นวนิยาย วาดรักกลางตะวัน โดย น้ำฟ้า

นวนิยาย เรื่องยาว ต่างๆ

นวนิยาย วาดรักกลางตะวัน โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 26 พ.ย. 2011 7:39 am

๑.

imagesCALD1K9B.jpg
imagesCALD1K9B.jpg (5.13 KiB) เปิดดู 2174 ครั้ง


แดดสีทองจางๆส่องลอดคาคบไม้มายังร่างระหงที่นั่งอยู่บนเครือเถาวัลย์ซึ่งทอดตัวลงมาแล้วเกี่ยวกระหวัดเป็นเกลียวเชือกขึ้นไปยังไม้เต็งต้นใหญ่เสียดสล้าง


ต่ำลงไป หญิงสาวอีกคนกำลังนั่งสาละวนกับการปั่นด้ายอยู่บนโขดหินพลางฮัมเพลงด้วยภาษาประจำเผ่าอย่างอารมณ์ดี


แดดเริ่มลับทิวเขาทางด้านหลัง แสงสีจางทอดตัวไกลออกไป เธอทั้งสองจึงพากันลุกขึ้น ก้าวตามทางเดินแคบๆ ซึ่งมีดอกหญ้าต้นสูงทว่าบอบบางเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว


ดวงตากลมโตของผู้เดินนำหน้าจับจ้องไปยังดอยสูงอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านผากิ่วแล้วคลี่ยิ้มจางๆ “อามิว่าจะซื้อคอมพิวเตอร์มาให้เด็กๆเรียนนะอาลูผะ”


ดวงตายาวรีของผู้ฟังเลิกขึ้นสูงขณะหันขวับไปมองเพื่อน“จะดีเหรอมาลิน”


ผู้ถูกเรียกว่ามาลินทำหน้ามุ่ย“บอกแล้วไงว่าให้เรียกชื่อเล่น อามิ ตามเดิม”


อาลูผะหยุดเดินเสียดื้อๆ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือเรียวเฉลาของเพื่อนมากุมไว้“แต่ลุงกาเนสั่งให้เรียกอามิ ว่ามาลินนี่นา”


“เฮ้อ” มาลินเบะปากทำท่าเหม็นเบื่อ“ไม่รู้ว่าพ่อคิดอะไร ถึงอยากให้อามิเป็นคนเมืองเสียจัง ถึงได้สั่งทุกคนให้เรียกเหมือนที่อาลูผะว่า”


“ลุงกาเนคงจะมีเหตุผลแหละ ทุกคนในเผ่าเราถึงเชื่อถือพ่อของมา…ละ…เอ่อ อามิมาก”อาลูผะแก้ต่างให้


มาลินสั่นหน้า เธอไม่เห็นด้วยกับความคิดของบิดานัก หญิงสาวเติบโตขึ้นท่ามกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขาและเข้าใจมาตลอดว่าตนเองเป็นชนเผ่าอีก้อ อีกทั้งภาคภูมิใจในเชื้อสายของตนอยู่เสมอ แม้จะถูกส่งไปเรียนต่อในเมืองจนจบมหาวิทยาลัยเธอก็ไม่เคยปกปิดชาติกำเนิดของตน แต่บิดานี่สิกลับพยายามให้หญิงสาวทำตัวเป็นคนเมืองอยู่ตลอดเวลา พยายามเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามและสอนการวางตัวที่แตกต่างจากคนในเผ่า มิรันตีเคยคิดว่าพ่อกาเนของเธอภาคภูมิใจความเป็นคนเมืองของภรรยามาก จึงต้องการให้ลูกสาวคนเดียวดำเนินรอยตามบ้าง ในวันนี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองคิดไม่ผิดแม้แต่น้อย


“ลุงกาเนคงอยากให้อามิมีอนาคตที่ดี เจอผู้ชายดีๆ ไม่ต้องมาทำสวนทำไร่เหมือนคนเผ่าเรากระมัง” อาลูผะเดา


“อยู่แบบนี้อามิก็ไม่ต้องทำสวนนี่ คอยรับซื้อของในไร่ไปขาย หรือทำสัมปทานป่าไม้แบบพ่อก็ได้นี่นา”มาลินเถียง


“เอาเถอะน่า ผู้ใหญ่ต้องมองการไกลกว่าเราสิ ลุงกาเนรักอามิมาก ไม่งั้นตอนส่งอามิไปเรียนต่อในกรุงเทพฯคงไม่ลงทุนให้อาลูผะตามไปด้วยหรอก”


ปัง…ปัง !!


เสียงปืนดังขึ้นกลางป่าลึก หญิงสาวทั้งสองจึงเงียบเสียงลง จ้องหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ มาลินจึงเอ่ยขึ้นก่อน“ใครล่าสัตว์อีกแล้วล่ะ”


“นั่นสิ หรือจะเป็นลองกา” อาลูผะหมายถึงเพื่อนสนิทของเธอทั้งสองซึ่งเป็นนักล่าสัตว์ตัวยง เนื่องจากชายหนุ่มดำเนินรอยตามหู่ลองบิดาผู้เป็นพรานป่าและหมอประจำเผ่า


“ไปอาบน้ำที่น้ำตกกันเถอะ อยากอาบน้ำเต็มทีแล้ว”มาลินเปลี่ยนเรื่อง


“อ้าว แล้วทำไมอามิไม่กลับไปอาบน้ำที่บ้าน”เพื่อนสาวท้วง ด้วยรู้ดีว่าลุงกาเนนั้นหวงลูกสาวเพียงใด จึงห้ามมิให้มาลินออกไปอาบน้ำที่น้ำตกดังชาว

อีก้อคนอื่นๆ แล้วสร้างห้องอาบน้ำอันหรูหราเอาไว้ในบ้านหรือจะเรียกให้ถูกคือคฤหาสน์กลางป่าของเธอกับมารดาอีกด้วย


“ไม่ล่ะ วันนี้อามิอยากอาบน้ำที่นี่”


“ดื้อจริงๆ”


“ช่วยไม่ได้ ก็อามิไม่เห็นว่าการที่เราดำเนินชีวิตแบบอีก้อจะผิดตรงไหนนี่”


“จ้ะ แม่คนรักถิ่นเกิด งั้นก็รีบไปกันเถอะ ถ้าแดดลับ น้ำคงจะเย็นมากขึ้น หน้าฝนแบบนี้น้ำไม่อุ่นไอดินเหมือนหน้าหนาวนะอามิ”


มาลินยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆเรียงเรียบ ก่อนเดินแกมวิ่งตามแสงแดดอ่อนลงจากดอยไปด้วยความพึงพอใจ





สายน้ำอันไหลเรื่อยกระเซ็นเป็นฟองฟู่เมื่อพ้นจากหน้าผาสูงร่วงหล่นลงสู่ชะง่อนหินเบื้องล่าง เสียงน้ำสาดซ่าแทรกเจือด้วยเสียงกรีดปีกของแมลงฟังดูคล้ายเสียงดนตรีซึ่งบรรเลงด้วยฝีมือแห่งธรรมชาติ นานๆทีจะมีเสียงหัวเราะสดใสประสานกันคิกคักดังขึ้นจากสองสาวผู้กำลังเริงร่าอยู่ท่ามกลางสายน้ำ


“ใกล้ค่ำแล้วกลับกันหรือยังอามิ” อาลูผะชวนเมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาไปนานแล้ว


“กำลังสนุกเลยอาลูผะ” มาลินค้านอย่างเอาแต่ใจ พลางวักน้ำใส่เพื่อนจ้าละหวั่น


อาลูผะทำตาม แล้วจึงว่ายหนีกลับขึ้นฝั่ง มาลินหัวเราะคิกคักก่อนจะชะงักเมื่อเห็นต้นจำปีป่าสั่นไหวราวกับมีใครมาเขย่า ดวงตากลมโตจดจ้องอย่างระมัดระวังยามที่เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทา กางเกงสีดำกำลังเซถลามาปะทะต้นประดู่โดยแรงจนฟ้ามุ่ยช่อโตบนคาคบสั่นสะเทือน


หญิงสาวใช้สองมือโอบร่างกลมกลึงของตนแน่น ราวกับมือน้อยจะสามารถอำพรางเรือนร่างเปล่าเปลือยเอาไว้ได้ ยิ่งยามที่ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งหันมา สายตาคมปลาบคู่นั้นยิ่งทำให้หนาวเยือกเข้าไปในอก ทว่าเมื่อหญิงสาวกวาดมองทั่วร่างของเขากลับพบว่า บริเวณไหล่ซ้ายของชายหนุ่มเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด อา…เสียงปืนเมื่อครู่นี้นั่นเอง


“เกิดอะไรขึ้นกับนาย”มิรันตีถามแทรกเสียงน้ำ


ชายหนุ่มไม่ตอบกลับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นทำนองให้เงียบเสียง จังหวะเดียวกับที่เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังใกล้เข้ามา หญิงสาวพอปะติดปะต่อความคิดได้จึงกวักมือเรียกเพื่อนของตนซึ่งเพิ่งแต่งตัวเสร็จ อาลูผะเดินอ้อมไปหาอีกฝ่ายแล้วอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นหนุ่มหล่อกำลังพยายามหลบเร้นอยู่ข้างโขดหิน


“อย่าเพิ่งถามอะไร พาเขาหลบไปก่อนเถอะ”มาลินรีบบอก


อาลูผะพยักหน้า แล้วเข้าไปพยุงชายหนุ่มแปลกหน้าเข้าไปหลบในดงไม้ที่มีไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมก่อนกลับมานั่งปั่นด้ายอยู่บนโขดหินข้างน้ำตกตามเดิม


เสียงพูดคุยและฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานชายฉกรรจ์ในชุดเสื้อแขนยาวผ่าหน้าสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ สวมกางเกงผ้าฝ้ายและหมวกสีเดียวกันเกือบสิบคนก็มาถึง หลายคนทำท่าลุกลี้ลุกลนค้นหาอะไรบางอย่าง อาลูผะจึงร้องถาม “พวกสูทำอะไรกัน”


“สูเห็นคนถูกยิงผ่านมาทางนี้มั้ยอาลูผะ” ชายร่างล่ำเตี้ยซึ่งถือปืนยาวถามเสียงดังลั่น


“ไม่มีหรอก พวกสูรีบออกไปจากตรงนี้เลยนะ”เธอรีบบอก


“ไม่ได้ หมู่เฮากำลังตามหาคนอยู่” ชายคนเดิมตอบเสียงเข้ม


“ ไม่งั้นเฮาจะบอกลุงกาเน”


“ก็ท่านกาเนแหละที่สั่งพวกเฮาให้ตามล่ามัน” ชายร่างสูงหน้าเสี้ยมตอบแทน


“แต่ลุงกาเนคงจะโกรธมากถ้ารู้ว่าพวกสูมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆน้ำตก ช่วงที่อามิอาบน้ำอยู่น่ะสิ” อาลูผะทำขึ้นจมูกอย่างเป็นต่อ


ชายกลางคนทั้งหมดเริ่มถอยกรูด หันไปปรึกษากันอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงสลายตัวออกไปค้นหาทางอื่น


เห็นดังนั้นมาลินจึงทำท่าโล่งอก เหลือบมองไปยังจุดที่ชายหนุ่มซ่อนตัวอยู่ ก่อนหันไปหาเพื่อนที่รอท่าอยู่ “อาลูผะรีบไปตามลองกามาเถอะ”


“แล้วอามิล่ะ จะอยู่กับเจ้าคนนี้ได้เหรอ”


“ไม่เป็นไร อาลูผะเอาเสื้อผ้าไปวางไว้ฝั่งโน้นหน่อย แล้วรีบทำตามที่บอกเถอะ เริ่มมืดค่ำละ”



เมื่อสวมเสื้อผ้าจนมิดชิดดีแล้ว มิรันตีจึงเดินลุยน้ำตกข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของแนวป่าซึ่งชายแปลกหน้าซ่อนตัวอยู่
พุ่มไม้ใหญ่นั้นดูสงบเงียบ ครั้นหญิงสาวแหวกใบไม้เข้าไปจึงพบว่า ร่างสูงโปร่งของชายผู้นั้นกำลังอยู่ในอาการสลบไสล รอยเลือดยังคงเกรอะกรังส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง มาลินถอยหลังออกมานั่งรอ พลางพิศดูเสี้ยวหน้านั้นด้วยแววตาอ่อนโยน


เขาคงไม่ใช่คนร้ายหรอกกระมัง ดูจากการแต่งตัวแล้วชายหนุ่มน่าจะเป็นคนจากในเมืองมากกว่าชาวชนเผ่าซึ่งอาศัยอยู่แถบนี้


ดวงตาที่หลับพริ้มอยู่นั้นขยับเพียงเล็กน้อย เมื่อริมฝีปากสีสดครางออกมาเบาๆ ขณะมือใหญ่เอื้อมไปลูบเหนือรอยแผลแผ่วเบา หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้คว้ามือใหญ่นั้นมากุมไว้ พลางบอก “อย่าจับแผล มันสกปรก ทนนิดนึงนะ อาลูผะกำลังไปตามคนมาช่วยนายอยู่”


ดวงตาคู่นั้นเปิดออก วงศ์ตะวันมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาพร่าพราย ทว่าเขายังมองเห็นความงดงามของดวงหน้าขาวใส ภายใต้หมวกแหลมทรงสูงประดับด้วยกระดุม เหรียญตราและลูดปัดหลากสีได้อย่างชัดเจน


“เธอเป็นใคร”เสียงถามนั้นแหบปนสั่น


“เฮาชื่ออามิ เฮาจะช่วยนาย อดทนก่อนนะ ลองกากำลังมาแล้ว”


แม้จะสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร แต่ชายหนุ่มก็ไม่ปริปากถาม ทำได้เพียงสงบนิ่งรอคอยตามคำหญิงสาวบอก ขณะที่มือใหญ่ยังเกาะกุมมือบอบบางไว้แน่น


เสียงเหยียบใบไม้ดังสวบสาบใกล้เข้ามา สักพักจึงปรากฏร่างของอาลูผะและชายหนุ่มรูปร่างสันทัดอีกคนซึ่งสวมเครื่องแต่งกายไม่ต่างจากพวกที่ตามล่าเขาเมื่อครู่


วงศ์ตะวันหันไปสบตาสาวน้อยที่นั่งอยู่เคียงข้าง มิรันตีสั่นหน้าก่อนอธิบาย “ไม่ต้องกลัวหรอกนาย คนนี้คือเพื่อนเราชื่อลองกา ไม่ใช่คนพวกนั้น”


“รีบพาเขาออกไปก่อนเถอะอามิ”ลองการีบบอก


“พาไปไหนกันลองกา”อาลูผะโพล่งถาม


“คงพาไปหาลุงหู่ลองในหมู่บ้านไม่ได้”มาลินวิเคราะห์


“ใช่ เฮาต้องพาเขาไปพักในกระท่อมท้ายไร่ก่อนถึงจะปลอดภัย”ลองกาตอบ


“งั้นเดี๋ยวอามิไปตามลุงหู่ลองเอง”มาลินขันอาสา


“ไม่ต้องหรอก มาช่วยดูลู่ทางนี่เถอะ พ่อของเฮากำลังต้มยาสมุนไพรอยู่ที่กระท่อม”ลองกาสรุปแล้วพยุงชายหนุ่มแปลกหน้าให้ลุกขึ้น ก่อนพากันโขยกเขยกออกไปตามทางเดินที่ดูขาวโพลนอยู่ใต้แสงจันทร์


“เราต้องตามไปไหมอามิ”อาลูผะหันมาถามบ้าง


ผู้ถูกถามพยักหน้า “ไปสิ เผื่อจะช่วยได้บ้าง ถ้าลูกน้องของพ่อตามมา”




ในความรู้สึกสะลึมสะลือ มือหนาใหญ่ถูกวางลงบนริมฝีปากของเขาแล้วกดหนักๆจนชายหนุ่มไม่สามารถกระดิกกระเดี้ยได้ ไหนจะความเจ็บปวดบริเวณไหล่ซ้ายนั้นอีกเล่าที่ทำให้ชาหนึบไปจนตลอดลำตัว ขณะที่สองหูของวงศ์ตะวันได้ยินเสียงพูดคุยพึมพำ และเสียงฟืนถูกไฟเผาแตกดังเปรี๊ยะๆ


ชายหนุ่มพยายามลืมตาขึ้นด้วยความหนักอึ้ง เขามองเห็นชายแก่กำลังสาละวนทำอะไรบางอย่างอยู่บนแคร่ ขณะที่ชายหนุ่มอีกคนนั้นปิดปากเขาอยู่

วงศ์ตะวันพยายามดิ้นรนขยับกายหนี แต่ครู่เดียวความเจ็บปวดที่ถั่งโถมมาก็ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาดับสิ้นลง มาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณไหล่ซ้าย อะไรบางอย่างกำลังกรีดเข้าไปในเนื้อของเขา ชายหนุ่มพยายามสะบัดมือและแข้งขาเพื่อหลีกหนีจากความเจ็บนั้น ทว่าทุกอย่างในร่างกายกลับถูกตรึงเอาไว้มั่น สุดท้ายวงศ์ตะวันก็ทำได้เพียงยินยอมรับสภาพความเจ็บปวดจนสลบไปอีกครั้งหนึ่ง


“เขาจะตายมั้ยลุงหู่ลอง” มาลินถามหลังจากปล่อยมือจากแขนกำยำและยกขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผม


พ่อหมอประจำเผ่าสั่นหน้าจนหนวดเคราสีขี้เถ้าสะบัดน้อยๆ “ไม่ตายหรอกอามิ แต่ถ้าเราไม่ผ่าลูกกระสุนออกให้สิ เขาคงไม่รอด”


“เขาจะสลบไปนานมั้ยพ่อ”ลองกาถาม


“ก็แล้วแต่สภาพร่างกายของเขานั่นแหละ ข้าเอาสมุนไพรโปะที่แผลให้แล้ว ไม่นานก็คงดีขึ้น”หู่ลองตอบ


“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เบาใจ อามิกลับเข้าบ้านก่อนนะลุงหู่ลอง ป่านนี้พ่อคงเป็นห่วงแย่แล้วล่ะ” มาลินลุกขึ้นยืน ปรับชายกระโปรงให้เข้าที่เล็กน้อยจึง

ดึงมืออาลูผะก้าวออกไปจากกระท่อมตามเส้นทางที่มองเห็นจากแสงจันทร์


สาวงามทั้งสองจูงมือกันเดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวของแนวเขาอย่างไม่ยี่กระต่อความมืดมิด สายลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ ดอกหญ้าต้นสูงเกือบท่วมหัวไหวระริกราวกำลังเริงระบำตามท่วงทำนองเสียงดนตรีพื้นบ้านซึ่งดังอยู่ไกลๆ


ดวงตาเหม่อมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า หากใครจะรู้เล่าว่าในใจของมิรันตีมองเห็นใบหน้าของผู้ใด เขา…ผู้ที่เพียงสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ไม่น่าเชื่อเลยว่า ดวงตาคมกริบคู่นั้นจะแทรกซึมอยู่ในหัวใจจนป่านนี้
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เงาใจในตะวัน

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:13 pm










ประตูรั้วเลื่อนปิดอัตโนมัติ ร่างระหงจึงค่อยๆย่องไปบนอิฐมอญลัดเลาะตามสุมทุมพุ่มไม้ก่อนเลี้ยวเข้าประตูหลังของตึกสีขาวหลังใหญ่อันมีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ








มีเสียงพูดคุยดังมาแว่วๆ หญิงสาวจึงขยับเข้าไปหลบอยู่หลังผ้าม่านสีครีมที่ทอดยาวพ้นกรอบหน้าต่างลงมาระพื้นและเงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจ








“พวกแกทันเห็นหน้ามันไหมล่ะ” ชายเสียงแหบถามเป็นภาษาอาข่า








“ไม่ทันเห็นหรอกอาเจ่ พวกเรายิงมันในระยะไกล” อีกคนตอบ








“มันเจ็บขนาดนั้น พวกสูยังตามไม่ทันอีกเหรองาแบ”








“มันไวมากนะอาเจ่”








“แล้วมันไปทำอะไรที่นั่นล่ะ” อาเจ่เอ่ยถามหลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่








“ไม่รู้ว่ามันมาทำไม แต่มันเห็นเฮาตัดไม้ในเขตป่าสงวน เฮาก็เลยคิดว่าควรจะปิดปากมันเสีย ก่อนที่เรื่องจะแดง”








“แต่ก็ทำไม่สำเร็จ” คนฟังดักคอ








“แล้วนายกาเนว่ายังไงบ้าง” งาแบถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนถามขึ้นบ้าง








“นายสั่งให้ระวังคนนอกให้ดี ไม่ว่าจะเป็นในป่าหรือแม้แต่ที่นี่”








“ที่นี่ บ้านนี้น่ะรึ”








“เออ อย่าให้ใครเล็ดลอดเข้ามาได้ก็แล้วกัน”








“จะเข้ามาได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเราวางระบบไฟฟ้าเอาไว้รอบบ้าน แล้วยังจะกล้องวงจรปิดนั่นอีก” น้ำเสียงงาแบค่อยดีขึ้น








“นายบอกให้ระวังก็ต้องระวัง” อาเจ่สรุปเสียงแข็ง








ไม่นานเสียงฝีเท้าของคนทั้งคู่ก็เบาลงจนกลายเป็นความสงัด มาลินจึงก้าวผ่านห้องอาหารเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทางระมัดระวัง เกรงว่าจะมีใครพบเข้าแล้วนำไปฟ้องบิดาว่าตนกลับเข้าบ้านมืดค่ำ








“ไปไหนมายายหนู” น้ำเสียงพูดภาษาไทยแปร่งหูดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง








หญิงสาวสะดุ้งโหยง และเงยหน้าขึ้นสบสายตาทรงอำนาจของบิดา ก่อนเอ่ยตอบเสียงอ่อยและทำท่าทางประจบประแจง “อยู่ที่นี่มันเหงา อามิก็เลยไปที่หมู่บ้านมาค่ะ”








กาเนลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้สักสลักเสลาอย่างงดงามแล้วเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าบุตรสาว พลางมองด้วยสายตาตำหนิ ”พ่อบอกแล้วไงว่าอย่ากลับบ้านให้มันมืดค่ำนัก อันตรายมักจะเกิดขึ้นยามที่เราประมาทนี่แหละ”








“แต่อามิ...” เธอค้านทั้งที่ในระยะหลังๆ ก็ยินยอมทำตามที่บิดาบอกมาโดยตลอด








“ไม่ต้องเถียงพ่อ” บอกพลางจ้องหน้าลูกสาว “ไปอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสีย แม่รอยายหนูอยู่นานแล้ว”








มาลินรับคำแผ่วๆพลางเดินเลี่ยงออกไปยังห้องส่วนตัวโดยไม่ยอมขยายความกับบิดาว่าตนเองอาบน้ำมาจากนอกบ้านแล้ว เพราะพูดไปก็รังแต่จะเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย วาดรักกลางตะวัน โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:16 pm

วาดรักกลางตะวัน.jpg
วาดรักกลางตะวัน.jpg (73.93 KiB) เปิดดู 1971 ครั้ง


ลำแขนเรียวเสลาโอบเอวได้รูปของมารดาพลางแนบใบหน้ากับแผ่นหลังซึ่งมีชุดนอนผ้าแพรเนื้อดีห่มคลุมอยู่ ผู้สูงวัยขยับตัวเล็กน้อย ละสายตาจากนอกระเบียง เบี่ยงตัวมามองลูกสาวด้วยสายตาตำหนิ “เป็นผู้หญิงยิงเรือทำไมกลับบ้านค่ำมืดขนาดนี้ล่ะ พ่อเขาห่วงอามิมากนะรู้ไหม”





มาลินยิ้มแล้วดึงแขนมารดาให้นั่งลงบนตั่งไม้สักบุนวมก่อนตอบ “ก็อามิมัวทำธุระอยู่นี่จ๊ะแม่”





มารดารวบมือลูกสาวคนเดียวมากุมไว้ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงเข้ม “พ่อกับแม่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้ดีว่าลูกควรทำตัวแบบไหน ยังไง เวลานี้แม่ยังอธิบายอะไรได้ไม่มากนัก แต่สักวันอามิจะเข้าใจทุกอย่างเอง”





มาลินรับคำหน้ามุ่ย แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างรวดเร็ว “อามิถูกคุมแจแบบนี้ เพราะพ่อกับแม่มีลูกแค่คนเดียว พ่อกับแม่แยกห้องนอน แยกตึกกันอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่อามิจะมีน้องกับเขาสักทีล่ะคะ”





ญาดาหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินคำถามของลูกรัก “แม่แก่ป่านนี้แล้ว จะมาอยากมีนงน้องอะไรอีก”





มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มขาวนวลของมารดาเบาๆก่อนท้วง “แม่ยังไม่แก่สักหน่อย คนในเผ่าที่อายุมากกว่านี้เขายังมีลูกได้เลยค่ะ”





“โอ๊ย! แค่อามิคนเดียวก็ปวดหัวจะแย่แล้ว”





มาลินหัวเราะเสียงใส จนดวงตากลมโตของเธอหยีเล็กลง “แม่พูดเหมือนอามิเป็นเด็กๆไปได้ อามิเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วนะคะ”





“แล้วอามิไม่คิดจะไปอยู่กรุงเทพฯบ้างเหรอลูก” มารดาหยั่งเชิง





ลูกสาวคนเดียวสั่นหน้าหวือ “ไม่ละค่ะ อามิอยากอยู่ที่นี่ อยากช่วยพี่ปิ๋มสอนเด็กๆแบบนี้แหละค่ะ ต่อไปอามิก็ต้องรับช่วงดูแลกิจการต่อจากพ่อนี่คะ”





“นั่นไม่ใช่งานของผู้หญิงอย่างเราๆนะลูก มันหนักเกินไป” มารดาโน้มน้าว เธอมักคัดค้านเสมอหากมาลินคิดจะดำเนินรอยตามกาเน





คล้ายๆญาดาจะไม่ปลาบปลื้มชื่นชมผู้เป็นสามีนัก บางทีก็ดูไว้ตัวและห่างเหินพิกล

“ไม่ให้อามิทำแล้วใครจะมาทำต่อละคะแม่”





“ไม่รู้สิ แต่แม่อยากอามิไปทำงานที่กรุงเทพฯมากกว่า หรือลูกจะลงทุนทำอะไรสักอย่างก็ได้ แม่ไม่ห้าม”





“ถ้างั้นแม่ก็ต้องมีน้องผู้ชายมาสืบทอดกิจการของพ่อก่อนนะคะ อามิถึงจะหมดห่วง” มาลินยิ้ม มองเห็นลักยิ้มเก๋ไก๋เด่นชัดอยู่สองข้างแก้ม





ว่าแล้วสาวน้อยก็รีบลุกขึ้นยืน เผ่นแผล็วเข้าไปในห้องก่อนที่จะถูกผู้เป็นมารดาดุ ญาดาได้แต่มองตามประตูที่ปิดลงแล้วถอนใจแผ่วเบา
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย วาดรักกลางตะวัน โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:18 pm

มือเรียวเล็กเลื่อนเมาส์ให้ขยับไปตามแผนที่ในเว็บไซต์ชื่อดังแล้วคลิกเบาๆไปยังจุดสีเขียวซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางเพื่อให้ขยายใหญ่ขึ้น ไม่นานภาพหมู่บ้านผากิ่วและโรงเรียนผากิ่วก็ปรากฏแก่สายตา หญิงสาวยิ้มน้อยๆที่ได้เห็นสถานที่อันคุ้นเคยปรากฏอยู่ในจอคอมพิวเตอร์ แต่บริเวณบ้านของเธอกลับมองเห็นเป็นเพียงแนวป่าสีเขียว ซึ่งคงเป็นเพราะพ่อกาเนของเธอนั้นปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้ทั่วบริเวณบ้านจนมองไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆเลย


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาลินแปลกใจต่อความเป็นไปในบ้านของบิดา ก่อนหน้านี้เธอเคยสงสัยอยู่เสมอว่าเหตุใดบ้านนี้จึงต้องมีรั้วรอบขอบชิดแน่นหนา มิหนำซ้ำยังติดตั้งรั้วไฟฟ้าและทีวีวงจรปิดโดยรอบราวกับเป็นสถานปฏิบัติการลับในภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งเคยดูบ่อยๆ สมัยที่ยังเรียนอยู่กรุงเทพฯ


หรือว่าพ่อกาเนต้องการความเป็นส่วนตัว หญิงสาวคิดขณะลงมือค้นข้อมูลถึงสิ่งที่สงสัย แต่กลับไม่สามารถหาคำตอบที่ต้องการได้ คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่น ริมฝีปากปากได้รูปขมุบขมิบเบาๆ “ทำไมพ่อกาเนต้องทำตัวลึกลับแบบนี้ด้วยนะ แล้วทำเพื่ออะไรกันล่ะ”


นอกจากการตัดไม้นอกสัมปทานแล้ว พ่อกาเนยังทำอะไรอีก คำถามผุดขึ้นในใจของหญิงสาวราวกับดอกเห็ด เพียงระลึกถึงงานผิดกฎหมายของพ่อ วูบหนึ่ง...ความทรงจำก็กระหวัดไปถึงใครอีกคนที่บังเอิญผ่านเข้ามารู้เห็น ‘เรื่องนี้’ โดยไม่ตั้งใจเข้า


ดวงตาบนใบหน้าคมสันของใครคนนั้นมีแววตามุ่งมั่น จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากสีสดซึ่งเธอได้พบโดยบังเอิญเมื่อเย็นวาน ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ คงจะเจ็บแผลมาก เพราะเธอจำได้ว่าเขาสลบไปเลยหลังจากลุงหู่ลองผ่าเอากระสุนปืนออก


ความเวทนาแล่นลิ่วเข้ามาในความรู้สึก จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาที่บังเอิญมาเห็นว่าคนของพ่อกาเนตัดต้นไม้นอกสัมปทาน ทางฝ่ายเราสิที่ทำผิดแล้วคิดจะปิดปากเขา


หญิงสาวตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะแล้วเข้าไปซุกตัวอยู่บนที่นอนหนานุ่ม ทว่ากว่าจะหลับได้สนิทจริงๆ เสียงไก่ขันจากอีกฝั่งหนึ่งของยอดดอยก็ดังขึ้นเสียแล้ว




เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งตื่น ลมหนาวพัดความยะเยือกเข้ามาไม่ขาดสายจนต้องดึงผ้าห่มสีทึมเหม็นอับให้คลุมขึ้นมาถึงคอ ความรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณไหล่ซ้ายทำให้เขาหยุดขยับตัว แล้วใช้สายตากวาดไปทั่วบริเวณแทน


แสงไฟสีส้มส่องลอดรอยแตกของฝาไม้ไผ่เข้ามาเป็นทางยาวจนเห็นห้องแคบๆที่พักอยู่ได้รางๆ เสียงผ่าฟืนและคนคุยกันดังมาแว่วๆ แต่วงศ์ตะวันก็ไม่สามารถลุกขึ้นไปดูสภาพภายนอกห้องได้ เขาจึงพยายามทบทวนความทรงจำที่ผ่านมาแทน


สองวันก่อนเขาเดินทางมายังดอยผากิ่ว และบังเอิญพบว่ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังลักลอบตัดต้นไม้ในเขตหวงห้าม ชายฉกรรจ์เหล่านั้นไหวตัวทันจึงตามไล่ล่าเขาอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายวงศ์ตะวันจึงถูกยิงเข้าที่บริเวณไหล่ซ้ายและวิ่งหนีออกไปทางน้ำตกจนได้พบผู้หญิงคนนั้น
หญิงสาวที่เหมือนภาพฝัน งามจนไร้ที่ติ ทั้งดวงหน้ารูปไข่ ที่มีดวงตากลมโต จมูกเชิดรั้น ริมฝีปากอวบอิ่ม และผิวพรรณลออตาซึ่งโผล่พ้นผิวน้ำออกมาให้เชยชม


เธอคนนั้นคงจะเป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แต่ว่าทำไมเสียงพูดคุยที่กำลังได้ยินอยู่กลับเป็นเสียงผู้ชายเสียล่ะ


ประตูไม้ไผ่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ แสงไฟจากด้านนอกส่องลอดเข้ามาให้วงศ์ตะวันเห็นร่างสองร่างที่กำลังเดินเข้ามาได้อย่างชัดเจน
ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆและชายสูงวัย ทั้งสองสวมเสื้อแขนยาว กางเกงสี่ส่วนตัวหลวมสีเข้มเกือบดำ ตัวเสื้อตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและปักลวดลายแปลกตา เช่นเดียวกับหมวกที่มีลักษณะคล้ายนำผ้ามาพันกันเป็นวงกลมตกแต่งด้วยพู่สีแดง


“รู้สึกตัวแล้วเหรอคุณ” คนมาใหม่ถามอย่างเป็นมิตร


วงศ์ตะวันพยักหน้า ขยับตัวเล็กน้อยก่อนตอบ “ใช่ ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย”
ลองกาทรุดตัวนั่งขัดสมาธิข้างๆคนเจ็บพลางเอ่ย “ที่นี่คือหมู่บ้านผากิ่ว เป็นหมู่บ้านของคนเผ่าอาข่า และเฮาชื่อลองกา ส่วนพ่อของเฮาชื่อหู่ลอง”


“พวกคุณเป็นคนช่วยผมเอาไว้ใช่ไหม ขอบคุณมากนะครับ” วงศ์ตะวันเอ่ยขอบคุณพลางพยายามยกมือไหว้ ทว่าความเจ็บทำให้เขาต้องรีบลดมือลงอย่างรวดเร็ว


“เฮาเอากระสุนปืนออกให้คุณแล้ว” หู่ลองบอก


“ขอบคุณครับ” วงศ์ตะวันกล่าวซ้ำประโยคเดิมอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ หากไม่มีสองพ่อลูกคู่นี้ ชีวิตเขาคงจะหาไม่


“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะครับ”


หู่ลองจ้องหน้าเขาตรงๆแล้วตอบ “อามิไม่ได้อยู่ที่นี่”


“อามิเป็นคนพบคุณแล้วให้อาลูผะมาตามเฮาไปช่วย เราก็เลยพาคุณมาอยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัย ทางที่ดีคุณก็ควรจะพักฟื้นอยู่ที่นี่ให้หายก่อน ว่าแต่คุณเป็นใครมาจากไหนล่ะ” ลองกาย้อนถามบ้าง


“ผมมาทำงานที่โครงการหลวง”


“แล้วไปมีเรื่องกับใครมาล่ะ” หู่ลองถาม


“พวกตัดไม้น่ะครับ เขาคงต้องการปิดปากผมที่ไปเห็นเขาตัดไม้ในเขตป่าสงวน” วงศ์ตะวันตอบตามตรงด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจสองพ่อลูก เพราะหากทั้งสองต้องการชีวิตเขา ป่านนี้ชายหนุ่มก็คงจะตายไปแล้ว


“ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน บนดอยแห่งนี้ห่างไกลจากกฎหมาย คุณควรอยู่ให้เป็น อย่าพยายามไปขัดแข้งขัดขาใคร ว่าแต่พวกนั้นเห็นหน้าคุณหรือเปล่าล่ะ” หู่ลองถามต่อ


“ไม่หรอกครับ เขายิงผมในระยะไกล แล้วผมก็หนีออกมา”


ผู้เฒ่าในชุดอาข่าพยักหน้า “ดีแล้วละ ไม่อย่างนั้นก็เห็นจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณต้องพักฟื้นอีกหลายวัน”


“ครับ” ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ


“นอนพักก่อนเถอะ เดี๋ยวเฮาจะหาอะไรมาให้กิน” ลองกาบอกก่อนเดินตามพ่อออกไปจากห้อง


ประตูไม้ไผ่ปิดลง หลากหลายความคิดประดังเข้ามาในหัวของวงศ์ตะวัน การเดินทางมารับราชการที่ดอยแห่งนี้เห็นทีจะไม่ง่ายดังที่มารดาได้เตือนเอาไว้ตั้งแต่ต้น


‘แม่ไม่อยากให้ตะวันไปเลยลูก แม่เป็นห่วง’ ท่านบอกเสียงเครียด หลังจากรับรู้ว่าเขาต้องเดินทางมาทำงานในจังหวัดทางภาคเหนือแห่งนี้
‘อย่าห่วงเลยครับคุณแม่ ไม่มีอะไรหรอก’


‘จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ดูแต่พ่อของลูกเถอะ ขนาดว่ามีลูกน้องเยอะแยะ ท่านก็ยัง...’ น้ำเสียงของมารดาขาดห้วง ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่ปี หากพูดถึงสามีที่ล่วงลับ วิภาวีก็จะแสดงอาการโศกเศร้าอยู่เสมอ


‘แม่ถึงไม่อยากให้ผมเป็นตำรวจเหมือนพ่อใช่ไหมฮะ’


‘ก็ใช่น่ะสิ’


‘คุณแม่ไว้ใจผมเถอะครับ’


‘ลูกต้องไปทำงานไกลตาแบบนั้น แม่ก็ยิ่งเป็นห่วง’


‘แม่อย่าห่วงเลย แล้วผมจะรีบกลับมา’


จะทำอย่างไรได้เล่า หน้าที่คือหน้าที่ คนที่ไม่ทำตามหน้าที่ของตนจะหลงเหลือศักดิ์ศรีให้รักษาได้อย่างไร...
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย วาดรักกลางตะวัน โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:19 pm

นวนิยาย..วาดรักกลางตะวัน {บทที่ ๓}
“อู่ดู่ถ่องมะจ้ะ ลุงหู่ลอง” เสียงเอ่ยคำว่า ‘สวัสดี’ เป็นภาษาถิ่นดังขึ้นเจื้อยแจ้ว





หู่ลองและลองกาจึงหันขวับไปมองพร้อมกัน พบว่าอาคันตุกะเสียงหวานสดใสคือมาลินนั่นเอง หญิงสาวมาถึงพร้อมอาลูผะดังเช่นทุกครั้ง ทว่าวันนี้แปลกนักที่ทั้งสองมาเยี่ยมเยียนตั้งแต่เช้าตรู่ทั้งที่หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย





“อู่ดู่ถ่องมะ อามิ อาลูผะ” หู่ลองทักทายตอบแล้วจึงพยักหน้าให้สองสาวมานั่งด้วยกันบนแคร่ไม้ไผ่ด้านนอกเรือนสมุนไพรหรือที่เรียกกันติดปากว่าโรงยานั่นเอง


“ผู้ชายคนนั้นเป็นไงบ้างจ๊ะลุง” มาลินซักหลังจากนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว





หู่ลองยิ้ม ใบหน้าอันเต็มไปด้วยริ้วรอยจึงมองดูยับย่นราวกับกระดาษสาขณะตอบ “ก็ดีขึ้น อาการไม่น่าเป็นห่วงแล้ว เหลือแต่รอให้แผลแห้งเท่านั้นละ”





“ลุงหู่ลองนี่เก่งจัง” อาลูผะชื่นชม





“แล้วเฮาล่ะอาลูผะ เฮาก็เป็นลูกมือของพ่อด้วยนะ” ลองกาถามพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่





อาลูผะย่นจมูก “รอให้ทำได้เหมือนลุงหู่ลองก่อนเถอะลองกา”





มาลินส่ายหน้าอย่างระอาแล้วจึงหันไปขออนุญาตผู้ชราซึ่งเงียบเฉยฟังอยู่ “อามิขอเข้าไปเยี่ยมเขาหน่อยได้ไหมจ๊ะลุง”





“ฮั่นแน่” ลองกาแซวเพื่อนกลั้วหัวเราะ “รู้สึกอามิจะเป็นห่วงเป็นใยหนุ่มไทยคนนี้เป็นพิเศษเลยนะ”





“ก็คนของพ่ออามิทำร้ายเขานี่ จะให้นิ่งดูดายได้ยังไง” คนถูกแซวหันมามองตากลับและทิ้งท้ายก่อนเดินจ้ำเข้าไปในกระท่อมไม้ไผ่









อาการปวดหนึบบริเวณหัวไหล่ซ้ายทำให้มือใหญ่ที่กำลังตักแกงไก่เข้าปากสั่นระริก วงศ์ตะวันจึงหมดความอดทน เอนกายลงบนหมอนซึ่งลองกานำมาวางซ้อนกันให้เขาพิงขณะนั่งเพื่อไม่ให้ต้องเกร็งหัวไหล่ที่บาดเจ็บอยู่มากเกินไป





เสียงเปิดประตูไม้ไผ่ดังขึ้นชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมอง พบว่ามาลินกำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เป็นไงบ้างคุณ”





ดวงตาสีนิลจ้องมองผู้มาใหม่อยู่ครู่หนึ่งก็จำได้ว่าเป็นหญิงสาวที่น้ำตกจึงตอบออกไปอย่างเป็นมิตร “ค่อยยังชั่วแล้วครับ”





“กินไปนิดเดียวเองคุณ” อาลูผะท้วงหลังจากชะโงกหน้ามองชามข้าวที่พร่องไปไม่ถึงครึ่ง





“ตักแกงแล้วเจ็บแผลใช่ไหม มา เดี๋ยวเฮาป้อนให้เอง” มาลินเสนอ





“ไม่เป็นไร ผมอิ่มแล้ว” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ





ทว่าหญิงสาวไม่ฟังเสียง ขยับเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตัวสูงแล้วรีบยกชามขึ้นมารองไว้ใต้คางของคนเจ็บ ก่อนจะจ้วงช้อนตักแกงขึ้นมาด้วยท่าทางทะมัดทะแมง





“อ้าปากสิ” มาลินสั่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมให้ความร่วมมือ





“ก็ผมอิ่มแล้ว” เขายังคงเถียง





สาวเจ้าย่นคิ้วทำหน้าตายุ่งเหยิง พลางขู่ “จะอ้าปากดีๆหรือต้องง้างปากกันล่ะ”





วงศ์ตะวันกลั้นอาการขบขันต่อกิริยาของอีกฝ่าย แล้วจึงขยับนั่งตัวตรง อ้าปากออกอย่างช้าๆ





“ยอมตั้งแต่แรกก็จบแล้ว” มาลินค่อยยิ้มออก ก่อนจะตักแกงและข้าวใส่ปากชายหนุ่ม ขณะที่เขายอมทำตามคำสั่งด้วยอาการเขินๆ





เมื่ออาหารพร่องลงเกือบหมดชาม หญิงสาวจึงรินน้ำใส่แก้วอลูมิเนียมแล้วนำไปจ่อปากให้แก่เขา พลางถาม “คุณคงไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม”





วงศ์ตะวันสั่นหน้า “ผมเป็นคนกรุงเทพฯ มาทำงานที่โครงการหลวงผากิ่ว”





มาลินพยักหน้าพลางครุ่นคิด “แล้วคุณก็บังเอิญไปเจอพวกคนร้ายใช่ไหม”





“ใช่ ผมไม่ตั้งใจ”





“แล้ว เอ่อ คุณไม่กลัวเหรอ ถ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไป”





“ถ้าคนกลัวอำนาจเถื่อนแบบนี้กันหมด บ้านเมืองจะมีกฎหมายไว้ทำไมล่ะ” วงศ์ตะวันย้อน แล้วจึงขยับไปพิงหมอนในท่าสบายมากขึ้น





“ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ด้วยนะ คุณไม่มีพรรคมีพวกที่นี่ มันอันตรายเกินไป แต่ก็โชคดีนะที่พวกนั้นไม่ทันเห็นหน้าคุณ”





วงศ์ตะวันยิ้มกับท่าทางจริงจังของหญิงสาวซึ่งแตกต่างจากความเอาแต่ใจก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง จนลืมตั้งข้อสังเกตว่า เธอรู้เรื่องทั้งหมดโดยที่เขายังไม่ทันได้เล่าอะไรเลย





“จริงสิ คุณชื่ออะไรล่ะ” มาลินถามพลางจ้องหน้ารอคำตอบตาแป๋ว





“เรียกผมว่าตะวันก็ได้ แล้วคุณล่ะ”





“เฮาชื่ออามิ” หญิงสาวตอบสั้นๆก่อนจะลุกขึ้น ”เดี๋ยวเฮาต้องไปช่วยครูปิ๋มสอนเด็กๆที่โรงเรียน เอาไว้เย็นๆเฮาจะมาเยี่ยมใหม่นะ”





“ที่นี่มีโรงเรียนด้วยเหรอ มีเด็กเรียนเยอะไหม”





มาลินพยักหน้าอีกครั้ง “เด็กทั้งหมู่บ้านแหละ แต่มีครูแค่คนเดียว พอเฮากับอาลูผะเรียนจบแล้วก็เลยมาช่วยสอนที่นี่”





“ขอบคุณนะที่ช่วยผมไว้ แล้วยังตามมาคอยดูแลอีก” เขาเอ่ยคำขอบคุณอย่างจริงใจ





ผู้ถูกขอบคุณยิ้มเจื่อนๆ “ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นหน้าที่ของเฮาอยู่แล้ว”





กล่าวจบหญิงสาวก็รีบผลักบานประตูไม้ไผ่ออกไป ปล่อยให้ผู้ที่นั่งอยู่บนแคร่มองตามด้วยความงงงวย อาการเจ็บของเขาถือเป็นหน้าที่ของเธอได้อย่างไรกัน...
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: นวนิยาย วาดรักกลางตะวัน โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 16 ก.พ. 2013 4:21 pm

“ติ นยิ ซุ้ม โอว่ หง่า โกะ สิ แหยะ โวย่ เว้ ครบแล้ว เอ้า! นี่...คุณครูปรียาให้ดินสอพวกเราคนละแท่ง” เด็กหญิงตัวเล็กๆ ไว้ผมหน้าม้าในชุดนักเรียนซึ่งค่อนข้างมอมแมมบอกพลางส่งดินสอให้เพื่อนๆทีละคน

“นับเลขเป็นภาษาไทยสิน่อสะจู” มาลินดุเบาๆ

“ค่ะครู” เด็กน้อยรับคำแล้วจึงหันกลับไปคุยกับเพื่อนตามเดิม

หญิงสาวผมซอยสั้น ร่างสูงชะลูด ในชุดเสื้อแขนยาวและกางเกงผ้าสีดำจึงเดินเลี้ยวเข้าในช่องประตูของโรงเรือนไม้โปร่งโล่งซึ่งมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งอยู่ประมาณสามสิบชุด เอ่ยถามคนที่อยู่ในห้องคนเดียว

“กำลังทำอะไรอยู่หรือคะพี่ปิ๋ม”

“แจกอุปกรณ์การเรียนเด็กๆอยู่จ้ะ วันนี้อาลูผะไม่มาด้วยเหรอ” ประโยคท้ายปรียาย้อนถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินมาลำพัง

“วันนี้อาลูผะต้องไปช่วยแม่ทำสวนน่ะค่ะ” ตอบแล้วมาลินจึงนั่งลงข้างๆ
สาวรุ่นพี่ที่เธอศรัทธาในความตั้งใจทำงานของอีกฝ่ายมานาน
ปรียาเป็นชาวกรุงเทพฯโดยกำเนิด เธอเป็นครูอาสาที่ทำทุกอย่างด้วยตนเองราวกับผู้ชายอกสามศอก แม้บนดอยผากิ่วจะห่างไกลจากความเจริญ แต่หญิงสาวก็ไม่เคยปริปากบ่น เธอกินอยู่อย่างเรียบง่าย โดยจะขับมอเตอร์ไซค์ลงจากดอยเดือนละครั้งเพื่อหาซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และที่สำคัญเธอมีความเป็นครูทุกลมหายใจเข้าออก มิใช่สักแต่ทำตามหน้าที่ดังที่เห็นกันอยู่ทั่วไป

“อามินี่โชคดีจังนะที่ลุงกาเนร่ำรวยขนาดนั้น ลูกสาวก็เลยไม่ต้องทำไร่ทำสวนเหมือนชาวอาข่าคนอื่นๆ”

“อามิไม่เห็นจะชอบเลยค่ะ อยากเป็นเหมือนคนอื่นๆที่ใช้ชีวิตได้ตามที่ใจต้องการมากกว่า”

ปรียายิ้มปลอบโยน พลางให้ข้อคิด “ไม่มีชีวิตใครจะได้ดั่งใจหมดทุกอย่างหรอกจ้ะอามิ บางทีหลายๆคนอาจจะกำลังอิจฉาในสิ่งที่อามิเป็นอยู่ก็ได้ ในขณะที่อามิไม่รู้ตัวเลยว่าถูกอิจฉาอยู่”

“นั่นสิคะ อามิควรจะพอใจในสิ่งที่ตนเองมีใช่ไหมคะพี่ปิ๋ม” มาลินเงยหน้าขึ้นตอบรุ่นพี่

“ถูกต้องจ้ะ เพราะนั่นจะทำให้เราสบายใจมากที่สุด ชีวิตคนสั้นนัก จะมัวมานั่งน้อยอกน้อยใจในโชคชะตาทำไม เสียดายความสุขที่หล่นหายไปแย่เลย มานี่มา เดี๋ยวพาเด็กๆไปร้องเพลงกัน” ครูสาวสรุปแล้วจึงลุกขึ้นพลางยื่นมือไปดึงแขนคู่สนทนาให้ลุกตาม

มาลินลุกขึ้นบ้าง และก้าวออกไปยังลานกว้างหน้าเสาธงที่แสงแดดอุ่นกำลังทอแสงอยู่รำไร ดอกหญ้าไหวระริกตามสายลม คล้ายจะบอกว่าความงดงามเกิดขึ้นได้เสมอ หากเรามองด้วยหัวใจที่เป็นธรรม


พลั่ก!

เสียงเท้ากระทบร่างงาแบดังสนั่นไปทั้งห้อง ทำเอาหนุ่มอาข่าเซถลาลงไปกองกับพื้นทั้งที่กำลังยกมือไหว้ปลกๆ “เฮาขอโทษด้วยเถอะนาย เฮาพยายามเต็มที่แล้ว”

กาเนกอดอกยืนจังก้ากลางห้อง จ้องมองลูกน้องด้วยความโกรธขึ้ง “หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คำขอโทษของสูมันจะแก้ไขอันใดได้บ้าง หา!”

งาแบก้มหน้ามองพื้นกระเบื้องวาววับด้วยใจประหวั่น รู้ดีว่าหากทำงานผิดพลาดย่อมมีโทษหนัก ซึ่งบางทีอาจหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตก็ได้ แต่เขาเป็นผู้เลือกเส้นทางนี้เอง จะโทษใครได้เล่า..

เดิมทีเขาก็เป็นชาวสวนชาวไร่ดังชาวบ้านคนอื่นๆ แต่ในระยะหลังเขาเลิกสูบกัญชาเหมือนคนในเผ่า แล้วหันมาทดลองยาเสพติดชนิดรุนแรงขึ้นจนติดงอมแงม เมื่อไม่มีทางหาเงินหรือสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกับยา จึงต้องกลายมาเป็นลูกน้องของกาเนในที่สุด

หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมานานพอสมควร งาแบเคยคิดจะออกจากวงจรนี้อยู่หลายครั้ง ทว่าไม่สามารถทำตามใจต้องการได้ เพราะการทำงานบนเส้นทางสายนรกนี้ เมื่อหลงเข้ามาแล้วคิดจะกลับออกไป ก็มีแต่ตายสถานเดียว

“เฮาขอแก้ตัวครับนาย” ชายหนุ่มกัดฟันพูด
กาเนนิ่งไปชั่วครู่จึงพยักหน้า เอ่ยตอบด้วยเสียงอันดัง “ได้ เฮาจะให้โอกาสสูอีกครั้งหนึ่งงาแบ แต่คราวนี้สูจะต้องเปลี่ยนหน้าที่”

งาแบเงยหน้าขึ้นยิ้มด้วยความดีใจ หยดน้ำตาลูกผู้ชายปริ่มขอบตา หากยังมีโอกาส หมายถึงเขาจะยังสามารถรักษาชีวิตตนเอาไว้ได้อีกระยะหนึ่ง “ยังไงครับนาย”

กาเนหัวเราะหึๆก่อนตอบ “สูจะต้องไปคุมรถขนกะหล่ำปลีเข้าเมือง”

รถขนกะหล่ำปลีเหรอครับ ”หนุ่มอาข่าทวนคำแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ด้วยรู้ดีว่ากะหล่ำปลีที่ว่านั้นมีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่

“ใช่ แต่สูไม่ต้องกลัว เพราะจะมีรถนำหน้าไปคันหนึ่ง คอยดูลาดเลาว่ามีด่านตรวจหรือเปล่า” กาเนอธิบายอย่างใจเย็น

“แต่ว่า...เฮา”

ผู้เป็นใหญ่ในวงการยาเสพติดขึ้นลำลูกเลื่อนปืนพกแล้วหันกระบอกปืนไปยังคู่สนทนาเพื่อเป็นการขู่ “สูขอโอกาสเองไม่ใช่รึ”

“ได้นาย เฮาสัญญาว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ” งาแบลนลานบอก

“ถ้างั้นสูก็ออกไปได้ละ เฮามีเรื่องจะปรึกษากับอาเจ่ต่อ” กาเนบอกก่อนจะเดินกลับไปนั่งด้านหลังโต๊ะทำงานซึ่งทำจากไม้สักทองทั้งชุด “สูไปตามอาเจ่มาพบเฮาด่วนเลยนะ”

งาแบรับคำแล้วจึงหมุนตัวเดินจากไปยังทิศทางที่ตั้งของประตู แต่พอสองมือใหญ่ของเขาจับลูกบิด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้งติดๆกัน

ชายหนุ่มรีบเปิดมันออก ก่อนจะค้อมตัวผ่านร่างหญิงวัยปลายกลางคนผู้งดงามสมวัยแล้วปิดประตูตาม

ผู้มาใหม่บอกกับเจ้าของห้องเรียบๆว่า “ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ กาเน”

“มีเรื่องอะไรหรือครับคุณญาดา เชิญนั่งก่อนสิ”

ญาดาทำตาม ก่อนตอบ “พรุ่งนี้ฉันจะเข้าเมือง”

“มีอะไรให้ช่วยไหม แล้วถ้าอามิถามจะให้ผมบอกแกว่ายังไง” กาเนถามอย่างใส่ใจ ตลอดเวลาที่ญาดาติดตามเขามายังดอยผากิ่วแห่งนี้ ไม่เคยมีวันใดที่ผู้นำขบวนการอูมอจะไม่ให้เกียรติเธอ ด้วยยึดมั่นเสมอว่าจะต้องดูแลผู้ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาและลูกสาวให้ดีที่สุด

ญาดานิ่งไปอึดใจ แล้วจึงพูดต่อ “บอกอามิว่าฉันไปซื้อของก็แล้วกัน เธอจัดการให้คนไปซื้อของไว้ด้วย ตอนฉันกลับมาลูกจะได้ไม่ผิดสังเกต”

“ครับ แล้วผมจะจัดการให้ คุณต้องการอะไรบ้างล่ะ”
ใบหน้าเรียบเฉยนั้นครุ่นคิด “ก็คงเป็นข้าวของเครื่องใช้ในบ้านทั่วๆไปนั่นแหละ”

“ครับ”

ญาดาพยักหน้าก่อนลุกขึ้นและหมุนตัวเดินจากไป แต่แล้วก่อนจะถึงประตูห้อง เธอก็หันกลับมามองผู้อยู่เบื้องหลังอีกครั้งหนึ่ง “ขอบใจมากนะกาเนที่พยายามส่งโทรศัพท์มือถือไปให้คุณเทวัญใช้จนได้”
คราวนี้กาเนยิ้มพร้อมกับค้อมศีรษะเบาๆ “ผมไม่เคยลืมว่านายเทวัญมีบุญคุณกับผมมากแค่ไหน”

ญาดายิ้มตอบและเอ่ยซ้ำคำเดิมอีกครั้ง “ขอบใจ”

“อย่าบอกนะว่าคุณไม่ยอมกินข้าวอีกแล้ว” เสียงแหลมปนขุ่นใจนิดๆของมาลินดังขึ้นทันทีที่โผล่พ้นประตูเข้าไปในเรือนสมุนไพร

วงศ์ตะวันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวหิวผมก็กินเองแหละ”

หญิงสาวเดินลิ่วๆมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างแคร่ พูดต่อเจื้อยแจ้ว “คุณไม่รู้หรือยังไงว่าคนป่วยน่ะต้องบำรุงเยอะๆ นี่เฮาสั่งลองกาไว้ว่าให้หาอาหารที่มีโปรตีนมาให้คุณกินมากเป็นพิเศษ จะได้หายไวๆ”

ชายหนุ่มก้มหน้ากลั้นยิ้ม ชั่วครู่จึงเงยหน้าขึ้นมาต่อคำซึ่งดูคล้ายจะเป็นการยั่วเย้าอีกฝ่ายเสียมากกว่า “แล้วถ้าผมไม่กินล่ะ มันจะหายไหม”

“หาย แต่ช้า โปรตีนน่ะจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนะ” หญิงสาวตอบเสียงต่ำ ความไม่พอใจเริ่มแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ ”แทนที่คุณจะมาซักถามเฮา กินเสียไม่ดีกว่าเหรอ”

“เวลาเธอสอนเด็กก็พูดแบบนี้ใช่ไหม” วงศ์ตะวันเอ่ยปนหัวเราะสดใสจนเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบ ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนจนหัวใจของหญิงสาวสะดุดกึก

“ใช่ แล้วทำไมล่ะ” หญิงสาวกอดอกย้อนถาม

หน็อย คนหวังดียังจะมาถามจุกจิกอีก

“ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกหนน่ะสิ คุณแม่ผมก็ชอบบังคับแบบนี้แหละ”

“เอาละ ไม่ต้องโยกโย้ มา เฮาจะป้อนข้าวให้” มาลินไม่บอกเปล่า โน้มตัวเข้าไปยกชามข้าวขึ้นมาถือไว้ แล้วตักแกงจ่อปากชายหนุ่มเช่นเคย “เร็วๆ เฮาไม่อยากเข้าบ้านมืดค่ำ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะผิดสังเกต”

ชายหนุ่มจึงยินยอมทำตามแต่โดยดี

ครั้นกินข้าวและดื่มยาสมุนไพรเสร็จแล้ว มาลินจึงลุกพรวดขึ้นด้วยท่าทางรีบร้อนอีกครั้ง

“เฮาต้องกลับบ้านละ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะมาใหม่นะ”

“เดี๋ยวสิ ขอถามอะไรอย่าง”

“อะไร” หญิงสาวย้อนถามพลางจ้องรอฟังอย่างจดจ่อ

“ผมอยากรู้ว่าพวกตัดไม้ที่ยิงผมเป็นใคร”

ดวงตาคู่งามไหวระริก ริมฝีปากบางเม้มแน่นก่อนจะยอมเปิดปากภายหลัง

“คนที่ยิงคุณ…เป็นคนของพ่อเฮาเองแหละ”

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง แต่กลับไม่แสดงน้ำเสียงตกใจใดๆออกมาสักนิด “คุณถึงบอกว่า คุณมีหน้าที่ต้องคอยดูแลผมใช่ไหม”

มาลินพยักหน้า ความรู้สึกผิดประดังเข้ามาอย่างช่วยไม่ได้ ราวกับตนเองเป็นตัวต้นเหตุกระนั้น “คุณเป็นคนบริสุทธิ์นี่ มันไม่ถูกที่จะต้องมาเจ็บหรือตาย ไม่ต้องห่วงนะ เฮาไม่บอกเรื่องนี้กับใครหรอก”

“แสดงว่าพ่อของเธอเป็นเจ้าของสัมปทานป่าไม้ที่นี่สิ” เขาถามต่อ

“ใช่ พ่อเคยเล่าว่าเดิมทีเจ้าของสัมปทานคนก่อนเป็นนายของพ่อ แต่พอเขาตายไปพ่อก็เลยมารับช่วงต่อน่ะ”

“แสดงว่าเขาไม่มีลูกหลาน” ชายหนุ่มหยั่งเชิง

“อันนั้นเฮาก็ไม่รู้ รู้เท่าที่พ่อบอกเท่านั้นแหละ” มาลินทำหน้ายุ่งจ้องตอบอีกฝ่ายแน่วแน่ “หมดคำถามหรือยัง”

“ยัง” วงศ์ตะวันยิ้มมุมปาก

หญิงสาวจึงถอนหายใจออกมาแรงๆโดยไม่ปิดบัง “ว่ามา เฮาจะตอบอีกคำถามเดียว แล้วจะกลับละ”

“ในเมื่ออามิก็รู้ว่าการตัดไม้นอกเขตสัมปทานเป็นความผิด ทำไมไม่เตือนพ่อล่ะ”

มาลินเดินเข้าไปใกล้ผู้ถามอีกนิดก่อนตอบฉาดฉาน “คุณคงจะไม่อ่อนต่อโลกเสียจนคิดว่าพ่อทำไปโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รู้เห็นหรอกนะ ที่นี่อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก กฎหมายเป็นคำที่เอาไว้พูดโก้ๆเก๋ๆเท่านั้นแหละ”

เขานิ่งไปนาน แล้วจึงพยักหน้าช้าๆ “โอเค ขอบใจมากนะอามิที่บอกทุกอย่างกับผมตามตรง”

หญิงสาวพยักหน้าตอบ แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว...
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 836
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm


ย้อนกลับไปยัง นวนิยาย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron