เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 9:54 am

สามเณรแบงก์ [ธรรมากร อารยางกูร] รับบิณฑบาตแม่อุ๊ยดี ชาวบ้านสันฮกฟ้า อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ งดงามด้วยวิถีพุทธ งดงามด้วยวิถีล้านนา

17264789_1328626733864209_618648678510103713_n.jpg
17264789_1328626733864209_618648678510103713_n.jpg (166.97 KiB) เปิดดู 406 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย pasasiam เมื่อ เสาร์ 18 มี.ค. 2017 10:08 am, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 9:57 am

วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน ที่ประดิษฐสถานพระธาตุศรีเวียงชัย

20110918143942_img_2428.jpg
20110918143942_img_2428.jpg (66.72 KiB) เปิดดู 406 ครั้ง


วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ตั้งอยู่เลขที่ ๔๙๙ หมู่ที่ ๘ ต. นาทราย อ. ลี้ จ. ลำพูน ห่างจากที่ว่าการอำเภอลี้ไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร (อยู่บนเส้นทางลี้ไปเถิน)

มีความสำคัญคือ เป็นวัดที่มีรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ณ บริเวณสถานที่แห่งนี้ โดยได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนก้อนหิน

นับตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ที่หลวงปู่ได้เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จนกระทั่งมรณภาพในปี ๒๕๔๓ เป็นเวลาถึง ๕๔ ปี หลวงปู่ได้ใช้ความพยายามพัฒนาวัดจนสามารถพลิกสภาพความเป็นวัดร้างให้เป็นวัดที่มีความเจริญถึงขีดสุด จนทำให้ผู้คนจากทุกสารทิศทั้งในและต่างประเทศ ทุกระดับชั้นทางสังคมหลั่งไหลเข้ามาสักการะ สมกับที่เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

บ้านห้วยต้มเป็นหมู่บ้านของ ชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยงทั้งหมด ๖๐๐ หลังคาเรือนมีคนอาศัยอยู่เกือบ ๓,๐๐๐ คนซึ่งพวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านห้วยต้มเมื่อปี ๒๕๑๔ หลังจากที่ราชการ สร้างเขื่อนยันฮี หรือ เขื่อนภูมิพล ขึ้น ชาวเขาเหล่านี้ไม่มีที่ทำกิน การอพยพเข้ามาอยู่ในระยะแรกมีความยากลำบากมาก เพราะพื้นที่บางส่วนเป็นหินศิลาแลง และสภาพทั่วไป มีความแห้งแล้ง ชาวกะเหรี่ยงบางคนไม่สามารถทนอยู่ได้ต้องอพยพไปอยู่ในที่ใหม่ พวกที่ทนอยู่ได้ก็ตั้งหน้าทำงานต่อสู้กับอุปสรรคอันแห้งแล้งของธรรมชาติ

20110918144345_img_2452.jpg
20110918144345_img_2452.jpg (107.39 KiB) เปิดดู 406 ครั้ง


พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของคนเมืองลี้ จังหวัดลำพูน ที่เป็นที่สักการะของคนลำพูน คนภาคเหนือ และคนไทยทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงคนต่างชาติต่างภาษาที่พากันมาสักการะบูชาอยู่โดยไม่ขาดสาย ตั้งอยู่ ใกล้วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัยเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งองค์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีฐานของพระเจดีย์ขนาด ๔๐ X ๔๐ เมตร ความสูงขององค์พระเจดีย์ ๖๔.๓๙ เมตร เป็นพระธาตุเจดีย์จำลองจากพระธาตุชเวดากอง ประเทศพม่า สร้างบนพื้นที่ประมาณ ๖ไร่เศษ โดยหลวงปู่ครูบาชัยะวงศาพัฒนา ออกแบบและก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยได้อธิษฐานจิตแล้วขออาราธนาอัญเชิญพระเกศาของพระพุทธเจ้าโคตมะ แล้วเอาสิ่งของต่างๆได้แก่ บริขารของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วมาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์อีกด้วย

20110918143954_img_2429.jpg
20110918143954_img_2429.jpg (114.22 KiB) เปิดดู 406 ครั้ง


วัตถุประสงค์ของการสร้าง เพื่อให้ประเทศไทยได้มีพุทธเจดีย์ที่เป็นเครื่องหมายแห่งการตรัสรู้โปรด เวไนยสัตว์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ ซึ่งได้แก่ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ, พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ,พระพุทธเจ้ากัสสปะ,พระพุทธเจ้าโคตมะ องค์ปัจจุบันและพระศรีอริยเมตไตรย์ พระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานนามพระมหาเจดีย์นี้ว่า พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย
ที่มา mcot.net
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 4:02 pm

"กู่เจ้าย่าสุตา" โบราณสถานสำคัญบนถนนวังเหนือ จังหวัดลำปาง

IMG_0286.JPG
IMG_0286.JPG (54.5 KiB) เปิดดู 404 ครั้ง


"กู่เจ้าย่าสุตา" เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาที่มีลวดลายปูนปั้นเทวดาอยู่ทั้ง ๔ มุม ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสวยงามมาก สันนิษฐาน ว่ากู่เจ้าย่าสุตาเคยเป็น "ซุ้มประตูโขงของวัดกากแก้ว" ในอดีต ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ซุ้มประตูนี้นับเป็นโบราณสถานที่เรียกได้ว่าเป็นโบราณสถานน้อยแห่งใน สมัยในล้านนา มีลวดลายศิลปกรรมปูนปั้นที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง เท่าที่พบเห็นได้ในจังหวัดลำปาง

ซุ้มประตูแห่งนี้ไม่มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงยุคของล้านนา ประมาณปี พ.ศ.๑๘๙๘ – ๒๑๐๐( รัชสมัยของพญากือนา-พระเมืองแก้ว) และถ้าจะเจาะลึกลงไปน่าจะเป็นในยุคปลายรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช ซึ่งในสมัยนั้นเขลางค์นครเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านนา โดยซุ้มประตูก่ออิฐประดับลายปูนปั้นเหนือซุ้มเป็น ฝีมือของช่างสกุลล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งนักวิชาการลงความเห็นว่าน่าจะมีความเก่าแก่มากกว่าซุ้มประตูโขงวัดพระธาตุลำปางหลวงเสียอีก ปัจจุบันมีการขุดค้นวัตถุโบราณ จากบริเวณที่คาดว่าเป็นอุโบสถเก่า คงเห็นเป็นแนวกำแพงและชั้นอิฐ โดยเริ่มขุดค้นในปี ๒๕๕๓ พบวัตถุโบราณหลากหลาย ทั้งพระพุทธรูปสัมริด เครื่องกระเบื้องเคลือบลาย ฯลฯ

แม้กู่เจ้าย่าสุตาจะไม่มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด แต่ความงดงามและร่องรอยความรุ่งเรืองของอดีตกลับปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน และด้วยความสงบ เข้มขลัง นี้สามารถเป็นเครื่องเตือนใจคนที่ผ่านไป-มาได้ว่าจงรักษากริยา วาจา และใจ ให้สงบและสำรวม สมกับที่ได้อยู่พื้นที่แห่งความทรงจำของอดีต ‘เขลางค์นคร’ เมืองลูกหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา

ภาพ : Kasira Kaoreang
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 8:32 pm

ควรขานพระนามพญามังรายหรือพ่อขุนเม็งราย

A8347946-3.jpg
A8347946-3.jpg (71.23 KiB) เปิดดู 402 ครั้ง


พระนาม "มังราย" นั้นปรากฏในศิลาจารึก ตำนาน และเอกสารดั้งเดิมทุกชนิด มีแต่หนังสือพงศาวดารโยนก เขียนโดย พระยาประชากิจกรจักร จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งได้คัดแปลจากอักษรไทยเหนือ (ตัวเมือง) ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วชิรญาณ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๑-๑๔๔๒ (อ้างอิงจาก ประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิต) อธิบายเพิ่ม พระยาประชากิจกรจักร เป็นข้าราชการชาวสยาม เมื่อท่านแปลความจากตัวเมืองจึงมีความคลาดเคลื่อน ปัญหาคือเอกสารในสมัยหลัง ๆ ต่างก็อ้างอิงพงศาวดารโยนกทั้งนั้น จึงพากันออกพระนามว่า "เม็งราย" อย่างไรก็ดี มีสถานที่หลายแห่งใช้ชื่อว่า "เม็งราย" ไปแล้ว เช่น ตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย โรงเรียนเม็งรายมหาราชวิทยาคม และค่ายเม็งรายมหาราช ในจังหวัดเชียงราย กับทั้งวัดพระเจ้าเม็งราย ในจังหวัดเชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต ใกล้รุ่ง ในดวงใจนิรันดร์ แว่ว เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประเสริฐ_ณ_นคร.jpg
ประเสริฐ_ณ_นคร.jpg (16.8 KiB) เปิดดู 402 ครั้ง


ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร สนใจงานด้านคณิตศาสตร์ สถิติ การคำนวณปฏิทิน การแต่งเพลง พันธุศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาไทยโบราณ มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับและอ้างถึงในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ การชำระประวัติศาสตร์สุโขทัย ถิ่นเดิมและตระกูลภาษาไทย หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย การแบ่งกลุ่มไทยตามตัวหนังสือ พจนานุกรมไทยอาหม ตัวอักษรไทยในล้านนา ที่มาของอักษรไทยล้านนาและไทยลื้อ นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งภายในและต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บทความ
เกิดในวันวสันตวิษุวัต ของปี ค.ศ.๑๙๑๙ ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๑๔๖๑ สัมฤทธิ์ศก ปีมะเมีย ตรงปักขทืนล้านนา ในวันเต่าสัน แรม ๕ ค่ำ เดือน ๖ จ.ศ. ๑๒๘๐ ปีเปิกสะง้า เป็นปีที่พิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพ เกิดที่ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นบุตรของนายบุญเรือง และนางกิมไล้ ได้สมรสกับนางเยาวลักษณ์ (ลีละชาติ) มีบุตรคือ ดร.ปิยพร ณ นคร ซึ่งได้สมรสกับนางสมทรง (โหตรกิตย์) มีบุตรชื่อนางสาวเสมอใจ ณ นคร
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษา ที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ ทั้งคณิตศาสตร์ สถิติ ประวัติศาสตร์ไทย ปฏิทินไทย ภาษาไทย จารึก ศิลปวรรณคดี และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับการขยายขอบเขตของไทยศึกษา ไปสู่ไทศึกษาหรือการศึกษาเรื่องของชนเผ่าไทอื่น ๆ นอกประเทศไทย ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ถิ่นเดิมและตระกูลภาษาไท การสืบค้นภาษาไทในเมืองจีน แนวการปริวรรตอักษรพื้นเมืองล้านนา ประวัติศาสตร์สุโขทัยจากจารึก เล่าเรื่องในไตรภูมิพระร่วง ความสำคัญของวรรณคดีท้องถิ่น หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย ประวัติศาสตร์ล้านนาจารึก ความเห็นเรื่องจารึกพ่อขุนรามคำแหง เรื่องเกี่ยวกับ ศิลาจารึกสุโขทัย และศักราชในจารึกสมัยสุโขทัย เป็นต้น ผลงานเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา นักวิชาการหลายสาขาอ้างอิงแนวคิดหรือข้อเสนอของท่าน เพียงใช้อักษรย่อว่า ป.ณ.

ขอบคุณข้อมูลประวัติศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร จากวิกิพีเดีย
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » เสาร์ 18 มี.ค. 2017 9:26 pm

อาจารย์สุวภรณ์ ชูโต อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี (คาดว่าภาพนี้ถ่ายประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๕)

สาวลำปาง.jpg
สาวลำปาง.jpg (25.72 KiB) เปิดดู 401 ครั้ง


นายพลู หัวนา กับ นางสุทัศน์ (กันนิกา) ชิดสนิท คนเจียงคำ จังหวัดพะเยา (คาดว่าถ่ายภาพนี้ประมาณปี ๒๕๑๕)

11873467_1600201760245086_5376440695691229431_n.jpg
11873467_1600201760245086_5376440695691229431_n.jpg (65.23 KiB) เปิดดู 401 ครั้ง
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » อังคาร 21 มี.ค. 2017 5:23 pm

#วันนี้ในอดีต วันพระราชทานเพลิงศพ ครูบาเจ้าศรีวิชัย วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙

S__33382404.jpg
S__33382404.jpg (22.35 KiB) เปิดดู 396 ครั้ง


เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย ถูกขับออกจากเมืองเชียงใหม่ ครูบาเจ้าฯ ได้ปวารณาตนว่าจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก เว้นแต่แม่น้ำปิงจะไหลย้อนกลับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สิริอายุได้ ๖๐ ปี ตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปาง เป็นเวลา ๑ ปี จึงได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ ณ วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน จนกระทั่งวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ โดยมีประชาชนมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพจำนวนมาก และประชาชนเหล่านั้นได้เข้าแย่งชิงอัฏฐิธาตุของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ไฟยังไม่มอดสนิท แม้แต่แผ่นดินตรงที่ถวายพระเพลิง ก็ยังมีผู้ขุดเอาไปสักการบูชา อัฏฐิธาตุของท่านที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมได้ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๗ ส่วน แบ่งไปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้านนาดังนี้

ส่วนที่ ๑ บรรจุที่ วัดจามเทวี จ.ลำพูน
ส่วนที่ ๒ บรรจุที่ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่
ส่วนที่ ๓ บรรจุที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง
ส่วนที่ ๔ บรรจุที่ วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา
ส่วนที่ ๕ บรรจุที่ วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่
ส่วนที่ ๖ บรรจุที่ วัดน้ำออกรู จ.แม่ฮ่องสอน
ส่วนที่ ๗ บรรจุที่ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จ.ลำพูน

Publication : P.som ส.สกุณา
http://photobypsom.blogspot.com/2017/03/21-2489.html
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » พฤหัสฯ. 30 มี.ค. 2017 7:22 pm

“มณฑปกลางน้ำ” ณ “เวียงเกาะกลาง” : สังฆเจดีย์ อุทกสีมา หรือเขาพระสุเมรุ

ปริศนาโบราณฯ-2-1.jpg
ปริศนาโบราณฯ-2-1.jpg (229.9 KiB) เปิดดู 379 ครั้ง


ที่กลางสระน้ำหน้าวัดเกาะกลาง บ้านบ่อคาว ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน อันเป็นแหล่งอาศัยของชุมชนชาวมอญกว่า ๕๐๐ ครัวเรือนนั้น มีโบราณสถานอยู่หลังหนึ่ง ลักษณะค่อนข้างแปลกประหลาด แปลกเสียจนนักวิชาการด้านโบราณคดีถกเถียงกันอยู่นานหลายปีว่าคืออะไรกันแน่ มณฑปหลังดังกล่าว ก่อนที่จะเห็นว่าตั้งอยู่กลางสระน้ำนั้น เดิมมีสภาพเป็นเนินดินสูง ชาวบ้านเรียกแบบลำลองแตกต่างกันไป บ้างเรียก “ศาลเพียงตา” “ประภาคาร” และบ้างก็เรียก “หอฟ้าผ่า” โดยชาวบ้านมีความกลัวว่าจะถูกฟ้าผ่า หากปีนขึ้นไปเหยียบบนยอดหอหลังนี้ เหตุที่ปู่ย่าตายายจะคอยเตือนลูกหลานอยู่เสมอว่า ในอดีตเคยมีคนถูกฟ้าผ่าตายมาแล้วหลายคน ประหนึ่งว่าหอดังกล่าวมีสายล่อฟ้าหรือเคยมีโบราณวัตถุอะไรบางอย่างที่สร้างด้วยทองแดงกระนั้น? ทำให้หอหรืออาคารดังกล่าวถูกทิ้งร้างอยู่ชั่วนาตาปี ไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๔๗ หรือ ๑๓ ปีก่อนนั้น กรมศิลปากรได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีก้อนแรก ๕ ล้านบาทจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ในยุคที่ นายสมาน ชมภูเทพ หรือ “หนานหล้า” (ผู้ล่วงลับไปแล้ว) เป็นนายก อบจ. และต่อมาได้รับงบสนับสนุนในก้อนถัดๆ มาอย่างต่อเนื่องอีกหลายช่องทางสิริรวม ๑๓ ล้านบาท ๒ ล้านบาทก้อนสุดท้ายคือปี ๒๕๕๒ เป็นงบฯ สร้างพิพิธภัณฑ์ในวัดเกาะกลางสำหรับเก็บปูนปั้นที่ขุดได้จากเวียงเกาะกลางมากกว่า ๒,๐๐๐ ชิ้น และหลังจากนั้น เวียงเกาะกลางก็ไม่ได้รับการเหลียวแลใดๆ จากภาครัฐอีกเลย ทั้งๆ ที่เป็นขุมทรัพย์มหาศาล สามารถนำมรดกของแผ่นดินมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้ทางการท่องเที่ยว หรืออย่างน้อยควรสนับสนุนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์แหล่งสำคัญในระดับชาติ เนื่องจากโบราณสถานแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับโบราณสถานจำนวนหลายแห่งในระดับอุษาคเนย์

ใครจะเชื่อว่า จากเนินดินพอกนูนสูงคล้ายภูเขาลูกย่อมๆ ด้วยถูกทิ้งร้างไปนานหลายร้อยปี เหตุเพราะเคยเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ เนื่องจากมีการเปลี่ยนเส้นทางไหลของแม่น้ำปิง เดิมชาวมอญจะตั้งบ้านเรือนอยู่แถววัดหนองดู่ริมแม่ปิงมากกว่าจะอาศัยอยู่แถวโบราณสถานร้างเวียงเกาะกลาง สำทับด้วยคำขู่ของคนเฒ่าคนแก่ว่าห้ามไม่ให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามเหยียบย่ำอย่างเด็ดขาด ตามคำร่ำลือเรื่องฟ้าผ่านั้น แต่เมื่อกรมศิลปากรดำเนินการขุดค้นไปขุดค้นมา กลับกลายเป็นว่า โบราณสถานแห่งนี้มีฐานที่จมลึกลงไปใต้ชั้นบาดาลเลยทีเดียว กล่าวคือ ตั้งอยู่ในระดับต่ำกว่าถนนทางเท้าชั้นดินปัจจุบันถึง ๕ เมตร
ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา หลังจากที่กรมศิลปากรได้ขุดแต่งศึกษาทางโบราณคดี ณ มณฑปแห่งนี้ ได้พบความแปลกประหลาดหลายประการดังนี้ ประการแรก ผังอาคารเป็นมณฑปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรมุข มีลานประทักษิณซ้อนกันถึง ๒ ชั้น ชั้นแรกคือลานตอนล่าง และชั้นที่สองตั้งอยู่ประชิดล้อมรอบเรือนธาตุของมณฑปตอนบน ข้อสำคัญคือมณฑปจัตุรมุขนี้มีแกนเสาเป็นจุดสำคัญ

แกนเสาสีดำใช้ทำอะไร ไม่มีใครทราบว่ามณฑปหลังนี้มีหน้าที่ใช้ประดิษฐานอะไร โดยปกติแล้ว การทำมณฑปเปิดโล่งแบบจัตุรมุขนั้น มักใช้รองรับพระพุทธรูปสำคัญเป็นการเฉพาะ หรืออาจประดิษฐานต้นโพธิ์จำลองแต่ที่นี่บริเวณแกนกลางของมณฑป กลับก่ออิฐป็นแท่งเสาขนาดใหญ่ ก่อเพื่อใช้รองรับหลังคาตอนบน (เครื่องหลังคาก็หักหายไปหมดแล้ว) เท่านั้นเองล่ะหรือ มิได้เคยมีพระพุทธรูปสี่ด้านยืนหันหลังชนกัน ๔ ทิศมาก่อนเลยหรือ พิจารณาแล้วพบว่าแท่งเสานี้เต็มไปด้วยสีดำ ไม่มีใครทราบว่าเพราะเหตุไร ชาวบ้านบอกว่าอาจเป็นเขม่าควันซึ่งชาวประมงใช้จุดไฟกลางคืนบอกทางสัญจรแก่ชาวเรือ (ในลักษณะประภาคาร) หรืออาจเกิดจากการที่ฟ้าผ่าอาคารหลังนี้บ่อยครั้ง แต่นักโบราณคดีเห็นว่าน่าจะเกิดจากรอยของการลงรัก (ยางเหนียวสีดำ) อาจจะลงเพื่อใช้ปิดทองพระพุทธรูปที่เคยหันหลังชนกันที่แท่งเสา แต่ต่อมาพระพุทธรูปหายไปแล้วก็เป็นได้ หรือดีไม่ดี อาจไม่เคยมีพระพุทธรูปมาก่อนเลยตั้งแต่แรกสร้าง คือมีแต่เสาที่ลงรักสีดำสำหรับปิดทอง การใช้เสาแท่งใหญ่เป็นแกนกลางมณฑปเช่นนี้พบได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมแห่งอาณาจักรพุกาม (พุกามอยู่ในพม่า เจริญขึ้นร่วมสมัยกับหริภุญไชยตอนกลางถึงตอนปลาย คือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๙) แต่โดยมากวิหารจัตุรมุขในพุกามนั้นมักใช้แท่งเสารองรับหลังคาที่เป็นเจดีย์แบบทรงพุทธคยาอยู่ตอนบน และมักประดิษฐานพระพุทธรูปหันหลังชนกัน ๔ ทิศ ในขณะที่มณฑปเวียงเกาะกลาง ไม่ได้มีเสาแท่งขนาดใหญ่มากพอที่จะเหลือพื้นที่ให้สามารถสร้างพระพุทธรูป ๔ องค์ในภัทรกัปขนาดนั้นได้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยที่สุด รูปแบบของเสาแกนกลางมณฑปทรงจัตุรมุขเช่นนี้ก็เป็นเครื่องสะท้อนว่าชุมชนในเวียงเกาะกลางแห่งนี้เคยมีความสัมพันธ์กับชาวพุกามมาก่อน อาจเคยไปมาหาสู่กัน กระทั่งมีการถ่ายทอดแบบศิลปะซึ่งกันและกัน ส่วนใครจะถ่ายทอดให้ใครนั้น จุดเริ่มต้นสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้มีขึ้นครั้งแรกในวัฒนธรรมไหน เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

ประเด็นที่สอง ความแปลกประหลาดของศาสนสถานหลังนี้ คือพื้นล่างขององค์มณฑป มีการก่ออิฐเรียงเป็นแนวรูปวงกลม ซึ่งพบฐานแบบนี้ไม่มากนักบนแผ่นดินสยาม ภาพของฐานทรงกลมเช่นนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการโบราณคดี เพราะโดยปกติแล้วสิ่งก่อสร้างใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าเจดีย์ วิหาร อุโบสถ มณฑป กุฏิ ศาลา ที่พบในทุกๆ อารยธรรมอุษาคเนย์มักจบฐานล่างลงด้วยผังรูปสี่เหลี่ยมเสมอ นอกเหนือไปจากฐานเจดีย์ทรงลอมฟางหรือทรงกระบอกที่กู่ช้างในจังหวัดลำพูนแล้วนั้น ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าฐานมณฑปที่เวียงเกาะกลางมีลักษณะคล้ายกับฐานสระมรกตที่อำเภอดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี สระมรกตที่ปราจีนฯ มีต้นกำเนิดมาจากวิหารเมืองนาคารชุณโกณฑะในวัฒนธรรมอมราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) ซึ่งอมราวดีเป็นแผ่นดินต้นกำเนิดของชาวมอญตะเลงคณา (แขกกลิงค์) ที่อพยพจากแคว้นกลิงคราษฎร์ของอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ มาตั้งรกรากอยู่ในสุวรรณภูมิจนกลายเป็นบรรพชนของคนมอญ ฐานมณฑปกลางน้ำที่เวียงเกาะกลางนี้ ลึกลงไปเป็นแท่งทรงกระบอกสูง คือจงใจสร้างแต่งขอบฐานให้ตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันตก แสดงว่าในอดีตแม่น้ำผิงเคยไหลผ่านด้านนี้มาก่อน ไม่ใช่ไหลผ่านด้านทิศเหนือของเวียงเกาะกลางเหมือนในปัจจุบัน ผิวอิฐมีร่องรอยของการถูกสายน้ำกัดกร่อนนานหลายศตวรรษ เมื่อขึ้นพ้นบันไดจากสระน้ำ พบว่าฐานกลมชั้นล่างแต่งขอบเป็นทางเดินคล้ายลานประทักษิณโดยรอบ มีการขุดพบผางประทีป (ตะคันดินเผาที่ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นจานเทียน) ฝังอยู่โดยรอบลานประทักษิณร่วมสองพันชิ้น แสดงว่าในอดีตเคยมีการเดินเวียนเทียนรอบมณฑปนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

แล้วสิ่งที่ผู้คนไปเดินเวียนเทียนเพื่อนมัสการนั้นคืออะไรกัน ที่แน่ๆ ไม่ใช่ประภาคาร-ศาลเพียงตา นอกจากนี้ ยังมีความแปลกประหลาดอีกหลายประการ อาทิ ประติมากรรมปูนปั้นที่ค้นพบใต้ชั้นดินจำนวนสองพันกว่าชิ้นนั้น ล้วนไม่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพุทธศิลป์เลย มีแต่เทวดาและสัตว์หิมพานต์ (ซึ่งจักกล่าวอย่างละเอียดในตอนต่อๆ ไป) ทำให้บางท่านสันนิษฐานว่าเป็นเทวาลัยของศาสนาฮินดูหรือเปล่า เพราะไม่มีลักษณะใดเลยที่บ่งชี้ว่าจะเป็นอาคารทางพุทธศาสนา บางท่านเห็นว่าจากรูปทรงของการทำเสาแกนกลาง และเปิดซุ้มโขงโล่งสี่ทิศ อาจเป็นสัญลักษณ์ของ “เสาอินทขีล” หรือเสาหลักเมืองก็เป็นได้ หรือการที่มีสัตว์หิมพานต์จำนวนมากมายมหาศาลมาประดับตกแต่งโดยรอบเช่นนี้ อาจตั้งใจสร้างให้เป็น “เขาพระสุเมรุ” หรือไม่ บางท่านว่าอาจเป็น “สังฆเจดีย์” หรือที่เรียกว่า “ซากว์เฆียะม้อย” เพราะชาวมอญมักสร้างเจดีย์กลางน้ำ ดังเช่นที่พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ บ้างก็เสนอว่าอาจเป็น “อุทกสีมา” (อุทก-น้ำ, สีมา-หินปักบอกเขตอุโบสถ) หรือโบสถ์กลางน้ำ ดังที่ชาวมอญเรียกว่า “เมียะเต่งตัน” เมียะ แปลว่ามรกต โดยนำความกลมของลานประทักษิณของมณฑปเวียงเกาะกลางไปเปรียบเทียบกับซากโบราณสถานของสระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยทวารวดี

ที่มา เพ็ญสุภา สุขคตะ,มติชนสุดสัปดาห์
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 802
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย pasasiam » อังคาร 18 เม.ย. 2017 8:57 am

ประวัติความเป็นมาของประเพณีแห่ไม้ค้ำสะหลี-ไม้ค้ำโพธิ์ ของล้านนา

ไม้ค้ำจอมทอง.jpg
ไม้ค้ำจอมทอง.jpg (99.5 KiB) เปิดดู 320 ครั้ง


การแห่ไม้ค้ำสะหลี หรือการแห่ไม้ค้ำต้นโพธิ์ อันหมายถึงพระศรีมหาโพธิ์ เป็นพิธีกรรมที่ขยายจากการที่ปัจเจกชนนำไม้ค้ำที่ตนได้จัดทำขึ้นไปค้ำที่ต้นโพธิ์ ไม้ค้ำดังกล่าวอาจได้มาจากไม้ง่ามที่ใช้ในพิธีสืบชาตาหรือไม้ค้ำที่จัดหา ขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องในการถวายทานในเทศกาลสงกรานต์ การที่ได้นำเอาไม้ค้ำไปค้ำที่ต้นโพธิ์นี้ อาจจัดเป็นสัญลักษณ์หมายความว่าผู้นั้นมีส่วนในการค้ำชูพระพุทธศาสนา พบว่าต้นโพธิ์ที่มีไม้ค้ำมากที่สุด คือต้นโพธิ์ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง แต่ในบางท้องถิ่นแล้ว แทนที่แต่ละคนจะนำเอาไม้ค้ำไปค้ำต้นโพธิ์ตามประสงค์ของแต่ละคนนั้น เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ก็จะนัดหมายให้ชาวบ้านร่วมกันไปหาไม้ค้ำซึ่งจะมีขนาดใหญ่แล้วตกแต่งให้งาม จากนั้นจึงทำพิธีแห่ไม้ค้ำนั้นร่วมขบวนกันเพื่อไปถวายวัดและนำไปค้ำต้นโพธิ์ ดังจะเห็นได้จากกรณีของศรัทธาชาวบ้านในอำเภอจอมทองและอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
ประชาชนในถิ่นดังกล่าว นั้นถือว่า เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ทุกคนควรจะทำพิธีสืบชะตาของตนเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ตนเองได้มีชีวิตอย่าง มีความสุขผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีและเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองที่จะต้องผจญ โลกอย่างมีความสุขในปีต่อไปอีกด้วย อุปกรณ์ส่วนหนึ่งในพิธีสืบชาตาราศีดังกล่าวคือไม้ที่มีง่ามขนาดต่างๆ สุดแล้วแต่ความพอใจ แต่ขอให้เป็นไม้ที่มีลักษณะเป็นง่ามและเป็นไม้ที่ตัดมาใหม่ๆ แล้ว นำไปเข้าพิธีสืบชะตา เสร็จแล้วจะนำไปตั้งค้ำต้นโพธิ์ที่อยู่ใกล้บ้าน ส่วนมากจะนำไปค้ำต้นโพธิ์ต้นใหญ่ที่มีอยู่ตามวัดต่างๆ ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่นั้น ชาวบ้านนิยมนำไปค้ำต้นโพธิ์ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารและวัดต่าง ๆ ที่ตนเองและครอบครัวทำบุญเป็นประจำ

ในตอนเริ่มแรกก่อนที่พิธีการดังกล่าวจะถูกยึดถือปฏิบัติจนกลายมาเป็นประเพณีแห่งไม้ค้ำโพธิ์อย่าง ทุกวันนี้ ประชาชนยังไม่มีความคิดที่จะทำร่วมกัน ต่างคนต่างไปจัดหาและทำพิธีสืบชาตาราศีแล้วนำไม้ไปค้ำต้นโพธิ์เอง ต่อมาเมื่อได้ทำเป็นประจำทุกๆ ปี นานๆ เข้าพอถึงวันที่ ๑ - ๑๔ เมษายนของทุกปี ประชาชนก็ได้รวมกันเป็นหมวด เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เช่น จัดรวมกันเป็นหมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านหลวง หมู่ที่ ๖ ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง เป็นต้น ต่างจัดหาไม้ง่ามที่มีลักษณะดีงามแล้วนำมาตกแต่งด้วยการทาขมิ้น และประดับกระดาษสี จากนั้นจึงนำขึ้นเกวียนแห่ไปทำพิธีค้ำต้นโพธิ์ในวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ในช่วงที่แห่ไปนั้น นอกจาจะมีผู้คนทั้งผู้เฒ่าผู้แก่หนุ่มสาวเข้าขบวนที่แต่งกายงดงามตามประเพณี พื้นเมืองแล้ว ยังมีการละเล่นแบบพื้นเมืองด้วย เช่น การฟ้อนเชิง ( อ่าน ” ฟ้อนเจิง ”) หรือร่ายรำในท่าต่อสู้ ขับเพลงซอเล่นดนตรีพื้นเมืองและแห่เป็นรูปขบวนไป และสองข้างทางที่ขบวนแห่ไม้ค้ำโพธิ์ง่ามจะมีการรดน้ำดำหัวอวยชัยให้พรกัน สนุกสนานไปด้วย

ต่อมาเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีนี้ ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ก็ได้รับการปรับปรุงพัฒนาขึ้นตามยุคตามสมัย โดยเฉพาะในด้านการตกแต่งประดับประดาให้เข้าแบบมากขึ้น แทนที่ต่างคนต่างแห่ไปคนละเวลา ก็ได้พัฒนาเป็นการแห่ในเวลาเดียวกัน โดยมีการนัดหมายให้ไปพร้อมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเคลื่อนขบวนแห่ไม้ค้ำโพธิ์ของแต่ละกลุ่มแห่ไปยังวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร เป็นรูปขบวนยาวเหยียดมองดูสวยงาม นับว่าเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะให้มั่นคงยิ่งขึ้น ดนตรีที่นำมาแห่นอกจากจะมีดนตรีพื้นเมืองแล้วยังมีดนตรีสากลเข้าร่วม ประยุกต์ด้วยตามกาลสมัย ต่อมาทางราชการได้มองเห็นความสำคัญของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันนี้ใน เรื่องของประเพณีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอจอมทอง และในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงได้เชิญชวนหน่วยงาน องค์กร รัฐวิสาหกิจ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนภายในอำเภอจอมทอง ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แต่ละกลุ่มไปดำเนินการประดับตกแต่งขบวนแห่ไม้ ค้ำโพธิ์ให้สวยงาม และจัดให้มีการประกวดและมอบรางวัลให้แก่ขบวนแห่ไม้ค้ำโพธิ์เพื่อเป็นการให้ กำลังใจแก่ประชาชนที่ยึดถือประเพณีนี้ด้วย

ประวัติความเป็นมาของประเพณีแห่ไม้ค้ำสะหลีที่อำเภอจอมทองมีอยู่ว่า เมื่อปี ๒๓๑๔ ครูบาปุ๊ด หรือครูบาพุทธิมาวังโส เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๑๔ ของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารในขณะนั้น ได้เกิดลมพายุใหญ่พัดเอากิ่งไม้สะหลี (ต้นโพธิ์) ภายในวัดหักลงมา ต่อมาครูบาปุ๊ดเข้าจำวัดและเกิดนิมิตขึ้นว่า มีเทวดามาบอกว่าที่เกิดเหตุอาเพศลมพัดกิ่งไม้สะหลีหักนั้นเป็นเพราะครูบาปุ๊ดไม่ตั้งใจปฎิบัติธรรมโดยเคร่งครัด

ไม้ค้ำจอมทอง1.jpg
ไม้ค้ำจอมทอง1.jpg (102.96 KiB) เปิดดู 320 ครั้ง


ต่อมาครูบาปุ๊ดจึงตั้งใจปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมอภิญญาณ และได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่ไม้สะหลีหักต่อชาวบ้านที่มาร่วมประชุมฟังเทศน์ ที่ประชุมจึงตกลงไว้ว่า ปีต่อไปประมาณเดือนเมษายน จะร่วมกันไปตัดไม้ง่ามมาช่วยกันค้ำกิ่งต้นไม้สะหลีเอาไว้กันลมพัดหักโค่น และต่อมาในทุกช่วงเดือนเมษายน ในวันพญาวัน คือวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปี ครูบาปุ๊ดและชาวบ้านได้กำหนดให้มีประเพณีการทำบุญแห่ไม้ค้ำโพธิ์ หรือไม้ค้ำสะหลี


ปัจจุบัน งานประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ของอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเป็นงานใหญ่ที่ชาวจอมทองยังคงสืบสานไว้อย่างดี ในวันแห่ไม้ค้ำสะหลี ชาวจอมทองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนต่างก็จะพากันกลับบ้านมารดน้ำดำหัวบุพการีและร่วมกันแห่ไม้ค้ำสะหลีมายังวัดพระธาตุศรีจอมทองฯ กันอย่างเนืองแน่น โดยแต่ละคุ้มบ้าน ชุมชน และห้างร้านต่างๆ จะจัดขบวนรถรวมกว่า ๓๐ ขบวน แห่ไม้ค้ำสะหลีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไปรอบเมืองจอมทอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังวัดพระบรมธาตุศรีจอมทองฯ ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่จะมาร่วมขบวนแห่พร้อมทั้งฟ้อนรำอย่างสนุกสนานตามจังหวะเสียงดนตรีพื้นเมืองอีกด้วย

เมื่อถึงวัดพระธาตุศรีจอมทองฯ ทุกคนจะร่วมกันถวายไม้ค้ำสะหลี ค้ำต้นโพธิ์ให้มั่นคงแข็งแรง อีกทั้งทางวัดยังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ในองค์เจดีย์ออกมาให้ประชาชนร่วมสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

ที่มา เว็บไซต์ล้านนาคดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ,ผู้จัดการ
ภาพ : ประเพณีแห่ไม้ค้ำจอมทอง จากเพจอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
pasasiam
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ
 
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:59 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » จันทร์ 15 พ.ค. 2017 2:51 pm

ร.ต.ต.นคร ไชยศิลป์ ตำรวจ ๕ แผ่นดิน

BBzZ7sl.jpg
BBzZ7sl.jpg (49.79 KiB) เปิดดู 284 ครั้ง


ณ ชุมชนวัดเกต จังหวัดเชียงใหม่ มีอดีตตำรวจอายุยืนนับ ๑๐๐ ปี อยู่มา ๕ แผ่นดินอาศัยอยู่ โดยท่านเป็นที่เคารพของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ในวันสำคัญต่างๆชาวบ้านมักจะไปขอพรและขอเคล็ดลับการมีอายุยืนจากอดีตตำรวจท่านนี้อยู่ตลอด ท่านคือ ร.ต.ต.นคร ไชยศิลป์ อายุ ๑๐๐ ปี กับ ๕ เดือน (เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๐) ร.ต.ต.นคร นั้นเป็นตำรวจเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๔ จนเกษียณอายุราชการได้รับเกียรติคุณจากกรมตำรวจเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๐ ซึ่งแม้เวลาจากการเกษียณอายุราชการผ่านมา ๔๐ ปี ร.ต.ต.นคร ยังมีสุขภาพแข็งแรง เป็นนายตำรวจที่อายุยืนที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งยังคงเก็บของที่ระลึกในอดีตไว้ เช่น หมวกที่เคยสวมใส่ในอดีต กระบี่พระราชทาน และเคยได้รับเครื่องราชจักมาลา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๗ จากในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งตอนนั้นได้ยศสิบตำรวจเอกนคร ไชยศิลป์ จากคำบอกเล่า ร.ต.ต.นคร เป็นคนอารมณ์ดี แม้ปัจจุบันร่างกายจะแก่ชรา เดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น แต่ก็ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆให้กังวลใจ ลูกหลานคอยดูแลใกล้ชิด โดยมีเคล็ดลับในการดำรงชีวิตที่ยืนยาวคือ กินน้ำพริกกับผักทุกวัน และดื่มเบียร์เพียงวันละนิด
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 482
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 16 พ.ค. 2017 6:13 am

วัดเก่าแก่ที่ปัจจุบันจมอยู่ใต้เขื่อนภูมิพล

วัดเก่าแก่ปัจจุบันจมเขื่อนภูมิพล.jpg
วัดเก่าแก่ปัจจุบันจมเขื่อนภูมิพล.jpg (86.15 KiB) เปิดดู 374 ครั้ง


วัดจมเขื่อนภูมิพล บุญเสริมถ่าย.jpg
วัดจมเขื่อนภูมิพล บุญเสริมถ่าย.jpg (115.36 KiB) เปิดดู 374 ครั้ง


ภาพ : บุญเสริม ศาสตราภัย
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 482
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron