เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » อังคาร 14 มี.ค. 2017 2:34 pm

ตำนานนางสงกรานต์

113245j0ue8kyg4pvjjq2k.jpg
113245j0ue8kyg4pvjjq2k.jpg (42.09 KiB) เปิดดู 13 ครั้ง


ก่อนพุทธกาลมีเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง อายุเลยวัยกลางคนก็ยังไร้ทายาทสืบสกุล ซึ่งทำให้ท่านเศรษฐีทุกข์ใจเป็นอันมาก ข้างรั้วบ้านเศรษฐีมีครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวเป็นนักเลงสุรา ถ้าวันไหนร่ำสุราสุดขีด ก็จะพูดเสียงดังแสดงวาจาเยาะเย้ยเศรษฐีสบประมาทในความมีทรัพย์มาก แต่ไร้ทายาทสืบสมบัติเสมอ วันหนึ่งเศรษฐีจึงถามว่ามีความขุ่นเคืองอะไรจึงแสดงอาการเยาะเย้ยและสบ ประมาท เฒ่านักดื่มจึงตอบ ถึงท่านมั่งมีสมบัติมากก็จริง แต่เป็นคนมีบาปกรรมท่านจึงไม่มีบุตร ตายไปแล้วสมบัติก็ตกเป็นของผู้อื่นหมด สู้เราไม่ได้ถึงแม้จะยากจนแต่ก็มีบุตรคอยดูแลรักษายามเจ็บไข้ และรักษาทรัพย์สมบัติเมื่อเราสิ้นใจ

นับแต่นั้นมา เศรษฐียิ่งมีความเสียใจ จึงพยายามไปบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ เพียรพยายามตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร ทำเช่นนี้เป็นเวลาติดต่อกันถึงสามปี ก็ไม่ได้บุตรดังที่ตนปรารถนา จนวันหนึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ ท่านเศรษฐีก็พาข้าทาสบริวารของตนมาที่โคนต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำที่อาศัยของนกทั้งหลาย ท่านเศรษฐีให้บริวารล้างข้าวสารด้วยน้ำสะอาดถึง ๗ ครั้ง แล้วจึงหุงข้าวสารนั้น เมื่อสุกแล้วยกขึ้นบูชาพระไทร เทพเหล่านั้นเกิดความสงสาร จึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ ทูลขอบุตรแก่เศรษฐี พระอินทร์จึงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ “ธรรมบาล” ลงมาเกิดในครรภ์ของภรรยาเศรษฐี เมื่อครบกำหนดภรรยาเศรษฐีก็คลอดบุตรเป็นชาย เศรษฐีจึงตั้งชื่อว่า ธรรมบาลกุมาร เพื่อตอบสนองพระคุณเทพเทวา เศรษฐีจึงสร้างปราสาทสูง ๗ ชั้น ถวายเทพต้นไทร

เมื่อธรรมบาลกุมารเจริญ วัยขึ้น เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉียบแหลม รอบรู้ และวัยเพียง ๗ ขวบก็เรียนจบไตรเพท ยังมีเทพองค์หนึ่งชื่อ “ท้าวกบิลพรหม” ได้ยินกิตติศัพท์ทางสติปัญญาอันยอดเยี่ยมของเด็กน้อย จึงคิดทดลองภูมิปัญญาโดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันจึงถามปัญหา ๓ ข้อ ถ้ากุมารน้อยแก้ปัญหาทั้ง ๓ ข้อได้ กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้ ก็จะต้องเสียหัวเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้ ปัญหานั้นมีว่า

๑. ตอนเช้าราศีคนอยู่แห่งใด
๒. ตอนเที่ยงราศีของคนอยู่แห่งใด
๓. ตอนค่ำราศีของคนอยู่แห่งใด

เมื่อ ได้ฟังปัญหาแล้ว ธรรมบาลไม่อาจทราบคำตอบในทันทีได้ จึงผลัดวันตอบปัญหาไปอีก ๗ วัน ครั้นเวลาล่วงจากนั้นไป ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดหาคำตอบปัญหานั้นไม่ได้ จึงหลบออกจากปราสาทหนีเข้าป่า และไปนอนพักเอาแรงใต้ต้นตาล ขณะนั้นบนต้นตาลมีนกอินทรีคู่หนึ่งอาศัยอยู่ นางนกถามสามีว่า “พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน” นกสามีก็ตอบว่า “พรุ่งนี้เราไม่ต้องบินไปไกล เพราะจะได้กินเนื้อธรรมบาลกุมาร ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมตัดหัว เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ได้” นางนกถามว่า “ปัญหานั้นว่าอย่างไร” นกสามีตอบว่า ปัญหามีอยู่ ๓ ข้อ และหมายถึง

ข้อหนึ่ง ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุกๆ เช้า
ข้อสอง ตอนเที่ยงราศีคนอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องเอาเครื่องหอมประพรมที่อก
ข้อสาม ตอนค่ำราศีคนอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน

ธรรมบาลกุมาร ได้ยินการไขปัญหาของนกอินทรี และจำจนขึ้นใจ ทั้งนี้เพราะธรรมบาลรู้ภาษานก จึงกลับสู่ปราสาทอันเป็นที่อยู่แห่งตน รุ่งขึ้นเป็นวันครบกำหนดแก้ปัญหา ท้าวกบิลพรหมมาฟังคำตอบ ธรรมบาลกุมารกล่าวแก้ปัญหาตามที่นกอินทรีคุยกันทุกประการ ท้าวกบิลพรหมจึงเรียก ธิดาทั้ง ๗ ของตนอันเป็นบริจาริกา คือ หญิงรับใช้ของพระอินทร์มาพร้อมกัน แล้วบอกว่าตนจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าเอาศีรษะพ่อวางไว้บนแผ่นดินก็จะลุกไหม้ไปทั้งโลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ อากาศจะแห้งแล้งฟ้าฝนจะหายไปสิ้น ถ้าทิ้งลงไปในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรจะแห้งแล้งไปเช่นกัน จึงสั่งให้ นางทั้ง ๗ คน เอาพานมารองรับศีรษะ แล้วจึงตัดศรีษะส่งให้นางทุงษธิดาคนโต นางทุงษจึงเอาพานรับเศียรบิดาไว้แล้วแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วอัญเชิญไปไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรลี เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ พระเวสสุกรรมก็เนรมิตโรงประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ชื่อภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็เอาเถาฉมูนวดลงมาล้างในสระอโนดาต ๗ ครั้ง แล้วก็แจกกันเสวยทุกๆ องค์ ครั้นครบ ๓๖๕ วัน โลกสมมติว่าเป็นหนึ่งปีเป็นสงกรานต์ ธิดา ๗ องค์ ของเท้ากบิลพรหมก็ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของพระบิดาออกแห่ประทักษิณรอบเขา พระสุเมรุทุกปี แล้วจึงกลับไปเทวโลก
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 9:54 am

สามเณรแบงก์ [ธรรมากร อารยางกูร] รับบิณฑบาตแม่อุ๊ยดี ชาวบ้านสันฮกฟ้า อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ งดงามด้วยวิถีพุทธ งดงามด้วยวิถีล้านนา

17264789_1328626733864209_618648678510103713_n.jpg
17264789_1328626733864209_618648678510103713_n.jpg (166.97 KiB) เปิดดู 11 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย pasasiam เมื่อ เสาร์ 18 มี.ค. 2017 10:08 am, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 9:57 am

วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน ที่ประดิษฐสถานพระธาตุศรีเวียงชัย

20110918143942_img_2428.jpg
20110918143942_img_2428.jpg (66.72 KiB) เปิดดู 11 ครั้ง


วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ตั้งอยู่เลขที่ ๔๙๙ หมู่ที่ ๘ ต. นาทราย อ. ลี้ จ. ลำพูน ห่างจากที่ว่าการอำเภอลี้ไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร (อยู่บนเส้นทางลี้ไปเถิน)

มีความสำคัญคือ เป็นวัดที่มีรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ณ บริเวณสถานที่แห่งนี้ โดยได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนก้อนหิน

นับตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ที่หลวงปู่ได้เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จนกระทั่งมรณภาพในปี ๒๕๔๓ เป็นเวลาถึง ๕๔ ปี หลวงปู่ได้ใช้ความพยายามพัฒนาวัดจนสามารถพลิกสภาพความเป็นวัดร้างให้เป็นวัดที่มีความเจริญถึงขีดสุด จนทำให้ผู้คนจากทุกสารทิศทั้งในและต่างประเทศ ทุกระดับชั้นทางสังคมหลั่งไหลเข้ามาสักการะ สมกับที่เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

บ้านห้วยต้มเป็นหมู่บ้านของ ชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยงทั้งหมด ๖๐๐ หลังคาเรือนมีคนอาศัยอยู่เกือบ ๓,๐๐๐ คนซึ่งพวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านห้วยต้มเมื่อปี ๒๕๑๔ หลังจากที่ราชการ สร้างเขื่อนยันฮี หรือ เขื่อนภูมิพล ขึ้น ชาวเขาเหล่านี้ไม่มีที่ทำกิน การอพยพเข้ามาอยู่ในระยะแรกมีความยากลำบากมาก เพราะพื้นที่บางส่วนเป็นหินศิลาแลง และสภาพทั่วไป มีความแห้งแล้ง ชาวกะเหรี่ยงบางคนไม่สามารถทนอยู่ได้ต้องอพยพไปอยู่ในที่ใหม่ พวกที่ทนอยู่ได้ก็ตั้งหน้าทำงานต่อสู้กับอุปสรรคอันแห้งแล้งของธรรมชาติ

20110918144345_img_2452.jpg
20110918144345_img_2452.jpg (107.39 KiB) เปิดดู 11 ครั้ง


พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของคนเมืองลี้ จังหวัดลำพูน ที่เป็นที่สักการะของคนลำพูน คนภาคเหนือ และคนไทยทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงคนต่างชาติต่างภาษาที่พากันมาสักการะบูชาอยู่โดยไม่ขาดสาย ตั้งอยู่ ใกล้วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัยเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งองค์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีฐานของพระเจดีย์ขนาด ๔๐ X ๔๐ เมตร ความสูงขององค์พระเจดีย์ ๖๔.๓๙ เมตร เป็นพระธาตุเจดีย์จำลองจากพระธาตุชเวดากอง ประเทศพม่า สร้างบนพื้นที่ประมาณ ๖ไร่เศษ โดยหลวงปู่ครูบาชัยะวงศาพัฒนา ออกแบบและก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยได้อธิษฐานจิตแล้วขออาราธนาอัญเชิญพระเกศาของพระพุทธเจ้าโคตมะ แล้วเอาสิ่งของต่างๆได้แก่ บริขารของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วมาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์อีกด้วย

20110918143954_img_2429.jpg
20110918143954_img_2429.jpg (114.22 KiB) เปิดดู 11 ครั้ง


วัตถุประสงค์ของการสร้าง เพื่อให้ประเทศไทยได้มีพุทธเจดีย์ที่เป็นเครื่องหมายแห่งการตรัสรู้โปรด เวไนยสัตว์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ ซึ่งได้แก่ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ, พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ,พระพุทธเจ้ากัสสปะ,พระพุทธเจ้าโคตมะ องค์ปัจจุบันและพระศรีอริยเมตไตรย์ พระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานนามพระมหาเจดีย์นี้ว่า พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย
ที่มา mcot.net
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 4:02 pm

"กู่เจ้าย่าสุตา" โบราณสถานสำคัญบนถนนวังเหนือ จังหวัดลำปาง

IMG_0286.JPG
IMG_0286.JPG (54.5 KiB) เปิดดู 9 ครั้ง


"กู่เจ้าย่าสุตา" เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาที่มีลวดลายปูนปั้นเทวดาอยู่ทั้ง ๔ มุม ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสวยงามมาก สันนิษฐาน ว่ากู่เจ้าย่าสุตาเคยเป็น "ซุ้มประตูโขงของวัดกากแก้ว" ในอดีต ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ซุ้มประตูนี้นับเป็นโบราณสถานที่เรียกได้ว่าเป็นโบราณสถานน้อยแห่งใน สมัยในล้านนา มีลวดลายศิลปกรรมปูนปั้นที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง เท่าที่พบเห็นได้ในจังหวัดลำปาง

ซุ้มประตูแห่งนี้ไม่มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงยุคของล้านนา ประมาณปี พ.ศ.๑๘๙๘ – ๒๑๐๐( รัชสมัยของพญากือนา-พระเมืองแก้ว) และถ้าจะเจาะลึกลงไปน่าจะเป็นในยุคปลายรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช ซึ่งในสมัยนั้นเขลางค์นครเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านนา โดยซุ้มประตูก่ออิฐประดับลายปูนปั้นเหนือซุ้มเป็น ฝีมือของช่างสกุลล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งนักวิชาการลงความเห็นว่าน่าจะมีความเก่าแก่มากกว่าซุ้มประตูโขงวัดพระธาตุลำปางหลวงเสียอีก ปัจจุบันมีการขุดค้นวัตถุโบราณ จากบริเวณที่คาดว่าเป็นอุโบสถเก่า คงเห็นเป็นแนวกำแพงและชั้นอิฐ โดยเริ่มขุดค้นในปี ๒๕๕๓ พบวัตถุโบราณหลากหลาย ทั้งพระพุทธรูปสัมริด เครื่องกระเบื้องเคลือบลาย ฯลฯ

แม้กู่เจ้าย่าสุตาจะไม่มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด แต่ความงดงามและร่องรอยความรุ่งเรืองของอดีตกลับปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน และด้วยความสงบ เข้มขลัง นี้สามารถเป็นเครื่องเตือนใจคนที่ผ่านไป-มาได้ว่าจงรักษากริยา วาจา และใจ ให้สงบและสำรวม สมกับที่ได้อยู่พื้นที่แห่งความทรงจำของอดีต ‘เขลางค์นคร’ เมืองลูกหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา

ภาพ : Kasira Kaoreang
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 8:32 pm

ควรขานพระนามพญามังรายหรือพ่อขุนเม็งราย

A8347946-3.jpg
A8347946-3.jpg (71.23 KiB) เปิดดู 7 ครั้ง


พระนาม "มังราย" นั้นปรากฏในศิลาจารึก ตำนาน และเอกสารดั้งเดิมทุกชนิด มีแต่หนังสือพงศาวดารโยนก เขียนโดย พระยาประชากิจกรจักร จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งได้คัดแปลจากอักษรไทยเหนือ (ตัวเมือง) ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วชิรญาณ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๑-๑๔๔๒ (อ้างอิงจาก ประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิต) อธิบายเพิ่ม พระยาประชากิจกรจักร เป็นข้าราชการชาวสยาม เมื่อท่านแปลความจากตัวเมืองจึงมีความคลาดเคลื่อน ปัญหาคือเอกสารในสมัยหลัง ๆ ต่างก็อ้างอิงพงศาวดารโยนกทั้งนั้น จึงพากันออกพระนามว่า "เม็งราย" อย่างไรก็ดี มีสถานที่หลายแห่งใช้ชื่อว่า "เม็งราย" ไปแล้ว เช่น ตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย โรงเรียนเม็งรายมหาราชวิทยาคม และค่ายเม็งรายมหาราช ในจังหวัดเชียงราย กับทั้งวัดพระเจ้าเม็งราย ในจังหวัดเชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต ใกล้รุ่ง ในดวงใจนิรันดร์ แว่ว เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประเสริฐ_ณ_นคร.jpg
ประเสริฐ_ณ_นคร.jpg (16.8 KiB) เปิดดู 7 ครั้ง


ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร สนใจงานด้านคณิตศาสตร์ สถิติ การคำนวณปฏิทิน การแต่งเพลง พันธุศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาไทยโบราณ มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับและอ้างถึงในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ การชำระประวัติศาสตร์สุโขทัย ถิ่นเดิมและตระกูลภาษาไทย หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย การแบ่งกลุ่มไทยตามตัวหนังสือ พจนานุกรมไทยอาหม ตัวอักษรไทยในล้านนา ที่มาของอักษรไทยล้านนาและไทยลื้อ นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งภายในและต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บทความ
เกิดในวันวสันตวิษุวัต ของปี ค.ศ.๑๙๑๙ ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๑๔๖๑ สัมฤทธิ์ศก ปีมะเมีย ตรงปักขทืนล้านนา ในวันเต่าสัน แรม ๕ ค่ำ เดือน ๖ จ.ศ. ๑๒๘๐ ปีเปิกสะง้า เป็นปีที่พิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพ เกิดที่ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นบุตรของนายบุญเรือง และนางกิมไล้ ได้สมรสกับนางเยาวลักษณ์ (ลีละชาติ) มีบุตรคือ ดร.ปิยพร ณ นคร ซึ่งได้สมรสกับนางสมทรง (โหตรกิตย์) มีบุตรชื่อนางสาวเสมอใจ ณ นคร
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ ทั้งคณิตศาสตร์ สถิติ ประวัติศาสตร์ไทย ปฏิทินไทย ภาษาไทย จารึก ศิลปวรรณคดี และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับการขยายขอบเขตของไทยศึกษา ไปสู่ไทศึกษาหรือการศึกษาเรื่องของชนเผ่าไทอื่น ๆ นอกประเทศไทย ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ถิ่นเดิมและตระกูลภาษาไท การสืบค้นภาษาไทในเมืองจีน แนวการปริวรรตอักษรพื้นเมืองล้านนา ประวัติศาสตร์สุโขทัยจากจารึก เล่าเรื่องในไตรภูมิพระร่วง ความสำคัญของวรรณคดีท้องถิ่น หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย ประวัติศาสตร์ล้านนาจารึก ความเห็นเรื่องจารึกพ่อขุนรามคำแหง เรื่องเกี่ยวกับ ศิลาจารึกสุโขทัย และศักราชในจารึกสมัยสุโขทัย เป็นต้น ผลงานเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา นักวิชาการหลายสาขาอ้างอิงแนวคิดหรือข้อเสนอของท่าน เพียงใช้อักษรย่อว่า ป.ณ.

ขอบคุณข้อมูลประวัติศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร จากวิกิพีเดีย
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 9:26 pm

อาจารย์สุวภรณ์ ชูโต อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี (คาดว่าภาพนี้ถ่ายประมาณปี พ.ศ.๒๐๐๕)

สาวลำปาง.jpg
สาวลำปาง.jpg (25.72 KiB) เปิดดู 6 ครั้ง


นายพลู หัวนา กับ นางสุทัศน์ (กันนิกา) ชิดสนิท คนเจียงคำ จังหวัดพะเยา (คาดว่าถ่ายภาพนี้ประมาณปี ๒๕๑๕)

11873467_1600201760245086_5376440695691229431_n.jpg
11873467_1600201760245086_5376440695691229431_n.jpg (65.23 KiB) เปิดดู 6 ครั้ง
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » อังคาร 21 มี.ค. 2017 5:23 pm

#วันนี้ในอดีต วันพระราชทานเพลิงศพ ครูบาเจ้าศรีวิชัย วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙

S__33382404.jpg
S__33382404.jpg (22.35 KiB) เปิดดู 1 ครั้ง


เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย ถูกขับออกจากเมืองเชียงใหม่ ครูบาเจ้าฯ ได้ปวารณาตนว่าจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก เว้นแต่แม่น้ำปิงจะไหลย้อนกลับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สิริอายุได้ ๖๐ ปี ตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปาง เป็นเวลา ๑ ปี จึงได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ ณ วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน จนกระทั่งวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ โดยมีประชาชนมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพจำนวนมาก และประชาชนเหล่านั้นได้เข้าแย่งชิงอัฏฐิธาตุของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ไฟยังไม่มอดสนิท แม้แต่แผ่นดินตรงที่ถวายพระเพลิง ก็ยังมีผู้ขุดเอาไปสักการบูชา อัฏฐิธาตุของท่านที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมได้ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๗ ส่วน แบ่งไปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้านนาดังนี้

ส่วนที่ ๑ บรรจุที่ วัดจามเทวี จ.ลำพูน
ส่วนที่ ๒ บรรจุที่ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่
ส่วนที่ ๓ บรรจุที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง
ส่วนที่ ๔ บรรจุที่ วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา
ส่วนที่ ๕ บรรจุที่ วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่
ส่วนที่ ๖ บรรจุที่ วัดน้ำออกรู จ.แม่ฮ่องสอน
ส่วนที่ ๗ บรรจุที่ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จ.ลำพูน

Publication : P.som ส.สกุณา
http://photobypsom.blogspot.com/2017/03/21-2489.html
pasasiam
นักเขียนสมัครเล่น
นักเขียนสมัครเล่น
 
โพสต์: 141
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron