นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:01 pm

พลิกผืนฟ้าหารัก.jpg
พลิกผืนฟ้าหารัก.jpg (62.22 KiB) เปิดดู 3419 ครั้ง


บทนำ
















ธงราชนาวีโบกสะบัดอยู่เหนือเรือทะยานชล ระวางขับน้ำ 475 ตันซึ่งกำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทรด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก






เช้านี้คลื่นลมแรงจนสายน้ำกระเซ็นขึ้นมาบนลำเรือเป็นระยะและบางคราวก็ทำให้เรือลำใหญ่ไหวเอนไปมาตามระลอกคลื่น แต่กลับไม่สามารถทำให้นายทหารหลายสิบนายที่ยืนเข้าแถวเป็นรูปตัวยูอยู่บนดาดฟ้าเรือเกิดความสะทกสะท้านใจได้ ด้วยพวกเขานั้นถือว่าการใช้ชีวิตบนเรือได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสียแล้ว







เสียงนกหวีดเรือดังขึ้น ตามด้วยคำสั่ง ตรง ของต้นเรือ ชั่วครู่นายทหารหนุ่มในชุดปกติสีกากีจึงก้าวออกมายืนอยู่กลางดาดฟ้าเรือด้วยท่วงท่าองอาจ ดวงตาคมกริบมองตรงไปเบื้องหน้า ขณะที่ใบหน้าคมสันยังคงเรียบเฉย






“เรือโทชนวีร์ ทิฐินันท์ ขอรายงานบัญชีพล คงสังกัด 70 คงกอง 70 ”ต้นเรือทำความเคารพแล้วจึงกล่าวรายงาน






จากนั้นนายทหารยามจึงออกมารายงานความเรียบร้อย ก่อนที่ผู้การหนุ่มจะให้โอวาทและปล่อยให้นายทหารในความดูแลของตนกลับไปทำหน้าที่ต่างๆที่ค้างไว้อีกครั้ง






เมื่ออยู่เพียงลำพังชายหนุ่มจึงกอดอกยืนนิ่ง ดวงตายาวรีทอดมองกระแสคลื่นที่เข้ามาปะทะเรือลำใหญ่ด้วยท่าทางเลื่อนลอย หลายวันมาแล้วที่เขารอนแรมอยู่กลางมหาสมุทรร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกหลายสิบชีวิตซึ่งร่วมเป็นร่วมตายปฏิบัติหน้าที่ดูแลตรวจจับเรือดำน้ำ โดยมีเรือโทชนวีร์ เพื่อนรักผู้ดำรงตำแหน่งต้นเรือเป็นผู้ช่วยมือขวา







เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเป็นจังหวะจะโคนทำให้ผู้การหนุ่มปล่อยความนึกคิดให้ล่องลอยไปไกลแสนไกล จวบจนรัศมีสีทองสดใสถูกก้อนเมฆทะมึนบดบังจนดูหม่นมัวไปทั่วอาณาบริเวณ อีกทั้งยังมีสายลมพัดกรรโชกรุนแรง เขาจึงคิดจะเดินลงไปจากดาดฟ้าเรือ ทว่าอาการหน้ามืดกลับเกิดขึ้นโดยฉับพลันจนชายหนุ่มต้องใช้มือขวาจับราวเหล็กข้างลำเรือเอาไว้ และยกมือข้างซ้ายขึ้นมาปิดหน้าตนเอง เพื่อกันรัศมีสว่างจ้าซึ่งกำลังพวยพุ่งเข้าตา แล้วจึงค่อยๆอ่อนแสงจนปรากฏภาพเรือลำใหญ่หลายลำที่ลอยประจันหน้ากันอยู่กลางทะเลลึก พร้อมกับเสียงระเบิดกึกก้องดังขึ้นบริเวณท้ายเรือลำหนึ่ง แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้เขาเซจนเกือบล้มลง หากนายทหารหนุ่มก็ยังแข็งใจออกคำสั่ง “รีบเอาอะไหล่ไปซ่อมเครื่องถือท้ายเรือเถอะจ่า”






ว่าแล้วเขาจึงก้าวพรวดๆฝ่าเปลวเพลิงลุกโชติช่วง ไปยังบริเวณท้ายเรือเพื่อทำหน้าที่ดูแลอาวุธแทนต้นปืนที่เสียชีวิตไปแล้ว






ควันไฟผสมก๊าซพิษกระจายอยู่ทั่วลำเรือ ทว่ามิได้ทำให้ลูกประดู่ทั้งหลายย่อท้อแม้แต่น้อย นายทหารทุกนายต่างฮึดสู้ และร้องตะโกน “สู้ต่อไป เรายังไม่แพ้”






การต่อสู้ดำเนินไปด้วยความดุเดือด เวลานั้นเขามองเห็นเพื่อนร่วมอาชีพล้มลงไปกองกับพื้นคนแล้วคนเล่า มิหนำซ้ำเมื่อลูกระเบิดจากเครื่องบินลำหนึ่งกระหน่ำลงไปสู่ห้องครัวก็ยิ่งทำเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น






ดวงตายาวรีจ้องมองปืนใหญ่เรือ แล้วเม้มริมฝีปากจนเป็นสันตรง ก่อนจะรวบรวมสมาธิเล็งปืนไปยังเป้าหมายด้วยความหวังสุดท้ายที่คุโชนอยู่ในอก






ตูม!...






กระสุนปืนลูกหนึ่งจู่โจมท้ายเรือของเหล่าปัจจามิตรอย่างจังจนเกิดเพลิงไหม้ควันโขมง ผู้คนที่อยู่รอบกายเขาจึงพากันโห่ร้องกึกก้องด้วยความดีใจ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรีบเปิดไซเรนและชักธงพรานส่งสัญญาณถอนกำลังจ้าละหวั่น






“”ไชโย...ไชโย”น้ำเสียงแห่งความปีติยังคงดังก้องหู หากสิ่งที่ชัดเจนอยู่ในหัวใจเวลานี้กลับเป็นคำพูดประโยคหนึ่งซึ่งดังแว่วๆคล้ายลอยมาตามลมว่า “เรือลามอตต์ปิเกต์ถอยแล้ว ไชโย!”










“ผู้การ ผู้การ”เรือเอกชนวีร์เอ่ยเรียกซ้ำๆ แต่นาวาตรีอนันต์ทวีปยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ต้นเรือจึงเปลี่ยนวิธีเรียกเป็นการกระตุกข้อมืออีกฝ่ายแรงๆ พลางเรียก “เจ้าทิว”







นาวาตรีอนันต์ทวีปสะดุ้งเฮือก หันมองเพื่อนด้วยสายตาซึ่งบ่งบอกถึงความไม่แน่ใจเด่นชัด “เกิดอะไรขึ้น”






ผู้ถูกถามพรูลมหายใจออกมาเบาๆและจ้องมองใบหน้าคมสันของเพื่อนอย่างพินิจ “ฝนตกจะแล้ว มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ”






ผู้การหนุ่มจึงหันไปมองรอบตัว ก่อนจะพบว่าเรือทยานชลกำลังลอยล่องอยู่เหนือมหาสมุทรอันเต็มไปด้วยบรรยากาศขมุกขมัวเช่นเดิม มิใช่ตกอยู่ในภาวะสงครามดังที่เขามองเห็นเมื่อครู่






อา...นี่เขามองเห็นเหตุการณ์ในอดีตอีกแล้วใช่ไหม
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:02 pm

บทที่ ๑.









รถตู้สีขาวจอดเทียบพื้นซีเมนต์ด้านหน้าคฤหาสน์สไตล์ยุโรปหลังใหญ่ ก่อนชายสูงวัยจะเดินอ้อมลงมาเปิดประตูให้ผู้เป็นนายซึ่งนั่งอยู่ทางตอนหลัง





“ถึงแล้วเหรอคะ คุณพ่อคุณแม่”หญิงสาวผู้มีใบหน้ารูปไข่เงยหน้าขึ้นถามเสียงงัวเงียหลังจากถูกปลุกให้ตื่นขึ้นกลางคัน





“ถึงแล้วลูก ปะ เข้าไปในบ้านใหม่ของเรากัน”คุณทินนาถผู้เป็นบิดากล่าวตอบทั้งที่ยังคงนั่งเฉยรอให้ภรรยาและบุตรสาวลงจากรถไปก่อน





พิมพ์วลัญช์ก้าวตามมารดาและยืนรอบิดาอยู่บนบันไดหินอ่อนพลางหันมองรอบกายด้วยสายตาอ่านยาก





หากมองคร่าวๆคฤหาสน์สีเทาหลังนี้ดูใหญ่โตโอ่อ่าและตั้งอยู่บนพื้นที่ร่วมร้อยไร่ แต่หญิงสาวกลับรู้สึกเหมือนมันเป็นตึกร้างกลางป่ามากกว่าจะเป็นตึกหรูกลางเมืองดังที่มารดาได้เปรยเอาไว้ตั้งแต่แรก





“ถ้าตึกนี้สร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่สองก็แสดงว่าอายุอานามของมันต้องเกือบร้อยปีแล้วสิคะคุณแม่”หญิงสาวหันไปถามมารดาซึ่งกำลังมองสำรวจ “บ้านใหม่”อยู่เช่นเดียวกัน





สตรีวัยห้าสิบตอนปลายผู้งามสมวัยกล่าวตอบเสียงขรึม “ก็ราวๆแปดสิบกว่าปีละมั้ง ได้ยินมาว่าเจ้าของเดิมเป็นญาติห่างๆของเรานี่แหละ คุณย่าเห็นทิ้งร้างอยู่นานท่านก็เลยขอซื้อเอาไว้ได้ในราคาถูกๆ ใครจะไปรู้ว่านานวันเข้าที่ดินจะราคาแพงยิ่งกว่าทองคำเหมือนเดี๋ยวนี้ล่ะลูก”





หญิงสาวเอียงหน้าขึ้นมองตามสายตามารดาอีกครั้ง แล้วจึงวิจารณ์“พายว่ามันดูแปลกๆ ตึกถูกทิ้งร้างเอาไว้แล้วทำไมสภาพมันยังดีอยู่ล่ะคะคุณแม่”





“ก็ไม่เชิงหรอกนะลูก คุณพ่อบอกว่ามีคนเฝ้าที่นี่อยู่ นั่นไงเปิดประตูออกมาแล้ว”คุณงามพรรณหันมองใต้กรอบประตูซึ่งบัดนี้ร่างผอมสูงของชายวัยประมาณเกือบเจ็ดสิบปีกำลังกระวีกระวาดเข้ามาหาพลางยกมือไหว้ ขณะที่ผู้เป็นสามีเองก็ก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างๆเธอ





“ผมชื่อพ่วงครับ เป็นคนดูแลที่นี่”ชายชราเอ่ยขึ้นหลังจากลดมือลงเรียบร้อยแล้ว





คุณทินนาถพยักหน้าพลางแนะนำตนเองและครอบครัวอย่างไม่ถือตัว “ฉันชื่อทินนาถ นี่คุณงามพรรณ ส่วนคนที่ยืนอยู่ถัดไปชื่อหนูพาย เห็นคุณแม่บอกว่านายพ่วงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กแล้วไม่ใช่เหรอ คงจะรู้จักที่นี่ดีกว่าใครสินะ”





ดวงตาสีหม่นยิ่งอ่อนแสงลงเมื่อได้ยินถ้อยคำของผู้เป็นนาย ทั้งชีวิตของนายพ่วงก็มีแต่ที่นี่ ‘บ้านแสนยากร’ของเจ้าคุณพิทักษ์โยธินหลังนี้แหละที่เขาจะยึดเป็นเรือนตาย





“ครับ คุณท่าน ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ท่านเจ้าคุณท่านยังไม่สิ้นน่ะครับ”





“แล้วท่านไม่มีลูกหลานเหรอนายพ่วง ถึงได้มาขายบ้านพร้อมที่ดินราคาถูกให้คุณแม่แบบนี้น่ะ”คุณงามพรรณถามบ้าง โดยพิมพ์วลัญช์ยืนเก็บข้อมูลอยู่เงียบๆ





ใบหน้าเหี่ยวย่นดูเครียดขรึมลงเมื่อได้ยินคำถามของนายหญิงคนใหม่ แต่เขาก็ยอมปริปากตอบแต่โดยดี เพราะถือเป็นสิทธิที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านควรจะได้รู้จักทุกแง่ทุกมุมของบ้านหลังนี้ให้มากที่สุด“ท่านเหลือลูกชายคนเดียวคือคุณวาโยครับ แต่คุณวาโยท่านย้ายไปอยู่แถบฝั่งธนก็เลยขายที่ดินผืนนี้ให้คุณทองทิพย์ซึ่งก็เป็นญาติของท่านเอง ท่านว่าดีกว่าตกไปอยู่ในมือของคนอื่นนะครับ”





“เหมือนจะรักที่นี่อยู่เหมือนกัน แต่ทำไมถึงตัดใจขายเสียล่ะคะ”พิมพ์วลัญช์ถาม





ดวงตาสีสนิมจ้องมองนายสาวคนใหม่ด้วยแววตาเรียบนิ่งก่อนตอบ“อาจจะเป็นเพราะที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำกระมังครับ ผมว่าคุณๆเข้าไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ แม่หนอมเขาจัดเตรียมห้องหับเอาไว้รอแล้วครับ”





“ดีเหมือนกัน”คุณงามพรรณเออออแล้วจึงเดินขึ้นบันไดเตี้ยๆเข้าไปในตัวตึก ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะก้าวตาม หากต้องชะงักเมื่อลูกสาวคนเดียวเอ่ยขึ้นเบาๆว่า “พายขอเดินสำรวจรอบๆบ้านก่อนนะคะคุณพ่อ”





“อย่าเดินไปไกลมากนะลูก เรายังไม่รู้จักที่นี่ดีพอ”บิดาสั่งเสียงเรียบ





“ค่ะ คุณพ่อ พายก็แค่อยากเห็นว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้างเท่านั้นเองค่ะ”หญิงสาวรับคำแล้วรีบหมุนตัวก้าวเร็วๆออกมาจากตัวตึก ราวกับเกรงว่าบิดาจะเปลี่ยนใจลากเข้าบ้านเสียอย่างนั้นแหละ















แสงแดดอ่อนจางหาย บรรยากาศกลางสวนรกร้างจึงเริ่มเย็นลง ทว่าน่าแปลกใจที่หญิงสาวกลับรู้สึกหนาวเย็นจนขนลุก แต่ก็ยังแข็งใจก้าวผ่านทางเดินอันปกคลุมด้วยต้นหญ้าไปเรื่อยๆด้วยท่าทางเลื่อนลอยราวกับต้องมนตร์





เสียงนกร้องระงมอยู่บนต้นไทรย้อยซึ่งยืนต้นเสียดสล้างอยู่ข้างสระน้ำรกร้างขาดการดูแล สังเกตได้จากมีต้นหนามสูงเกือบสองเมตรขึ้นอยู่โดยรอบและท่าน้ำอันผุพัง





หญิงสาวมิได้ใส่ใจสระน้ำดังกล่าวเท่าใดนัก กลับมองเลยต้นไทรใหญ่ซึ่งมีรากไทยห้อยย้อยไปยังศาลาแปดเหลี่ยมเก่าคร่ำปกคลุมด้วยดอกอินทนิลสีม่วงอ่อนซึ่งเลื้อยพันตัวศาลาจนร่มครึ้ม





ครืด...คราด





เสียงคล้ายโลหะถูกลากระไปบนพื้นซีเมนต์ดังก้องโสตประสาท พิมพ์วลัญช์จึงรีบก้าวเข้าไปในตัวศาลาด้วยความประหลาดใจ หากก็ได้พบเพียงความว่างเปล่า และฝุ่นหนาเกาะอยู่บนม้านั่งรอบศาลาเท่านั้น





“ใครน่ะ ออกมานะ”น้ำเสียงของหญิงสาวสะบัดน้อยๆ เต็มไปด้วยความหวาดระแวง





เงียบเชียบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดดังประสานเซ็งแซ่ และเมื่อเธอขยับตัวทุกสิ่งก็เงียบลงดุจเดิม





คิ้วโก่งขยับเข้าหากันจนเกือบเป็นขมวด ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่น ขณะที่เท้าเรียวก้าวสวบๆออกมายืนกลางที่โล่งด้านนอกศาลา





แล้วอะไรบางอย่างก็โผล่พรวดขึ้นทันใด…





กรี๊ด!!!





เสียงหวีดร้องดังยาวและลนลาน เมื่อเด็กชายร่างเล็ก ผอมเกร็ง ผิวขาวซีดโผล่ออกมาจากหลังต้นไทร แต่เมื่ออารมณ์เครียดขมึงค่อยเข้าที่ เธอจึงตั้งสติพิจารณาว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นแค่เด็กน้อยวัยสิบขวบธรรมดาๆเท่านั้น





“หนู มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ใกล้ค่ำแล้ว ทำไมไม่กลับบ้าน”พิมพ์วลัญช์ถามพลางเดินเข้าไปใกล้





เด็กชายถอยกรูด ดวงตากลมดำขลับจ้องมองอย่างระวัง





“พี่ชื่อพาย เพิ่งมาถึงที่นี่วันนี้”เธอพูดต่อหวังสร้างความคุ้นเคยกับเด็กชาย





หากเด็กน้อยกลับหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งและกอดอกพูดราวกับเป็นผู้ใหญ่วัยไล่เลี่ยกันก็ไม่ปาน “ระวังตัวไว้ให้ดี”





คิ้วเรียวถูกเลิกขึ้นสูงขณะถาม “ทำไมล่ะ ที่นี่มีอะไรอันตรายเหรอ”





รอยยิ้มปรากฏขึ้นเหนือมุมปากของเด็กน้อย“แล้วหล่อนจะรู้เอง”





หล่อน...เด็กคนนั้นใช้สรรพนามกับเธอว่าหล่อนอย่างนั้นรึ พิมพ์วลัญช์นึกขำอยู่ในใจแต่ก็มิได้แสดงสิ่งใดออกมา นอกจากรอยยิ้มอย่างใจดีธรรมดา “หนูไม่บอกแล้วพี่จะรู้ได้ยังไงล่ะ”





ร่างเล็กผอมไม่ยอมตอบโต้ กลับหันขวับหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความกังขาเอาไว้เบื้องหลัง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:03 pm

นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๑/๒
พิมพ์วลัญช์เดินกลับมาถึงด้านหน้าคฤหาสน์ในเวลาที่ความมืดเริ่มห่มคลุมอาณาบริเวณบ้างแล้ว แสงไฟสลัวตามจุดต่างๆของตึกค่อยๆสว่างขึ้นทีละดวงสองดวง เท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบนบันไดหินอ่อนจึงชะงัก และพาร่างระหงถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าว เพื่อชื่นชมความงามของคฤหาสน์เก่าแก่ซึ่งเธอเพิ่งได้เข้ามาเป็นเจ้าของหมาดๆในวันนี้






จะว่าไปมันก็ดูสงบ ขรึม และสง่างามไม่เบาแฮะ...






แสงไฟตามจุดต่างๆทำให้คฤหาสน์สีเทากลายเป็นสีส้มระเรื่อน่ามอง ทำให้เห็นว่าบนปีกซ้ายและขวาของตัวตึกมีห้องใต้หลังคาซ่อนอยู่ ต่ำลงมาเป็นระเบียงและหน้าต่างประดับกระจกสีตามลำดับ แต่ที่นี่คงจะน่าอยู่กว่านี้ถ้าไม่มีต้นตีนตุ๊กแกสีเขียวเข้มซึ่งเกาะเป็นพรืดอยู่รอบผนังด้านนอกของคฤหาสน์ยกเว้นบริเวณระเบียงขนาดใหญ่กลางตึก






เสียงสายเรียกเข้าดังขึ้น หญิงสาวจึงรีบค้นโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าหนังใบโตแล้วกรอกเสียงสดใสลงไป “ว่าไงจ๊ะคุณปณิตา”






“มาถึงแล้วเหรอยะ คุณพิมพ์วลัญช์ ”ปลายสายบีบเสียงถามบ้าง






“อืม มาถึงสักชั่วโมงได้แล้วล่ะ กำลังสำรวจรอบๆบ้านอยู่”






“สำรวจรอบบ้านเนี่ยนะ ทำไม บ้านใหม่ของเธอมันแปลกยังไงฮึ”ปณิตาปรับน้ำเสียงให้ดูจริงจังตามเพื่อนบ้าง






เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม และเป็นรูมเมทกันในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด แต่หลังจากเรียนจบกลับมา พิมพ์วลัญช์และปณิตาก็ไม่ค่อยพบหน้าค่าตากันบ่อยครั้งนัก เนื่องจากฝ่ายแรกตามบิดาซึ่งเป็นผู้พิพากษาไปประจำอยู่จังหวัดพิษณุโลก ในขณะที่ฝ่ายหลังกลายเป็นสาวสังคมชั้นสูงอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจจะทำให้ได้พบเจอกันน้อยลงแต่สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนยังคงเหนียวแน่นเสมอ






“บ้านใหม่เป็นตึกเก่าสมัยสงครามโลกน่ะสิตา แถมรอบๆบ้านยังมีแต่ต้นไม้ยังกะบ้านสวนแน่ะ”






“อุ๊ย แบบนั้นหายากนะพาย ชักอยากไปเห็นกับตาแล้วสิ เห็นแต่ในละครทีวี ตึกโบราณๆรอบบ้านมีแต่ต้นไม้ แล้วก็มี...”






เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำอ้ำอึ้งพิมพ์วลัญช์จึงย้อนถามเสียงดุ “มีอะไรฮึ”






ปณิตาหัวเราะคิกคักก่อนตอบว่า“ก็มีคุณหลวงหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวรอนางเอกอยู่น่ะสิ ไม่แน่นะ เรื่องนี้พายอาจจะเป็นนางเอกที่มีพระเอกรออยู่ในคฤหาสน์เก่าแก่ก็ได้”






พิมพ์วลัญช์ส่ายหัวราวกับอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงหน้า “เพ้อเจ้อไม่หายเลยนะตา ดูละครมากไปปะเนี่ย”






“ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะพาย ดูแต่เมืองเก่าเถอะยังมีเสียงซ้อมรบให้ได้ยินบ่อยๆเลย”ปณิตาเถียงคอเป็นเอ็น เพราะเธอเป็นคนเชื่อเรื่องผีสางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว






“จ้ะ แม่บัณฑิตคณะไสยศาสตร์ ไว้วันหลังฉันจะพาเธอมาตามหาคุณหลวงที่นี่ก็แล้วกัน”พิมพ์วลัญช์ประชด แต่อีกฝ่ายกลับตอบมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “จริงๆนะยายพาย เมื่อไหร่นัดมาเลย”






“จะตื่นเต้นทำไมเนี่ย บ้านพายกับบ้านตาก็อยู่ใกล้กันแค่เนี้ย ลืมไปแล้วเหรอตอนนี้พายมาอยู่กรุงเทพฯแล้วนะ”






“เออ จริงแฮะ”ปณิตาหัวเราะแล้วจึงเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ไว้คุยกันใหม่นะพาย เดี๋ยวตาไปงานเลี้ยงก่อน”






“ได้เลยแม่เซเลบริตี้สาว”พิมพ์วลัญช์ตอบและหันขวับไปทางซ้ายมือของตึกเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไหววูบอยู่บริเวณนั้น






แต่ก็มีเพียงพุ่มไม้ดัดรูปช้างเท่านั้นแหละ เฮ้อ...รู้สึกว่าตั้งแต่มาถึงที่นี่เธอชักจะประสาทหลอนบ่อยเสียจริง
















“ไปไหนมาเจ้าเจิดจ้า”นายพ่วงวางช้อนลงบนจานกะเบื้อง เมื่อเห็นหลานชายคนเดียวเดินเข้ามาในห้อง






เด็กชายร่างเล็ก ผิวขาวซีดไม่ตอบ แต่กลับนั่งลงบนพื้นปูนเย็นเฉียบอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้เป็นปู่อดรนทนไม่ไหว จึงลุกจากเก้าอี้เข้าไปหิ้วปีกเด็กชายขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆที่ตั้งอยู่คู่กับโต๊ะไม้เก่าคร่ำของตน






“หิวไหม”ชายชราเอ่ยถามเสียงดัง






เจิดจ้าเป็นลูกของลูกชายนายพ่วงที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปพร้อมๆกับมารดาของเด็กน้อยเมื่อหกปีก่อน ปล่อยให้เจิดจ้าซึ่งกลายเป็นเด็กป้ำๆเป๋อๆได้ใช้ชีวิตอยู่กับปู่ของตนเพียงลำพัง






เจิดจ้ายกมือขึ้นลูบใบหน้าเหี่ยวย่นของปู่เบาๆพลางหัวเราะขณะดึงหนวดสีเทาเล่นโดยไม่ตอบคำ






นายพ่วงถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นลูบหัวหลานรักบ้าง เจิดจ้าเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะนอกจากจะสติสตังจะไม่สมประกอบเหมือนใครเขาแล้ว เด็กน้อยก็ยังเป็นกำพร้าเสียอีก ชายชราอดห่วงไม่ได้ว่า ถ้าตนเองตายไปแล้ว ชีวิตของเด็กน้อยจะเป็นอย่างไรต่อไป






คิดแล้วก็ต้องปลงให้ตก พยายามนึกเสียว่า มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นผู้กำหนด มีกรรมเป็นผู้นำทาง ดังนั้นหากเราสร้างทำสิ่งใดเอาไว้ สิ่งนั้นแหละที่จะติดตัวเราไปทั้งภพนี้ตลอดจนภพหน้า






“แกคงจะมีวิบากกรรมหนัก เจิดจ้าเอ๋ย”ชายชราพึมพำ






หากเด็กชายกลับพยักหน้าหงึกหงักแล้วพูดตามคำของปู่ “กรรมหนักๆ”






ดวงตายิบหยีเหี่ยวย่นจ้องมองหลานรักด้วยความพร่ามัวผ่านม่านน้ำตา ดูเอาเถอะ อายุตั้งสิบขวบแล้ว แต่เด็กน้อยก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆเลย






“กินข้าวเถอะ”ผู้ชราบอกหลานเสียงเครือ






คราวนี้เด็กน้อยจึงจับช้อนขึ้นตักข้าวใส่ปากอย่างว่าง่าย ราวกับจะล่วงรู้ถึงความนึกคิดผู้เป็นปู่






เรื่องบางเรื่องอาจไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูด แต่กลับสื่อกันได้ถ้าใช้หัวใจสะพาน






แสงจันทร์กระจ่างฉาบทาไปทั่วพื้นโลกยามค่ำคืน ทำให้ลานโล่งด้านนอกคฤหาสน์ดูอ่อนหวานด้วยแสงสีนวล ทว่าภายใต้ผืนดินเย็นเยียบนั่นเล่า เปลวไฟแห่งความอาฆาตแค้นกำลังลุกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด แม้ว่าภายในคฤหาสน์จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นก็ตามที
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:04 pm

นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๒/๑








หญิงสาวร่างระหงในชุดนอนสีครีมก้าวลงจากบันไดโค้งสู่พื้นพรมหยุ่นเท้าไปยังโถงใหญ่ของบ้าน ซึ่งมีมารดาและแม่บ้านร่างท้วมกำลังจัดแจงคัดแยกสมบัติพัสถานจากบ้านเดิมกันอย่างตั้งใจ จนเธอนั่งลงบนโซฟาลายหลุยส์ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละ คุณงามพรรณจึงเงยหน้าขึ้นทัก “ห้องนอนเป็นไงบ้างลูก ชอบหรือเปล่า”






“ชอบค่ะคุณแม่ ห้องกว้างและตกแต่งได้สวยมาก”






“ต้องขอบคุณป้าหนอมเขาโน่น”มารดาบุ้ยใบ้ไปยังแม่บ้านสูงวัยที่กำลังบรรจงใช้ผ้าสำลีเช็ดฝุ่นออกจากเครื่องลายครามอยู่ใกล้ๆ




“ขอบคงขอบคุณอะไรกันคะคุณ


หนอมก็ทำตามหน้าที่น่ะค่ะ คุณย่าท่านบอกว่า บ้านเก่าต้องให้ช่างมาตกแต่งภายในให้สดใสเข้าไว้ค่ะ”ผู้ถูกพาดพิงเงยหน้าขึ้นตอบพร้อมทั้งยิ้มกริ่ม






นางถนอมได้ติดตามมารดาของตนซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของคุณนายทองทิพย์มาตั้งแต่ผู้เป็นนายเพิ่งออกเรือนใหม่ๆทำให้เกิดความผูกพันต่อกันมากกว่าปกติ เนื่องจากคุณนายเองก็ดูแลเธอประดุจลูกหลาน เมื่อมารดาของเธอตายไปนางถนอมจึงทำหน้าที่แม่บ้านใหญ่แทน ก่อนจะย้ายเข้ามาดูแลบ้านแสนยากรให้กับคุณทินนาถในวันนี้






มือเรียวของหญิงสาวเอื้อมไปหยิบถ้วยน้ำชาเบญจรงค์ขึ้นมาพิศดูพลางถาม “ทำไมคุณย่าถึงซื้อที่ดินผืนนี้คะป้าหนอม ท่านมาถูกอกถูกใจอะไรกับที่ดินรกๆแล้วก็ตึกเก่าๆแบบนี้”






นางแม่บ้านละสายตาจากเครื่องลายครามในมือขึ้นมาจ้องหน้าผู้ถามแล้วถอนใจเบาๆก่อนตอบ “ท่านเสียดายน่ะสิคะ ตอนที่ผู้พันวาโยยังไม่สิ้นเนี่ย ระยะหลังท่านดูป้ำเป๋อๆพิกล พี่น้องลูกหลานสืบสายโลหิตก็ไม่มี ร้อนถึงญาติห่างๆอย่างคุณย่าต้องยื่นมือเข้ามาซื้อเอาไว้ เพราะมีพวกเหลือบไรคอยจะเขมือบสมบัติอยู่น่ะค่ะ”






“คุณปู่วาโยนี่ท่านไม่มีพี่น้องเลยเหรอหนอม”คุณงามพรรณถามบ้าง






ได้ยินคำถามนี้ นางถนอมจึงมีสีหน้าเครียดมากขึ้น ทว่าก็ยอมเอ่ยตอบโดยดี “มีค่ะ คุณย่าเล่าว่าผู้พันมีพี่ชายคนหนึ่งชื่อธรณินซึ่งเสียไปตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆแล้วล่ะค่ะ แต่จะเพราะอะไรนั้นดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน”






“แล้วเหลือบไรนี่หมายถึงใครล่ะคะ”พิมพ์วลัญช์ย้อนถาม






นางถนอมจึงตอบด้วยน้ำเสียงเนือย“ก็พวกญาติๆกันนี่แหละค่ะ พอเห็นผู้พันท่านไม่สบายก็พากันเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดก”






“แล้วคุณย่าทำยังไงถึงได้ที่ผืนนี้มาล่ะคะ”หญิงสาวมีท่าทางสนใจจริงจัง






“อยู่ดีๆผู้พันท่านก็เรียกคุณย่าเข้าไปพบน่ะค่ะ”






พิมพ์วลัญช์เอียงหน้ามอง หรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างจับผิด “ไหนบอกว่าคุณปู่วาโยท่านป้ำๆเป๋อๆยังไงล่ะคะ”






“ดิฉันก็แปลกใจโขอยู่ค่ะ ช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ท่านจะสิ้น ผู้พันก็เหมือนจะหายเป็นปกติ ท่านสั่งทนายเข้ามาเป็นธุระให้ แล้วกำชับว่าคนดูแลจะต้องเป็นนายพ่วงเท่านั้นด้วยนะคะ”






“ดูลึกลับอย่างไรพิกลนะ”คุณงามพรรณแสดงความคิดเห็น






“ใช่ค่ะ ดิฉันเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน”นางถนอมทำท่าครุ่นคิดแล้วพูดต่อ“คล้ายท่านจะให้ความสำคัญกับคฤหาสน์หลังนี้มากเลยนะคะ แต่ก็ไม่เคยเข้ามาอยู่ คนดูแลก็มีแต่พ่อตาพ่วงจนมาถึงตัวแกเองนี่แหละค่ะ”






“บางทีท่านอาจจะมีอะไรฝังใจอยู่ก็ได้”คุณงามพรรณสรุป ก่อนหันไปมองธิดาคนเดียวด้วยสายตาอ่อนโยน “ไหนบอกแม่ว่าวันนี้เพลีย จะเข้านอนเร็วไงลูก”






“พายนอนไม่หลับ ก็เลยคิดว่าจะมาคุยกับคุณพ่อเรื่องโรงแรมน่ะค่ะ”ตอบพลางมองหาผู้ที่ตนเอ่ยถึง






มารดายิ้ม นึกพอใจที่เห็นหญิงสาวใส่ใจกับธุรกิจของครอบครัวเช่นนี้ “คุณพ่อท่านไปเยี่ยมเพื่อนบ้านอยู่แถวนี้น่ะลูก”






พิมพ์วลัญช์เลิกคิ้ว “เพิ่งมาถึงวันนี้คุณพ่อก็มีเพื่อนแล้วเหรอคะคุณแม่ ไวจัง”






มารดาขำท่าทางประหลาดใจของบุตรสาวจึงหัวเราะเบาๆก่อนตอบ“คุณลุงอภิชัยท่านเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของคุณพ่อมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วล่ะลูก แต่ก็ไม่ได้เจอกันมานานหลายสิบปี จนคุณย่าซื้อที่ดินผืนนี้แหละถึงได้พบกันอีกครั้ง”






“บังเอิญจังนะคะ”หญิงสาวเปรย






“แม่ว่าจริงๆแล้วโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอกลูก ทุกสิ่งทุกเหตุการณ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับอะไรบางอย่าง อย่างเช่นการพบกันของคุณลุงกับคุณพ่อเนี่ยก็ทำให้เราไม่ต้องไปหาวิศวกรดูแลการสร้างโรงแรมที่อื่นไกลๆ”






คนฟังนิ่วหน้า “หมดอารมณ์เลย พายคิดว่าคุณแม่จะพูดอะไรโรแมนติกๆเสียอีก ที่ไหนได้มาพูดเรื่องสร้างโรงแรม”






คุณงามพรรณหัวเราะอีกครั้ง “ก็ไม่ดีหรือลูก หนูน่ะจะได้แสดงฝีมือสมกับที่ได้ร่ำเรียนการโรงแรมมาไงล่ะ”






หญิงสาวยิ้มกริ่ม “ดีสิคะ พายอยากให้โรงแรมสร้างเสร็จเร็วๆจัง วันนี้เดินผ่านซากโรงแรมเก่าแล้วขนลุกยังไงก็ไม่รู้”






“โรงแรมนั่นเคยโดนระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่2น่ะค่ะคุณหนู”นางถนอมเล่า ทว่าเมื่อสบสายตาของนายหญิงคนใหม่ นางจึงเงียบเสียงลงทันควัน






พิมพ์วลัญช์หน้าเสีย “มีคนตายหรือเปล่าคะ”






มารดาจึงรีบโบกไม้โบกมือให้วุ่น “อย่ามาพูดเรื่องแบบนี้กันกลางค่ำกลางคืนเลย หนอมเก็บของ ขึ้นไปนอนได้แล้ว”






หญิงสาวหน้ามุ่ยมองแม่บ้านสูงวัยด้วยสายตามาดหมาย






ไม่รู้ล่ะ เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของเธอแล้ว ยังไงก็จะแอบถามจนรู้ความให้ได้…
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:05 pm

นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๒/๒
เวิ้งน้ำสีดำกลมกลืนกับท้องฟ้าสีเดียวกันจนแยกไม่ออก ส่งผลให้ผู้ซึ่งยืนทอดอารมณ์ตามลำพังบนดาดฟ้าเรือรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวอันมืดมิด มีเพียงดวงดาวสีระเรื่อที่ส่องแสงระยิบพราวเท่านั้นคอยเป็นเพื่อน






อนันต์ทวีปขยับตัวนิดหนึ่งเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบแล้วจึงหันหลังพิงราวเหล็กซึ่งทอดตัวอยู่รอบๆดาดฟ้าและเงยหน้าขึ้น ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง






เรือทยานชลยังคงลอยล่องฝ่ากระแสคลื่นไปไม่หยุดหย่อน หลายครั้งที่ต้องปะทะระรอกคลื่นลูกใหญ่จนเรือไหวโยกไปมาน่าใจหาย แต่ผู้การหนุ่มก็ชินเสียแล้วกับเหตุการณ์เช่นนี้ เขาจึงยังคงหลับตานิ่ง ปล่อยอารมณ์ไปตามแต่ใจ จวบจนรู้สึกว่ามือหนักๆของใครบางคนวางทาบลงบนบ่าของตน เขาจึงลืมตาขึ้นและพบว่าเพื่อนรักยืนอยู่ตรงหน้า






“เป็นอะไรไปอีกล่ะครับ ท่านผู้การ”ชนวีร์แกล้งทำพินอบพิเทาให้เพื่อนหมั่นไส้เล่น แล้วจึงกอดอกหัวเราะเบาๆในลำคอ






“เปล่า”อนันต์ทวีปตีหน้าเฉยตอบ พลางยกมือขึ้นกอดอกมองหน้าเพื่อนบ้าง “แกมีอะไรกับข้าหรือเปล่าเจ้าวีร์”






“โอ้โฮ ท่านผู้การ ต้นเรืออย่างผมจะกล้ามีอะไรกับท่านได้ยังไงคร้าบ”อีกฝ่ายยานคางตอบด้วยน้ำเสียงยียวนสุดขีด ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติเมื่อเห็นเพื่อนขยับแข้งขยับขาไปมา“ข้านอนไม่หลับก็เลยคิดจะขึ้นมาชมวิวบ้างเท่านั้นแหละ”






“เป็นอะไรถึงนอนไม่หลับล่ะ ทุกทีเห็นขี้เซาจะตาย”






“ตื่นเต้นน่ะสิ ลงเรือมาตั้ง 2 สัปดาห์ พอจะได้กลับเข้าฝั่งบ้างใจมันก็เต้นตุบตับๆไม่ยอมหลับยอมนอนเลยนะโว้ย”ชนวีร์บอกกลั้วหัวเราะ






ผู้การหนุ่มหัวเราะหึๆในลำคอด้วยรู้ใจเพื่อนดีว่าสาเหตุที่ทำให้เขาอยากกลับขึ้นฝั่งเร็วๆนั้นเพราะอะไร แล้วจึงเอ่ยดักคอว่า “ตื่นเต้นที่จะได้กลับไปตะลุยราตรีใช่ไหมเจ้าวี ระวังเถอะ เที่ยวจัดๆแบบนี้คุณนกเธอจะถอนหมั้นเอา”






เขาหมายถึงนริษาคู่หมั้นสาวผู้อ่อนหวานของเพื่อนรัก ซึ่งชายหนุ่มมองเห็นความแตกต่างอย่างสุดกู่ของคนทั้งคู่แล้วก็อดเห็นใจคนรักของเพื่อนไม่ได้ ด้วยรู้ดีว่าชนวีร์นั้นเรียกได้ว่าเป็นพวกเจ้าชู้ยักษ์เลยทีเดียว






“จะให้ข้าทำตัวเป็นฤๅษีบำเพ็ญตะบะแก่กล้าอยู่บนเรืออย่างแกหรือไงเจ้าทิว”อีกฝ่ายย้อน






“นี่ถ้าแกไม่เหลวไหลในช่วงแรกๆ ป่านนี้ก็เป็นผู้การไปแล้วเจ้าวีร์ ยังจะมาแขวะคนอื่นอีก”ผู้การหนุ่มบ่นอุบทว่าไม่ใส่ใจนัก เขาและชนวีร์เป็นเพื่อนสนิทกันมานานจึงทำให้คนทั้งคู่รู้จักรู้ใจเกินกว่าที่จะโกรธเคืองกันเพราะการยั่วเย้ากระเซ้าแหย่เช่นนี้






“ก็ช่วงนั้นมันยังวัยสะรุ่นอยู่นี่ อีกอย่างพ่อข้าก็ไม่ได้เป็นอธิบดีเหมือนแกนี่หว่าจะได้ก้าวหน้าพรวดๆไวแบบนี้น่ะ”ชนวีร์ยังคงกวนประสาทเพื่อนต่อทั้งที่รู้ดีว่าการที่อนันต์ทวีปก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าตนนั้นเป็นเพราะอีกฝ่ายมีภาวะผู้นำและมีความรับผิดชอบสูงมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเรียนโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว อนันต์ทวีปจึงได้รับตำแหน่งประธานรุ่นขณะที่เขาเองก็ทำหน้าที่เลขาฯของเพื่อนมาโดยตลอด






“คงอย่างนั้นมั้ง”อนันต์ทวีปเอ่ยแล้วจึงยืดตัวขึ้นทำท่าเหมือนจะเดินจากไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายร้องถาม “แล้วนั่นจะรีบไปไหนล่ะ”






“นอน”






“อย่าบอกนะโว้ยว่าโกรธที่ข้าพูดเล่นเมื่อกี้ ทำตัวเป็นคนขี้งอนไปได้นะเจ้าทิว”ชนวีร์เริ่มร้อนตัวเกรงว่าตนจะทำให้เพื่อนไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายกลับยักไหล่ กล่าวปฏิเสธ “ไร้สาระน่า ข้าง่วงแล้วก็ต้องไปนอนสิ แกจะคิดอะไรก็คิดไปเถอะเจ้าวีร์ ข้าคิดเสมอว่า ถ้าจะโกรธแก โกรธหมาโกรธแมวยังจะดีกว่า”






ว่าแล้วคนมีสาระก็ผละจากไป ทิ้งให้คนไร้สาระยืนขำอยู่คนเดียว พลางแอบนินทาเพื่อนอยู่ในใจ ‘เจ้าทิวนะเจ้าทิว รูปหล่อพ่อมีบารมีอย่างแก น่าจะใช้ชีวิตให้คุ้มมากกว่านี้ นี่อะไร อายุจะสามสิบรอมร่อแล้วก็ยังทำตัวเป็นชายหนุ่มช่างฝันอยู่ได้ เสียดายจริงๆ’
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:07 pm

นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๒/๓
พื้นกระจกเงาวาววับเหนือโต๊ะเครื่องแป้งสะท้อนภาพหญิงสาวผู้มีใบหน้ารูปไข่ อันมีเครื่องหน้าประกอบด้วย คิ้ววาดโค้งรับกับดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยว จมูกโด่งเรียวเล็กพองาม พวงแก้มสีขาวอมชมพู และริมฝีปากรูปกระจับสีแดงสดดูสุขภาพดี ต่ำลงมาเป็นเรือนร่างสูงโปร่งได้สัดส่วนเหมาะเจาะในชุดนอนสีหวาน ซึ่งทำให้ใครหลายคนพากันอิจฉามานักต่อนักแล้ว






มือเรียวแตะแต้มไนท์ครีมลงบนใบหน้าแล้วจึงทาครีมสีขาวเนื้อเบาบางลงบนเรียวปาก ก่อนพิศมองตนเองในกระจกนิ่งนาน พิมพ์วลัญช์รู้ตัวดีว่าเธอไม่ใช่คนสวยชนิดที่เรียกว่าเพอร์เฟคทุกกระเบียดนิ้ว แต่ด้วยเครื่องหน้าอันครบครันและเรือนร่างระหงได้รูปจึงทำให้เธอถูกระบุว่าเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์คนหนึ่งในวงสังคมอย่างไม่ยากเย็นนัก






อยู่ดีๆโทรศัพท์มือถือก็กรีดเสียงร้องขึ้นพร้อมกับที่หญิงสาววางกระปุกครีมลงบนโต๊ะ เธอจึงรีบลุกพรวดขึ้นเดินไปยังโต๊ะข้างเตียงเพื่อรับสายของผู้อยู่แดนไกล






“เป็นไงบ้างจ๊ะสาวน้อย บ้านใหม่ของเราน่ะ”ปลายสายส่งเสียงทุ้มนุ่มมาอย่างอารมณ์ดี






พิมพ์วลัญช์ยิ้ม ทรุดตัวนั่งลงบนเตียงก่อนตอบเสียงใส “พายไปเดินสำรวจมารอบหนึ่งแล้วค่ะพี่ภพ โดยรวมก็โอเคดี รอบๆบ้านลักษณะเป็นเหมือนบ้านสวนน่ะค่ะ มีผลหมากรากไม้เยอะแยะไปหมด แถมยังมีศาลาแบบโบราณอยู่ข้างสระน้ำรกๆทางฝั่งโน้นด้วยล่ะค่ะ”






“แล้วโรงแรมที่คุณพ่อจะทุบสร้างใหม่ล่ะ”






“อ๋อ โรงแรมนั่นก็อยู่ติดกับสระน้ำนั่นแหละค่ะพี่ภพ แต่พายยังไม่ได้เข้าไปสำรวจตัวโรงแรมนะคะ กลัวพวกสัตว์มีพิษน่ะค่ะ ตอนนั้นค่ำแล้วด้วย”






“ดีแล้ว ไม่ต้องเข้าไปหรอก ที่แบบนั้นน่ะมันอันตราย แล้วนี่คุณพ่อติดต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างหรือยังล่ะ ถ้ายัง...พี่จะให้พวกเพื่อนๆช่วยประสานให้”เพลิงภพถามเสียงเรียบเรื่อย เขาเป็นคนที่ใส่ใจทุกเรื่องในครอบครัวก็จริงอยู่ แต่กลับไม่สนใจธุรกิจใหม่ของครอบครัวเท่าใดนัก






“เห็นคุณแม่บอกว่าได้วิศวกรเป็นเพื่อนบ้านแถวนี้แหละค่ะ เป็นเพื่อนเก่าของคุณพ่อด้วยมั้ง”




“อืม งั้นค่อยโล่งใจหน่อย คนกันเองยังไงก็ไว้ใจได้มากกว่าคนอื่นแหละ”






“แหม โทร.มาถามเรื่องสร้างโรงแรมแล้วเมื่อไหร่พี่ภพจะกลับมาสักทีล่ะคะ คุณแม่งี้บ่นอุบเลย กลัวว่าจะได้สะใภ้แหม่มติดมือมาด้วย”หญิงสาวเล่ากลั้วหัวเราะ






พี่ชายหัวเราะตามบ้าง “ไม่หรอกน่า พี่รับรองว่ายังไงก็ลืมสาวไทยไม่ลง”






“แน้ พูดแบบนี้แสดงว่าพี่ภพมีหนึ่งในดวงใจแล้วสิคะเนี่ย”น้องสาวบีบเสียงล้อเลียน






ปลายสายหัวเราะหึๆ“พูดเสียเชยเลยนะยายพาย แต่ก็ยอมรับแหละว่ามี เราเองก็เคยเจอแล้วนี่ ส่วนจะจำได้หรือเปล่านั่นไม่รู้นะ คนที่ไปงานเลี้ยงส่งก่อนพี่มาเรียนที่นี่ไง”






พิมพ์วลัญช์ได้ฟังจึงนิ่วหน้าครุ่นคิดก่อนจะส่ายหัว ราวกับผู้เป็นพี่ชายมายืนอยู่ตรงหน้า “ใครจะไปรู้ว่าคนไหนล่ะค่ะ เพื่อนพี่ภพเต็มบ้านไปหมด”






“เอาน่าเดี๋ยวก็รู้เองแหละ”อีกฝ่ายสรุปและถามถึงเรื่องราวจิปาถะอีกเล็กน้อยจึงค่อยวางสายไป






ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะนำโทรศัพท์ไปวางไว้ที่เดิม เสียงเรียกสายก็ดังเข้ามาอีกครั้ง พิมพ์วลัญช์มองรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วจึงกรอกเสียงลงไปก่อน “ว่าไงจ๊ะแม่สาวไฮโซเหงาหรือไง วันนี้โทร.มาหาเพื่อนตั้งสองรอบ”






“เปล่า แต่ตามีเรื่องจะเล่าให้พายฟัง”น้ำเสียงของปณิตาดูร้อนรนหากยังมีร่องรอยของความยินดีอย่างชัดเจน






“ไหน เล่ามาสิ อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้ตาตื่นเต้นได้ถึงขนาดนี้”เร่งเพื่อนแล้วหญิงสาวจึงเคลื่อนตัวเข้าไปซุกในผ้าห่มพลางกดปิดสวิตซ์ไฟให้เหลือเพียงความสลัวรอบด้าน






“วันนี้ตาว่างก็เลยนั่งเล่น’เน็ตไปเรื่อยๆแล้วบังเอิญเห็นรูปผู้ชายคนนึงที่จำได้ติดตา”






พิมพ์วลัญช์นิ่งฟังโดยไม่ยอมเอ่ยแทรกให้เสียจังหวะ อีกฝ่ายจึงย้อนถาม “พายจำที่ตาเคยเล่าเรื่องผู้ชายที่รู้จักในอินเทอร์เน็ตสมัยม.ปลายได้ไหม”






คิ้วคู่สวยของคนฟังขยับเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลายลงพร้อมกับน้ำเสียงยินดีของพิมพ์วลัญช์”อ๋อ จำได้แล้ว คนที่ตาเคยมาเล่าให้ฟังบ่อยๆใช่ไหม”






“ใช่สิ คนเดียวกันนั่นแหละ”แท้จริงแล้วปณิตาอยากจะพูดต่อด้วยซ้ำว่า เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ในใจตลอดเวลา แต่ก็อายเพื่อนที่สาวมั่นอย่างเธอจะยอมเสียฟอร์มถึงขนาดนั้นเพื่อคนที่ไม่จริงใจ






“แล้วเกิดอะไรขึ้น ตาเจอเขาเหรอ ไหนว่าตอนนั้นเขาหายไปเฉยๆไงล่ะ พายบอกว่าให้จีบพี่ภพก็ไม่เชื่อเองนี่นา”






“บ้า พี่ภพน่ะยังไงตาก็คิดได้แค่พี่ชาย ไม่เหมือนเอ่อ...”น้ำเสียงของคนพูดขาดห้วงคล้ายกำลังสะกดความรู้สึกบางอย่างให้จมหายไปในหัวใจ แล้วเปลี่ยนเรื่อง“ตาไปเจอรูปเขาใน’เน็ต”






เสียงถอนหายใจดังขึ้นจากฝ่ายพิมพ์วลัญช์อย่างจงใจก่อนเอ่ย “โธ่ พายก็ตื่นเต้นตามไปด้วย นึกว่าเจอกันแล้ว ที่ไหนได้ แค่เจอรูปเขาใน’เน็ตเนี่ยนะ”






“ก็ใช่น่ะสิ อย่างน้อยเขามาปลุกความทรงจำเก่าๆของตาขึ้นมา พาย...ตาอยากเจอเขา อยากถามว่า ตอนนั้นทำไมอยู่ดีๆถึงหายหน้าไป ทั้งๆที่...”






“ทั้งๆที่ตาคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลา”แทรกขึ้นแล้วผู้พูดก็หัวเราะคิกคักขณะวางแผน”เอางี้ไหมเราก็จ้างนักสืบสืบตานั่น แล้วก็ไปถามซึ่งๆหน้าเลย”






“ตาพอจะมีข้อมูลเขาบ้างแล้วล่ะ”อีกฝ่ายตอบเสียงขรึม






พิมพ์ลวัญช์แทบสำลักน้ำลายตนเองขณะถาม “นี่...ตาจะเอาจริงเหรอเนี่ย”






“ไม่รู้สิ ถ้ามีหนทางที่จะเจอกัน ตาก็จะลองดู”ปณิตาสรุปก่อนจะวางสายไป โดยที่อีกฝ่ายนั้นยังนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด






ยายตานะยายตา พิมพ์วลัญช์ยังจำได้ดีว่า เมื่อครั้งที่ชายหนุ่มจากโลกไซเบอร์หายตัวไป เพื่อนของเธอเสียใจมากแค่ไหน ปณิตาให้ความสำคัญกับผู้ชายคนนั้นมาก มากเสียจนพิมพ์วลัญช์เป็นห่วง แต่แล้วเขาก็ทำเหมือนคนในโลกไซเบอร์ทั่วๆไปที่บทจะหายตัวไปก็ไม่เคยคิดจะหวนกลับมา บ้าแท้ๆปณิตา หน้าตาจริงๆเขาก็ไม่เคยเห็น ทำไมถึงได้หลงหัวปักหัวปำแบบนี้ก็ไม่รู้






คิดพลางหญิงสาวก็ทำหน้ามุ่ยตามความรู้สึกในใจ แต่แล้วครู่ใหญ่เสียงหนึ่งก็ทำให้เธอต้องชะงักความคิดเดิม เพื่อเพ่งฟังเสียงที่คล้ายจะดังกังวานอยู่ข้างๆหู






ครืด...แกรก






เสียงนั้นดังขึ้นอยู่ชั่วครูก่อนจะเงียบหายไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้กับผู้ซึ่งนอนอยู่ในความมืดว่ามันเกิดจากอะไรกัน แน่ ที่สำคัญเธอจำได้ดีว่า เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงเดียวกับเสียงในศาลาร้างเมื่อตอนหัวค่ำ






เหมือนคนลากโซ่ระไปกับพื้นปูน...






แล้วจะมีใครมาเดินลากโซ่ในเวลาดึกดื่นเช่นนี้เล่า หรือจะเป็น...






ผีหรือ...เป็นไปไม่ได้ โลกนี้ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เธอจะไม่หลงงมงายเชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนั้นเป็นอันขาด เช่นเดียวที่เธอไม่เคยเชื่อถือคำพูดของ...ผู้ชายอีกเลย นับตั้งแต่เห็นความเสียใจของปณิตาในครั้งนั้น






เกิดเป็นผู้หญิงต้องมีศักดิ์ศรี เรื่องอะไรจะไปสิโรราบให้พวกผู้ชายล่ะ...






เอ๊ะ...มัวแต่คิดเพลินไป เมื่อตวัดความคิดกลับมาได้อีกครั้ง พิมพ์วลัญช์ก็พบว่าเสียงปริศนาเงียบลงไปแล้ว จริงสิ เธออาจจะแค่หูแว่วไปก็ได้






มันอาจจะเป็นแค่เสียงลมพัดกิ่งไม้เท่านั้นเอง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:09 pm

นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๓/๑




๓.
















“ยายตา”น้ำเสียงแสดงความยินดีดังขึ้นหลังจากที่ร่างในชุดลำลองเดินเลี้ยวผ่านกรอบประตูเข้ามายังห้องนั่งเล่น ดวงตาคู่สวยวาวระยับแสดงถึงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด






ผู้เป็นแขกรีบลุกขึ้นยืน ก่อนโผเข้าไปกอดเพื่อนด้วยความดีอกดีใจ หลายปีแล้วที่เธอและพิมพ์วลัญช์ไม่ได้พบหน้าค่าตากัน จำได้ว่าครั้งสุดท้ายนั้นเธอไปหาญาติที่จังหวัดพิษณุโลกจึงได้พบกันเพราะพิมพ์วลัญช์ไปอยู่กับครอบครัวที่นั่น “คิดถึงจังเลยพาย”






พิมพ์วลัญช์หัวเราะสดใดพลางบอก “คิดถึงเหมือนกัน ดีใจจังที่ได้เจอ นี่พายก็กลัวว่าตาจะมาไม่ถูกเสียอีก”






ปณิตาหัวเราะกิ๊ก ผละจากอกเพื่อนแล้วหย่อนกายลงบนโซฟาก่อนพูดต่อ“หาไม่ยากเท่าไหร่หรอก ตาก็คลำทางเองบ้าง จอดถามคนบ้าง เดี๋ยวเดียวก็ถึงละ ว่าแต่พอตาถามตามที่พายบอกลักษณะของบ้านนะ คนแถวนี้เขาก็ทำตาลุก แล้วบอกว่ารู้จักโรงแรมร้างที่ครอบครัวพายจะทุบทำใหม่ทั้งนั้นเลย”






เจ้าของบ้านนั่งข้างๆเพื่อนแล้วจึงถาม “เขาพูดถึงว่ายังไงบ้างล่ะ”






ผู้ถูกถามกรอกตาไปมาก่อนตอบเสียงเบา “ก็บอกว่าเป็นโรงแรมอายุเกือบร้อยปีแล้ว แถมโดนระเบิดจนต้องปิดกิจการไปน่ะสิ”






“นี่แค่ไปถามทาง เขาถึงกับเล่าให้ตาฟังขนาดนี้เลยเหรอ”พิมพ์วลัญช์สงสัย






ปณิตายักไหล่ มองผ่านกรอบหน้าต่างไปยังดงไม้ซึ่งเป็นทางลัดไปสู่โรงแรมที่ว่า “ป้าร้านขายของชำแกไม่ได้เล่าหรอก แต่แม่แกนี่สิ พอได้ยินตาถามทางไปบ้านแสนยากร แกก็โพล่งขึ้นมาว่า ตึกขาว แล้วพูดว่าที่นั่นเป็นบ้านของท่านเจ้าคุณเจ้าของโรงแรมสยามธาราที่เคยถูกระเบิดเมื่อหลายสิบปีก่อน”






พิมพ์วลัญช์นั่งทำตาปริบๆฟัง เมื่อเพื่อนยังคงเล่าต่ออย่างสนุกปาก “ป้าเจ้าของร้านพยายามบอกตาว่าอย่าไปสนใจเลย แม่แกเลอะเลือน อายุก็ปาไปแปดสิบกว่าแล้ว”






“แกคงไม่พูดเท่านี้หรอกใช่ไหม ลูกสาวถึงต้องออกตัวขนาดนั้นน่ะ เล่ามาให้หมดสิยายตา”




ผู้เป็นแขกหันไปขอบคุณนางถนอมที่ยกน้ำและขนมมาวางไว้ให้ ก่อนพูดต่อหลังแม่บ้านสาวใหญ่เดินออกไปจากห้องแล้ว “แกบอกว่าตึกขาวผีดุน่ะสิ”






คนฟังเบิกตากว้าง แกล้งขยับเข้ามาหาเพื่อนพลางถามเสียงหลง “จริงเหรอ!”






ปณิตาพยักหน้า “ฮื่อ แกว่างั้น”






ทว่าฝ่ายเจ้าของบ้านกลับหัวเราะเบาๆในลำคออย่างขบขันเสียเต็มประสา “แกคงเลอะเลือนจริงๆแหละ ผีสางมีเสียที่ไหนกัน”






“แสดงว่าพายไม่เชื่อสิ”






“ก็ไม่เชิงหรอกแต่พายไม่เคยเห็นนี่นา แล้วจะให้เชื่อว่ามีจริงได้ยังไง”พิมพ์วลัญช์เถียง ทั้งที่ใจยังกระหวัดถึงเสียงประหลาดซึ่งดังรบกวนอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ก้าวย่างแรกที่เข้ามายังตึกโบราณหลังนี้






ปณิตาทำหน้ามุ่ย แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ยอมคล้อยตามจึงพยายามโน้มน้าวต่อ “แต่ตาเคยเห็นนะ วันที่คุณย่าเสียตอนเด็กๆน่ะ ท่านมาหาตาหลังจากเผาศพไปแล้ว”






“อาจจะตาฝาดก็ได้”






แหม คนเล่าอยากจะเอาหัวโขกฝาตายเสียจริง เพื่อนเธอนี่แสนรั้น ให้ตายสิ






“ตัวเองไม่เคยเห็นก็หาว่าผีไม่มีในโลก แต่พอคนอื่นเขาเคยเจอก็หาว่าตาฝาด พายนี่หัวดื้อจริงๆเลย”






คนหัวดื้อหัวเราะขำท่าทางหัวเสียของเพื่อนแล้วทำเสียงอ่อนลง “เอาน่า ถ้ามีจริงๆก็คงจะทำให้พายเชื่อได้สักวัน เราสองคนนี่ทำเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลยนะ ชอบมานั่งเถียงกันในเรื่องไร้สาระแบบเอาเป็นเอาตาย”






ปณิตาย่นจมูก “เค้าเรียกการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างหากล่ะ ตาว่าการที่พายยังไม่เคยเห็นอาจจะเป็นเพราะยังไม่เคยเจอดวงวิญญาณที่ดวงจิตผูกพันกับเราอย่างแรงกล้าหรือพายอาจจะไม่มีเซ้นส์ทางนี้ก็ได้”






“อาจจะเป็นได้”พิมพ์วลัญช์เออออตามแล้วเปลี่ยนเรื่องเสียดื้อๆ “แล้วไหนว่าได้ข่าวอดีตหวานใจมาไม่ใช่เหรอ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”






ปณิตาถอนใจออกมาแรงๆโดยไม่ปิดบัง พลางหันมาจ้องเพื่อนเขม็ง ดวงตาวาววับนั้นบอกเล่าความรู้สึกและความอาวรณ์ที่ปิดไม่มิด “ก็อย่างที่บอก ตาไปเจอรูปเขาใน’เน็ตก็เลยคลิกตามจนรู้ว่า เขาเป็นทหารเรืออยู่สัตหีบ”






“เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเป็นเขา ในเมื่อตอนนั้นเราก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงของเขานี่นา”คนฟังแย้ง เธอทั้งสองคนมักจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันที่มีต่อกันลดน้อยถอยลง ทำไงได้ล่ะในเมื่อพิมพ์วลัญช์เป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง มองทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนปณิตานั้นจ่อมจมอยู่ในโลกแห่งความฝันแทบจะตลอดเวลา






“ตาจำเขาได้เสมอ”เสียงตอบของเพื่อนแผ่วเบาคล้ายเสียงครวญกับตนเองมากกว่า พิมพ์วลัญช์จึงวางมือลงบนมือเล็กเรียวนั้นเบาๆและเอ่ยปลอบ“พายว่าเรื่องนี้ไม่ยากหรอก คุณพ่อของตาเองก็เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึงจะคนละกองทัพแต่ก็แวดวงเดียวกัน อาจจะวนเวียนมาให้เจอสักวันแหละน่า”






“ตาคงไม่รอให้ถึงวันนั้น”






พิมพ์วลัญช์เลิกคิ้ว “หมายความว่าไง ตาจะไปตามหาเขางั้นเหรอ”






“ยังหรอก ตอนนี้ก็จะพยายามสืบๆดูก่อน แต่ต่อไปน่ะ ไม่แน่”ตอบแล้วอีกฝ่ายจึงเอนหลังพิงพนักโซฟา และมองกวาดไปรอบตัวก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมคนถึงเรียกบ้านพายว่าตึกขาวล่ะ ในเมื่อเห็นๆกันอยู่ว่าทาสีออกเทาๆ”






“ไม่รู้สิ มันอาจจะเคยเป็นสีขาวมาก่อนก็ได้มั้ง”






“อืม ท่าจะจริง”






พิมพ์วลัญช์ยิ้ม บางทีเธออาจจะต้องเดินสำรวจตัวบ้านให้ครบทุกซอกทุกมุมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที เพราะรู้สึกว่าที่นี่มีอะไรบางอย่างดูลึกลับซับซ้อนพิกล






แดดยามบ่ายอ่อนแสงลงตรงข้ามกับการพูดคุยอันออกรสของสองสาว แล้วอยู่ดีๆปณิตาก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาอันเต้นระริก “พาไปเดินดูบ้านหน่อยสิพาย ยายร้านขายของชำมาสะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ ตาชักอยากดูของจริงเสียแล้วสิ”






พิมพ์วลัญช์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ วางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนเอี้ยวตัวไปถามเพื่อนเบาๆ“อยากดูอะไรล่ะ”






“ก็รอบๆบ้านไง แล้วก็ เอ่อ โรงแรมร้างที่ว่านั่นด้วย”






เจ้าของบ้านนิ่งคิดเป็นครู่จึงตอบ “เอาล่ะ ดีเหมือนกันจะได้ช่วยกันคิดว่าถ้าโรงแรมใหม่เสร็จแล้วต้องประชาสัมพันธ์ยังไงคนถึงจะชอบ”






“แหม คิดจะใช้เพื่อนทางอ้อมนะพาย”






พิมพ์วลัญช์หัวเราะเบาๆ พลางลุกขึ้นยืน “แหม จะเป็นนักธุรกิจนี่ก็ต้องฝึกใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าก่อนล่ะ”






“เริ่มจากใช้เพื่อนเนี่ยนะ”





"แน่นอน"
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย พลิกผืนฟ้าหารัก ผลงานของน้ำฟ้า ในนาม ระมิงค์

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:10 pm

นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๓/๒
ขาดคำ เสียงหัวเราะก็ดังประสานกันอย่างสดใส พร้อมกับการก้าวเดินออกจากตัวบ้าน เลียบไปตามทางเดินอิฐซึ่งรายล้อมอยู่รอบสนามหญ้ากว้างใหญ่ ทว่าสักพักปณิตาก็หยุดเดินและชี้ไปยังเด็กชายรูปร่างผอมในชุดลำลองซึ่งนั่งเล่นอยู่เพียงลำพัง “เด็กที่ไหนมานั่งเล่นอยู่นั่นน่ะพาย”






พิมพ์วลัญช์มองตาม แล้วจึงก้าวสวบๆเข้าไปหาเด็กชายที่กำลังเล่นกิ่งไม้แห้งอย่างเพลิดเพลิน ส่วนปณิตานั้นแม้จะรู้สึกงงงันอยู่บ้างแต่ก็รีบเดินตามเพื่อนไปจนทัน






“เล่นอะไรอยู่หนูน้อย”เจ้าของบ้านสาวย่อตัวลงถามด้วยน้ำเสียงใจดี เป็นเหตุให้มือจ้อยซึ่งถือกิ่งไม้อยู่ต้องชะงัก ดวงตาดำขลับเงยขึ้นสบดวงตากลมโตนั้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก






“พี่เจอหนูที่นี่หลายหนแล้ว หนูชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใครล่ะ”พิมพ์วลัญช์ถามต่อแม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมตอบคำถามแรกก็ตามที






เด็กน้อยลุกพรวดขึ้น จ้องหน้างามด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเขม็ง มือที่ถือกิ่งไม้อยู่ก็ถูกยกขึ้นราวกับกำลังเตรียมตัวต่อสู้ ริมฝีปากเล็กแห้งกรังขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียงใดหลุดลอดออกมา






“ใจเย็นๆสิหนุ่มน้อย พี่พายเขาเป็น...”ปณิตาปรามขึ้น หากยังไม่ขาดคำ เสียงแหบห้าว ร้อนรน ก็ดังมาแต่ไกล






“เจิดจ้า หยุดนะ”






สองสาวหันขวับไปมองพร้อมกัน ขณะที่มือเล็กๆของเด็กชายเจิดจ้านั้นลดลงข้างตัว แล้วร่างจ้อยก็หันขวับวิ่งตัดช่องเล็กๆของดงดอกเข็มออกไปด้านหลังตึก






“เด็กคนนั้นเป็นใครคะ ลุงพ่วง”พิมพ์วลัญช์ถามขึ้น เมื่อผู้สูงวัยเดินเข้ามาใกล้






ลุงพ่วงทำหน้าเครียด เอ่ยตอบ “เจ้าเจิดจ้า หลานชายของผมเองครับคุณพาย เป็นลูกของลูกชายที่เสียไปแล้ว ผมก็เหลือหลานอยู่คนเดียวนี่แหละครับ แต่มันสติสตังไม่ค่อยจะดี”






“ อ๋อ มิน่าล่ะ พายถึงเจอเขาบ่อยๆ ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันค่ะ ว่าถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ แต่ เอ๊ เมื่อวานแกยังดูปกติอยู่เลยนี่คะ แถมยังเตือนพายเลยว่าให้ระวังตัวอีก”






“เจ้าเจิดจ้าเนี่ยเหรอครับ เตือนคุณ”พ่อบ้านเก่าแก่ย้อนถามอย่างไม่เชื่อถือ






พิมพ์วลัญช์พยักหน้า ยืนยัน “ใช่ค่ะ เจิดจ้าเนี่ยแหละ”






ใบหน้าเหี่ยวย่นมองตามทางที่หลานชายวิ่งจากไป ก่อนสั่นหน้าให้กับความคิดของตนเอง แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะหากมีการซักถามถึงหลานชายต่อไปก็คงหาข้อสรุปไม่ได้อย่างแน่นอน “คุณๆกำลังจะไปที่ไหนกันหรือครับ”






“พายจะพาเพื่อนไปเดินดูรอบๆบ้านค่ะลุงพ่วง ว่าจะไปดูโรงแรมเก่ากันด้วย ตาเค้าสนใจน่ะค่ะ”






“อย่าเดินเข้าไปในตัวโรงแรมนะครับคุณ กลัวงูเงี้ยวเขี้ยวขอ”ผู้มากวัยเตือน






“จ้ะลุง พายไปก่อนนะคะ”พิมพ์วลัญช์รับคำ แล้วจึงหันไปจับจูงแขนเพื่อนเดินไปตามทางเดินซึ่งทอดไปสู่ตัวตึกร้างที่มองเห็นอยู่ลิบๆ






ไม่ถึงห้านาทีหญิงสาวทั้งสองก็มาหยุดอยู่ด้านหน้าซากปรักหักพังของตึกสามชั้นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่มีไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมด้านข้างตัวอาคารขึ้นไปจนถึงบนหลังคา






“แต่ก่อนโรงแรมนี้คงจะสวยมากเลยนะพาย”ปณิตาเอ่ยชมพลางเดินเข้าไปยืนข้างๆน้ำพุซึ่งมีไม้เลื้อยขึ้นคลุมจนดูคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่มากกว่า “แล้วที่เขาว่าเคยมีระเบิดลงนี่คงจะเป็นส่วนปีกขวาของอาคารโน่นใช่ไหมพาย ที่หลังคาดูแหว่งๆไปนั่นน่ะ”






“น่าจะใช่ พายเองก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่ครั้งแรกเหมือนกัน”






“แล้วคุณลุงจะทุบตึกนี่เมื่อไหร่ล่ะ น่าเสียดายเหมือนกันนะ ดูขลังๆยังไงไม่รู้บ้านของพายเนี่ย”






“ก็คงเร็วๆนี้แหละ เพราะคุณพ่อท่านไปติดต่อบริษัทรับเหมาเอาไว้แล้ว”พิมพ์วลัญช์ตอบเรียบเรื่อย สายตายังไม่ละไปจากโรงแรมร้างตรงหน้า หัวใจของหญิงสาวเบาหวิว ความรู้สึกตื้นตันแล่นลิ่วขึ้นมาในอก ความเสียดาย อาลัยอาวรณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หรืออาจจะเป็นเพราะเธอเสียดายความเก่าแก่ของโรงแรมสยามธาราในอดีตก็ไม่อาจตอบได้






“คุณลุงนี่ทำอะไรรวดเร็วจังนะ เพิ่งมาถึงไม่เท่าไรก็ดำเนินการไปได้ขั้นหนึ่งละ”






“เพื่อนคุณพ่อเขาเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างน่ะ บ้านคุณลุงเขาก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง ไปกันหรือยังล่ะตา พายไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆ รู้สึกใจคอไม่ค่อยดีน่ะ”พิมพ์ลวัญช์เร่ง






ปณิตาจึงหันมามองเพื่อน และพบว่าใบหน้าที่เคยขาวนวลนั้นบัดนี้ดูซีดเผือดคล้ายไม่มีเลือดขึ้นมาหล่อเลี้ยงกระนั้น เธอจึงพยักหน้าแล้วดึงมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายมากุมไว้ ก่อนจะพากันเดินกลับไปยังทางเดิมที่เพิ่งจากมา






หากหญิงสาวทั้งสองหันกลับมามองที่โรงแรมร้างอีกครั้ง ก็คงพบว่ามีร่างเล็กๆร่างหนึ่งกำลังก้าวออกมาจากกรอบประตูโล่งๆด้านหน้าอาคารเก่าคร่ำ พลางมองตามร่างบางของพิมพ์ลวัญช์อย่างไม่ละสายตา
















เมื่อภาพที่เจิดจำรัสอยู่ในหัวค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ นายทหารหนุ่มในชุดสีขาวจึงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานอย่างอ่อนแรง






เขามองเห็นผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว...






หญิงสาววัยต้นยี่สิบผู้มีใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ดวงตาคมเด็ดเดี่ยว จมูกโด่งพองาม ริมฝีปากบางได้รูป ใบหน้าของเธอติดอยู่ในใจของเขาเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่หญิงสาวปรากฏขึ้นในมโนภาพ และมองเห็นซ้ำๆอยู่เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้






มือใหญ่เปิดลิ้นชักข้างโต๊ะออก แล้วจึงหยิบกรอบรูปเก่าๆขึ้นมาวางตรงหน้า พลางพินิจภาพในกรอบสี่เหลี่ยมอย่างตั้งใจ






ภาพนั้นเป็นภาพวาดสีน้ำมันที่เขาเคยวาดเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยม






หญิงสาวที่เขาจำได้ติดตาผู้นี้ทำให้เขาต้องขออนุญาตบิดาไปเรียนวาดรูปกับสถาบันศิลปะชื่อดัง เพียงเพื่อต้องการวาดสิ่งที่เห็นในมโนภาพให้เป็นรูปธรรมและทำให้ได้เห็นเธอทุกครั้งที่ใจต้องการ






“คุณเป็นใครกัน เป็นคน หรือเป็นดวงวิญญาณ ทำไมถึงตามหลอกหลอนผมทั้งยามหลับ ยามตื่นแบบนี้” อนันต์ทวีปครวญพลางยกมือขวาขึ้นไล้ดวงหน้างามในรูปเบาๆ และน่าแปลกที่ในวินาทีนั้น ความรู้สึกอ่อนโยนเริ่มก่อกำเนิดขึ้นในใจของเขาอย่างประหลาด






เธอคือคนที่เขาตามหาและเฝ้ารอมาตลอด…






เสียงนาฬิกาที่ดังติ๊กๆเบาๆข้างกายทำให้ชายหนุ่มตัดใจวางกรอบรูปลงบนลิ้นชักดุจเดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วก้าวออกไปจากห้อง






เสียงนกหวีดเรือดังกังวาน เมื่อเขาก้าวขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้าเรือ






วันนี้แล้วสินะที่เขาจะต้องพาเรือต.ก.ด.กลับเข้าสู่ฝั่ง หลังจากออกไปปฏิบัติหน้าที่กลางท้องทะเลเวิ้งว้างมาแรมเดือน






ใบหน้าคมสันของนาวาตรีอนันต์ทวีปทอดมองไปเบื้องหน้าแสนไกล หากสองหูยังคงได้ยินเสียงต้นเรือผู้เป็นเพื่อนรักสั่งแถวตรงดังลั่น






แววตาอันคมกล้าของผู้การหนุ่มแห่งเรือทยานชลไหวระริกขณะที่หัวใจกำลังรู้สึกอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง บอกไปใครจะเชื่อกันเล่า ว่าเขามีใจให้หญิงสาวในฝันมาแสนนาน นานเสียจนไม่สามารถมอบความรักให้หญิงคนใดได้ แม้ว่าจะพยายามแล้วก็ตามที
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm


ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron