืองเงี้ยวทั้งห้าและหัวเมืองกะเหรี่ยง ซึ่งมีปัญหาวุ่นวายเสมอมาให้แก่รัฐบาลอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ไทยก็เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศสในวิกฤตกาล ร.ศ. ๑๑๒ ทำให้เขตแดนด้านตะวันออกของมณฑลลาวเฉียงต้องเผชิญกับการรุกรานของฝรั่งเศสตลอดมา ในที่สุดไทยต้องเสียหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขง ซึ่งขึ้นกับเมืองน่านแก่ฝรั่งเศสใน พ.ศ. ๒๔๔๖
การดำเนินงานครั้งนี้มีพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียงเป็นเวลา ๖ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๔๒) และได้ขยายเขตการปฏิรูปออกไปจากเดิมถึงเมืองแพร่และเมืองน่านด้วย ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเมืองเชียงใหม่เท่านั้น พระยาทรงสุรเดชจัดการหลายด้านซึ่งสามารถรวมอำนาจเข้าสู่รัฐบาลกลางสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง

ด้านการปกครองในระดับมณฑล พระยาทรงสุรเดชริเริ่มจัดตั้งกองมณฑลลาวเฉียงซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก กองมณฑลมีพระยาทรงสุรเดชข้าหลวงใหญ่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และมีข้าหลวงรองในตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทย ข้าหลวงยุติธรรม ข้าหลวงคลัง ข้าหลวงป่าไม้ และมีข้าราชการระดับเสมียนพนักงานประจำอยู่ในกองมณฑล รูปแบบการปกครองดังกล่าวจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับการปกครองมณฑลเทศาภิบาลซึ่งจะจัดในสมัยต่อมา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่รัฐบาลกลางได้เตรียมพื้นฐานที่จะปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในมณฑลพายัพให้เป็นแบบแผนเช่นเดียวกับมณฑลภายใน และข้อบกพร่องครั้งนี้จะได้รับการแก้ไขในสมัยมณฑลเทศาภิบาล
ส่วนการปกครองในเมืองเชียงใหม่ พระยาทรงสุรเดชตั้งตำแหน่งพระยาผู้ช่วยเสนาทั้ง ๖ ให้ครบทุกตำแหน่ง หลังจากที่ถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่ยกเลิกไปในครั้งที่เจ้าพระยาพลเทพเป็นข้าหลวงพิเศษในพ.ศ. ๒๔๓๓ การตั้งเสนา ๖ ตำแหน่ง พระยาทรงสุรเดชใช้วิธีการที่เรียกว่า “อุบายเกี้ยวลาว” โดยเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้แต่งตั้งผู้ช่วยเสนา ๖ ตำแหน่งขึ้น ซึ่งประสบความสำเร็จ พระยาทรงสุรเดชดึงตัวข้าราชการที่ทำการในกองมณฑลมาดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้ช่วยเสนาคลังและผู้ช่วยเสนานา ทั้งยังดึงเอาตำแหน่งสำคัญทั้งสองมารวมไว้ที่ว่าการมณฑลลาวเฉียง การกระทำดังกล่าวก็เท่ากับที่ว่าการมณฑลแย่งตำแหน่งและงานต่างๆ ที่ระดับเมืองเคยทำ ซึ่งเจ้านายบุตรหลานเริ่มไม่พอใจเพราะเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่อย่างรวดเร็ว และเกรงว่ารัฐบาลจะยกตำแหน่งต่างๆ ไปไว้ ณ ที่ว่าการมณฑลเสียหมดจนกระทั่งตนไม่มีอำนาจหน้าที่จะทำกิจการใดๆ ความไม่พอใจการกระทำของพระยาทรงสุรเดช เป็นสาเหตุให้เจ้านายในเมืองเชียงใหม่ทำหนังสือร้องเรียนนำขึ้นกราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๕

การปกครองในเมืองอื่นๆ พระยาทรงสุรเดชจัดส่งข้าหลวงไปประจำเมืองตามลำดับความสำคัญคือ พระยาทรงสุรเดชถือเป็นข้าหลวงที่ ๑ ประจำอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ โดยเขตการปกครองรวมไปถึงเมืองลำพูนด้วย รองลงมามีข้าหลวงที่ ๒ ประจำอยู่ที่เมืองลำปางและเมืองน่าน และข้าหลวงที่ ๓ ประจำที่เมืองแพร่ ข้าหลวงที่ส่งไปประจำเมืองจะเป็นตัวแทนของข้าหลวงใหญ่ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่เจ้านายบุตรหลานเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามในช่วงที่พระยาทรงสุรเดชดำเนินการปฏิรูปไม่ปรากฏว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านแต่อย่างใด คงปล่อยให้มีสภาพดังเดิม การเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นจะเด่นชัดในสมัยที่มีการปกครองแบบเทศาภิบาล
ในด้านการคลัง พระยาทรงสุรเดชรวบอำนาจไว้ไม่ให้เจ้าเมืองเชียงใหม่และเจ้านาย บุตรหลานใช้จ่ายอย่างอิสระ โดยกำหนดให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้รับเงินผลประโยชน์ (ไม่รวมค่าตอไม้) ปีละ ๘๐,๐๐๐ รูปี ซึ่งในขณะที่ดำเนินการอยู่นั้นเจ้าเชียงใหม่อินทรวิชยานนท์ถึงแก่พิราลัย พระยาทรงสุรเดชจึงตัดเงินผลประโยชน์ให้เหลือปีละ ๓๐,๐๐๐ รูปี พร้อมทั้งลดเงินเดือนเจ้านายบุตรหลานที่รับราชการ และจัดการโยกย้ายถอดถอนบางตำแหน่งแล้วให้ข้าราชการไทยเป็นแทนพร้อมกับเพิ่มเงินเดือนให้

การจัดการของพระยาทรงสุรเดชสร้างความรู้สึกบีบคั้นต่อเจ้านายบุตรหลานในเมืองเชียงใหม่มากจนเกิดการแตกแยกแบ่งเป็นฝ่ายข้าหลวงและฝ่ายเจ้านายบุตรหลาน ซึ่งมีความรุนแรงถึงขนาดแบ่งเขตแดนกัน โดยฝ่ายข้าหลวงอยู่ด้านริมแม่น้ำปิง ส่วนเจ้านายบุตรหลานอยู่ในกำแพงเมืองและทั้งสองฝ่ายมุ่งประทุษร้ายต่อกัน สถานการณ์จึงตึงเครียดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รัชกาลที่ ๕ ทรงแก้ไขโดยเรียกตัวพระยาทรงสุรเดชกลับกรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระยานริศรราชกิจ (สาย โชติกเสถียร) ซึ่งไม่เข้มงวดเช่นพระยาทรงสุรเดชขึ้นไปเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลแทน และจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล โดยมีพระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิรยศิริ) ดำเนินการปฏิรูป (ธันวาคม ๒๔๔๒ - เมษายน ๒๔๔๓)

เชียงใหม่สมัยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๗๖)

การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลเริ่มจากหัวเมืองชั้นในก่อน แล้วขยายไปยังหัวเมืองประเทศ-ราชเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๗ จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงทั่วพระราชอาณาจักร มณฑลพายัพจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาล พ.ศ. ๒๔๔๒ อย่างไรก็ตามดินแดนส่วนนี้ได้รับการปฏิรูปมาตั้งแต่ก่อนหน้าเป็นมณฑลเทศาภิบาลแล้ว (พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๔๒) การจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลเป็นการยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชลานนาไทย มาเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในพระราชอาณาจักรอย่างแท้จริง

รูปแบบของมณฑลเทศาภิบาลได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการปกครองแบบเดิม โดยกำหนดให้แต่ละเมืองมีคณะกรรมการบริหารเรียกว่าเค้าสนามหลวง ประกอบด้วยข้าหลวงประจำเมือง เจ้าเมือง และข้าหลวงผู้ช่วย ซึ่งตำแหน่งข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ คือ พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์ (ม.ร.ว.ประยูร อิศรศักดิ์) เจ้าอุปราช (เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์) รั้งตำแหน่งเจ้าเมือง และขุนรัฐกิจข้าหลวงผู้ช่วย ด้านอำนาจหน้าที่เป็นของข้าหลวงประจำเมือง โดยเจ้าเมืองไม่มีหน้าที่ปกครองบ้านเมืองโดยตรง ได้แต่ยกย่องให้เกียรติในนามเท่านั้น อย่างไรก็ตามเจ้าอุปราชซึ่งรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่พอใจการเข้าควบคุมของรัฐบาล จึงเรียกร้องให้ข้าหลวงเทศาภิบาลลดอำนาจของข้าหลวงประจำเมืองลง และขอมีอำนาจกลับคืนดังเดิมแต่ไม่ได้ผล

นอกจากจัดตั้งเค้าสนามหลวงเป็นคณะกรรมการบริหารสูงสุดแล้ว ยังคงรูปแบบเสนา ๖ ตำแหน่งไว้ตามเดิม แม้ว่าจะไม่เหมาะสมกับกาลสมัยนักก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้เจ้านายบุตรหลานซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาต่างๆ ไม่พอใจการดำเนินงานของรัฐบาล และรัฐบาลใช้วิธีค่อยๆ เลิกเสนา ๖ ตำแหน่งไป โดยจัดข้าราชการจากส่วนกลางเข้าดำรงตำแหน่งกรมการเมืองต่างๆ แทน เช่น ปลัดเมือง ยกกระบัตร จ่าเมือง และสัสดี เป็นต้น

ในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรัฐบาลเข้าควบคุมมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้เจ้าเมืองต้องเสียภาษีที่ดินเช่นเดียวกับราษฎรทั่วไป วิธีการนี้ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ ๑๐ เท่า เพราะที่ดินส่วนใหญ่เป็นของเจ้านายเมืองเหนือ และรัฐบาลก็ได้จัดสรรรายได้ของเจ้าเมืองออกเป็นเงินเดือน เงินส่วนแบ่งค่าตอไม้ และเงินส่วนแบ่งค่าแรงแทนเกณฑ์ รวมแล้วปีหนึ่งเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์จะมีรายได้ไม่น้อยนักคือ ประมาณ ๒๔๐,๒๗๗ บาท แต่รายได้นี้ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินค่าตอไม้และเงินแทนเกณฑ์ซึ่งเก็บได้ไม่แน่นอน และในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้ขอรับพระราชทานผลประโยชน์เป็นเงินเดือนๆ ละ ๒๐,๐๐๐ บาท อย่างไรก็ตามในระยะแรกที่จัดสรรรายได้ดังกล่าว เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ไม่พอใจนักแต่ก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง

ส่วนราษฎรก็ได้รับการกระทบกระเทือนจากการปฏิรูประบบการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเก็บเงินแทนเกณฑ์จากชายฉกรรจ์จำนวน ๔ บาทต่อปี ซึ่งมักจะเสียเงินแล้วยังถูกเกณฑ์แรงงานเสมอ โดยทางการไม่จ่ายค่าตอบแทนให้ ซึ่งตามปกติกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนในอัตราวันละ ๒ สลึง ราษฎรจึงเดือดร้อนและไม่พอใจข้าราชการจากส่วนกลางที่กวดขันเกณฑ์แรงงานสร้างถนนและสะพานทั้งในเมืองและนอกเมือง

หลังจากจัดการปกครองแบบเทศาภิบาลผ่านไป ๓ ปี ปัญหาต่างๆ ก็ตามมา เนื่องจากความไม่พอใจของราษฎรและเจ้านายเมืองเหนือผู้เสียอำนาจและผลประโยชน์และปัญหาการขาดแคลนข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในทุกระดับ โดยเฉพาะตำแหน่งนายแขวง (นายอำเภอ) ซึ่งรัฐบาลกำหนดว่าต้องเป็นข้าราชการจากส่วนกลางนั้นมีจำนวนน้อยมาก ดังนั้นแต่ละแขวงที่จัดตั้งขึ้นจึงมีพื้นที่กว้างขวางมาก ทั้งการคมนาคมก็ยากลำบากนายแขวงจึงดูแลไม่ทั่วถึง ซ้ำนายแขวงส่วนหนึ่งไม่เข้าถึงประชาชน ดูหมิ่นชาวพื้นเมืองและใช้อำนาจกดขี่เกณฑ์แรงงานจนเกินไป ปัญหาเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปตามเมืองต่างๆ ในมณฑลพายัพ แต่ที่ลุกลามเป็นการต่อต้านครั้งใหญ่เกิดที่เมืองแพร่ในเหตุการณ์กบฏเงี้ยว พ.ศ. ๒๔๔๕ พวกกบฏเป็นกองโจรเงี้ยวที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายเมืองแพร่ ครั้นพวกกบฏยึดเมืองสำเร็จ เงี้ยวชาวเมืองและราษฎรได้ร่วมมือกับโจรเงี้ยวเข่นฆ่าข้าราชการจากส่วนกลางถึง ๒๐ กว่าคน

สำหรับเมืองเชียงใหม่มีการต่อต้านเช่นเดียวกันซึ่งเกิดก่อนกบฏเงี้ยวเมืองแพร่แต่ไม่รุนแรงเท่า การต่อต้านการเกณฑ์แรงงานของราษฎรในเมืองเชียงใหม่เท่าที่พบหลักฐานจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติครั้งแรกวันที่ ๑๘ มีนาคม ปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยพระยานริศรราชกิจโทรเลขแจ้งทางกรุงเทพฯ ว่า “ราษฎรแลแก่บ้านแขวงเมืองเชียงใหม่ร้องว่าเค้าสนามหลวงได้กะเกณฑ์ทำถนนหนทาง แลว่าได้เสียเงินแทนเกณฑ์แล้วยังถูกเกณฑ์อีก” และวันที่ ๒๓ เมษายน ต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ราษฎรแขวงแม่วังและแขวงเกืองหลายร้อยคนขัดขืนไม่ยอมทำถนน ความรุนแรงของการประท้วงไม่ยอมทำตามคำสั่งของทางราชการเกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ ณ ที่ทำการแขวงแม่งัด มีราษฎรประมาณ ๖๐๐ คน พร้อมอาวุธมีดดาบและไม้ พากันไปชุมนุมประท้วงกรมการแขวงแม่งัดและได้เกิดการปะทะกัน ตำรวจซึ่งอยู่ร่วมกับกรมการแขวงแม่งัดจำนวน ๑๐ นาย ใช้ปืนยิงถูกราษฎร ผลราษฎรตาย ๖ คน บาดเจ็บ ๒ คน ส่วนพวกกรมการแขวงบาดเจ็บ ๒ คน

ผลของกบฏเงี้ยวเมืองแพร่เปิดโอกาสให้รัฐบาลเข้าจัดการปกครองมณฑลพายัพได้อย่างเต็มที่ โดยส่งกำลังทหารเข้าปราบพวกกบฏอย่างเฉียบขาด พร้อมกับลงโทษเจ้านายเมืองแพร่ด้วยการปลดออก แล้วให้ข้าราชการจากส่วนกลางดำรงตำแหน่งใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างให้เมืองอื่นๆ เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลไม่มีทางสำเร็จ นอกจากยอมสนับสนุนแต่โดยดี หลังจากเกิดกบฏเงี้ยวท่าทีของเจ้านายเมืองเหนือจึงยอมรับอำนาจรัฐทุกอย่าง

ในการดำเนินงานปฏิรูปการปกครองช่วงหลังกบฏเงี้ยวมีพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) (พ.ศ. ๒๔๔๕ - ๒๔๕๘) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง พระยา สุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์เริ่มต้นแก้ไขปัญหาบุคลากร โดยคัดเลือกข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถและเข้าถึงราษฎร นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนั้นก็ใช้นโยบายผ่อนปรนไม่เกณฑ์แรงงานจนเกินไป ขณะเดียวกันก็สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่น ทั้งด้านการศึกษา การไปรษณีย์โทรเลข การสาธารณสุข และการซ่อมสร้างถนนและสะพานอย่างมากมาย
ส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเจ้าเมืองเชียงใหม่ปรากฏว่าเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ของ-รับเป็นเงินเดือนเพียงอย่างเดียว โดยรัฐบาลกลางใช้วิธีคำนวณจากรายได้เท่าที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยแล้วกำหนดเป็นเงินเดือนซึ่งได้เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าเมืองคนสุดท้ายได้เงินเดือนๆ ละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อมาเพิ่มเป็น ๑๒,๐๐๐ บาท เงินเดือนนี้ถือเป็นการพระราชทานเฉพาะบุคคลเมื่อสิ้นชีวิตจะงดจ่ายทันที และการให้ผลประโยชน์เป็นเงินเดือนก็เท่ากับว่าเจ้าเมืองมีฐานะเหมือนข้าราชการทั่วไป นับเป็นความสำเร็จที่จะนำไปสู่การยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองประเทศราชในเวลาต่อมา

พระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์จัดการปกครองอยู่ ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๔๕ - ๒๔๕๘) ก็ประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของรัฐบาลยิ่ง โดยเฉพาะด้านการศึกษาเป็นช่วงที่เกิดการปฏิรูปการศึกษาในล้านนา ราษฎรนิยมเรียนหนังสือไทยกันมาก การผสมกลมกลืนให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยค่อยประสบความสำเร็จเป็นลำดับ ส่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่และเจ้านายบุตรหลานให้การสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งด้านการศึกษา และการทำนุบำรุงบ้านเมือง

มณฑลพายัพในช่วง พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๘ จะจัดเป็นระเบียบแบบแผนเช่นเดียวกับมณฑลภายในทุกประการ และช่วงนี้มีการจัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์ประกอบด้วย ลำปาง แพร่ น่าน แล้วรวมกับมณฑลพายัพเป็นมณฑลภาคพายัพ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเชียงใหม่จะเกิดหลังจากทางรถไฟสายเหนือมาถึงปลายทางที่เชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการขยายเนื้อที่เพาะปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อส่งเป็นสินค้าออก และสินค้าจากส่วนกลางก็เข้ามาเชียงใหม่มากขึ้น รวมทั้งวิทยาการความเจริญในทุกๆ ด้านด้วย

การปกครองเมืองเชียงใหม่ช่วง พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๖ เป็นการปรับปรุงช่วงสุดท้ายก่อนยกเลิกระบบเทศาภิบาล ได้เริ่มเมื่อรัชกาลที่ ๗ ขึ้นครองราชย์ ทรงยกเลิกระเบียบแบบแผนต่างๆ ที่จัดขึ้นในช่วง พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๘ ทรงยุบเลิกตำแหน่งและหน่วยงานที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น ยุบมณฑลมหาราษฎร์เข้ากับมณฑลพายัพ ยุบเลิกตำแหน่งเสนาทั้ง ๖ ซึ่งว่างมานานแล้ว และทรงดำเนินนโยบายยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองโดยเด็ดขาด ซึ่งกำหนดว่านับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ เป็นต้นไป หากตำแหน่งเจ้าเมืองใดว่างลงจะไม่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นอีก ส่วนเจ้าเมืองที่มีชีวิตอยู่ก็ได้เงินเดือนจนถึงแก่พิราลัย ซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. ๒๔๘๒ จึงเป็นการสิ้นสุดตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ และหลังจากคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาลลงใน พ.ศ. ๒๔๗๖ มณฑลพายัพจึงสลายตัว ส่วนเมืองเชียงใหม่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาไทยในอดีตก็มีฐานะเป็นเพียงจังหวัดเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ สืบมาจนปัจจุบัน

บทสรุป

เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ โดยเป็นอิสระในสมัยที่ราชวงศ์มังรายปกครอง ครั้นถึงสมัยพระเจ้าบุเรงนองพม่ามีความเข้มแข็งมากสามารถตีเชียงใหม่สำเร็จใน พ.ศ. ๒๑๐๑ และในเวลาต่อมาก็โจมตีอยุธยาสำเร็จอีกใน พ.ศ. ๒๑๑๒ อยุธยาสามารถเป็นอิสระจากพม่าหลังจากถูกครอบครอง ๑๕ ปี ส่วนล้านนาไทยพยายามดิ้นรนเป็นอิสระอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถพ้นจากอิทธิพลของพม่าได้ ล้านนาไทยมีสภาพที่อ่อนแอถูกพม่าครอบครองเกือบตลอดเวลา มีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ฝ่ายอยุธยาเข้าครอบครอง

อย่างไรก็ตามความคิดที่จะ “ฟื้นม่าน” (ต่อต้านพม่า) ของชาวเชียงใหม่เกิดขึ้นเสมอ แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดใน พ.ศ. ๒๓๑๗ พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละเข้าสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้วร่วมกับกองทัพไทยขับไล่พม่าออกไปนับ ตั้งแต่นั้นมาเชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของไทย

ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น พม่ายังคงรุกรานเชียงใหม่และหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทยเพื่อหวังจะกลับมาปกครองอีก รัฐบาลสมัยนั้นต้องช่วยเหลือให้ล้านนาไทยเข้มแข็งสามารถต่อต้านกับพม่าได้ สมัยรัชกาลที่ ๑ มีนโยบายฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางของล้านนาไทยที่เข้มแข็ง โดยแต่งตั้งพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำหน้าที่ “ฟื้นเมืองเชียงใหม่” และขับไล่ อิทธิพลพม่าให้หมดไป ซึ่งประสบความสำเร็จในปลายรัชกาลที่ ๑ เมืองเชียงใหม่ฟื้นตัวอย่างมั่นคงและสามารถขับไล่พม่าออกไปจากที่มั่นที่เมืองเชียงแสนใน พ.ศ. ๒๓๔๗

การปกครองเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองประเทศราช รัฐบาลกลางไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการภายในทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และขนบธรรมเนียมประเพณี เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงมีอิสระในการบริหารบ้านเมืองของตนเป็นอันมาก แต่มิได้หมายความว่ารัฐบาลกลางจะไม่ควบคุมเชียงใหม่เสียทีเดียว เพราะรัฐบาลกลางใช้วิธีการที่แสดงตนว่ามีฐานะที่เหนือกว่าเชียงใหม่ เช่น การแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าขัน ๕ ใบ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง บุคคลที่ได้รับตำแหน่งต้องยอมรับในอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยการเข้าเฝ้าเพื่อรับตราตั้งและเครื่องยศ และวิธีการให้กระทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาซึ่งมีการสาบานว่าจะจงรักภักดี นอกจากนั้นยังให้เมืองเชียงใหม่ปฏิบัติตามพันธะของเมืองประเทศราชในรูปของการส่งต้นไม้เงินทอง เครื่องราชบรรณาการ ส่วยและการเกณฑ์ของ และการเกณฑ์ช่วยราชการสงคราม เป็นต้น

วิธีการปกครองเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองประเทศราชดังกล่าว นับว่าเหมาะสมกับ สภาวการณ์ในสมัยนั้น ซึ่งรัฐบาลกลางมีกำลังน้อยควบคุมไม่ถึง การคมนาคมไม่สะดวก และไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระเพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับก็เพียงพออยู่แล้ว ในส่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ต้องการมีสิทธิในการปกครองตามขนบธรรมเนียมของตน อย่างไรก็ตามเมื่อตะวันตกเข้ามาสภาพการปกครองหัวเมืองประเทศราชดังกล่าว ได้กลายเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐบาลกลางต้องเข้าไปควบคุมมากขึ้นตามลำดับ การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่จึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๒๗ ซึ่งพร้อมกับเมืองลำปางและลำพูน รวมเรียกว่าหัวเมืองลาวเฉียง นับเป็นดินแดนแห่งแรกในพระราชอาณาจักรที่รัฐบาลกลางต้องเร่งดำเนินการด้วยมีปัญหาเกี่ยวพันกับคนในบังคับอังกฤษ

การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของการปฏิรูป ลักษณะการดำเนินงานเป็นการผนวกดินแดนหัวเมืองประเทศราชเชียงใหม่และล้านนาไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพระราชอาณาจักรที่ใช้เวลายาวนานถึง ๔๙ ปี (พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๗๖) โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษา และอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลไม่ยกเลิกในทันทียังคงให้ดำรงตำแหน่งอย่างมีเกียรติ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ของเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังจะเห็นว่าในช่วงแรกที่รัฐบาลกลางส่งข้าหลวงสามหัวเมืองขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่เมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๑๗ - ๒๔๒๖ ยังไม่ได้ควบคุมเจ้าเมืองเชียงใหม่โดยตรง เพียงแต่ส่งข้าหลวงขึ้นไปแนะนำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสนธิสัญญาเชียงใหม่และตามคำสั่งของรัฐบาลเท่านั้น ครั้นต่อมาในช่วง พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๔๒ รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปการปกครองซึ่งเริ่มเข้าควบคุมอำนาจและผลประโยชน์บางอย่างและเป็นการวางรากฐานก่อนการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เพราะเมื่อจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. ๒๔๔๒ เป็นเวลาที่รัฐบาลสามารถดำเนินการขั้นตอนยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช พร้อมกับเข้าควบคุมอำนาจทางการปกครองและผลประโยชน์จากเจ้าเมืองเหนือได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะหลังกบฏเงี้ยว พ.ศ. ๒๔๔๕

ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ (ปี พ.ศ ๒๔๕๑) เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๔๕ - ๒๔๕๒) ขอรับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนประจำจึงเริ่มมีฐานะเหมือนข้าราชการทั่วไป และสมัยรัชกาลที่ ๖ เจ้าเมืองเหนือที่เหลืออยู่ก็ขอรับพระราชทานเงินเดือนเช่นเดียวกันหมด ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงดำเนินการในขั้นต่อมาคือ ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยกำหนดว่าหากเจ้าเมืององค์ใดถึงแก่พิราลัยแล้วจะไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งอีก เท่ากับยกเลิกตำแหน่งไปโดยปริยาย สัญลักษณ์ของเมืองประเทศราชจึงค่อยสลายตัวลง ครั้นเมื่อคณะราษฎรยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. ๒๔๗๖ มณฑลพายัพจึงถูกยุบ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงในช่วงการปฏิรูปการ ปกครองคงเป็นรากฐานสืบมาถึงปัจจุบัน
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 13 ธ.ค. 2015 7:53 am

ประวัติศาสตร์ตำนานเมืองฮอด

903069.jpg
903069.jpg (86.15 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง

ภาพวัดอันเก่าแก่และสวยงามในแบบฉบับศิลปสกุลช่างล้านนา ที่ถูกกลืนหายและรื้อถอนออกไปเมื่อเริ่มโครงการสร้างเขื่อนภูมิพล ราวปี พุทธศักราช ๒๔๙๕ รวมถึงครอบครัวราษฏรทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง วัดต้องจมหายไปกับสายน้ำ และมีการกอบกู้วัตถุโบราณออกมา

หากย้อนกลับไปดูตำนานประวัติศาสตร์เมืองฮอดและตำบลฮอด จะพบว่า ฮอดนั้นเป็นชุมชนที่มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาเก่าแก่ยาวนานมาก

จากเอกสารข้อมูลประวัติศาสตร์ โครงการสำรวจชุมชนโบราณท่าเชียงทอง ยุคก่อนหริภุญไชย ‘ย้อนรอยพระนางจามเทวี ตามหาท่าเรือเชียงทอง’ ของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ ได้ระบุถึงการตั้งถิ่นฐานชุมชนบ้านเมืองสมัยก่อนรัฐล้านนา เอาไว้ว่า แอ่งพื้นที่เชียงใหม่-ลำพูน หรือเขตลุ่มแม่น้ำปิงตอนบนนี้ ปรากฏหลักฐานการตั้งถิ่นฐานชุมชน มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตอำเภอสันกำแพง-ดอยสะเก็ด และอำเภอจอมทอง-ฮอด

นอกจากนั้น จากการสืบค้นตำนานหลายตำนาน ยังระบุไว้อีกว่า ฮอด เคยเป็นชุมชนที่มีความสำคัญตั้งแต่ยุคของการก่อตั้งเมืองหริภุญชัยและอาณาจักรล้านนา เนื่องจากฮอดเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของแม่น้ำปิงอีกแห่งหนึ่ง ที่ผู้คนสมัยนั้นได้ใช้เป็นเส้นทางติดต่อกับหัวเมืองต่างๆ ทางท้ายน้ำ ล่องลงไปตามลำน้ำแม่ปิงไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา

ว่ากันว่า ในสมัยก่อน ตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา และลพบุรี ระหว่างหัวเมืองฝ่ายเหนือกับหัวเมืองฝ่ายใต้ได้มีการใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำ โดยอาศัยแม่น้ำปิงในการเดินเรือมาโดยตลอด

มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ประมาณ ๑,๓๐๐ ปี ล่วงมาแล้วครั้งนั้น เมืองหริภุญชัยนคร เมืองลำพูน ในสมัยนั้น มีพื้นที่ส่วนใหญ่รอบๆเมืองยังเป็นป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย อีกทั้งยังมีไข้ป่าชุกชุม ตำนานได้กล่าวไว้ว่า มีฤาษีสองตนนามว่า วาสุเทพฤาษี และสุภกทันตฤาษี ทั้งสองฤาษีเป็นสหายกัน ได้ปรึกษาหารือถึงการจะสร้างเมืองหริภุญชัย ริมฝั่งแม่น้ำกวง เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว ขาดผู้ที่จะปกครองบริหารบ้านเมือง ฤาษีทั้งสองตนจึงส่งสารมอบให้ ควิยะบุรุษเป็นทูตไปอัญเชิญพระนางเจ้าจามเทวี ธิดาของพระเจ้าจักรวรรษดิ์ หรือบางตำนานเรียกว่า ลพราชา กษัตริย์ขอมแห่งกรุงละโว้ ลพบุรี เห็นชอบจึงมีพระบรมราชโองการให้พระราชธิดาทรงพระนามว่า ‘พระนางจามเทวี’ เสด็จครองเมืองหริภุญชัย พร้อมไพร่พลประกอบด้วย เศรษฐี คหบดี ๕๐๐ คน

พระนางจามเทวีได้รวบรวมไพร่พลโดยทางเรือรอนแรมขึ้นตามลำน้ำแม่ปิง ผ่านเกาะแก่งต่างๆ ด้วยความลำบากยากเข็ญ บรรดาไพร่พลหลายนายได้เสียชีวิตด้วยไข้ป่า สัตว์ป่าและเรืออับปาง

ในระหว่างการเดินทางอันยาวนานนั้น ได้เสด็จผ่านหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยริมน้ำ เช่น เวียงระแกง หรือระแหง ได้หยุดพักทำความสะอาดเสื้อผ้า เครื่องใช้ ออกตากแดด ณ สถานที่เวียงกะทิกะ (ปัจจุบันคืออำเภอบ้านตาก) รอนแรมจนกระทั่งถึงหมู่บ้านซึ่งผู้คนเซื่องซึม ง่วงเหงา ไม่ค่อยร่าเริง จึงขนานนามว่า เวียงเทพบุรีหรือจำเหงา ปัจจุบันคืออำเภอสามเงา จังหวัดตาก นับเวลาที่เสด็จรอนแรมมาได้หนึ่งเดือนเศษ ได้บรรลุถึงสถานที่กว้างขวางแห่งหนึ่งเห็นว่าประหลาดนักได้ให้ไพร่พลหยุดยั้งพักแรม พระนามจามเทวีได้ให้สร้างนครไว้ที่นี้เป็นที่ระลึกและได้สร้างวัดวาอาราม อุทิศส่วนกุศลให้แก่ไพร่พลที่ได้เสียชีวิตระหว่างการเดินทาง จนกระทั้งเสร็จเรียบร้อย ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๑๒๐๑ ขนานนามว่า ‘พิศดารนคร’

ปัจจุบัน สันนิษฐานว่า ‘พิศดารนคร’ อยู่บริเวณบ้านวังลุง หมู่ที่ ๓ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ในบางตำนาน ก็ระบุเอาไว้ใกล้เคียงกันว่า ในช่วงราวปี พ.ศ.๑๒๐๔ กษัตริย์กรุงละโว้(ลพบุรีในปัจจุบัน) ทรงมีพระราชดำริที่จะมอบหมายให้ราชธิดาของพระองค์ซึ่งมีนามว่า ‘พระนางจามเทวี’ เสด็จขึ้นครองเมืองหริภุญไชยในภาคเหนือ ทรงมีพระราชโองการสั่งให้พระนางจามเทวีนำไพร่พลเดินทางโดยทางเรือรอนแรมตามลำน้ำปิง ผ่าน เกาะแก่งต่าง ๆ อย่างลำบากยากเย็นแสนเข็ญแทบเอาชีวิตไม่รอด บรรดาไพร่พลต่าง ๆ ก็เสียชีวิตในขณะเดินทางด้วยไข้ป่า สัตว์ป่า และความลำบากยากเย็น จากแก่งหินที่ทำให้เรือแตกล้มตายเป็นอันมาก

ดังนั้นตามระยะเส้นทางเดินทัพของพระนางจามเทวีในสมัยนั้นจึงมีชื่อต่าง ๆ เช่น ผาสามเงา ผาอาบนาง ผานางนอน แก่งม้า ผาหมอน ฯลฯ ไปตลอดเส้นทางจนถึงบ้านชาวเขาและหมู่บ้านหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำปิง ปรากฏว่าจำนวนไพร่พลที่ยกกำลังติดตามมาล้มตาย เป็นจำนวนมาก อาหารก็ไม่เพียงพอ จึงสั่งให้หยุดพักรี้พลเพื่อหาเสบียงอาหารทำนาเพาะปลูกข้าวเพื่อเก็บเสบียง และได้โปรดให้สร้างวัดและเจดีย์ไว้เป็นอันมาก จากตำนานระบุไว้ว่า ได้ทรงสร้างวัดทั้งสิ้น ๙๙ วัด เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับไพร่พลที่ล้มตายระหว่างที่ร่วมเดินทางกับพระนางจามเทวีในครั้งนั้น

นอกจากนั้น ยังทรงสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นมาด้วย โดยชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปนี้ว่า ‘พระเจ้าโท้’ ว่ากันว่า คำว่า ‘โท้’ นั้น แผลงมาจาก ‘โท๊ะ’ เป็นคำอุทานภาษาล้านนา แปลว่า ใหญ่โต

ในตำนาน ยังว่าไว้อีกว่า ได้มีการขานเรียกหมู่บ้านชุมชนแห่งนั้นว่า ‘เมืองหอด’ ซึ่งคำว่า ‘หอด’ นั้น แปลว่า ‘หิว’ หรือ ‘อดอยาก’ แต่ต่อมา เมื่อวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายศตวรรษ การเรียกชื่อก็เพี้ยนไป กลายเป็น ‘ฮอด’ ซึ่งทำให้ความหมายนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะคำว่า ‘ฮอด’ นั้นแปลว่า "ถึง" หรือ "บรรลุ" ซึ่งหมายถึงการเดินทางของพระนางจามเทวีนั้นได้ผ่านความอดอยาก ทุกข์ยาก ลำบากมามากหลาย กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

สอดคล้องกับในหนังสือ ‘จอมนางหริภุญไชย’ ของอาจารย์กิตติ วัฒนะมหาตย์ ซึ่งมีความเห็นว่าในหนังสือตำนานในแต่ละเล่มได้แก่ ตำนานมูลศาสนา กรมศิลปากร พ.ศ.๒๕๑๙,ตำนานพื้นเมืองฉบับนายสุทธิวารี สุวรรณภาชน์ จากหนังสือ พระราชประวัติพระแม่เจ้าจามะเทวี บรมราชนารีศรีสุริยวงศ์ องค์บดินทร์ ปิ่นธานีหริภุญชัย พ.ศ. ๒๕๒๕, ตำนานพื้นเมือง ฉบับพระมหาหมื่น วัดหอธรรม จ.เชียงใหม่ จากหนังสือ ประชุมตำนานลานนาไทย พ.ศ.๒๕๑๕ และตำนานพื้นเมือง ฉบับนายยุทธ เดชคำรณ จากหนังสือ ล่องแก่งแม่ปิง พ.ศ.๒๕๑๐ ที่กล่าวถึงเส้นทางขบวนเสด็จของพระนางจามเทวีจากละโว้ หรือกรุงลวปุระสู่เมืองหริภุญไชย นั้นมีรายละเอียดและคล้ายคลึงกันหลายแห่ง โดยในเอกสารดังกล่าว มีการระบุถึง ท่าเชียงทองและเมืองฮอด เอาไว้อย่างสอดคล้องและใกล้เคียงกัน ว่าได้มีการเคลื่อนพลมาถึงเมืองฮอด และได้หยุดพักไพร่พลอยู่บริเวณนั้น

ในพงศาวดารโยนก มีการกล่าวถึง ท่าเชียงทองและเมืองฮอด เอาไว้ใน ปริเฉทที่ ๗ ว่าด้วยระยะทาง ไว้ว่า พระนางจามเทวี เสด็จออกจากละโว้มายังหริภุญไชยทางชลมารค โดยได้กล่าวถึงสถานที่พักพลของพระนางจามเทวีตามลำดับ คือ เมืองประบาง(ปากบางหมื่นหารใกล้ปากน้ำบางพุทรา) เมืองคันธิกะ(ชัยนาท) เมืองบุรัฐฐะ(นครสวรรค์) เมืองบุราณะ(ท่าเฉลียง) เมืองเทพบุรี(บ้านโคนหรือวังพระธาตุ) เมืองบางพล(กำแพงเพชร) เมืองรากเสียด(เกาะรากเสียด) หาดเชียงเรือ(เชียงเงิน) บ้านตาก จามเหงามหรือสยามเหงา(สามเงา) ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำวังบรรจบกับแม่น้ำปิง ผาอาบนาง และผาแต้มหรือผาม่าน บ้านโทรคาม ท่าเชียงทอง รมณียาราม และเสด็จเข้าสู่เมืองหริภุญไชย

“ถัดแต่นี้ขึ้นไปถึงที่ตำบลหนึ่ง มีผาตั้งขวางน้ำกั้นหน้าไว้ ไม่แลเห็นช่องทางที่จะไปในเบื้องหน้า นางจามเทวีก็ปรึกษาปรารภกับพี่เลี้ยงทั้งหลายว่า ไม่มีช่องทางไปแล้วก็จักกลับคืน จึงให้คนใช้ไปเลียบดูตามริมแม่น้ำ เข้าก็ได้เห็นช่องทางที่น้ำเลี้ยวพ้นหน้าผานั้นขึ้นไปได้ คนใช้ก็กลับมาทูลแด่นางจามเทวีให้ทราบ นางก็เคลื่อนเรือที่นั่งขึ้นมาถึงหน้าผานั้น จึงให้ช่างวาดเขียนรูปช้างแปรหน้าคืนไว้ที่หน้าผานั้น สถานที่นั้นมีนามปรากฏว่า ผาแต้ม ครั้นนานมา คนทั้งหลายบางพวกก็เรียกว่า ผาม่าน ด้วยเหตุสัณฐานเหมือนผ้าม่านอันขึงกั้นขวางแม่น้ำไว้ นางจามเทวี ยกจากที่นั่นขึ้นมาถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ขึ้นตั้งพักรี้พลอยู่ มีฝูงเต่าปลามาเบียดเบียน คนทั้งหลายอยู่มิเป็นสุข สถานที่นั้นจึงได้ชื่อว่า ดอนเต่า ยกแต่ที่นั้นขึ้นไปถึงที่ตำบลหนึ่ง ชื่อว่า บ้านโทรคาม เป็นที่ราบรื่นรมย์สถานพอพระทัยนัก พระนางเธอจึงตั้งพักรี้พลอยู่ ณ สถานที่นั้น แล้วให้สถาปนาสถูปองค์หนึ่ง ชื่อ วิปะสิทธิเจดีย์ ครั้นก่อสร้างสำเร็จก็ฉลองและกระทำการสักการบูชาเป็นอันมาก ครั้นยกจากตำบลโทรคามนั้นต่อไปถึงท่าเชียงทอง ก็หยุดประทับที่นั้น มีชาวบ้านหญิงชายพากันมาเป็นอันมาก นางจึงให้สาวใช้ไต่ถามคนทั้งหลายเหล่านั้นว่า “ดูกร ชาวพ่อชาวแม่ทั้งหลาย แต่นี้เมือถึงเมืองลำพูน ยังประมาณมากน้อยดังฤาจักฮอดจา” คนทั้งหลายขานคำตอบว่า “ข้าแต่มหาราชเทวีเป็นเจ้า แต่นี้ถึงเมืองลำพูนนั้น ดังข้าทั้งหลายได้ยินมาว่า หนึ่งโยชน์ แลนา” สถานที่นี้ คือ เมืองฮอดบัดนี้

ในขณะที่ชาวบ้านเมืองฮอดคนหนึ่ง ก็ได้บอกเล่าตำนานให้ฟังว่า “เมืองฮอด มีมาตั้งแต่สมัยนางจามเทวี ซึ่งอยู่ลพบุรี สมัยนั้น พอลำพูนไม่มีใครครอง ก็ได้เชิญนางจามเทวีให้มาอยู่ครองที่ลำพูน ก็เดินทางขึ้นมาตามแม่น้ำปิง พอมาถึงแถบอำเภอสามเงา ก็มายืนอยู่ที่ผา มองดูแล้วว่าคนเดียวนั้นมีสามเงา ต่อมา เลยชื่อว่าอำเภอสามเงา จังหวัดตาก พอขึ้นเหนือมาตามแม่น้ำปิงเรื่อยๆ ก็ได้ตากผ้า ตากเสื้อ เขาจึงเรียกว่าจังหวัดตาก ครั้นพอมาถึงที่ฮอด หลายคนก็เกิดการล้มหายตายจาก ลูกศิษย์ลูกหา และทหารก็มาถึงเมืองฮอด ก็บอกว่า ‘มาฮอดแล้ว ไม่ตายแล้ว’ ก็เลยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ และมีการตั้งเมืองพิสดารอยู่ที่นี่ ก็เลยตั้งชื่อว่า เมืองฮอด หรืออำเภอฮอดในปัจจุบันนี้”

เช่นเดียวกับ ‘ตำนานพิสดารนคร’ ก็ได้บอกเล่าไว้ว่า ระหว่างเส้นทางโดยเสด็จทางเรือ สายน้ำเปี่ยมฝั่ง บางแห่งเป็นเกาะแก่ง หลั่นหิน โตรกธารซอกผา บางแห่งเป็นเวิ้งน้ำ เป็นวังวน ผ่านป่าเขาลำเนาอันโหดร้าย เส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก ทำให้ไพร่พลต้องล้มตายไปด้วยไข้ป่าอ่อนล้า หิวโหย และเรืออับปางเป็นจำนวนมาก แต่พระนางหาได้ย่อท้อไม่

ครั้นเสด็จรอนแรมมาได้เดือนเศษ จึงบรรลุถึงที่แห่งหนึ่ง เป็นคุ้งน้ำ งดงามเรียบนิ่ง น้ำใส ทรายสะอาด ธรรมชาติมีเสน่ห์ งดงาม เหมือนมีมนต์ขลัง พระนางจึงหยุดพังการเดินทางไว้ ณ ที่แห่งนี้ บรรดาคหบดี ไพร่พลที่เดินทางมาด้วย ต่างอุทานว่า ฮอดแล้ว รอดตายแล้ว หรือบรรลุแล้ว ด้วยความงดงามของธรรมชาติพระนางจึงโปรด ที่จะสร้างเมืองไว้ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยปณิธานว่า เพื่อเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันศัตรูของหริภูญชัย ยามเกิดศึกสงครามเป็นเมืองไว้พักค้างแรมยามเสด็จกลับเมืองละโว้เป็นเอนุสรณ์สถานอุทิศส่วนกุศลให้ไพร่พลที่เสียชีวิตจากการเดินทาง โดยพระนาง โปรดให้สร้างพระคู่เมืองนามว่า พระเจ้าโท้ พร้อมอนุสรณ์สถาน เจดีย์สูงไว้ใจกลางเมือง ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาทรงสร้างวัดทั้งสิ้น ๙๙ วัด เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับไพร่พลที่ล้มตายระหว่างการเดินทาง เมืองนี้จึงได้เริ่มก่อสร้างขึ้นและสร้างเสร็จเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๑๒๐๑ และขนานนามว่า พิสดารนคร เมืองหอด หรือ เมืองฮอด ในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ในตำนานพิสดารนคร ยังได้กล่าวถึง ผาวิ่งชู้ (ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และกลายเป็นจุดชมวิวที่งดงามแห่งหนึ่งของอำเภอฮอด)

โดยในตำนานพิสดารนคร ตอนหนึ่ง ระบุไว้ว่า พระนางจามเทวีเมื่อสร้างเมืองพิสดารนครแล้ว ได้มอบหมายให้พระยาแสนโทปกครองเมืองพิสดารนคร(ฮอด)ต่อ พระยาแสนโทมีบุตรหญิง ๑ คนชื่อพระนางแอ่นฟ้า และมีบุตรชาย ๑ คน ชื่อพระนาย ต่อมาพระนางแอ่นฟ้าเกิดรักใคร่กับลูกของเสนาผู้หนึ่ง ชื่อน้อยสิงห์คำ ปัญหารักที่ต่าง ฐานันดร ข่าวทราบถึงพญาแสนโทจึงเรียกทั้งสองไปว่ากล่าวตักเตือนหากฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาลมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ด้วยรักแท้ที่ทั้งสองมีต่อกันพระนางแอ่นฟ้ากับน้อยสิงห์คำจึงได้พากันหนีออกจากเมืองในเวลากลางดึกสงัด โดยทั้งสองได้ขี่ม้าสีขาวมุ่งออกจากเมืองพิสดารนคร โดยทันทีฝ่ายพระนายผู้น้องเห็นผิดสังเกตจึงเข้าไปดูยังห้องบรรทมของพระนาง แต่ไม่พบจึงนำความเข้าไปกราบทูลบิดา

พระยาแสนโททรงกริ้วมากเรียกเสนาอำมาตย์และทหารออกติดตามตลอดทั้งคืนพร้อมด้วยพระนายและรับสั่งว่าถ้าพบทั้งสองให้ลงโทษประหารชีวิตเสียทันที

เสียงฝีเท้าม้ากระทบแผ่นดินสะเทือนเลือนลั่น กระชั้นชิดเข้าใกล้ ขณะนั้นพระนางแอ่นฟ้าและน้อยสิงห์คำเห็นจวนตัวจึงปรึกษากัน ณ ริมป่าชายทางว่าอยู่ก็ตายไปก็ตาย เราจะกระโดดหน้าผาอันสูงชันนี้ตายด้วยกันทั้งสองคน เห็นควรแล้วจึงเอาผ้าขาวผูกตาม้าเพราะไม่อยากให้เห็นหน้าผาที่สูงลิ่ว

พระนางแอ่นฟ้าเห็นว่า น้อยสิงห์คำไม่กล้าบังคับม้าให้กระโดดหน้าผา จึงเปลี่ยนเป็นผู้ขี่ม้าน้อยสิงห์คำนั่งซ้อนท้ายแล้วให้เฆี่ยนม้าอย่างแรงด้วยความเจ็บและตกใจม้าจึงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วกระโดดลงหน้าผาที่สูงชันกว่าห้าสิบเมตรร่างทั้งสองและม้าลอยละลิ่วตกลงเบื้องล่างสู่ ห้วงน้ำแม่ระมิงค์จมไปกับกระแสน้ำหน้าผาแห่งนี้จึงเรียกว่า ‘ผาวิ่งชู้’ ร่างของน้อยสิงห์คำลอยไปติดท่าน้ำห่างออกไปสองกิโลเมตรจึงเรียกที่นั้นว่า ‘บ้านน้อย’ ร่างของพระนางแอ่นฟ้าลอยไปติด ท่าน้ำแห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า ‘บ้านแอ่น’ ส่วนผ้าขาวที่ปิดตาม้าจมอยู่ทางทิศเหนือจึงเรียกจุดนั้นว่า ‘วังผ้าขาว’ ร่างของม้าลอยไปติดอีกไม่ไกลนักทางทิศใต้เรียกกันว่า ‘ท่าม้า’

ส่วนขบวนติดตามของพระนายและทหารติดตามถึงหน้าผาเห็นรอยม้ากระโดดลงหน้าผาจึงถอยม้าหยุดนิ่ง ต่างรู้สึกเสียใจและอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่งนัก จนทำให้พระนายผู้น้อง เสียใจตรอมใจจนขาดใจตายข้างลำห้วยที่ติดอยู่กับหน้าผาแห่งนั้น ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า ‘ห้วยพระนาย’ นับแต่นั้นมา พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็เสียใจ มาทำบุญให้โดยทิ้งของทำบุญลงน้ำ ของต่าง ๆ ก็ลอยไปติดตามที่ต่าง ๆ เกิดเป็นชื่อหมู่บ้านขึ้นอีก เช่น ข้าวแต๋น กลายเป็น บ้านผาแตน หม้อ กลายเป็นวังหม้อ สลุง กลายเป็นวังสลุง หรือวังลุง เป็นต้น

จากประวัติศาสตร์ ตำนานดังที่กล่าวมาแล้ว เราจึงมองเห็นร่องรอยของโบราณสถาน โบราณวัตถุกระจัดกระจายเต็มไปทั่วเมืองฮอด ซึ่งซากอิฐ พุทธปฏิมา เจดีย์ อนุสรณ์สถาน คือซากแห่งความหลังที่บ่งชี้และบอกเล่าว่าศรัทธาอันยิ่งใหญ่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ครั้งหนึ่ง เมื่อกว่า ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ของตำบลฮอด เราจะพบว่ามีโบราณสถาน โบราณวัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ วัดพระเจ้าโท้ วัดพระบาทแก้วข้าว วัดหลวงฮอด วัดเจดีย์น้อย วัดดอยจ๊อม วัดดอยอูปแก้ว นอกจากนั้น ยังพบเห็นร่องรอยของเศษซากวัดโบราณ เช่น วัดเจดีย์สูง วัดหลวงฮอด วัดศรีโขง วัดสันหนอง วัดดอกเงิน วัดดอกคำ ให้ทุกคนได้เข้าไปเรียนรู้ศึกษาต่อไปอีกด้วย
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 13 ธ.ค. 2015 7:55 am

เมืองฮอด ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงก่อนสร้างเขื่อนภูมิพล

‘ฮอด’ คือเส้นทางผ่านของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

พ่อครูจงกล นามเทพ ปราชญ์ท้องถิ่นของฮอด ได้บอกเล่าเอาไว้ว่า มีผู้เฒ่าเคยเล่าให้ฟังว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีพ่อค้าชาวญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายและทำแผนที่ไปประเทศพม่า พอเกิดสงครามจริงก็เห็นทหารญี่ปุ่นลอยเรือมาตามลำน้ำแม่ปิง แล้วมาขึ้นวังในเขตพื้นที่ตำบลฮอด เดินทางขึ้นเขาไปทางดอยเหลี่ยม ผ่านไปอำเภออมก๋อย มุ่งสู่ประเทศพม่า ต่อมา พอญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นก็แตกทัพลงมาทางอำเภอฮอด แล้วล้มตายจำนวนมาก

ว่ากันว่า บริเวณทางทิศใต้ของวัดพระเจ้าโท้ของฮอดนั้น เคยเป็นป่าช้าของทหารญี่ปุ่นมาก่อน

เช่นเดียวกับ พ่อหนานนาค ใจเขียว ชาวบ้านจากฮอด บอกเล่าให้ฟังว่า “สมัยเมื่อตนเองอายุสิบกว่าปี มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาพักบ้านของเราเป็นหลังๆ ซึ่งบริเวณที่พัก คือ บ้านหลวงเก่า ตอนที่ทหารญี่ปุ่นเข้ามานั้น เขาก็ไม่ทำอะไร แต่เรากลับมีรายได้จากการขายอาหารให้กับทหารญี่ปุ่น เดินทางผ่านบ้านวังลุง ขึ้นมาพักที่บ้าน พวกเขามาอยู่บ้านเราประมาณครึ่งเดือนแล้วก็เดินทางต่อ บ้านของเราเป็นเพียงทางผ่านของทหารญี่ปุ่น ต่อมา ทหารญี่ปุ่นก็เกิดการล้มตาย ก็ได้นำมาฝังไว้ที่โรงเรียน ซึ่งสาเหตุการตายของทหารญี่ปุ่น คือ ตายเพราะเป็นพยาธิ ตายเพราะความหิวโหย ไม่ได้กินอะไรนั่นเอง”

“ตอนนั้น ทหารญี่ปุ่นจะมาพร้อมๆ กัน เดินทัพกันมาเป็นกองทัพ และวังลุงก็จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ ผมอยู่กับแม่ ซึ่งตอนนี้แม่ก็อายุ ๙๑ ปีแล้ว แม่ก็ได้ช่วยเหลือทหารญี่ปุ่น พ่อก็ได้ของจากทหารญี่ปุ่น จากการบอกเล่ามา ญี่ปุ่นจะเอาปืนมาแลกข้าว มาแลกกล้วย หรืออะไรที่สามารถเป็นอาหาร เพราะว่าข้างบนดอยไม่มีอะไรกิน เวลานอนมดไต่เต็มหน้าตาก็มี ซึ่งตอนนั้นเองแม่ได้เข้าไปช่วย ซึ่งตอนกลางคืน ฝนก็ตก ตอนนั้นเองก็ได้ชวนแม่ไปอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วย เพราะแม่เองก็ยังเป็นสาว มีป้าปุ๋น ที่สมัยนั้นเป็นคนที่งาม หน้าตาดี แม่ทัพญี่ปุ่นก็จะพาแกไปทุกที่เลย ฉะนั้น สถานที่ที่วังลุง จึงเป็นสถานที่เดินทัพของทหารญี่ปุ่น แล้วก็มาตายที่วังลุงกันเป็นจำนวนมาก ฮอดเราจึงเป็นเมืองผ่านของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ นอกจากนี้ก็ขึ้นไปทางเส้นสายปาย สายห้วยน้ำดัง ซึ่งสามารถข้ามไปพม่า” นายพิชิต อุดธิ สมาชิก อบต.วังลุง ตำบลฮอด เล่าให้ฟัง

มีหลักฐานที่ยืนยันมากมายว่า ทหารญี่ปุ่นได้เดินทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ อาทิ การขุดพบซากของมีด ปืน ของทหารญี่ปุ่น แม้ในปัจจุบัน ชาวบ้านบอกว่าจะไม่ค่อยพบเห็นกันแล้วก็ ตาม

“เพราะสุดท้าย เจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นก็กลับมาเอาศพ คือมาเอากระดูก ส่วนเรื่องปืน หรือว่าอาวุธ คนที่รวยๆ ก็จะได้มาก สุดท้ายเขาก็เอาไปขายให้คนรวย” พ่อหนานนาค ใจเขียว บอกเล่าให้ฟัง

ฮอด เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ แผ่นดิน แม่น้ำและป่าไม้

903070.jpg
903070.jpg (115.36 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง


ฮอด ยังถือว่าเป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์มาอาศัยอยู่ รวมกัน ซึ่งมีทั้งคนพื้นเมือง หรือไทยวน และคนกะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ ต่างมีวิถีชีวิตสงบและเรียบง่าย อยู่ร่วมกับผืนดิน ผืนป่าและสายน้ำมาอย่างยาว นาน

พ่อครูจงกล นามเทพ เขียนบันทึกคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ชุมชนตำบลฮอด ในยุคหลัง ช่วงคาบเกี่ยวปีพุทธศักราช ๒๔๐๐ เป็นต้นมา ผู้คนประกอบสัมมาชีพด้วยการหาปลา ทำนา ทำไร่ ไปตามอัตภาพ การทำนาอาศัยน้ำจากลำน้ำแม่ฮอด เข้าสู่ลำเหมือง มีเนื้อที่ทำนาประมาณ ๑,๕๐๐ ไร่ ลำน้ำแม่ฮอดเดิมมีน้ำไหลตลอดปี ต้นน้ำอยู่บริเวณดอยคำเป็นป่าทึบ ลำน้ำแม่ปิง เมื่อก่อนนี้ในฤดูฝน น้ำจะเจิ่งนองเต็มฝั่ง ต่อมา บริษัทฝรั่งเข้ามาสัมปทานไม้สัก แล้วชักลากให้ไหลไปตามน้ำปิง แล้วบริษัทไปดักเอาไม้สักที่ปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์

ฮอด คือเมืองท่า แลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญ

นายจงกล โนจา รองนายก อบต.ฮอด เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนนั้นมีการเดินทางด้วยทางน้ำ การค้าขายก็ทางน้ำ ซึ่งฮอดเองก็เป็นจุดที่เป็นเมืองท่า มีการเอาสินค้าจากเชียงใหม่หรือจากแม่แจ่ม ผ่านทางลำน้ำแจ่มมาพัก ณ จุดนี้ ถ้ามาถึงที่เจดีย์สูง ก็รู้แล้วว่ามาถึงเมืองฮอดแล้ว” แต่เดิมนั้น ตำบลฮอด แบ่งเขตการปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นหมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านแควมะกอก หมู่ที่ ๑ ,บ้านหลวงฮอด หมู่ที่ ๒,บ้านวังลุง หมู่ที่ ๓, บ้านห้วยทราย หมู่ที่ ๔ โดยมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ๕๑ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓๑,๘๗๕ ไร่ และมีอาณาเขตดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ทิศตะวันออก ติดติดต่อกับตำบลบ้านตาล อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ทิศตะวันตก ติดติดต่อกับตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ตัวอำเภอฮอด ตั้งอยู่ที่บริเวณ หมู่ที่ ๒ บ้านหลวงฮอด ตำบลฮอด มีสถานที่ราชการตั้งอยู่ เช่น ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ เป็นต้น จึงถือว่าพื้นที่ตำบลฮอด เป็นศูนย์กลางของราชการและเป็นศูนย์รวมของความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจ วิถีความเป็นอยู่และวัฒนธรรมในการสืบทอดดำรงอยู่ของคนฮอดมาช้านาน พ่อหนานไล อุ่นใจ ได้ร่วมกันรื้อฟื้นและบอกเล่าถึงชุมชนบ้านหลวงฮอดในอดีตให้ฟังว่า หลวงฮอดนั้นเป็นบ้านเก่า เรียกว่า มีมาตั้งแต่เดิม ผังบ้าน ผังเมืองอยู่กลางหมู่บ้าน วัดตั้งอยู่ใต้ผังเมือง โรงเรียนตั้งอยู่ทางตะวันตก วัดหลวงฮอดนั้น เมื่อก่อนเป็นที่ว่าการอำเภอฮอดมาตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว

พ่อนาค ใจเขียว บอกเล่าให้ฟังว่า “พ่อหลวงบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายปวน โกฏิธิ อาชีพที่ทำมาตั้งแต่อดีตนั้น ก็คือ ทำนา ไถนา โดยการใช้ควายไถนา และหาปลา คนสมัยก่อนมีความสามัคคีช่วยเหลือกัน ประเพณีสมัยดั้งเดิม ที่จำได้ก็มีการเก็บผักตบชวา เอามาแกงใส่ปลาแห้งเลี้ยงกัน เวลามีการบอกบุญ งานบวช ก็มีการทำขนมปาดมาเลี้ยงกันทั้งหมู่บ้าน”

เช่นเดียวกับหมู่บ้านแควมะกอก ก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่และยาวนาน

ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าว่า เมื่อก่อนจะเรียกกันว่า “แคภูทอก” พอผู้คนพากันมาสร้างบ้าน ชื่อ “แคภูทอก” ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น “แควมะกอก” เนื่องจากการพูดคุยการสื่อสารนั้นผิดเพี้ยนไป

หมู่บ้านแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นในสมัยพ่อหลวงแก้ว ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ต่อมา สมัยพ่อหลวงชุ่มเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน มีหมู่บ้านเพิ่มขึ้นมา ๖๐-๗๐ หลังคาเรือน พร้อมทั้งมีการก่อสร้างวัดวาอารามขึ้นมาในช่วงสมัยนั้น แต่ไม่มีพระมากราบไหว้บูชา ชาวบ้านก็เลยหาถาวรวัตถุมาปั้น คือ ดินกี่ จนมีมาถึงปัจจุบันนี้ จากนั้น ชาวบ้านก็ไปนิมนต์หนานคำ เข้ามาอยู่ที่วัด และมีการตั้งชื่อวัด คือ วัดคัมภีราราม ซึ่งเป็นที่มาจากนามขอพระครูคัมภีรธรรม

เมื่อสืบค้นข้อมูลก็พบว่า ในพื้นที่บริเวณนี้ มีการสร้างวัดวาอาราม โบราณสถานเก่าแก่ให้เห็นร่องรอยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอยู่ ๓ วัด คือ วัดพระบาทแก้วข้าว มีอายุหลายร้อยปี ถือว่าเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สร้างขึ้นตั้งแต่บ้านแควมะกอกยังไม่มาก่อตั้งเสียอีก

“วัดเจดีย์หน้อย มีการใส่บาตรที่นั่น เมื่อก่อนก็มีพระมาเดินดง มีขะโยม (เด็กวัด) ติดตามมาด้วย ๑ คน มาถึงดอยซ้อม จะเป็นที่ที่พระได้มากินข้าว นำเอาผ้ามาตักน้ำเพื่อรองบาตรมาตักน้ำไปกิน” คนเฒ่าคนแก่บ้านแควมะกอก บอกเล่าให้ฟัง

บริเวณบ้านวังลุงในอดีตนั้น ก็ถือเป็นอีกศูนย์กลางแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญของฮอด มีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ขนส่งสินค้าทางน้ำระหว่างฮอดไปจนถึงปากน้ำโพ นครสวรรค์เลยทีเดียว

“กลุ่มที่อยู่บนดอยก็ลงมาซื้อของที่วังลุง ของสินค้าที่มาจากปากน้ำโพก็มาถึงที่นี่ สมัยนั้นสินค้าจะขึ้นมาทางเส้นน้ำ และวังลุงเป็นจุดที่เหมาะสำหรับการค้าขาย คือ หันหลังชนฝา หันหน้าเข้าหาน้ำ วังลุงจึงมีความหลากหลาย มีแขก หรือคนฮอดบ้านเราเรียกกันว่า กุลา มีคะฉิ่น และอีกหลายเผ่าพันธุ์ที่เข้ามาอยู่ในวังลุง คนจีนก็มีมากในตอนนั้น ส่วนเชื้อสายของผมเองเป็นขมุ ผมเองยังเป็นลูกครึ่งระหว่างหลวงฮอดกับวังลุง เพราะว่าวังลุงมีการแยกจากหลวงฮอดไป นาคอเรือก็แยกจากวังลุงไป แต่พื้นที่ก็ยังอยู่พื้นที่เดียวกัน”

นั่นเป็นการบอกเล่าของชาวบ้านเก่าแก่ดั้งเดิมของฮอด ที่บ่งบอกว่า ฮอด มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยน และเชื้อชาติเผ่า พันธุ์

ฮอด ยังขึ้นชื่อในเรื่อง ‘คนหาปลา’

แน่นอน อาชีพหาปลา เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สำคัญของผู้คนฮอดเมื่อนานมาแล้ว เป็นที่รับรู้กันว่า ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลฮอด ก่อนนั้นจะมีอาชีพทำนา ครั้นเมื่อว่างจากฤดูทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะหันมาหาปลากันเป็นอาชีพเสริม คนฮอดสมัยก่อน จะเริ่มออกหาปลาตั้งแต่ตอนยังเด็ก ไปกับพ่อแม่ วิธีหาปลาก็ได้เรียนรู้มาจากพ่อแม่ เนื่องจากแต่ละชุมชนนั้นตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำปิง แม่น้ำและสัตว์น้ำจึงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

นายนิวัฒน์ แสงสุวรรณ์ สมาชิก อบต.หมู่ ๒ บ้านแพะดินแดง บอกเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เด็กจนเป็นหนุ่มและแต่งงานในช่วงอายุ ๒๑ ปี ก็ยึดอาชีพการหาปลามาตลอด ส่วนการทำนาก็ยังทำอยู่ เพราะส่วนมากจะทำนาปลูกข้าวเอาไว้กิน ไม่ได้ทำไว้ขาย ส่วนการหาปลานั้นก็จะดีกว่าการที่จะต้องไปรับจ้างข้างนอก

“รายได้จากการขายปลานั้นจะได้มากกว่า เมื่อก่อนนั้น การรับจ้างรายวันจะได้ประมาณ ๗๐ บาท แต่การหาปลาจะได้มากกว่า วันหนึ่งขายปลาได้หลายร้อยบาท บางวันหาปลาได้เยอะ ก็ขายปลาได้เงินหนึ่งพันสองพันกว่าบาทก็มี” การหาปลาของคนฮอดสมัยก่อนนั้น พอว่างจากการงานก็จะออกไปหาปลากันทุกวัน โดยส่วนใหญ่จะไปหาปลากันในหลายๆ พื้นที่ เช่น บริเวณบ้านแพะดินแดง บ้านแควมะกอก วังลุง ซึ่งเมื่อก่อนเคนหาปลาแต่ละคน จะใช้เรือพาย เรือถ่อ

“เราจะใช้เรือพาย แต่ก็จะไปถึงแค่วังลุง จะไปไกลไม่ได้ เพราะเรือนั้นเป็นเรือพาย ต้องถ่อไป จะทำให้เหนื่อย ไปไกลก็ไม่ได้ พอตอนใกล้จะค่ำก็ต้องรีบกลับ” ที่น่าสนใจก็คือ คนฮอดสมัยก่อน รู้จักคิดพลิกแพลง ค้นหาวิธีการในการหาปลาหลายวิธีด้วยกัน “มีการตึดแค ทอดแห ลากหงาย คือ การเอาใบลานมามัดเป็นสร้อยอย่างสวยงาม คนเมืองฮอดเขาเรียกว่า หงาย แล้วเอาแหเข้าเขิ้ง และเอาหงายเข้าตบ ลากปลา ปลาก็กลัวหงาย ปลาก็ว่ายหนี ผลสุดท้ายก็เข้าไปติดร่างแห” หงาย เป็นตัวล่อปลา เมื่อนำไปแกว่งในน้ำ จะให้ปลาเกิดความกลัว

“เหมือนกับที่คำโบราณบอกว่า จะใช้หงายก็เฉพาะเวลาช่วงฤดูแล้ง จะเอาไปหลอกปลา ยามพรรษาก็จะเอาไปหลอกคนเฒ่า เพราะว่ามันขาว คนเฒ่าชอบสะดุ้งเข้าใส่ คือพอหน้าแล้งต้องเอาไปลงที่น้ำใส ถ้าเป็นน้ำขุ่นก็ไม่ได้ ทีนี้ปลาไปเห็นเข้า ก็ว่ายหนี สุดท้ายก็เข้าไปในแหที่เขิงไว้” นายนิวัฒน์ บอกเล่า

ว่ากันว่า การใช้หงายล่อปลาเช่นนี้ วันหนึ่งสามารถหาปลาได้มากถึง ๑๐๐ กิโลกรัมเลยทีเดียว

แน่นอนว่า ปลาในสมัยก่อนนั้นมีมากกว่าเงินทองเสียอีก โดยดูได้จากวัฒนธรรมคนฮอดเวลาช่วยเหลืองานบุญก็ทำด้วยการลงแรงหาปลามาช่วย เหลือชาวบ้านที่ขัดสนในยามยาก “ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นงานศพของคนยากคนจน คนที่ไม่มีเงิน หรือคนที่มีเงินก็ตาม หากญาติๆ เขาขอให้ชาวบ้านไปช่วยกันสุ่มแห เราก็พากันไป เอาคนที่เก่งไป เอาเรือออกไป ๑๐ ลำ แต่ถ้ามีการขอจากเจ้าภาพก็จะมีทุกงานทุกศพ ที่เราจะพากันออกไปหาปลามาให้เจ้าภาพเขา” ชาวบ้านบอกว่า เมื่อก่อน ปลาในแม่น้ำปิงนั้นมีมากมายหลายชนิด อาทิ ปลาปวน ปลาสวายหมู ปลายาง ปลาเริง ปลาสะบ๊ากเหมือง ปลากลม(ตัวเท่าแขน แต่หางดำ) รวมไปถึง ปลาแค้ ซึ่งลำตัวลายเหมือนเสือ แต่เป็นปลาหนัง ชาวบ้านบอกว่า ปลาแค้ เป็นปลาที่มีความอร่อยมากที่สุด เนื้อเหลือง เอามาลาบ แกงได้สารพัด ครั้นเมื่อหาปลามาได้เยอะจนกินขายยังไม่หมด ชาวบ้านก็นำมาถนอมอาหาร อย่างเช่น เอามาย่างไฟ เอามาดองไว้ทำปลาร้า ส่วนใหญ่เป็นประเภทปลาสร้อย ส่วนขี้ของมันก็เอามาดองเก็บไว้ได้อีก ว่ากันว่า หมู่บ้านแพะดินแดง จะเป็นชุมชนคนหาปลามากที่สุด เฉลี่ยก็แทบจะทุกหลังคาเรือนที่ยึดอาชีพในการหาปลา

นั่นถือว่า ชุมชนในตำบลฮอดนั้นมีอาชีพทำนา ทำสวน และการหาปลามาเพื่อยังชีพและเพื่อค้าขายกันนานหลายชั่วอายุคนมาแล้ว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่สงบ ปกติสุข เป็นสังคมแห่งสันติสุข รักใคร่กลมเกลียวกันมาโดยตลอด

ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงในชีวิตของคนฮอดในเวลาต่อมา...นั่นคือ การสร้างเขื่อนภูมิพล
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 13 ธ.ค. 2015 7:58 am

เมืองฮอด ช่วงสร้างเขื่อนภูมิพล จนถึงการโยกย้ายถิ่นฐานหนีน้ำที่หนุนสูง เป็นผลกระทบมาจากการสร้างเขื่อนภูมิพล? ชุมชนฮอดใกล้ล่มสลายแล้ว... จริงหรือ??? แล้วเรา ลูก หลาน ควรจะทำอย่างไร เพื่อให้ประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นเหมือนเมื่อวาน...

ฮอดเปลี่ยนเมื่อเกิดเขื่อนภูมิพล

ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นต้นมา ถือว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงของชุมชนในพื้นที่อำเภอฮอดครั้งใหญ่และ รุนแรง เมื่อรัฐบาลในสมัยนั้น ได้มีการสร้างเขื่อนยันฮี โดยกั้นแม่น้ำปิง ตรงบริเวณช่องเขายันฮี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า ‘เขื่อนภูมิพล’ ลักษณะ ของเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ และเป็นอันดับ ๘ ของโลก สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณ เขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง ๒๕๐ เมตร สูง ๑๕๔ เมตร ยาว ๔๘๖ เมตรความกว้างของสันเขื่อน ๖ เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด ๓,๔๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตร

วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขื่อน ระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้า ซึ่งได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ ๑-๒ กำลังผลิตเครื่อง ละ ๗๐,๐๐๐ กิโลวัตต์

ในปี พ.ศ.๒๕๐๖ เริ่มมีการเริ่มปิดเขื่อนกั้นน้ำ และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคมและ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๗ ตามลำดับ ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗

จากข้อมูลของเขื่อนภูมิพล ระบุว่า อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน สามารถจุน้ำได้ ๑๓,๔๖๒ ล้าน ลูกบาศก์เมตร เนื้อที่ผิวน้ำประมาณ ๓๐๐ ตารางกิโลเมตร ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทาง ๒๐๗ กิโลเมตร นอกจากประโยชน์ทางด้านพลังงานไฟฟ้า และ ชลประทานแล้ว เขื่อนภูมิพลยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด

ในขณะที่ชะตากรรมของชาวบ้านในหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของเขื่อนภูมิพล รวมไปถึงชาวบ้านในชุมชนฮอดต่างเริ่มสั่นคลอนนับตั้งแต่นั้นมา

“มีครูบาทำนายเอาไว้ว่า จะมีเครือเถาวัลย์ตายตั้งแต่ฝั่งนี้จนถึงอีกฝั่ง”

“แม่น้ำปิงมูนขึ้นมาประมาณ ๒๐ กว่าศอก”

“สมัยก่อน สองฝั่งลำน้ำปิง มีต้นดอกงิ้ว ต้นไม้ฉำฉา จากนั้นชาวบ้านก็จะมีการทำแพ ตีฆ้องตีกลอง ล่องขึ้นมาเป็นวัดๆ แต่พอหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนก็เกิดน้ำท่วม ทำให้เกิดการสูญเสียของต้นไม้ เป็นจำนวนมหาศาล และยังมาว่าประชาชน เป็นคนตัดไม้ทำลายป่าอีก”

นั่นเป็นเสียงครวญของคนฮอด ที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์หลังมีการสร้างเขื่อนภูมิพล

จากข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของ อบต.ฮอด ระบุว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ทาง เขื่อนภูมิพล ได้ทำการเวนคืนที่ดินในเขตน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลฮอดเดิม ซึ่งประกอบด้วย บ้านแควมะกอก หมู่ที่ ๑, บ้านหลวงฮอด หมู่ที่ ๒, บ้านวังลุง หมู่ที่ ๓, บ้านห้วยทราย หมู่ที่ ๔ เนื่องจากจะต้องได้รับผลกระทบ จนต้องมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่ที่ทางราชการได้เตรียมพื้นที่ รองรับไว้ในพื้นที่บ้านวังลุง ตำบลหางดง อำเภอฮอดและอำเภอดอยหล่อเป็นที่รองรับ แต่ชาวบ้านได้ปฏิเสธที่จะโยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพราะทุกคนเห็นว่าพื้นที่ที่ทางการเตรียมไว้ให้นั้น ยังขาดสาธารณูปโภคด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน และอาชีพหลักของชาวบ้านซึ่งไม่สามารถประกอบอาชีพในพื้นที่นั้นได้ ทำให้ชาวบ้านได้ย้ายกลับมาที่เดิม

ในปี ๒๕๐๕ ให้มีการย้ายสถานที่ราชการที่สำคัญ เช่น ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน ฯลฯ ให้ย้ายไปอยู่ในเขตพื้นที่บ้านท่าข้าม ตำบลหางดง อำเภอฮอด ซึ่งอยู่บริเวณสันดอนของแม่น้ำแจ่มไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำปิง

จากนั้นไม่นาน น้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ก็เริ่มเอ่อหนุนท่วมขึ้นไปทางเหนืออย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งน้ำเริ่มแผ่ขยายเข้าท่วมพื้นที่ตำบลมืดกา ตำบลท่าเดื่อ และตำบลบ้านแอ่น และในปี พ.ศ.๒๕๐๗ น้ำก็เริ่มเข้าท่วมพื้นที่ของตำบลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด และบ้านแปะ เขตอำเภอจอมทอง อย่างต่อเนื่อง

ในเขตพื้นที่ตำบลฮอด หมู่บ้านที่เจอน้ำท่วมบ้านแรก คือ หมู่บ้านห้วยทราย หมู่ที่ ๔ ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ถัดมาน้ำได้เข้าท่วมหมู่บ้านวังลุง หมู่ ๓ หมู่บ้านแพะดินแดง หมู่ที่ ๒ และหมู่บ้านหลวงฮอด หมู่ ๑ ตามลำดับ

แน่นอนว่า ถึงแม้ว่าจะมีการอพยพย้ายหมู่บ้าน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายไปจากชุมชนเดิมได้ นั่นก็คือ โบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการสร้างเขื่อน ซึ่งได้แก่ ร่องรอยวัดโบราณ เช่น วัดเจดีย์สูง วัดหลวงฮอด วัดศรีโขง วัดสันหนอง วัดดอกเงิน วัดดอกคำ เป็นต้น

หลังจากน้ำเริ่มหนุนท่วมเข้ามา ชาวบ้านในตำบลฮอด จึงพากันย้ายอพยพขึ้นไปอยู่บนที่สูง โดยได้มีการแผ้วถางป่าเพื่อสร้างชุมชนใหม่ พร้อมกับมีการบุกเบิกพื้นที่ทำมาหากิน

หมู่บ้านแรก ที่ย้ายขึ้นมา คือ บ้านแควมะกอก ย้ายมาตั้งที่บ้านแพะดินแดงในปัจจุบัน และบ้านวังลุงได้ย้ายมารวมอยู่ที่เดียวกับบ้านหลวงฮอดที่แพะดินแดง ก่อนจะย้ายไปที่ตั้งปัจจุบัน ส่วนบ้านห้วยทราย ก็ย้ายตามขึ้นไป ณ ที่ตั้งปัจจุบัน และบ้านดงดำ ซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของลำน้ำปิง มีพื้นที่สูง ซึ่งมีสภาพเป็นป่า และทางราชการได้จัดเป็นพื้นที่นิคม จึงได้พากันย้ายไปอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น


ที่มา : เอกสารข้อมูลประวัติศาสตร์ โครงการสำรวจชุมชนโบราณท่าเชียงทอง ยุคก่อนหริภุญไชย ‘ย้อนรอยพระนางจามเทวี ตามหาท่าเรือเชียงทอง’ ของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่

ที่มาภาพ : นิตยสารเสรีภาพ สำนักข่าวอเมริกัน กรุงเทพฯ

เมืองฮอด ช่วงสร้างเขื่อนภูมิพล จนถึงการโยกย้ายถิ่นฐานหนีน้ำที่หนุนสูง เป็นผลกระทบมาจากการสร้างเขื่อนภูมิพล? ชุมชนฮอดใกล้ล่มสลายแล้ว... จริงหรือ??? แล้วเรา ลูก หลาน ควรจะทำอย่างไร เพื่อให้ประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นเหมือนเมื่อวาน...

ฮอดเปลี่ยนเมื่อเกิดเขื่อนภูมิพล

ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นต้นมา ถือว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงของชุมชนในพื้นที่อำเภอฮอดครั้งใหญ่และ รุนแรง เมื่อรัฐบาลในสมัยนั้น ได้มีการสร้างเขื่อนยันฮี โดยกั้นแม่น้ำปิง ตรงบริเวณช่องเขายันฮี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า ‘เขื่อนภูมิพล’ ลักษณะ ของเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ และเป็นอันดับ ๘ ของโลก สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณ เขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง ๒๕๐ เมตร สูง ๑๕๔ เมตร ยาว ๔๘๖ เมตรความกว้างของสันเขื่อน ๖ เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด ๓,๔๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตร

วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขื่อน ระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้า ซึ่งได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ ๑-๒ กำลังผลิตเครื่อง ละ ๗๐,๐๐๐ กิโลวัตต์

ในปี พ.ศ.๒๕๐๖ เริ่มมีการเริ่มปิดเขื่อนกั้นน้ำ และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคมและ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๗ ตามลำดับ ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗

จากข้อมูลของเขื่อนภูมิพล ระบุว่า อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน สามารถจุน้ำได้ ๑๓,๔๖๒ ล้าน ลูกบาศก์เมตร เนื้อที่ผิวน้ำประมาณ ๓๐๐ ตารางกิโลเมตร ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทาง ๒๐๗ กิโลเมตร นอกจากประโยชน์ทางด้านพลังงานไฟฟ้า และ ชลประทานแล้ว เขื่อนภูมิพลยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด

ในขณะที่ชะตากรรมของชาวบ้านในหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของเขื่อนภูมิพล รวมไปถึงชาวบ้านในชุมชนฮอดต่างเริ่มสั่นคลอนนับตั้งแต่นั้นมา

“มีครูบาทำนายเอาไว้ว่า จะมีเครือเถาวัลย์ตายตั้งแต่ฝั่งนี้จนถึงอีกฝั่ง”

“แม่น้ำปิงมูนขึ้นมาประมาณ ๒๐ กว่าศอก”

“สมัยก่อน สองฝั่งลำน้ำปิง มีต้นดอกงิ้ว ต้นไม้ฉำฉา จากนั้นชาวบ้านก็จะมีการทำแพ ตีฆ้องตีกลอง ล่องขึ้นมาเป็นวัดๆ แต่พอหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนก็เกิดน้ำท่วม ทำให้เกิดการสูญเสียของต้นไม้ เป็นจำนวนมหาศาล และยังมาว่าประชาชน เป็นคนตัดไม้ทำลายป่าอีก”

นั่นเป็นเสียงครวญของคนฮอด ที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์หลังมีการสร้างเขื่อนภูมิพล

จากข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของ อบต.ฮอด ระบุว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ทาง เขื่อนภูมิพล ได้ทำการเวนคืนที่ดินในเขตน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลฮอดเดิม ซึ่งประกอบด้วย บ้านแควมะกอก หมู่ที่ ๑, บ้านหลวงฮอด หมู่ที่ ๒, บ้านวังลุง หมู่ที่ ๓, บ้านห้วยทราย หมู่ที่ ๔ เนื่องจากจะต้องได้รับผลกระทบ จนต้องมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่ที่ทางราชการได้เตรียมพื้นที่ รองรับไว้ในพื้นที่บ้านวังลุง ตำบลหางดง อำเภอฮอดและอำเภอดอยหล่อเป็นที่รองรับ แต่ชาวบ้านได้ปฏิเสธที่จะโยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพราะทุกคนเห็นว่าพื้นที่ที่ทางการเตรียมไว้ให้นั้น ยังขาดสาธารณูปโภคด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน และอาชีพหลักของชาวบ้านซึ่งไม่สามารถประกอบอาชีพในพื้นที่นั้นได้ ทำให้ชาวบ้านได้ย้ายกลับมาที่เดิม

ในปี ๒๕๐๕ ให้มีการย้ายสถานที่ราชการที่สำคัญ เช่น ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน ฯลฯ ให้ย้ายไปอยู่ในเขตพื้นที่บ้านท่าข้าม ตำบลหางดง อำเภอฮอด ซึ่งอยู่บริเวณสันดอนของแม่น้ำแจ่มไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำปิง

จากนั้นไม่นาน น้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ก็เริ่มเอ่อหนุนท่วมขึ้นไปทางเหนืออย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งน้ำเริ่มแผ่ขยายเข้าท่วมพื้นที่ตำบลมืดกา ตำบลท่าเดื่อ และตำบลบ้านแอ่น และในปี พ.ศ.๒๕๐๗ น้ำก็เริ่มเข้าท่วมพื้นที่ของตำบลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด และบ้านแปะ เขตอำเภอจอมทอง อย่างต่อเนื่อง

ในเขตพื้นที่ตำบลฮอด หมู่บ้านที่เจอน้ำท่วมบ้านแรก คือ หมู่บ้านห้วยทราย หมู่ที่ ๔ ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ถัดมาน้ำได้เข้าท่วมหมู่บ้านวังลุง หมู่ ๓ หมู่บ้านแพะดินแดง หมู่ที่ ๒ และหมู่บ้านหลวงฮอด หมู่ ๑ ตามลำดับ

แน่นอนว่า ถึงแม้ว่าจะมีการอพยพย้ายหมู่บ้าน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายไปจากชุมชนเดิมได้ นั่นก็คือ โบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการสร้างเขื่อน ซึ่งได้แก่ ร่องรอยวัดโบราณ เช่น วัดเจดีย์สูง วัดหลวงฮอด วัดศรีโขง วัดสันหนอง วัดดอกเงิน วัดดอกคำ เป็นต้น

หลังจากน้ำเริ่มหนุนท่วมเข้ามา ชาวบ้านในตำบลฮอด จึงพากันย้ายอพยพขึ้นไปอยู่บนที่สูง โดยได้มีการแผ้วถางป่าเพื่อสร้างชุมชนใหม่ พร้อมกับมีการบุกเบิกพื้นที่ทำมาหากิน

หมู่บ้านแรก ที่ย้ายขึ้นมา คือ บ้านแควมะกอก ย้ายมาตั้งที่บ้านแพะดินแดงในปัจจุบัน และบ้านวังลุงได้ย้ายมารวมอยู่ที่เดียวกับบ้านหลวงฮอดที่แพะดินแดง ก่อนจะย้ายไปที่ตั้งปัจจุบัน ส่วนบ้านห้วยทราย ก็ย้ายตามขึ้นไป ณ ที่ตั้งปัจจุบัน และบ้านดงดำ ซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของลำน้ำปิง มีพื้นที่สูง ซึ่งมีสภาพเป็นป่า และทางราชการได้จัดเป็นพื้นที่นิคม จึงได้พากันย้ายไปอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น

903071.jpg
903071.jpg (51.33 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง

ผาม่าน ตำนานแห่งสายน้ำปิงที่ปัจจุบันเป็นเพียงผาหินโสโครกใต้ท้องเขื่อนยักษ์ ที่จะไม่มีวันได้กลับมาเห็นมันอีกแล้ว


ที่มา : เอกสารข้อมูลประวัติศาสตร์ โครงการสำรวจชุมชนโบราณท่าเชียงทอง ยุคก่อนหริภุญไชย ‘ย้อนรอยพระนางจามเทวี ตามหาท่าเรือเชียงทอง’ ของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่

ที่มาภาพ : นิตยสารเสรีภาพ สำนักข่าวอเมริกัน กรุงเทพฯ , บุญเสริม ศาสตราภัย
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 13 ธ.ค. 2015 8:00 am

1012750.jpg
1012750.jpg (31.15 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง

พระบฏที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดที่พบในประเทศไทย ได้มาจากการขุดกรุพระเจดีย์ วัดดอกเงิน อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมศิลปากร ในโครงการสำรวจทางโบราณคดีเหนือเขื่อนภูมิพล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ Cr.จารุณี อินเฉิดฉาย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์

903078.jpg
903078.jpg (60.92 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง

การอพยพหนีน้ำท่วมหลังจากสร้างเขื่อนภูมิพล
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 13 ธ.ค. 2015 8:19 am

ประวัติศาสตร์ เมืองพร้าววังหิน ปัจจุบัน คือ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

65669_561496730569034_1077361447_n.jpg
65669_561496730569034_1077361447_n.jpg (38.82 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง


เมืองพร้าววังหินเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สร้างขึ้นในปีพ.ศ. ๑๘๒๔ โดย "พระญามังราย"(พญามังราย) ณ ตำบลแจ้สัก หรือเดิมเรียกว่า เวียงหวาย


พระญามังราย มีทหารผู้ซื่อสัตย์ผู้หนึ่งชื่อว่า ขุนฟ้าเป็นชนเชื้อสาย ละว้า แต่มีความเฉลียวฉลาดและซื่อสัตย์มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ยิ่งนัก ได้รับอาสาไปทำกลอุบายต่าง ๆ นานา ต่อพระยายีบา ผู้ครองเมืองหริภุญชัย เป็นเวลานานถึง ๗ ปี เช่นในฤดูร้อน แผ่นดินแห้งผากได้เกณฑ์ชาวบ้านชาวเมือง ไปขุดเหมืองส่งน้ำ ชาวบ้านสอบถามก็บอกว่าเป็นคำสั่งของเจ้าเหนือหัว พอถึงฤดูฝนข้าวเต็มนาก็เกณฑ์ชาวบ้านชาวเมืองไปปลูกบ้านสร้างเมือง ชาวบ้านแบกไม้หามเสาผ่านทุ่งนาอย่างทุลักทุเลทำให้ไร่นาเสียหายมาก ครั้นชาวบ้านชาวเมือง สอบถามก็ตอบอย่างเดิม จึงทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนจงเกลียดจงชังท่านพระยายีบา เป็นที่ยิ่ง ในขณะที่ท่านพระญามังรายได้ส่งขุนฟ้าไปเมืองหริภุญชัยแล้ว จึงรับสั่ง ให้ราชโอรสองค์ใหญ่ ทรงพระนามว่าขุนเครือง ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๓ พรรษาให้ไป ครองเมืองเชียงราย ส่วนพระญามังรายครองราชย์สมบัติ ณ เมืองฝาง ฝ่ายขุนเครื่อง ราชโอรส เสด็จไปครองเมืองเชียงราย อยู่ไม่นานนักอำมาตย์ผู้หนึ่ง มีชื่อว่าขุนใสเวียง ได้กราบทูลยุยงให้คิดกบฎต่อพระบิดา โดยให้ชิงเอาราชสมบัติเมืองเชียงรายเสีย และให้จัดกำลังพลแข็งเมืองฝ่ายพระญามังรายทรงทราบ จึงปรารภว่าขุนเครื่องผู้มีบุญน้อยจะมาคิดแย่งราชสมบัติกูผู้เป็นพ่อเช่นนี้ จักละไว้มิได้ จึงมอบให้ขุนอ่องซึ่งเป็นทหารผู้ไว้วางพระราชหฤทัยผู้หนึ่ง ไปเชิญขุนเครื่องผู้ โอรสให้มาเฝ้าที่เมืองฝาง ในขณะที่ราชโอรสเดินทางจากเมืองเชียงราย จะมาเฝ้าพระราชบิดาตามคำบอกเล่าของขุนอ่อง ท่านพระญามังรายจึงมอบให้ทหารผู้แม่นธนูได้ดักยิงที่กลางทางด้วยธนูอาบยาพิษ ทำให้ขุนเครื่องสิ้นพระชนม์ระหว่างทางณ ที่แห่งหนึ่งในเขตอำเภอพร้าว บริเวณนั้นพระญามังรายได้เสด็จมาจัดการพระศพราชโอรสและทรงให้สถาปนา บริเวณ ที่ขุนเครืองถูกปลงพระชนม์นั้นเป็นอารามเรียกว่า วัดเวียงยิง มีซากเจดีย์ร้างอยู่แห่งหนึ่งอยู่บนเนินเขาที่บ้านทุ่งน้อย ตำบลบ้านโป่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านเรียกว่า วัดเชียงยิง หรือวัดกู่ยิง(วัดสันป่าเหียง) ครั้นแล้วก็โปรดให้อัญเชิญพระศพไปฌาปนกิจเสียที่เมืองเชียงรายและในวัดแห่งนี้ต่อมาเป็นวัดร้าง และมีพระพุทธรูปเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ ๒ องค์มีลักษณะสวยงามมาก ขณะนี้เก็บไว้ที่ วัดป่าลัน ตำบลบ้านโป่ง และที่วัดหนองอ้อ ตำบลเวียง เรียกว่า พระฝนแสนห่า

พุทธศักราช ๑๘๒๓ พระญามังรายทรงให้ขุนคราม โอรสองค์ที่สองไปครองเมืองเชียงราย จากนั้น ตามหนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุด แห่งชาติเล่มที่ ๒ กรุงเทพ ฯ หน้า ๕๕๑ มีความว่า "ส่วนพระญามังรายเมื่อทรง ทราบข่าวตามหนังสือขุนฟ้ามีมานั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงได้เกณฑ์จตุรงค์พล โยธาเป็นทัพใหญ่ยกออกจากนครเมืองฝางมาทางเมืองแจ้สัก แล้วประชุมผลที่นั้นและได้สร้างเวียงเวียงหนึ่ง ให้ชี่อว่า เวียงพร้าววังหิน เดิมนั้นเรียก เวียงหวายเวียงพร้าว เดิมเข้าใจว่าเดิมคงจะเป็น เวียงป่าว มาจากคำว่า ป่าวร้องกะเกณฑ์ ไพร่พล เนื่องจาก เวียงพร้าวเป็นเมืองสะสมนักรบและไพร่พล และเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ ก่อนจะสร้างเมืองพร้าววังหิน มีนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เวียงหวาย" เข้าใจว่าคงจะมีหวายขึ้นแถวนั้นเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันยังมีหมู่บ้านชื่อว่า บ้านโละป่าหวายอยู่ไม่ไกลจากเมืองเก่า ในขณะที่พระองค์มาพักและสร้างเวียงพร้าววังหินยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ท่านก็เดินทัพต่อไป โดยมอบให้ขุนเครือราชโอรสองค์ที่ ๓ของพระองค์อยู่สร้างเมืองต่อ และครองเมืองพร้าวขุนเครือครองเมืองพร้าวได้ไม่นานก็ทำความผิดโดยทางชู้สาวกับพี่สะใภ้ คือพระมเหสีขุนคราม ณ เวียงเชียงดาว ความทราบไปถึงพระญามังราย จึงคิดว่าถ้าหากปล่อยละไว้ ลูกทั้งสองจะรบราฆ่าฟันกันขึ้น จึงเนรเทศขุนเครือให้ไปครองเมืองนาย (เข้าใจว่าน่าจะเป็นเมืองน่านในปัจจุบัน) ส่วนพระมังรายหลังจากเดินทัพจากเมืองพร้าวไป ก็ได้ยกทัพปล้นเอา เมืองลำพูนได้ ในวันขึ้น ๔ค่ำ เดือน ๕ จุลศักราช ๖๓๙ ปีมะเส็ง ตรีศก (ประมาณ เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน พ.ศ. ๑๘๒๔) ซึ่งขณะนั้นพระมังรายมีพระชนมายุ๔๓ ปี พระญามังราย ย้ายจากเมืองลำพูนมาสร้างเวียงกุมกามขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๖ -๑๘๓๗ ซึ่งอยู่ในเขตตำบลท่าศาลา อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์พื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม และมักมีน้ำท่วมในฤดูฝน ต่อมาเนื่องจากมีน้ำ ปิงไหลผ่านและเปลี่ยนทิศทางเดิน พระญามังรายจึงย้ายจากเมืองกุมกาม มาสร้าง เมืองเชียงใหม่ในปีวอก อัฐศก วันพฤหัสบดี เดือน ๓ เหนือขึ้น ๕ ค่ำจุลศักราช ๖๕๘(พ.ศ. ๑๘๓๙) ทรงสร้างนาน ๔ เดือน จึงเสร็จสมบูรณ์ มีการจัดงานมหรสพสมโภช ฉลองเมืองเชียงใหม่เป็นการใหญ่ โดยให้ขนานนามว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ส่วนพระยายีบาผู้ครองเมืองลำพูนเดิมนั้น หนีไปอยู่กับพระยาเบิกผู้เป็นบุตรที่นครเขลางค์ เพื่อคบคิดซ่องสุมประชุมพล จะยกมาชิงเมืองลำพูนคืน พระญามังรายทรงทราบ จึงได้ให้ขุนครามราชบุตรองค์ที่ ๒ รวมพลไปตีเมืองเขลางค์ ขุนครามรบชนะ จึงได้เลื่อนยศเป็นเจ้าพระยาไชยสงคราม เมื่อทำศึกเรียบร้อยแล้วเจ้าพระยาไชยสงครามก็กราบบังคมลากลับเมืองเชียงราย พอถึงเมืองเชียงรายแล้ว จึงแต่งตั้งขุนช่างไปแผ้วถางเมืองเชียงดาว สร้างคูวังที่ประทับพร้อมด้วยโรงพลช้าง ม้า ฉางข้าว ฯลฯ หลังจากนั้นชายาของพระยาไชยสงครามก็มาประทับที่วังเชียงดาวพระองค์ทรงมีราชบุตร ๓ พระองค์ คือ

๑. ท้าวแสนภู

๒. ท้าวพ่อน้ำท่วม

๓. ท้าวพ่องั่ว

จนถึงปีจุลศักราช ๖๗๙ ตรงกับ พ.ศ. ๑๘๖๐ พระญามังรายมีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา พระองค์ได้เสด็จประพาสตลาดกลางเมืองเชียงใหม่ อสนีบาตตกพระองค์ถึงทิวงคตที่นั่น หมู่เสนาอำมาตย์จึงได้อันเชิญพระเจ้าไชยสงครามมาจัดการพระศพและครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาไชยสงครามจึงอภิเษกโอรสองค์ใหญ่ชื่อท้าวแสนภู ซึ่งมีพระชนมายุ ๒๑ ชันษา ครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาไชยสงคราม กลับไปครองเมืองเชียงรายต่อไป เมื่อขุนเครือทรงทราบข่าวพระราชบิดาทิวงคตแล้วเจ้าแสนภูครองเมืองแทน จึงออกอุบายว่าจะมาถวายบังคมพระศพ แล้วยกพลโยธา มาล้อมเมืองเชียงใหม่ ท้าวแสนภูจะออกรบก็กลัวว่าจะเป็นอันตราย จึงได้หลบหนี ออกจากเวียงไป ขุนเครือจึงได้ครอบครองเมืองเชียงใหม่แทน ในปีจุลศักราช ๖๘๑(พ.ศ. ๑๘๖๒) เจ้าพระยาไชยสงครามทรงทราบว่าขุนเครือชิงราชสมบัติโอรสของตนจึงทรงพิโรธ ได้ส่งพ่อท้าวน้ำท่วม ราชบุตรองค์ที่ ๒ ผู้ครองเมืองฝาง ให้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ จนล้อมจับขุนเครือได้ เจ้าพระยาไชยสงครามทรงทราบว่าราชบุตรทรงรบชนะ ก็พลโยธามาเชียงใหม่ ขณะนั้นเจ้าน้ำท่วมมีพระชนมายุ ๓๐ปี ได้ครองเมืองเชียงใหม่ ในปีจุลศักราช ๖๘๔ (พ.ศ. ๑๘๖๕) ฝ่ายขุนเครือได้ถูกคุมขังไว้ตำบลทับคันได (เข้าใจว่าน่าเป็นตำบลโหล่งขอดปัจจุบัน เนื่องจากมีชื่อลูกดอยลูกหนึ่งชื่อใกล้เคียง) ขุนเครือถูกกักขังนาน ๔ ปี ก็สิ้นพระชนม์ ราวพ.ศ. ๑๘๗๒ คำนวณอายุ ได้ ๓๗ พรรษา ในการควบคุมขุนเครือนั้นเจ้าพระยาไชยสงครามทรงแต่งตั้งท้าวบุญเรืองเป็นหัวหน้าผู้ควบคุม จนกระทั่งท้าวบุญเรืองชราภาพและเสียชีวิตจึงได้สร้างกู่ไว้เป็นที่เก็บอัฏฐิให้ชื่อว่า กู่ท้าวบุญเรืองไว้ตรงแจ่งของเมืองชั้นนอก (เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่บริเวณโรงเรียนบ้านบ้านแจ่งกู่เรืองในปัจจุบัน)
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 13 ธ.ค. 2015 8:20 am

34771.jpg
34771.jpg (168.36 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง


เวียงพร้าววังหิน เป็นเวียงที่รุ่งเรืองมากมีคนอยู่หนาแน่น เนื่องจากเป็นเมืองหน้าด่านเป็นที่สร้างนักรบและประชุมพล สังเกตได้จากตัวเวียงชั้นใน (พร้าววังหิน)มีขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ ๒๐๐ กว่าไร่ และมีวัดร้างโดยรอบหลายวัด เช่น ที่บริเวณโรงเรียนบ้านหนองปลามันและทางทิศตะวันตกของโรงเรียน อีก ๒๐๐ เมตร และที่ใกล้เคียงอีกหลายแห่งต่างก็เป็นวัดร้าง ซึ่งวัดร้างดังกล่าวหมายรวมถึงวัดพระเจ้า ล้านทองด้วย ปัจจุบันก็อยู่ห่างกันไม่มากนัก และหัวเมืองชั้นนอก (เวียงพร้าวปัจจุบัน) ก็มีวัดร้างหลายแห่ง เช่น วัดดงต้นกลาง วัดดงต้นปอ วัดดงอาทิตย์ วัดศรีชมภู วัดศรีชุม วัดต้นแก้ว วัดสุพรรณ เป็นต้น ซึ่งวัดร้างเหล่านี้ก็อยู่ห่างกันไม่มาก จำนวนวัดก็ดูมากกว่าวัดในเวียงพร้าวในปัจจุบันนี้เสียอีก ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงความหนาแน่นของคนในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังสันนิษฐานได้จากหนังสือพงศาวดารว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมืองเชียงใหม่จะต้องแต่งตั้งผู้ที่ไว้วางใจได้มาครองเวียงพร้าววังหิน ดังปรากฏในสมัยพระสามฝั่งแกน กษัตริย์เมือง เชียงใหม่มราชบุตร ๑๐ พระองค์ ทรงพระนามตามลำดับดังนี้ คือ ท้าวอ้าย ท้าวยี่ ท้าวสาม ท้าวใส ท้าวงั่ว ท้าวลก ท้าวเจ็ด ท้าวแปด ท้าวเก้า ท้าวสิบ ราชบุตรผู้ทรงนามท้าวอ้ายนั้นเมื่อพระชนมายุได้ ๗ พรรษา พระราชบิดาตั้งไว้ในที่อุปราช ผู้ซึ่งรับราชสมบัติสืบต่อพระองค์ ให้ประทับอยู่ในเวียงเจ็ดลิน ( เวียงเจ็ดลินตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพบริเวณถนนห้วยแก้ว ยังมีซากเมืองปรากฎอยู่จนปัจจุบัน) ทรงมีพระชนม์ ชีพอยู่อีก ๒ ปี จนพระชนมายุ๙ พรรษาก็เสด็จสวรรคต แต่ท้าวงั่วผู้ถ้วนห้านั้นพระบิดาให้ไปกินเมืองเชียงเรือ เรียกว่า เชียงลานท้าวลก ผู้ถ้วนหก พระบิดาให้ไปครองเวียงพร้าว ในที่แดนชาวพร้าววังหินห้าร้อยนา ท้าวเจ็ด ให้ไปครองเมือง เชียงราย ท้าวสิบผู้น้องให้ไปครองเมืองฝาง เรียกว่า ท้าวซ้อย (มาจากคำพื้นเมืองว่าสุดซ้อย) ส่วนราชบุตรอีก ๕ พระองค์ ท้าวยี่ ท้าวสาม ท้าวใส ท้าวแปด ท้าวเก้า หมู่นี้ได้ไปตามกรรม (ตาย) ส่วนท้าวลกผู้ถ้วนหกนั้น เกิดปีฉลู ศักราช ๗๗๑ (ประมาณพ.ศ. ๑๙๗๒) เมื่อครองเวียงพร้าววังหิน อยู่ได้ไม่นานเท่าไรก็ได้กระทำความผิดพระราชบิดาทรงพิโรธ จึงเนรเทศไปไว้ ณ เมืองยวมใต้ (อ. แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ในปัจจุบัน) ต่อมามีพญาสามเด็กน้อย อำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งก็คิดอ่านจะทำการกบฏต่อพระยาสามฝั่งแกนและได้เชิญท้าวลกมาเป็นหัวหน้า เจ้าท้าวลกซึ่งมีความน้อยพระทัยในพระราชบิดาอยู่แล้วจึงรับคำ และเมื่อ พระพญาสามเด็กน้อยซ่องสุ่มผู้คนพร้อมแล้ว จึงได้ให้คนสนิทมาเชิญเจ้าลก และได้ยกพลล้อมเมืองเชียงใหม่ในเวลากลางคืน ขณะนั้นพระเจ้าสามฝั่งแกน ทรงแปรพระราชฐานไปประทับอยู่ที่เวียงเจ็ดลิน พญาสามเด็กน้อยจึงแต่งไพร่พลลอบไปจุดไฟเผาเวียงเจ็ดลินในเวลาเที่ยงคืน พระเจ้าสามฝั่งแกนตกพระทัยจึงทรงม้าพระที่นั่งกลับเข้ามาในเมืองเชียงใหม่ พอไปถึงคุ้มหลวงก็ถูกไพร่พลของเจ้าลก ควบคุมตัวไว้ ครั้นรุ่งเช้าก็นิมนต์พระสงค์เจ้าเข้าไปในราชมนเทียรบังคับให้เจ้าสามฝั่งแกนเวนราชสมบัติให้แก่พระองค์ พระเจ้าสามฝั่งแกนก็ทรงเวนราชสมบัติ และหลั่งน้ำให้แก่เจ้าท้าวลกสมความปรารถนาครั้นทำพิธีแล้ว เจ้าท้าวลกก็ได้ส่งพระราชบิดาไปอยู่ ณ เมืองสาด (อยู่ในรัฐฉานของประเทศพม่าในปัจจุบัน)แล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขนานพระนามว่า พระมหาศรีสุธรรมติโลกราช และเรียกกันในสมัยต่อมาว่า "พระเจ้าติโลกราช"


ในรัชสมัยของ พระเจ้าติโลกราชนี้บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองมากและการทหารก็เข้มแข็ง พระองค์ก็ยกทัพไปตีเมืองต่าง ๆ ดังนี้ คือ เมืองแพร่ เมืองนาย เมืองสุไลค่า เมืองงึดเมืองจาง เมืองกึง เมืองลอกจอก เมืองจำค่า เมืองกุน เมืองยองห้วย เมืองหนองบอน เมืองสีป๊อ ได้เลยครอบครัวเงี้ยวมา ๑๒,๓๒๘ คน ซึ่งได้แบ่งครัวไทยเงี้ยวนี้ไปอยู่ที่พระทะการเก้าช่อง และเวียงพร้าว เป็นการสะสมพลเมืองเพื่อไว้เป็นกำลังรบต่อไป ในสมัยของพระองค์ได้ส่งหมื่นมอกลองมาครองเวียงพร้าว ท่านหมื่นคนนี้มีความกล้าหาญมาก จนกระทั่งตัวเองตายในที่รบ และได้รับคำชมเชยจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา กาลต่อมาพระเจ้าติโลกราชได้ส่งราชบริวารที่ไว้วางใจได้ขึ้นมาครองเมืองพร้าวตามปรากฏนามดังนี้ หมื่นแพง เจ้ายอดเมืองซึ่งเป็นราชนัดดา หมื่นแก่งพร้าว หมื่นเงิน หมื่นเวียงพร้าว พันล่ามบุญ ทั้ง ๖ ท่านที่ได้กล่าวมานี้ได้ขึ้นมาปกครองเวียงพร้าว ล้วนแต่มีความใกล้ชิดสนิทชิดเชื้อนอกจากนั้น แต่ละท่านยังมีความเก่งกล้าสามารถในด้านการรบเป็นอย่างยิ่ง ดังความ ในหนังสือความดีเมืองเหนือ ของคุณสงวน โชติสุขรัตน์ หน้า ๗๗ มีความว่า"กองทัพหลวงพระบางยกทัพมาตีเมืองน่าน จึงโปรดให้หมื่นเงิน เจ้าเมืองพร้าวเป็นแม่ทัพยกทัพไปช่วยเมืองน่าน และได้สู้รบกับกองทัพหลวงพระบางปรากฏว่ากองทัพหลวงพระบางแตกพ่ายไป" จะเห็นว่าเจ้าเวียงพร้าวมีความสามารถในการรบทุกท่าน ตามหนังสือพงศาวดารโยนกก็ได้กล่าวไว้โดยละเอียดว่า "พระเจ้าติโลกราชตอนจัดทัพใหญ่เพื่อสู้รบกับกองทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระไตรโลกนาถไว้ดังนี้ พระองค์ได้จัดกองทัพไว้เป็น ๕ ทัพ คือ ทัพท้าวบุญเรือง ราชบุตรของพระองค์ เจ้าเมืองเชียงราย ทัพเจ้ายอดเมือง พระนัดดาของพระองค์ ซึ่งครองเมือง แจ้สัก (เวียงพร้าววังหิน) ทัพหมื่นกึ่งตีนเมือง ทัพหมื่นหาญแต่ท้อง เจ้าเมืองลำปางทัพพระยาสองแคว เจ้าเมืองพะเยา ทั้ง ๕ ทัพนี้ ได้สู้รบจนทัพหลวงของกรุงศรีอยุธยาล้มตายเป็นจำนวนมากและแตกพ่ายไป

จะเห็นได้ว่าเจ้าเวียงพร้าวเป็นนักรบที่มีความสามารถในการรบยิ่งจนกระทั่งมาถึงสมัยของพระยอดเชียงรายครองเมืองเชียงใหม่ ท่านได้ส่งเพลาสลงเชื้อสายจีนฮ่อ ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของพระองค์ขึ้นมาครองเมืองพร้าวอันเป็นการผิดราชประเพณี ทำให้พระองค์เป็นที่รังเกียจของไพร่พลเมือง หมู่เสนาอำมาตย์จึงพร้อมกันโค่นราชบัลลังก์ ตามหลักฐานจากหนังสือชินกาลบาลีปกรณ์กรุงเทพ ฯ หน้า ๑๓๔ มีความว่า "พระองค์ทรงครองราชย์นาน ๘ ปี ก็ทรงมอบราชสมบัติให้ราชบุตรของพระองค์ในปีเถาะ" ครั้นต่อมาในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นราชโอรสของพระยอดเชียงราย ผู้ประสูติกับอัครมเหสีศิริยสวดี ได้ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ พระองค์ได้ส่งท้าวเชียงตงมาครองเวียงพร้าว ๖ ปี ไม่ทราบว่าได้ย้ายไปที่ อื่น ๆ หรือตายในที่รบก็ไม่ปรากฏหลักฐาน จนมาถึงสมัยของพระนางเจ้ามหาเทวีจีรประภาได้ครองเมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีผู้ครองเวียงพร้าวอยู่แล้ว ชื่อ พระยาเวียงพร้าว และไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ส่งมาท่านได้ครองเวียงพร้าวอยู่นานตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๗๓-๒๑๐๑ เป็นเวลานาน ๒๙ ปี ก็ได้ พาครอบครัวและไพร่พลหลบหนีจากเวียงพร้าว ไปอยู่ที่นครเขลางค์ เนื่องด้วยมีกองทัพมหึมาของนักรบผู้เก่งกล้าผู้ลือนามจากหงสาวดีได้ยกเข้ามาเพื่อช่วงชิงอาณาจักรล้านนา จึงเป็นอันว่าเมืองที่ท่านพระญามังรายได้สร้างไว้ เพื่อเป็นเมืองหน้าด่านและสะสมกำลังพลอันได้ชื่อว่า เวียงพร้าววังหิน หรือแต่เดิมเรียกว่าเวียงหวาย ได้สิ้นสภาพการเป็นเวียงณ บัดนั้นเป็นต้นมา ดังหลักฐานในศิลาจารึกของวัดเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ ความว่า

" ในปีเปิกสง้า ศักราช ๙๒๐ ปี มะเมีย สัมฤทธิ์ศก พ.ศ. ๒๑๐๑ เมืองเชียงใหม่เป็นขัณธสีมาของสมเด็จพระมหาธรรมมิกราชาธิราชเจ้าแล้ว ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพม่า" และไม่มีหลักฐานใด ๆ กล่าวถึงเวียงพร้าวอีกเลย

34769.jpg
34769.jpg (53.76 KiB) เปิดดู 2783 ครั้ง


ที่มา หนังสือเวียงพร้าววังหิน
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย ภาษาสยาม » อาทิตย์ 17 ม.ค. 2016 9:03 am

ประวัติอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าพรหมมหาราช

วัดเจ้าพรหมมหาราช(ป่าไม้แดง).jpg
วัดเจ้าพรหมมหาราช(ป่าไม้แดง).jpg (45.95 KiB) เปิดดู 2700 ครั้ง



ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เมืองไชยปราการเคยเป็นราชธานีของ อาณาจักรโยนกเชียงแสน (ล้านนา) มาก่อน ตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าพรหมกุมาร หรือพระเจ้าพรหมมหาราช พระองค์ได้ทรงโปรดให้สร้างเมืองขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๑๕๙๙ ตรงบริเวณลำแม่น้ำฝาง ฟากฝั่งด้านทิศตะวันออก ได้ขนานนามเมืองว่า “นครเวียงไชยปราการราชธานี ”และพระเจ้าพรหมราชกุมาร ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ เมื่อปี พ.ศ. ๑๖๐๐ เมืองไชยปราการนี้อยู่ห่างเมืองโยนกเชียงแสน หรือ เมืองเวียงไชยบุรีศรีเชียงแสน เป็นระยะทางประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร (คือเมืองเชียงแสนกับเมืองฝาง ในปัจจุบัน)

เมืองไชยปราการที่กล่าวถึงนี้ ศาสตราจารย์แคมแมน นักสำรวจโบราณวัตถุแห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อสันนิษฐานว่า เมืองไชยปราการที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้างขึ้นนั้น มิใช่ตัวเมืองฝางในปัจจุบัน แต่เป็นริมแม่น้ำฝางด้านทิศตะวันออก อยู่ในพื้นที่ตำบลแม่ข่า ทางทิศใต้ของอำเภอฝาง (เขตติดต่ออำเภอฝาง -อำเภอไชยปราการ) เมืองไชยปราการตั้งอยู่ห่างอำเภอฝาง เป็นระยะทางประมาณ ๒๒ กิโลเมตร มีลักษณะคล้ายหัวใจ เมืองไชยปราการเป็นเมืองร้างซึ่งปรากฏซากกำแพงเมือง ซุ้มประตู และซากพระราชวังอยู่โดยชัดแจ้งส่วนตัวเมืองฝางนั้น เป็นเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง

ต่อมาเมืองไชยปราการได้เสื่อมอำนาจลงเมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๒ พญามังราย ผู้สร้างเมืองเชียงราย ได้ขยายอำนาจ และสร้างเมืองใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ตรงบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง (ระมิงค์) เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความมั่นคงแข็งแรงกว่าเมืองอื่นๆ และพระองค์ได้ขนานเมืองว่า เมืองเชียงใหม่ ดังนั้นเมืองไชยปราการจึงได้ถูกรวมเข้ากับเมืองฝางและอยู่ในเขตอำเภอฝางในที่สุด

กระทรวงมหาดไทยได้เล็งเห็นความเจริญและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น

ในภายหน้า เพื่อประโยชน์ในด้านการปกครองและเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน จึงได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ให้แบ่งท้องที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอไชยปราการ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๑ เป็นต้นไป ท่างกลางความปิติยินดีของราษฎร ๔ ตำบล คือ ตำบลปงตำ ตำบลศรีดงเย็น ตำบลหนองบัว และตำบลแม่ทะลบ มีประชากรประมาณ ๓๘,๙๘๒ คน ที่ได้รับของขวัญปีใหม่ชิ้นสำคัญจากรัฐบาลในครั้งนั้น โดยมีที่ว่าการกิ่งอำเภอไชยปราการ (ชั่วคราว) ตั้งอยู่ ณ บริเวณโรงเรียนไชยปราการ หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองบัว สำหรับที่ตั้ง กิ่งอำเภอไชยปราการถาวรนั้นได้ทำการก่อสร้างขึ้นตรงบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์ หมู่ที่ ๒ ตำบลปงตำ ริมถนนสายเชียงใหม่ -ฝาง และได้ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยได้ทำพิธีเปิดที่ว่าการอำเภอไชยปราการ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๑

เส้นทางสู่กิ่งอำเภอไชยปราการ เริ่มต้นจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๗ เชียงใหม่ -ฝาง ไปตามถนนอันคดเคี้ยวจากตัวเมืองเชียงใหม่ผ่านอำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว ท่ามกลางภูมิประเทศสองข้างทางที่เขียวชอุ่มไปด้วยหมู่แมกไม้นานาพันธ์ มีเส้นทางคมนาคมลัดเลาะเลี้ยวไปตามไหล่เขาอันสวยงามสลับกับพื้นที่ราบท้องทุ่งนาบางตอน ผ่านดอยหลวงเชียงดาวที่สูงเสียดฟ้าเข้าสู่ขุนเขาในตำบลศรีดงเย็น ที่คดเคี้ยวไปตลอดทางจวบจนเข้าสู่พื้นที่กิ่งอำเภอไชยปราการ รวมระยะทางได้ประมาณ ๑๒๘ กิโลเมตร กิ่งอำเภอไชยปราการได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอไชยปราการ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

ประวัติย่อพระเจ้าพรหมมหาราช

แผ่นดินไทยในอดีต ทิศเหนือจดแม่น้ำฮวงโห ทิศไต้จดประเทศมาลายูและทะเลอินเดีย ชนชาติไทย ถูกรบกวนและรุกราน จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดมาโดยตลอด จนไม่สามารถ ที่จะทนอยู่ได้ จึงได้ส่งผู้คนให้อพยพหลบภัย เพื่อหาที่อยู่ใหม่ในทางใต้ ตามสายของแม่น้ำลงมาโดยลำดับ โดยการนำของรี้พลขุนศึกแห่งนักรบไทย ได้ทำการรบพุ่งกับเจ้าของถิ่นเดิม มีพวกละว้า(ลัวะ) และพวกขอมเป็นต้น มีแพ้บ้าง ชนะบ้างตามลำดับ

ลุถึงสมัย ๒๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช ชนชาติไทย ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในผืนแผ่นดินใหญ่คู่กับจีน ในท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ ระหว่างลุ่มแม่น้ำฮวงโห เป็นเวลานับพันปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นอาณาจักรอันใหญ่หลวง มีระเบียบการปกครองอันมั่นคง เป็นปึกแผ่น ส่วนชนชาติจีนนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบเหนือขึ้นไปอีกมาก ภายหลังชนชาติจีนได้อพยพเข้ามา อยู่ใกล้ชิดกับไทยได้เกิดประจันหน้ากัน แย่งชิงถิ่นฐานกันนับเป็นเวลา ๒๐๐๐ ปี ก่อนพุทธศักราช ในสมัยพระเจ้าฮ่วงตี้ ๒๑๕๘-๒๐๕๕ ก่อนพุทธศักราช ชนชาติจีนเรียกชนชาติไทยว่า มุง, ต้ามุง, ปา, ลุง และอ้ายลาวบ้าง และชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อ แต่ว่าชนชาติไทยเรียกตัวเองว่า ไต หรือ ไทยมาโดยตลอด

สมัย ๑๕๐ ปีก่อนพุทธศักราช ชนชาติไทย ไม่สามารถที่จะทนต่อการรบกวนของชนชาติจีน จึงได้พากันอพยพเป็นการใหญ่ ไหลเลื่อนลงมาทางทิศใต้ของแม่น้ำแยงซึเกียง จึงได้ละทิ้งผืนแผ่นใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ ให้แก่ชนชาติจีน (ในสมัยพระเจ้าตวงหว่าง กษัตริย์จีน ๑๓๙-๑๕๓)

พ.ศ.๓๐๐ ในสมัยพระเจ้าจีนซีหว่องตี้ (พ.ศ.๒๙๖-๓๓๔) ชนชาติไทยได้ทำศึกกับชนชาติจีน ซึ่งเป็นข้าศึกที่ใหญ่มาก และในที่สุดชนชาติไทย ก็ได้อพยพลงมาทางทิศใต้อีกครั้งหนึ่ง ชนชาติไทย ได้แยกย้ายกันไปหลายก๊ก หลายเหล่า ที่อยู่ต่อสู้ไม่ยอมหนี ก็มีจำนวนมาก แล้วรวบรวมกัน ตั้งนครขึ้น ในมณฑลเสฉวน ยังมีชนชาติเผ่าอื่นที่ได้อพยพลงมากับชนชาติไทย เช่น ฮกเกี้ยน กับกองทัพของ “ขงเบ้ง” ทำให้ต้องหนีลงทางใต้ อีกเป็นจำนวนมาก ในพวกที่ทนสู้กับกองทัพจีน มีผู้นำไทยที่สามารถผู้หนึ่งคือ “สินุโล” สามารถรวบรวมอาณาจักรไทยขึ้น แล้วตั้งเป็นรัฐอิสระเรียกว่า “อาณาจักรน่านเจ้า” เป็นอาณาจักร ที่เป็นปึกแผ่นมั่นคงอยู่จนมีอายุ ๕๐๐ ปี (พ.ศ.๑๒๘๑-๑๗๖๙)

ในสมัยเดียวกับสมัยน่านเจ้า ชนชาติไทยจำนวนมาก ซึ่งได้อพยพลงสู่แหลมสุวรรณภูมิ ได้ช่วยกันสร้างเมืองขึ้น มีจำนวนหลายเมือง บางเมืองได้แทรกอยู่ในเขตของอาณาจักรของพวกขอม ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม ในสมัยนั้นได้แบ่งเป็น ๒ ภาค คือ ภาคเหนือมี “เมืองสยาม” เป็นเมืองสำคัญ ภาคใต้มี “เมืองละโว้” ชนชาติไทยที่อยู่เหนือขึ้นไปจากอาณาจักรของขอม พยายามตั้งตัวเป็นอิสระคือ อาณาจักรไทย “โยนก” มีเมืองเชียงแสน เป็นเมืองสำคัญ หรือเป็นเมืองหลวงของไทย

อาณาจักรไทยโยนก มีกษัตริย์ไทยครอบครองติดต่อกันมาหลายสิบพระองค์ กษัตริย์องค์ที่ ๒๕ มีพระนามว่า “พระเจ้าพังคราช” มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีบุญญาธิการมาก ทรงพระนามว่า “พระเจ้าพรหมมหาราช” พระเจ้าพรหมมหาราชองค์นี้แหละที่ทรงสร้างวัดพระธาตุสบฝาง ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียด ในโอกาสต่อไป ณ ที่นี้จะได้กล่าวถึงการอพยพของชนชาติไทย ให้จบเสียก่อน

ในปี พ.ศ.๑๗๙๖ ปี กุบไลข่านตีจีนได้ทั้งหมด แล้วได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์จีน หลังจากนั้น ได้ส่งกองทัพมาตีอาณาจักรน่านเจ้า ของไทยในปี พ.ศ.๑๗๙๖ ชนชาติไทยส่วนใหญ่ จึงได้พากันอพยพหนีภัย ลงมาทางใต้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของการอพยพ ตั้งแต่บัดนั้นชนชาติไทย ไม่มีแผ่นดินเหลืออยู่เป็นอิสระ ตกเป็นเมืองส่วยของชาติอื่นมาตลอด

ในผืนแผ่นดินจีน

ในสมัยพระเจ้าพังคราชนี้ พวกขอมที่เมืองอุโมงค์เสลา เกิดแข็งเมืองต่อไทย พระเจ้าพังคราชไม่สามารถที่จะปราบปรามขอม ให้อ่อนน้อมได้ เมื่อพวกขอมเห็นว่า พวกไทยอ่อนกำลังกำลังลงเช่นนี้ ขอมจึงได้ยอกองทัพ มาตีเมืองเชียงแสน พวกขอมได้รับชัยชนะ แล้วได้เนรเทศ พระเจ้าพังคราช ไปอยู่ที่เมือง “สี่ตวง” ในปัจจุบัน คือเวียงแก้ว ตำบลป่าสักน้อย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของเมืองเชียงแสนเก่า ซึ่งยังมีซากเมืองปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

พระเจ้าพังคราช จำต้องได้ส่งส่วยเป็นทองคำ ปั้นเป็นลูกกลม มีขนาดเท่าผลมะตูม ส่งไปถวายพวกขอม ปีละ ๔ ลูกเป็นประจำทุกปี (ตำนานบางแห่งก็ว่า ๓ ปีต่อครั้ง) ในฐานะที่เป็นเมืองขึ้นหรือเมืองส่วย ส่วนพวกขอม เมื่อได้ขับไล่กษัตริย์ไทยออกไปจากเมืองเชียงแสนแล้ว ก็เข้ามาอาศัย ปกครองคนไทยในเมืองเชียงแสนต่อไป

ในสมัยที่คนไทยตกอยู่ใต้อำนาจของพญาขอมเมืองเชียงแสนนี้ ได้รับความกดขี่ข่มเหง จากเจ้านายขอมต่างๆ นานา ทั้งดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยามคนไทย เป็นการบีบคั้น ทางจิตใจ คนไทยอย่างรุนแรง ตามตำนานสิงหนวัติได้กล่าวไว้ว่า ได้มีสามเณรเมืองสี่ตวงองค์หนึ่ง ซึ่งมีอายุได้ ๑๙ ปี พักอาศัยอยู่วัดแห่งหนึ่ง ในเวียงโยนก เช้าวันหนึ่งสามเณรองค์นี้ได้ออกบิณฑบาต ได้เข้าไปในคุ้มของพญาขอม สามเณรได้ไปยืนหยุดอยู่ เมื่อพญาขอมได้เห็นสามเณรเข้าถึงในคุ้มของตน ก็ได้สอบถามพวกไพร่ฟ้าที่เฝ้าประตู พวกไพร่ของพญาขอมก็ตอบว่า สามเณรองค์นี้เป็นพวกไทย จากเวียงสี่ตวงพญาขอมได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นอันมาก และได้กล่าวบริภาษ ด้วยคำหยาบช้า ว่า “เณรเป็นคนเมืองไพร่เท่านั้น หาควรที่จะเข้ามารับบิณฑบาตในบ้านของท้าวพญาขอมอันยิ่งใหญ่ไม่” แล้วจึงร้องบอกให้ไพร่ทั้งหลายว่า “สามเณรเป็นลูกคนเมืองส่วย พวกสูทั้งหลาย อย่าเอาข้าวของกูไปใส่บาตรให้มันเลย”

สามเณรได้ฟังพญาขอม ว่าดังนั้นแล้ว ก็เกิดความน้อยอกน้อยใจเป็นอันมาก และพร้อมกันนั้น ก็เกิดทิฐิมานะ คิดหาหนทางที่จะตอบแทน ความหยาบช้าของพญาขอมให้จงได้

คิดแล้วก็เดินออกจากคุ้มพญาขอม เมื่อเดินถึงกู่แก้ว จึงยกเอาอาหารบิณฑบาต ที่ตนได้มาจากบ้านอื่น ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธาตุ แล้วก็ได้ตั้งจิตสัจจะอธิษฐานว่า “ด้วยเดชบุญกุศล ที่ข้าได้ประพฤติปฏิบัติ ในธรรม ของพระพุทธเจ้า จะเป็นด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนากุศล จงดลบันดาลให้ข้าจงจุติ (ตาย) จากโลกนี้ ภายใน ๗ วันเถิด แล้วขอให้ข้า จงได้ไปเกิดในครรภ์ ของนางเทวีมเหสีเจ้าเมืองเวียงสี่ตวง (พระเจ้าพังคราช) และเมื่อหากว่าข้าได้เกิดมาแล้ว ขอให้ผู้ข้ามีรูปอันงาม มีกำลังอันกล้าแข็งมีอายุยั่งยืนนาน เป็นที่รักของเจ้าเมืองเวียงสี่ตวง ผู้เป็นพระบิดา เมื่ออายุข้าได้ ๑๖ ปี ขอให้ข้าได้รับชัยชนะ ในการปราบพญาขอมดำผู้โอหัง ด้วยเหตุว่า พญาขอมผู้นี้ ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัยแก้วสามประการ”

เมื่อสามเณร ได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ต่อพระบรมธาตุดอยกู่แก้วแล้ว ก็นั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่ยอมฉันข้าวและน้ำ ครั้นล่วง ๗ วัน สามเณรองค์นี้ก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยสัจจะวาจา ดวงวิญญาณ ของสามเณร ก็ได้ไปถือปฏิสนธิ ในครรภ์ของพระนางเทวี มเหสีของพระเจ้าพังคราช

ส่วนพระนางเทวี ในราตรีนั้นกาลคืนนั้น ขณะที่พระนางทรงบรรทมอยู่ พอใกล้สว่าง ก็ทรงสุบินนิมิตรว่าได้เห็นช้างเผือกตัวหนึ่ง มายืนอยู่ใกล้พระองค์ แล้วเดินผ่านเข้าไปในเวียงทางทิศใต้ เมื่อพ้นเวียงออกไปแล้ว ได้วิ่งไล่คนทั้งหลาย ฝูงชนได้แตกตื่นหนีกันเป็นวุ่นวาย เมื่อพระนางสะดุ้งตื่นขึ้น จึงได้ทรงเล่านิมิตนี้ ให้พระราชสวามีฟัง พระเจ้าพังคราชทรงทำนายว่า จะมีผู้มีบุญมาเกิดในครรภ์ของพระนาง ตั้งแต่นี้ต่อไปขอให้พระนางจงรักษาพระครรภ์ไว้ให้ดีเถิด เมื่อพระนางทรงครรภ์ได้เป็นเวลา ๓ เดือน พระนางทรงต้องการอาวุธต่างๆ พระเจ้าพังคราช ก็ทรงหาให้ตามความประสงค์

ครั้นพระครรภ์ครบถ้วนทศมาส พระนางก็ประสูติพระกุมาร มีวรรณะผุดผ่อง ศิริโฉมงดงาม ดังพรหม พระบิดาจึงทรงขนานพระนามว่า “เจ้าพรหมราชกุมาร” เมื่อทรงเจริญวัย พระบิดา ได้ทรงให้เข้ารับการศึกษา จากครูอาจารย์ที่มีวิชาความรู้ ทางศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม พระเจ้าพรหมกุมาร เป็นผู้มีจิตใจกล้าหาญสามารถเรียนศิลปศาสตร์ จากครูบาอาจารย์ได้อย่างว่องไว สามารถใช้อาวุธ และตำรับตำราพิชัยสงคราม ได้เป็นอย่างดี พระเจ้าพังคราชพระราชบิดา ได้ทรงค้นหาครูบาอาจารย์ ผู้ทรงความรู้ทางพิชัยสงคราม และพระฤๅษีผู้ทรงวิชาด้วยอิทธิฤทธิ์ ให้พระกุมารได้ศึกษาอบรม จนพระราชกุมารได้ศึกษาจนจบ ทรงมีฝีพระหัตถ์อันเข้มแข็งยากที่จะหาผู้ที่เสมอเหมือน ตามตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า พระเจ้าพรหมกุมาร จับช้างเผือกได้เชือกหนึ่ง จากกลางแม่น้ำโขง ชื่อว่า “ช้างเผือกพวงคำ” เมื่อได้ช้าเผือกคู่บารมีแล้ว พระเจ้าพรหมกุมาร ได้ทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นเมืองหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำสาย ให้ประชาราษฎร์ ชาวบ้านชาวเมือง ช่วยกันขุดคูทดน้ำ จากแม่น้ำสายเข้ามาเป็นคูเมือง ทรงตั้งเมืองนี้ว่า “เมืองพวงคำ” เหมือนกับชื่อช้างเผือกคู่บารมี ปัจจุบันเมืองนี้เป็นที่ตั้งตัวอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

พระเจ้าพรหมกุมาร ทรงใช้เมือง “พวงคำ” นี้เป็นค่ายฝึกไพร่พล ให้เกิดความชำนิชำนาญ วิชาการใช้อาวุธ ทั้งหัดไพร่พลให้รู้จักการยิงปืนไฟ ให้ได้คล่องแคล่ว เมื่อไพร่พลทั้งหลาย มีความชำนาญจนจบวิชาการรบแล้ว ก็ประกาศแข็งเมือง เลิกการส่งส่วยให้แก่ขอมต่อไป ในเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้าพรหมกุมาร ก็ทรงแต่งตั้งไพร่พล ปลอมตัวเข้าไปสืบหาความลับ ข่าวสารในเมืองเชียงแสน อยู่เป็นประจำเพื่อต้องการทราบความเคลื่อนไหวของพวกขอม ที่จะมีการเตรียมรี้พล ออกมาปราบปรามคนไทยอย่างไรต่อไป

พญาขอมรอส่วยจากพระเจ้าพังคราชมาได้ ๒-๓ปี ไม่เห็นนำส่วยที่เป็นทองคำไปถวาย พญาขอมก็บันดาลโทสะ คิดจะสั่งสอนพระเจ้าพังคราชให้หัวอ่อนลงเสียบ้าง จึงเตรียมยกทัพที่จะมาเหยียบย่ำให้แหลกไปอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายผู้ที่ปลอมตัวอยู่กับฝ่ายขอมในเมืองเชียงแสน เมื่อสืบข่าวได้เรื่องแน่ชัดแล้ว ก็รีบกลับนำข้อความ และเรื่องราวที่ได้รู้เห็นมากราบทูลพระเจ้าพรหมกุมารทรงทราบ พระเจ้าพรหมกุมารจึงทรงให้แม่ทัพนายกอง ได้เตรียมกองทัพผู้กล้าหาญที่ได้ฝึกฝนมาดีแล้วออกไปตั้งรับ และสู้รบกับทหารของพวกขอม ทั้งสองฝ่ายได้ทำการสู้รบกันที่ทุ่งสันทราย ฝ่ายเมืองพวงคำซึ่งได้ฝึกมาดีกว่าก็มีชัยชนะได้อย่างง่ายดาย ทัพของขอมได้แตกพ่ายไม่เป็นส่ำ หนีเข้าเมืองเชียงแสน แล้วปิดประตูเมืองไว้ทุกด้าน ไม่ยอมออกมาสู้กับกองทัพเจ้าพรหมอีก เพราะเกรงกลัวฝีมือ จากนั้นกองทัพของเจ้าพรหมกุมาร ก็เข้าล้อมเมืองเชียงแสนไว้ ส่งทหารเข้าประชิดกำแพงเมือง

พระเจ้าพรหมกุมารทรงช้างคู่บารมีชื่อ “พวงคำ” นำพลเข้าบุกประตูเมือง ช้างคู่บารมี เข้าแทงประตูเมืองพังทะลายลง ทหารทั้งหลายก็ได้กรูกันเข้าเมืองได้สมกับที่คับแค้นมานานแสนนาน ถึงทีแล้วจึงห้ำหั่นทหารขอมล้มตายลงอย่างมากมาย สาสมกับที่พญาขอมได้ข่มเหงชาวเมืองของตนมาเป็นเวลานาน ๑๗ ปี พวกขอมที่รอดตาย ก็พากันหนีลงทางใต้เพื่อเอาชีวิตรอด ทหารพระเจ้าพรหมกุมารได้ขับไล่พวกขอมไปอย่างกระชั้นชิด ริบทรัพย์ และที่จับเป็นเชลยได้ก็ให้เอาไปทำการงาน ที่ขัดขืนก็ได้ฆ่าเสียให้ตาย เพื่อกวาดล้างพวกขอม ให้สิ้นซากจากเมืองเชียงแสน ทหารพระเจ้าพรหมกุมาร ได้ยกทัพขับไล่พวกขอม ลงไปทางทิศใต้เป็นเวลา ๑ เดือน จึงทรงยับยั้ง เมื่อเห็นว่าพวกขอมได้หนีลงไปอยู่เรื่อยๆ จึงทรงให้กองทัพเดินทางกลับเมืองเชียงแสน ปรับปรุงซ่อมแซมเมือง ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้อัญเชิญ พระเจ้าพังคราชพระราชบิดามาครองเมืองเชียงแสนต่อไป พระเจ้าพังคราชทรงรักใคร่พระเจ้าพรหมกุมารเป็นอย่างมาก แล้วทรงยกเมืองเชียงแสน ให้พระเจ้าพรหมกุมาร ทรงครอบครองต่อไป แต่พระเจ้าพรหมกุมารไม่ทรงรับ พระเจ้าพังคราชจะทรงตั้งให้เป็นมหาอุปราช พระเจ้าพรหมกุมารก็ไม่ทรงรับอีก กราบบังคมพระราชบิดาว่า ขอให้ยกพระเชษฐาธิราช คือ เจ้าฟ้า “ทุกขิตกุมาร” ขึ้นเป็นมหาอุปราชเถิด พระเจ้าพังคราชในเมื่อเห็นว่า ความตั้งพระทัยของพระราชโอรสน้อยเป็นอย่างนั้น จึงทรงได้ปฏิบัติตามความประสงค์ ของพระเจ้าพรหมกุมาร คือ ทรงตั้งเจ้าฟ้าทุกขิตกุมาร เป็นมหาอุปราช
ฝ่ายพระเจ้าพรหมกุมาร เมื่อทรงปราบพวกขอมสงบราบคาบแล้ว ทรงคิดถึงกาลอนาคตว่า เมื่อพวกขอมได้ปราชัยไปแล้ว ภายหลังอาจจะคิดการแก้แค้นอีกก็เป็นได้ พระเจ้าพรหม จึงได้กราบถวายเรื่องราวให้พระราชบิดาทรงทราบ แล้วกราบลาพาเอาไพร่พล พร้อมทั้งช่างทั้งหลาย มีช่างตีเหล็ก ช่างทอง ช่างไม้ บัณฑิตผู้มีปัญญา พร้อมทั้ง พระสังฆมหาเถร อพยพไปทรงตั้งเมืองใหม่ขึ้น ทางทิศตะวันตก ของเมืองเชียงแสน เมืองนี้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำฝางตอนบน ทรงสถาปนาเมืองนี้ว่า “เมืองไชยปราการ ” ซึ่งได้มีซากเมือง ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ การที่พระองค์ทรงสร้างเมืองไชยปราการนี้ขึ้นก็เพื่อจะให้เป็นเมืองหน้าด่าน เพื่อป้องกันข้าศึก ที่จะมาทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงแสน

พญาขอมได้ครองเมืองเชียงแสน นานได้ ๑๗ ปีก็หมดอำนาจแล้วก็หนีลงทางใต้ไม่กลับมารุกรานไทยอีก ตลอดสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช ครั้นทรงสร้างเมืองไชยปราการเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ ๓ ปี พระพุทธศักราชล่วงได้ ๙๔๙ ปี (ตามบันทึกของกรมศิลปากร ว่า พ.ศ.๑๔๘๓) มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นชาติมอญ มีบ้านเดิมอยู่เมืองสะเทิม (พม่าเรียกว่า ตะโถ่ง) อยู่ใกล้กับเมืองเมาะลำเลิง ประเทศพม่า พระพุทธโฆษาจารย์นี้ ท่านได้ออกจากเมืองมอญ ลงสำเภาไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา มีความรู้พระพุทธศาสนา จบพระไตรปิฏกอย่างแตกฉาน ก็ได้กลับมาสู่ประเทศของตน ท่านได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศมอญ และประเทศพม่าตามลำดับ แล้วได้เดินทางเข้ามาในเมืองสุโขทัย ลำดับมา จนถึงเมืองโยนก ถึงเมืองเชียงแสน ในสมัยพระเจ้าพังคราช นอกจากพระพุทธโฆษาจารย์ จะนำพุทธศาสนา มาเผยแผ่ในนครโยนกแล้ว ท่านยังได้อัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย ๑๖ องค์ เป็นอัฐิหน้าผาก มีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ได้แบ่งพระบรมธาตุขนาดใหญ่ ๑ องค์ ขนาดกลาง ๒ องค์ และขนาดเล็ก อีก ๒ องค์ ถวายแก่พระญาเรือนแก้ว ส่วนที่เหลือได้ถวายแก่พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพังคราชได้นำพระโกศเงิน พระโกศทอง และพระโกศแก้ว มารองรับพระบรมธาตุทั้ง ๑๑ องค์นั้น ทรงมอบให้พระเจ้าพรหมมหาราช นำไปประดิษฐาน ก่อพระเจดีย์ไว้ที่บนดอยน้อยหรือจอมกิตติ ซึ่งเป็นดอยที่พระพุทธเจ้าทรงประทานเกศาธาตุบรรจุไว้ก่อนแล้ว

พระเจ้าพรหมราชให้ช่างก่อพระเจดีย์ขึ้น กว้าง ๓ วา สูง ๖ วา ๒ ศอก บนดอยจอมกิตติพระเจดีย์แล้วเสร็จ ในวันจันทร์ เดือน ๖ เพ็ญ พ.ศ.๑๔๘๓ โดยบริบูรณ์ ได้ให้มีการทำบุญฉลองอย่างมโหฬาร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายมหาทานแก่ประชาราษฎร์ เป็นการมหาปางอันยิ่งใหญ่ พระพุทธศาสนาก็ได้เจริญรุ่งเรืองในเมืองเชียงแสน โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชนี้ ได้เกิดศิลปกรรมในสร้างพระพุทธรูปด้วยทองสำริด ซึ่งเรียกว่า ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน เมื่อพระเจ้าพรหมมหาราชได้สร้างเจดีย์จอมกิตติสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์เสด็จกลับนครไชยปราการ พระองค์ได้ให้ช่างก่อพระเจดีย์ขึ้น ณ บนดอยพระธาตุสบฝาง หลังจากได้สร้าง เมืองไชยปราการเสร็จแล้ว ๔ ปี พระองค์ได้นำเอาพระบรมธาตุที่ทรงแบ่งไว้จากการสร้างพระธาตุดอยกิตติ ได้นำมาบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดพระธาตุสบฝางนี้ นอกจากนี้พระองค์ยังได้ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปขึ้นด้วยทองสำริด เป็นจำนวนมาก ได้นำไปถวายไว้ตามวัดที่พระองค์ทรงสร้าง มีวัดส้มสุก วัดเก้าตื้อ วัดป่าแดง วัดดอกบุญนาคเป็นต้น ประชาชนที่นับถือพุทธศาสนาก็พากันสร้างพระพุทธรูปตามเจตนาของแต่ละคนเป็นจำนวนหลายองค์ ถวายไว้ที่บนพระธาตุสบฝางนั้น
พระเจ้าพรหมมหาราชทรงเสวยราชสมบัติ ณ เมืองไชยปราการจนพระชนมายุได้ ๗๗ พรรษา ประวัติศาสตร์ ของเมืองไชยปราการก็เป็นอันยุติลง ต่อจากพระเจ้าพรหมมหาราชก็ได้มีพระมหากษัตริย์ อีกหลายพระองค์ ที่ได้ทำการขับเคี่ยวกับพวกขอมมาโดยตลอด จนถึงสมัยราชวงศ์ของพ่อขุนรามคำแหงเป็นที่สุด

ที่มา ศูนย์ข้อมูล กระทรวงวัฒนธรรม
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย Namfar » พุธ 22 มิ.ย. 2016 5:43 am

วิหารล้านนา ตอนที่ ๑/๑ เล่าเรื่องเมืองล้านนา

ล้านนา หมายถึงดินแดนที่มีนานับล้าน คือมีที่นาจำนวนมากเป็นมาคู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๓๙) อาณาจักรล้านนามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยเมืองสำคัญกระจัดกระจายตามเขตที่ราบลุ่ม แม่น้ำสายสำคัญต่างๆ จึงประกอบด้วยกลุ่มคนหลายเชื้อชาติเช่น ลัวะ ลื้อ ยอง มอญ ม่าน หรือ พม่า เงี้ยวหรือไทยใหญ่ เขินหรือขึน ครงหรือคง ยางหรือกะเหรี่ยง ถิ่นหรือขมุเป็นต้น (สุรพล ดำริห์กุล, ๒๕๔๒)

คำว่า “ล้านนา”ปรากฏขึ้นในสมัยพญากือนา (พ.ศ. ๑๘๙๘-๑๙๒๘) เนื่องจากความหมายของพระนาม “กือนา” หมายถึงร้อยล้านนา (กือ หมายถึง ร้อยล้าน) ต่อมาคา ว่าล้านนาใช้เรียกกษัตริย์ผู้ครองดินแดนล้านนา โดยใช้ “ท้าวล้านนา” หรือ “ท้าวพญาล้านนา” และเรียกประชาชนของรัฐว่า “ชาวล้านนา” ลักษณะคำ ดังกล่าวใช้กันแพร่หลายในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔-๒๐๓๐) นอกจากนั้นยังมีธรรมเนียมการใช้คำ “ล้านนา” นำหน้าชื่อเมือง ซึ่งพบหลักฐานในสมัยพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๘๔) เช่น ล้านนาเชียงแสน, ล้านนาเชียงใหม่ โดยเน้นว่าเมืองนั้นอยู่ในอาณาจักรล้านนา (สรัสวดีอ๋องสกุล, ๒๕๓๙)

ดินแดนล้านนาอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ประกอบด้วยเมืองต่างๆ แบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์ออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มเมืองล้านนาตะวันตกซึ่งเป็นส่วนสำคัญมีเมืองเชียงใหม่,ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, พะเยา เนื่องจากถูกผนวกเข้าด้วยกัน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น จึงมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน ในสมัยฟื้นฟูล้านนาเมืองดังกล่าวมีเจ้านายเชื้อสายเจ้าเจ็ดตน แยกย้ายกันเข้าปกครอง จึงมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมา และกลุ่มเมืองล้านนาตะวันออก มีเมืองแพร่, น่าน ทั้งสองเมืองตั้งอยู่บนที่ราบขนาดเล็ก ในสมัยแรกต่างมีฐานะเป็นรัฐอิสระมีราชวงศ์ของตน ซึ่งความใกล้ชิดกับอาณาจักรสุโขทัยและถูกผนวกดินแดนได้ในสมัยพระเจ้าติโลกราช จึงไม่ค่อยผูกพันกับล้านนาเชียงใหม่

ปัจจุบันล้านนาหมายถึง ดินแดน ๘ จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่,
ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งศูนย์กลางทางการเมืองและ
วัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คือ เมืองเชียงใหม่


ประวัติศาสตร์ล้านนามีความซับซ้อนและเกิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมายซึ่ง
ประกอบด้วย ๔ ช่วงเวลาคือ
๒.๑.๑ ล้านนายุคต้น (พ.ศ.๑๘๓๙-๑๘๙๘)
๒.๑.๒ ล้านนายุครุ่งเรือง (พ.ศ.๑๘๙๘-๒๐๖๘)
๒.๑.๓ ล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า (พ.ศ.๒๐๖๘-๒๑๐๑)
๒.๑.๔ ล้านนากับการเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม


๒.๑.๑ ล้านนายุคต้น (พ.ศ.๑๘๓๙-๑๘๙๘)
ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ พญามังราย ทรงรวบรวมเมืองเล็กเมืองน้อย ในเขตลุ่มแม่น้ำ กก
ไว้ในอำนาจของเมืองเงินยางทั้งหมด พญามังรายมีดำริขยายอำนาจลงมาทางด้านใต้ และย้าย
ศูนย์กลางอำนาจลงมาสู่เมืองเชียงราย ในพ.ศ.๑๘๐๕ รวมตัวกันเป็นกลุ่มแคว้นโยนก รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ในแอ่งเชียงราย และขยายอา นาจสู่แอ่งเชียงใหม่-ลา พูน เมืองในอาณาจักรที่รวบรวมได้ในสมัยนี้ได้แก่ เชียงราย เชียงแสน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา

พ.ศ. ๑๘๓๕ พญามังรายทรงนา ทัพจากเมืองฝางเข้ายึดเมืองหริภุญชัย พระองค์ทรงประทับที่
เมืองหริภุญชัยเพียง ๒ ปีเนื่องจากเมืองมีขนาดเล็กและทรงดำริให้เมืองหริภุญชัยเป็นเมืองพุทธ
ศาสนา และทรงย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม ใน พ.ศ. ๑๘๓๗ หลังจากนั้นทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจในพ.ศ. ๑๘๓๙ ซึ่งในการสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายทรงเชิญ พญางำเมืองและพ่อขุนรามคาแหง มาร่วมพิจารณาถึงชัยภูมิและการวางผังเมืองเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรอย่างแท้จริง ส่วนเมืองลำพูนอยู่ในฐานะเมืองบริวารของเชียงใหม่ ลำพูนเป็นศูนย์กลางของศาสนา ขณะที่เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง ส่วนเมืองเชียงรายมีความสำคัญรองจากเมืองเชียงใหม่


๒.๑.๒ ล้านนายุครุ่งเรือง (พ.ศ. ๑๘๙๘-๒๐๖๘)
ความเจริญของอาณาจักรล้านนาเริ่มพัฒนาการขึ้นอย่างเด่นชัดในสมัยพญากือนา (พ.ศ.
๑๘๙๘-๑๙๒๘) จนถึงสมัยพญาแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘-๒๐๖๘) สมัยรุ่งเรื่องเป็นเวลา ๑๗๐ ปี ความเจริญสูงสุดจะอยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔-๒๐๓๐) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาในสมัยนี้อาณาจักรล้านนาแผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางไปถึงเมืองต่างๆ เช่น เชียงตุง เมืองนาย เมืองสีป้อ เมืองยอง และเมืองเชียงรุ่งในเขตสิบสองพันนา ตลอดจนลาวหลวงพระบาง

สมัยพญามังรายดินแดนล้านนาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ตอนบน (แคว้นโยน) มีเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลาง ส่วนตอนล่างมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักร
ล้านนาได้เด่นชัดตั้งแต่สมัย พญากือนา พระองค์ได้ส่งราชทูตไปอาราธนาพระสุมนเถระ มาจากสุโขทัยเพื่อสืบศาสนาในเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๑๙๑๒ เรียกพุทธศาสนาสมัยนี้ว่า รามัญวงศ์ หรือนิกายลังกาวงศ์เก่า ซึ่งรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ที่มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นเป็นจำนวนมาก จนสามารถดำเนินการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นที่วัดเจ็ดยอด ในปีพ.ศ. ๒๐๒๐ (ซึ่งเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๘ ของโลก ครั้งแรกในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน) หลังจากนั้นในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นยุคที่วรรณกรรมล้านนามีความรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งอย่างยิ่ง พระสงฆ์ซึ่งทรงความรู้ก็ได้รจนาคัมภีร์เป็นภาษาบาลีไว้หลายเรื่อง เช่น ชินกาลมาลี


๒.๑.๓ ล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า (พ.ศ.๒๐๖๘-๒๑๐๑)
ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในปลายสมัยราชวงศ์มังราย ตั้งแต่สมัยพญาเกศ
เชษฐราช (พ.ศ. ๒๐๖๘-๒๐๘๑) จนกระทั่งตกเป็ นเมืองขึ้นของพม่า ในพ.ศ. ๒๑๐๑ สมัยเสื่อมและ
สลายตัวเป็นช่วงเวลา ๓๓ ปี สภาพบ้านเมืองแตกวุ่นวายอย่างหนัก เมื่อสิ้นสมัยพระเมืองแก้ว เมืองเชียงใหม่ก็ได้เริ่มเสื่อมลง อำนาจการปกครองบ้านเมืองตกอยู่ในมือขุนนาง ยุคของพระเจ้าเมกุฏิฯ เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในฐานะเจ้าประเทศราช เมื่อราชวงศ์มังรายสิ้นอิสรภาพเกิดการแยกตัวกันเป็นอิสระเป็นกลุ่มการเมืองใหญ่น้อยจำนวนมาก เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการปกครอง กษัตริย์พม่าทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าเมืองต่างๆ แต่ผู้ที่ได้มาครองเมืองเชียงใหม่มักมีความสาคัญมากกว่าผู้ที่ไปครองเมืองอื่นๆ
พม่ายังได้ส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกในระหว่างหัวเมือง จึงไม่อาจรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ ประกอบกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของล้านนาที่ทำให้แต่ละเมืองแยกออกจากกันอีกด้วย

การขยายอำนาจของฝ่ายสยามเข้ามาแทนที่พม่าที่มีแต่เดิม ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่ออำนาจพม่าค่อยๆ ลดลง ผู้นำล้านนาที่เหลืออยู่จึงหันมาสวามิภักดิ์กับฝ่ายสยามอย่างแท้จริง (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๓๙)


๒.๑.๔ ล้านนากับการเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม


ฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา
พระเจ้าตากสินย้ายเมืองหลวงจากกรุงศรีอยุธยาไปตั้งที่กรุงธนบุรีได้รวบรวมกำลังผู้คน หมายจะขึ้นมาโจมตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นพม่าแต่งตั้งโป่มะยุง่วน หรือโป่หัวขาว เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ กดขี่ข่มเหงเอาเปรียบชาวล้านนาสร้างความไม่พอใจต่อพระยาจ่าบ้าน (บุญมา) พระยาจ่าบ้านจึงส่งคนถือหนังสือลักลอบไปบอกข่าวแก่พระยากาวิละเจ้าเมืองลำปางว่าตนจะกบฏต่อพม่า ครั้นเสร็จสงครามเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๑๗ พระเจ้าตากสินทรงตอบแทนความดีความชอบโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาจ่าบ้านเป็น “พระยาหลวงวชิรปราการกา แพงเพชร”ครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละครองเมืองลำปาง ส่วนน้องของพระเจ้ากาวิละอีก ๖ คน ให้ช่วยราชการที่เมืองลาปางโดยมีเจ้าน้อยธรรมลังกาเป็นอุปราช เจ้าบุญมาเป็นราชวงศ์ และผลจากการตัดสินใจเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ของพระยาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละ ทำให้ฝ่ายธนบุรีสามารถขยายอำนาจสู่เมืองอื่นๆ ของล้านนา โดยผ่านชักชวนของเจ้ากาวิละ ซึ่งผู้นำเมืองต่างๆ ทางตอนบนของล้านนาเริ่มให้ความสนใจหันมาสวามิภักดิ์ต่อสยามด้วย

หลังจากพระเจ้ากรุงธนบุรียึดเชียงใหม่ได้แล้ว ได้ทำพิธีมอบอาญาสิทธิ์ให้พระยาจ่าบ้านเป็น “เจ้าแผ่นดินเชียงใหม่” มีอำนาจปกครองตนเอง ในฐานะเมืองประเทศราช สภาพเมืองเชียงใหม่ในสมัยพระยาวชิรปราการปกครองมีปัญหาด้านกำลังคนอย่างยิ่ง เนื่องจากบ้านเมืองมีศึกสงครามต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า กำลังคนในเมืองเชียงใหม่มีเพียง ๑,๙๐๐ คนไม่อาจรักษาเมืองได้ พระยาวชิรปราการจึงทิ้งเมืองเชียงใหม่ โดยปล่อยให้เป็นเมืองร้าง ผู้คนที่เหลืออยู่เล็กน้อยต่างแยกย้ายกันไปตามที่ต่างๆ พระยาวชิรปราการจึงทิ้งเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. ๒๓๑๙ โดยพาครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่เมืองลำปางเพื่อขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเจ้าเจ็ดตน พระยาวชิรปราการในฐานะเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้เคลื่อนไหวจากลำปางมาที่ท่าวังพร้าว ใน พ.ศ. ๒๓๒๐ ต่อมาตั้งมั่นที่เวียงหนองล่อง จากนั้นย้ายไปวังสะแกงสบลี้ ในราว พ.ศ. ๒๓๒๒ เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ฯสั่งให้ข้าหลวงยกพล ๓๐๐ คน จากเวียงจันทน์เพื่อมาตรวจหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งข้าหลวงดังกล่าวได้ปฏิบัติมิชอบต่อชาวล้านนา ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่าง พระยาวชิรปราการและพระเจ้ากาวิละกับข้าหลวงกลุ่มดังกล่าว จนเป็นเหตุให้พระยาวชิรปราการและพระเจ้ากาวิละถูกลงโทษโดยการถูกเฆี่ยนตีคนละ ๑๐๐ ครั้ง และพระเจ้ากาวิละยังถูกลงโทษโดยการถูกปาดขอบหูทั้งสองข้าง เพราะเคยถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าแต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม หลังจากถูกลงโทษทั้งสองพระองค์ถูกจำคุกในกรุงธนบุรี ภายหลังพระเจ้ากาวิละจึงทูลขอไปตีเชียงแสนเพื่อแก้โทษของตนเอง ซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีก็โปรดให้คืนฐานันดรศักดิ์ และขึ้นมาทำราชการเช่นเดิม แต่พระยาจ่าบ้านไม่ได้กลับมาด้วย เนื่องจากล้มป่วยและเสียชีวิตในคุกธนบุรี เจ้ากาวิละเมื่อขึ้นมาถึงลำปางแล้วคุมกองกำลัง ๓๐๐ คนขึ้นไปรบเชียงแสนได้ชาวเชียงแสนกับชาวจีนและชาวไทลื้อลงมายังเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๒๕ นั้นมีการผลัดแผ่นดินคือ เจ้าพระยาจักรีปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และมีพระยาสุรสีห์ฯ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อเจ้ากาวิละนำข้าวของและเชลยไปถวายเช่นนั้นพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงถือเป็นความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แต่งตั้งตำแหน่งต่างๆให้กับกลุ่มเชื้อสายตระกูลเจ้าเจ็ดตนดังนี้

เจ้ากาวิละเป็นพระยามังราวชิรปราการกำแพงแก้ว ครองเมืองเชียงใหม่
เจ้าธัมมลังกา ผู้น้องลำดับที่ ๓ เป็น อุปราชเมืองเชียงใหม่
เจ้าคา สม ผู้น้องลำดับที่ ๒ เป็น พระยานครลำปาง
เจ้าดวงทิพ ผู้น้องลำดับที่ ๔ เป็น อุปราชเมืองลำปาง
เจ้าหมูหล้า ผู้น้องลำดับที่ ๕ เป็น เจ้าราชวงศ์เมืองลำปาง
เจ้าคำฝั้น ผู้น้องลำดับที่ ๖ เป็น พระยานครลำพูน
เจ้าบุญมา ผู้น้องลำดับที่ ๗ เป็น อุปราชเมืองลำพูน

พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าประเทศราช ทุกประการ “เจ้ากาวิละ” และน้องทั้งหลายพักอยู่ในกรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง แล้วจึงขึ้นมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นมีสภาพเป็นเมืองร้าง การฟื้นฟูเชียงใหม่เป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากกำลังคนขาดแคลนอย่างหนัก
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: ประวัติศาสตร์ล้านนา

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 25 มิ.ย. 2016 3:18 pm

พระเจ้ากาวิละเริ่มต้นด้วยวิธีขอกาลังไพร่จากเมืองลำปาง ๓๐๐ คน แล้วมารวบรวมไพร่เดิมของพระยาวชิรปราการจ่าบ้านบริเวณสะแกงอีก ๗๐๐ คน เป็นหนึ่งพันคนเข้าไปตั้งมั่นที่ป่าซาง สร้างเวียงป่าซางใน พ.ศ.๒๓๒๕ ให้เป็นเมืองชั่วคราว ภายในเวียงมีวัดเพียง ๒ แห่ง เพราะเป็นที่มั่นชั่วคราวจึงไม่คิดสร้างถาวรวัตถุ สาเหตุที่เลือกสร้างเวียงป่าซางเป็นที่มั่น ด้วยเหตุผล ๒ ประการ ประการแรกบริเวณป่าซางเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก และสองหากเกิดสงครามกับพม่าก็สามารถขอความช่วยเหลือไปยังลำปางได้สะดวก เพราะป่าซางอยู่ระหว่างลำปางกับเชียงใหม่

พระเจ้ากาวิละตั้งมั่นที่เวียงป่าซางโดยใช้เป็นที่ “เก็บฮอมตอมไพร่” นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๓๙ รวม ๑๔ ปี จึงเข้าไปฟื้นฟูและตั้งเมืองเชียงใหม่ได้ พระเจ้ากาวิละจึงมีบทบาทความสำคัญในการฟื้นฟูล้านนา เพราะได้รวบรวมพลเมืองเข้ามาไว้ในเมืองเชียงใหม่ เรียกสมัยพระเจ้ากาวิละว่ายุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” (ไกรศรี นิมมานเหมินท์, ๒๕๒๕)โดยพระเจ้ากาวิละทำการกวาดต้อนชาวเมืองเชียงใหม่ที่หลบหนีเข้าป่าให้กลับสู่เมืองเชียงใหม่ และเริ่มกวาดต้อนผู้คนจากแค้วนสิบสองปันนา ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน และยอง ซึ่งผู้คนที่กวาดต้อนมา ถ้าเป็นไพร่ชั้นดีประเภทช่างฝี มือต่างๆ จะให้ตั้งถิ่นฐานในตัวเมือง ส่วนที่เหลือจะให้ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเมืองเป็นแรงงานภาคการเกษตร

ในสมัยเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูบ้านเมืองนั้น เจ้านายทั้งเจ็ดคนพี่น้องแยกย้ายกันครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ต่างให้ความช่วยเหลือกัน ในสภาวะบ้านเมืองทุกข์ยาก ในเมืองลำปางการฟื้นฟูเมืองช่วง พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๓๗ ส่วนเมืองลำพูนได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ พ.ศ. ๒๓๔๘ ส่วนเมืองอื่นๆในล้านนาก็ได้รับการฟื้นฟูในเวลาต่อมาตามลำดับ เช่น เมืองน่านนั้นใน พ.ศ. ๒๓๓๑ เมืองเชียงรายได้รับการฟื้นฟูเช่นกันใน พ.ศ. ๒๓๔๖ สำหรับเมืองพะเยานั้นก็ได้รับการฟื้นฟูในช่วงเวลาเดียวกันกับเมืองเชียงราย คือ ใน พ.ศ. ๒๓๔๖

เชียงใหม่ถูกรวบรวมเป็นส่วนหนึ่งของไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นยุคแห่งการปรับปรุง ประเทศตามแบบตะวันตก ด้านการปกครองหัวเมืองมีการยกเลิกระบบการปกครองเมืองประเทศราชซึ่งเคยปฏิบัติกันมาช้านาน โดยจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแทน มีข้าหลวงเทศาภิบาลที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ส่งไปปกครองและขึ้นสังกัดระทรวงมหาดไทย ระบบมณฑลภิบาลที่๑๕ จัดตั้งขึ้นจึงเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติรัฐ ซึ่งมีอำนาจรวมศูนย์ที่องค์พระมหากษัตริย์ (สรัสวดี ประยูรเสถียร, ๒๕๒๒)

การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้างเอกภาพ ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงผู้เดียว (เชียงใหม่สมัยปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๒๗-๒๔๗๖) ซึ่งมูลเหตุของการปฏิรูปการปกครองคือ

๑. ปัญหาเกี่ยวกับกิจการป่าไม้ เมื่ออังกฤษเข้ามาทำการค้าขายในล้านนาช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ ป่าไม้ซึ่งเดิมทีไม่มีมูลค่า กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล มีการทำสัมปทานซ้ำซ้อนเกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่กับกงสุลอังกฤษจนรัฐบาลกลางต้องเข้ามาแก้ปัญหา (สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๕)

๒. ปัญหาความวุ่นวายหัวเมืองชายแดนด้านตะวันออกของแม่น้าสาละวิน ซึ่งเดิมทีหัวเมืองชายแดนเหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองของล้านนา ในสมัยพระเจ้ากาวิละสมัยฟื้นฟูบ้านเมืองโดยให้ปกครองตนเอง ภายหลังเกิดปัญหาขึ้นเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองพม่า หัวเมืองชายแดนพยายามแยกตัวเป็นอิสระ เกิดความวุ่นวายและส่งผลกระทบกระเทือนต่อรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเจ้าเมือเชียงใหม่ไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆได้ จากปัญหาทั้งสองประการเป็นมูลเหตุสำคัญที่รัฐบาลกลางต้องเข้ามาจัดการและเกิดการปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพในเวลาต่อมา หลังจากนั้นรัฐบาลไทยและรัฐบาลอังกฤษได้ทำสนธิสัญญากัน ๒ ฉบับ และยินยอมให้รัฐบาลอังกฤษตั้งกงสุลประจา เชียงใหม่ และจากการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของชาติตะวันตกที่เข้ามามากขึ้นโดยเฉพาะอังกฤษที่มีผลประโยชน์ผูกพันเป็นอันมาก จนรัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ การปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ ซึ่งพร้อมกับเมืองลำปางและลำพูนรวมเรียกว่าหัวเมืองลาวเฉียง

การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นกระบวนการรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทยเข้ากับส่วนกลาง มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงแห่งเดียว ในการดำเนินการจะต้องกระทำสิ่งสำคัญ ๒ ประการ คือ ประการแรกยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองเสีย โดยรัฐบาลกลางลิดรอนอำนาจของเจ้าเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในที่สุดตำแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัวไป ประการที่สอง การผสมกลมกลืนชาวพื้นเมืองให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ กล่าวคือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ รัฐบาลกลางใช้วิธีจัดการปฏิรูปการศึกษาในล้านนาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยซึ่งเป็นระบบการศึกษาแบบใหม่เข้าแทนที่การเรียนในวัดและกำหนดให้เรียนภาษาไทยกลางแทนภาษาไทยยวนการปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่ใช้เวลานานถึง ๔๙ ปี (พ.ศ.๒๔๒๗ – ๒๔๗๖) โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษาและอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลไม่ยกเลิกในทันที ยังคงให้ดำรงตำแหน่งอย่างมีเกียรติ ขณะเดียวกัน ก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ของเจ้าเมืองเชียงใหม่ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังจะเห็นว่าในช่วงแรกที่รัฐบาลกลางส่งข้าหลวงสามหัวเมืองขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่เมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๑๗ – ๒๔๒๖ ยังไม่ควบคุมเจ้าเมืองเชียงใหม่โดยตรง เพียงแต่ส่งข้าหลวงขึ้นไปแนะนำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสนธิสัญญาเชียงใหม่และตามคำสั่งของรัฐบาลเท่านั้น ครั้นต่อมาในช่วง พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๔๒ รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปการปกครองซึ่งเริ่มเข้าควบคุมอำนาจและผลประโยชน์บางอย่าง และเป็นการวางรากฐานก่อนการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เพราะเมื่อจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ เป็นเวลาที่รัฐบาลสามารถดำเนินการขั้นตอนยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช พร้อมกับเข้าควบคุมอำนาจทางการปกครองและผลประโยชน์จากเจ้าเมืองเหนือได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะหลังกบฏเงี้ยว พ.ศ. ๒๔๔๕ ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ (ปี พ.ศ. ๒๔๕๑) เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่(พ.ศ. ๒๔๔๕ – ๒๔๕๒) ขอรับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนประจำ จึงเริ่มมีฐานะเหมือนข้าราชการทั่วไป และสมัยรัชกาลที่ ๖ เจ้าเมืองเหนือที่เหลือยู่ก็ขอรับพระราชทานเงินเดือนเช่นเดียวกันหมด ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงดำเนินการในขั้นต่อมาคือ ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยกำหนดว่าหากเจ้าเมืององค์ใดถึงแก่พิราลัยแล้วจะไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอีก เท่ากับยกเลิกตำแหน่งไปโดยปริยาย สัญลักษณ์ของเมืองประเทศราชจึงค่อยสลายตัวลง
Namfar
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 486
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน

cron