กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » พฤหัสฯ. 10 ธ.ค. 2015 10:59 am

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

ID_60738_13.jpg
ID_60738_13.jpg (18.6 KiB) เปิดดู 1018 ครั้ง



วันอังคารเดือน๑๐เหนือ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีระกา พ.ศ.๒๔๑๖เป็นวันคล้ายวันประสูติของเจ้าดารารัศมีพระธิดาองค์สุดท้าย ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๗ประสูติจากแม่เจ้าทิพไกสร เจ้าดารารัศมีทรงมีเชษฐา ๖ ท่าน และเชษฐภคินีถึง ๕ท่านด้วยกัน

ครั้นยังทรงพระเยาว์นั้นได้ทรงศึกษาอักษรไทยเหนือและไทยกลางทรงเข้าพระทัยในขนบธรรมเนียมขัติยประเพณีเป็นอย่างดี เมื่อพระชนม์มายุ ๑๑ พรรษาเศษพระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์ ภายหลังเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรขึ้นมาทรงจัดตั้งตำแหน่งเสนาทั้งหกก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระกุณฑลประดับเพชรมาพระราชทานเป็นของขวัญด้วยและโปรดเกล้าฯตั้งให้นางเต็มเป็นแม่นางกัลยารักษ์ ให้นายน้อยบุญทาเป็นพญาพิทักษ์เทวีตำแหน่งพี่เลี้ยงทั้งสองคนตั้งแต่ครั้งนั้น

วันที่ ๑๙พฤศจิกายน ๒๔๒๙ ปีจอ ได้ตามพระบิดาลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯทรงอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ได้โปรดเกล้าฯให้มีการสมโภชเป็นการรับรอง พระราชชายาฯได้รับพระราชทานตำหนักที่ประทับในบริเวณพระบรมมหาราชวังซึ่งต่อมาได้ทรงขอพระราชทานพระราชทรัพย์จากพระบิดาเพื่อมาต่อเติมพระตำหนักสำหรับให้พระประยูรญาติที่ตามเสด็จไปพักอยู่ด้วยต่อมาดูเหมือนภายในพระบรมมหาราชวังดูจะคับแคบลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างตำหนักที่ประทับพระราชทานแก่เจ้าจอมและพระราชวงศ์ในบริเวณพระราชวังสวนดุสิตมีชื่อว่า"สวนฝรั่งกังไส" ในระหว่างที่พระราชชายาเสด็จเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรกปัจจุบันตำหนักนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว

ตลอดเวลาที่ประทับรับราชการฝ่ายในที่กรุงเทพฯพระราชชายาฯได้อนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาทรงโปรดให้ผู้ที่ติดตามจากเชียงใหม่แต่งกายแบบชาวเหนือ คือนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียงและไว้ผมยาวเกล้ามวย ซึ่งต่างจากการนุ่งโจงกระเบนไว้ผมสั้นทรงดอกกระทุ่มของชาววัง แม้แต่ภายในพระตำหนักยังเต็มไปด้วยบรรยากาศล้านนาโปรดให้พูด"คำเมือง" มีอาหารพื้นเมืองรับประทานไม่ขาด แม้กระทั่งการ "อมเหมี้ยง"ซึ่งชาววังเมืองกรุงเห็นเป็นของที่แปลกมาก

พระราชชายาฯทรงเปิดพระทัยรับวัฒนธรรมอื่นด้วยโดยโปรดให้มีการเล่นดนตรีไทยและสากล ดำริให้มีการเรียนดนตรีไทยในพระตำหนักทรงตั้งวงเครื่องสายประจำตำหนัก และทรงดนตรีได้หลายอย่าง ทั้งซออู้ ซอด้วง และจะเข้แต่ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถมากคือ "จะเข้"ทั้งยังสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งเพิ่งเข้ามาจากต่างประเทศในรัชกาลที่ ๕ทรงสนับสนุนให้พระญาติคือเจ้าเทพกัญญาได้เรียนรู้และกลายเป็นช่างภาพอาชีพหญิงคนแรกของเมืองไทยไปด้วย

หลังจากทรงประสูติพระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี(ประสูติเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ พระชนม์มายุได้เพียง ๓ พรรษาเศษก็สิ้นพระชนม์)ทรงได้รับพระเกียรติยศสูงขึ้นตามโบราณราชประเพณีจากเจ้าจอมเป็นเจ้าจอมมารดา ในปีพ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯสร้างตราปฐมจุลจอมเกล้า สำหรับพระราชทานแก่ผู้รับราชการฝ่ายในพระราชชายาทรงได้รับพระราชทาน พร้อมกับพระมเหสีและพระราชธิดารวมทั้งหมด ๑๕พระองค์เท่านั้น พ.ศ.๒๔๕๑ ทรงได้รับการสถาปนาเป็น "พระราชชายา"เป็นตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่เพิ่งจะมีการสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยนั้น

ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์พระเชษฐาของพระราชชายาฯลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่พระบรมมหาราชวัง พระราชายาฯจึงได้กราบบังคมทูลลาขึ้นมานครเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมเยียนมาตุภูมิ วันที่ ๑๒กุมภาพันธ์ ๒๔๕๑ ได้เสด็จจากพระราชวังสวนดุสิตไปขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปส่งพระราชชายาฯพร้อมบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนบรรดาข้าราชการเป็นจำนวนมากไปส่งถึงสถานีรถไฟปากน้ำโพมณฑลนครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดทรงรถไฟสายเหนือเวลานั้นและประทับลงเรือพระที่นั่งเก๋งประพาสมีขบวนเรือตามเสด็จกว่า ๕๐ ลำในการเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบัญชาให้บรรดาหัวเมืองที่เสด็จผ่านจัดพิธีต้อนรับให้สมพระเกียรติ พระราชชายาฯ ทรงเห็นว่ามากเกินไปได้มีพระอักษรกราบบังคมทูลขอพระราชทานรับสั่งให้เพลาพิธีการลงบ้างใช้เวลาเดินทางทั้งหมด ๕๖ วัน จึงเสด็จถึงนครเชียงใหม่ ในวันที่ ๙ เมษายน

ระหว่างประทับอยู่ที่เชียงใหม่ได้เสด็จไปเยี่ยมเจ้าผู้ครองนครลำพูนลำปาง และพระประยูรญาติในจังหวัดนั้น ๆ และเสด็จไปนมัสการพระบรมธาตุ และปูชนียสถานสำคัญ ๆ อีกหลายแห่งในการเสด็จนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเอาพระธุระโปรดเกล้าฯ ให้ทำแผ่นกาไหล่ทองมี สัญลักษณ์ของพระราชชายาฯคือรูปดาวมีรัศมีอีกทั้งพระราชทานข้อความที่โปรดเกล้าฯให้จารึกเป็นเกียรติยศแก่พระราชชายาฯ

ในระหว่างที่ประทับอยู่เชียงใหม่พระราชชายาฯทรงดำริเห็นว่าบรรดาพระอัฐิของพระประยูรญาติผู้ล่วงลับไปแล้วซึ่งบรรจุไว้ตามกู่ที่สร้างกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณข่วงเมรุเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้านายตระกูล ณ เชียงใหม่จึงโปรดให้รวบรวมและอัญเชิญพระอัฐิไปสร้างรวมกันไว้ ณ บริเวณวัดบุบผาราม(วัดสวนดอก) ตำบลสุเทพ เมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้จัดงานฉลองอย่างมโหฬารมีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีการจัดมหรสพต่าง ๆ เช่น หนัง ละคร ซอ มวยตั้งแต่วันที่ ๑๕ ถึง ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างเหรีญทองคำทำด้วยกะไหล่ทองและกะไหล่เงินมีตัวอักษร "อ"และ"ด" ไขว้กันพระราชทานเป็นของแจกในงานเฉลิมฉลองกู่ พระราชชายาฯเสด็จกลับกรุงเทพฯ วันที่ ๑๑พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เสด็จโดยลงเรือพระที่นั่งที่ท่าหน้าคุ้ม มีกระบวนเรือรวม ๕๐ ลำเมื่อถึงอ่างทอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรือยนต์พระที่นั่งเสด็จมารับถึงที่นั่นแล้วทรงพาไปประทับที่พระราชวังบางปะอินและพระราชทานสร้อยพระกรประดับเพชรเป็นของขวัญ ณ ที่นั่น

หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๕๓ ต่อมา พ.ศ.๒๔๕๗รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖เจ้าแก้วนวรัฐฯเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ได้ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่กรุงเทพฯ พระราชชายาฯได้กราบถวายบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อกลับมาประทับที่นครเชียงใหม่

วันที่๗มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ พระราชชายาฯ เสด็จออกจากกรุงเทพฯโดยขบวนรถไฟซึ่งวิ่งไปถึงเพียงสถานีผาคอ จังหวัดอุตรดิตถ์เท่านั้นจากนั้นเสด็จโดยขบวนช้างม้านับร้อย คนหาบหามกว่าพัน ข้าราชการจากเชียงใหม่ ลำพูนลำปาง จัดไปคอยรับเสด็จ ถึงเชียงใหม่วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อพระราชชายาฯประทับอยู่ที่เชียงใหม่แล้วทรงมีพระตำหนักหรือคุ้มที่ประทับอยู่สี่แห่งด้วยกันคือ

ตำหนักแรกตำหนักที่เจดีย์กิ่วเรียกว่า "คุ้มเจดีย์กิ่ว"ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำปิงเป็นอาคารสองชั้นทรงยุโรปปัจจุบันเป็นสถานกงสุลอเมริกันประจำจังหวัดเชียงใหม่

ตำหนักที่สองสร้างขึ้นที่ถนนห้วยแก้ว เรียกว่า "คุ้มรินแก้ว" เป็นอาคารสองชั้นทรงยุโรปเป็นตำหนักที่พระราชชายาฯเสด็จมาประทับเป็นครั้งสุดท้ายและสิ้นพระชนม์ที่นั่น

ตำหนักที่สามสร้างบนดอยสุเทพสำหรับประทับในฤดูร้อน เรียกว่า "ตำหนักพระราชชายา"เป็นอาคารไม้หลังใหญ่ชั้นเดียว ตำหนักนี้สร้างด้วยไม้จึงได้ทรุดโทรมผุผังไปตามกาลเวลา และถูกรื้อถอนไปในที่สุด

ตำหนักที่สี่ตั้งอยู่อำเภอแม่ริมพระราชชายาฯทรงโปรดตำหนักแห่งนี้และทรงใช้เวลาประทับมากกว่าตำหนักอื่นๆ เรียกว่า"ตำหนักดาราภิรมย์" โปรดให้เรี่ยกชื่อว่า"สวนเจ้าสบาย"ตัวตำหนักเป็นอาคารก่ออิฐปนไม้ลักษณะค่อนไปทางทรงยุโรป

เมื่อพระราชชายาฯเสด็จกลับมาประทับเป็นการถาวรที่นครเชียงใหม่พระองค์ได้ประกอบพระกรณียกิจหลายด้านตลอดเวลา ๑๙ ปี ที่ดำรงพระชนม์อยู่สรุปได้ดังนี้

ทรงส่งเสริมการเกษตร
ทรงให้มีการทดลองค้นคว้าปรับปรุงวิธีการปลูกพืชเผยแพร่แก่ประชาชนณ ที่ตำหนัก สวนเจ้าสบายอำเภอแม่ริม ทรงควบคุมการเพาะปลูกและปลูกเพื่อขายทรงตั้งพระทัยที่จะให้เป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพในด้านการเกษตรแก่ราษฎร

ทรงทำนุบำรุงศาสนา
โดยปกติพระราชชายาฯ จะถวายอาหารบิณฑบาตและถวายจตุปัจจัยสำหรับวัดและพระสงฆ์สำหรับพระสงฆ์บางรูปได้รับการสนับสนุนเป็นรายเดือนตลอดพระชนม์ชีพทรงทำบุญวันประสูติและถวายกฐินทุกปีนอกจากนั้นยังทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานเป็นจำนวนมากอาทิ สร้างและฉลองวิหารพระบรมธาตุ วัดพระธาตุจอมทองยกตำหนักบนดอยสุเทพถวายเป็นของวัดพระธาตุดอยสุเทพ

ทรงส่งเสริมการศึกษา
ทรงอุปการะส่งเสริมให้เจ้านายลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนแม้กระทั่งส่งไปเรียนที่ทวีปยุโรป ทรงรับอุปถัมภ์โรงเรียนต่าง ๆ ในนครเชียงใหม่อาทิเช่น โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ ได้ประทานที่ดินทั้งโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยกับทรงอุปถัมภ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย

ทางด้านวรรณกรรม
ทรงสนับสนุนวรรณกรรมประเภท"คร่าวซอ" จนเป็นที่นิยมอย่างสูงในยุคนั้นพระองค์มีนักกวีผู้มีความสามารถประจำราชสำนักหลายคน เช่นท้าวสุนทรพจนกิจได้ประพันธ์บทละครเรื่อง "น้อยไชยา" ถวายพระองค์มีส่วนในการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นยังได้นิพนธ์บทร้องเพลงพื้นเมืองทำนองล่องน่านเพื่อขับร้องถวายสดุดีพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จประพาสเชียงใหม่พ.ศ.๒๔๖๕

ทางด้านการหัตถกรรม
ทรงเห็นว่าซิ่นตีนจกเป็นเครื่องนุ่งห่มตามประเพณีวัฒนธรรมล้านนามาแต่โบราณเป็นผ้านุ่งที่ต่อชาย(ตีน)ด้วยผ้าจกอันมีสีสันลวดลายสวยงามการทอตีนจกเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องใช้ฝีมือในการทอมากจึงทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้าซิ่นตีนจกจากที่ต่างๆ เข้ามาทอในตำหนักนอกจากจะทอไว้ใช้เป็นการส่วนพระองค์และสำหรับประทานให้ผู้อื่นในโอกาสต่างๆแล้ววัตถุประสงค์ใหญ่เพื่อเป็นที่ฝึกสอนให้ลูกหลานได้มีวิชาติดตัวนำไปประกอบอาชีพได้

การทอผ้าซิ่นยกดอกศิลปะการทอผ้าอันสูงส่งของล้านนาอีกผลงาน ที่พระราชชายาฯทรงพบว่าผ้าซิ่นยกดอกทั้งผืนมีเหลืออยู่ผืนเดียวคือผ้าซิ่นยกดอกไหมทองของแม่เจ้าทิพไกสร ที่พระราชชายาฯได้ไว้เป็นมรดกจึงได้ใช้ซิ่นไหมผืนนี้เป็นตัวอย่างในที่สุดพระองค์ก็ทรงประดิษฐ์คิดค้นการทอผ้ายกดอกชนิดเดียวกันนี้ได้สำเร็จศิลปะด้านนี้จึงได้ดำรงคงอยู่สืบมา
นอกจากนั้นทรงรวบรวมผู้มีฝีมือในการเย็บใบตองและบายศรีในเชียงใหม่มาฝึกสอนแก่ผู้ที่มีความสนใจในตำหนักทรงจัดแบบอย่างระดับชั้นของบายศรีให้เหมาะสมแก่การจัดถวายเจ้านายในชั้นต่าง ๆและบุคคลทั่วไป นับเป็นต้นแบบที่ได้นำมาปฏิบัติจนกระทั่งในปัจจุบัน

ด้านการทำดอกไม้สดทรงสอนให้คนในตำหนักร้อยมาลัย จัดพุ่มดอก จัดกระเช้าดอกไม้ทั้งสดและแห้งจัดแต่งด้วยดอกไม้สดทุกชนิดตำหนักพระราชชายาฯในครั้งนั้นจึงเป็นแหล่งรวมแห่งศิลปวัฒนธรรมเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเชียงใหม่และส่งผลดีในการอวดแขกบ้านแขกเมืองอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

อนุเคราะห์พระประยูรญาติ
ทรงให้ความอุปการะแก่สมณะประชาชนทั่วไปและพระประยูรญาติแล้ว ทรงเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษทรงสร้างกู่แล้วอัญเชิญพระอัฐิของพระประยูรญาติ มาไว้รวมกัน ณบริเวณวัดสวนดอกในครั้งเสด็จเยี่ยมนครเชียงใหม่และเมื่อเสด็จกลับมาประทับเชียงใหม่แล้วได้ทรงอัญเชิญพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์พระบิดาไปบรรจุไว้ที่สถูปบนยอดดอยอินทนนท์ตามพระประสงค์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระองค์ท่านได้รับพระราชทานดังนี้

๑.ปฐมจุลจอมเกล้าฯ พร้อมด้วยดาราจุลจอมเกล้า
๒.มหาวชิรมงกุฎ
๓.ปถมาภรณ์มงกุฎสยาม
๔.เหรียญรัตนาภรณ์ จ.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพ็ชร์ รัชกาลที่ ๕
๕.เหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพ็ชร์ รัชกาลที่ ๖
๖.เหรียญรัตนาภรณ์ ป.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพ็ชร์ รัชกาลที่ ๗
๗.เข็มพระปรมาภิธัยรัชกาลที่ ๖ ประดับเพ็ชร์ล้วน

สิ้นพระชนม์
พระราชชายาฯได้เริ่มประชวรด้วยโรคพระปับผาสะ(ปอด)แต่ยังคงประทับอยู่ที่ตำหนักดาราภิรมย์ กระทั่งวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖เจ้าแก้วนวรัฐจึงเชิญเสด็จมาประทับที่คุ้มรินแก้ว และได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ รวมพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษาเศษ ในการพระศพนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาราชโกษาเป็นหัวหน้านำพนักงาน ๒๕ นายนำน้ำพระสุคนธ์สรงพระศพ กับพระโกศและเครื่องประกอบอีกหลายประการพระราชทานมาเป็นพระเกียรติยศและโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ถวาย ๗ วัน

(จากเจ้าหลวงเชียงใหม่ โดย เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ และคณะ, ๒๕๓๙)

....ดวงดาราระยิบรัศมี
เหนือฟากฟ้าราตรีศรีเชียงใหม่
ดวงดาวพร่างสว่างจ้าค่าวิไล
เปล่งแสงนวลอำไพทั่วล้านนา

....ซ้องพระบารมีพระแม่แก้ว
อันงามพร้อมเพริศแพร้วหนึ่งในหล้า
องค์แม่เจ้าศูนย์รวมใจแห่งศรัทธา
พระเกียรติเกริกก้องฟ้าตรัยสากล

....ทรงปลูกฝังหยั่งลึกสำนึกรัก
ให้ประจักษ์แจ่มแจ้งทุกแห่งหน
ทั่วแหล่งหล้าล้านนาซึ้งกมล
จารึกในใจชนล้นทวี

....น้อมดวงจิตรวมดวงใจแห่งศรัทธา
ตามเบื้องบาทเจ้าดารารัศมี
ร่วมรักษาวัฒนธรรมประเพณี
คู่วิถีภูมิปัญญาล้านนาเทอญ

(น้ำฟ้า ประพันธ์)

หมายเหตุ*

พระภรรยาเจ้า คือ ตำแหน่งที่สำคัญของราชสำนักฝ่ายในที่สำคัญตำแหน่งหนึ่ง หมายถึง พระภรรยาของพระมหากษัตริย์ที่มีพระยศเดิมเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ระดับสมเด็จเจ้าฟ้าลงมาถึงหม่อมเจ้า พระภรรยาเจ้าอาจได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงอิสริยยศต่างกันไป อาทิ พระบรมราชินี พระอัครมเหสี พระอัครเทวี พระราชเทวี พระอัครชายา
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » พฤหัสฯ. 10 ธ.ค. 2015 4:43 pm

ข่าวลือทั่วนครเชียงใหม่ที่ว่าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระเจ้ากรุงอังกฤษ ชาติมหาอำนาจทรงสู่ขอเจ้าหญิงดารารัศมี ราชบุตรีเจ้านครเชียงใหม่ ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม พร้อมทั้งมีพระราชดำริจะสถาปนาให้เป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์อังกฤษ และเป็น “ทายาทเจ้านครเชียงใหม่ “ ที่จะครองนครต่อไปในอนาคต

K8120501-3.jpg
K8120501-3.jpg (26.42 KiB) เปิดดู 1017 ครั้ง



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่อเจ้าหญิงดารารัศมี มากแท้สุดจะพรรณนา ฯ มีเรื่องบางกรณีที่มีเจ้านายฝ่ายหญิงระดับสูงของพระราชวงศ์เคยกล่าวประนามและสบประมาท หมิ่นลับหลังเจ้าดารารัศมี ซึ่งในขณะที่ไปรับราชการฝ่ายในเป็น “ เจ้าจอม “ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราช ในพระราชสำนัก เมื่อเรื่องมาถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระราชดำรัสและตรัสตักเตือนสติบรรดาเจ้านายระดับสูงตลอดจนเจ้าจอมห้ามให้ทรงทราบความนัยและความสำคัญของเจ้าจอมดารารัศมี เจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่ พระราชบุตรีของพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ กับเจ้าแม่ทิพย์ไกรสรมหาเทวี ผู้เป็นพระราชบุตรของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ พระเจ้านครเชียงใหม่ที่ ๖ ไม่ใช่สามัญชน หาควรลบหลู่ไม่

พร้อมกับทรงอธิบายถึงเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจกำลังคิดแบ่งมณฑลภาคเหนือของกรุงสยามมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๒๖ นับตั้งแต่เจ้าหญิงดารารัศมี เพิ่งมีอายุ ๑๑ ชันษามาแล้ว และได้ทรงตรัสเล่าถึงแผนการของพวกข้าหลวงใหญ่อังกฤษผู้สำเร็จราชการแคว้นเชียงตุง ได้กราบบังคมทูล จะให้ควีนวิคตอเรีย พระเจ้ากรุงอังกฤษ ทรงสู่ขอเจ้าหญิงดารารัศมี ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม และให้เป็นทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และนับถือยกย่องให้เป็นเจ้านายในพระราชวงศ์ “ วินเซอร์ “ โดยสถาปนาเป็นพิเศษตามแผนจะยึดครองหัวเมืองประเทศราชในมณฑลพายัพ แต่พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ กับแม่เจ้าทิพย์ไกรสรไม่ทรงสนับสนุนและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบรมวงศ์จักรี ไม่ปรวนแปรและเอนเอียงไปยุ่งกับพวกต่างชาติมหาอำนาจ มาตรแม้นพวกต่างชาติจะหวังดีอย่างไร ยกย่องอย่างไรก็จะไม่ขอรับความช่วยเหลือเกื้อกูลใด ๆ เพราะนับเป็นร้อยๆปีที่ผ่านมา พระราชวงศ์จักรีได้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยและสถาปนา ยกย่องบรรพชนของเจ้านายฝ่ายเหนือมาตลอดหลายชั่วคนแล้ว เป็นข้าในพระบรมราชวงศ์นี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นมิได้ นี่เป็นความดีของพระบิดาพระมารดาของเจ้าหญิงดารารัศมี แต่ถ้าพวกเจ้าอินทวิไชยยานนท์ผันแปรไป ยกเจ้าหญิงดารารัศมีให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรมแล้วของควีนวิคตอเรีย พระเจ้ากรุงอังกฤษแล้ว การเมืองจะผันแปรรูปไปได้ทั้งนั้นก็ไม่ทราบได้ เพราะไทยเราไม่สามารถจะไปสู้รบกับอังกฤษได้เลยในขณะนั้น จึงขอให้ทุกคนรำลึกถึงข้อนี้บ้าง ขออย่ามองเจ้าหญิงดารารัศมีไปในแง่ร้ายเลย

พระประวัติของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในสมัยพระเยาว์ชนมายุได้ ๑๑ ชันษา และมีข่าวเรื่องสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจะทรงขอไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม ตามข่าวที่โจทย์กล่าวขานกันใน พ.ศ. ๒๔๒๖ – ๒๔๒๗ เป็นความจริงหรือไม่เพียงใดนั้น เรื่องดังกล่าวนี้ในสมัยที่เจ้าน้อยปิงเมือง ณ เชียงใหม่ อดีตนายอำเภอพร้าว จ. เชียงใหม่ คนแรกที่บุกเบิกสร้างอำเภอในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ นั้น ท่านได้มีชีวิตมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๘ อายุท่านได้ ๗๙ ปีแล้ว ท่านได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระจักรพรรดินีวิคตอเรีย พระมหากษัตริย์ของกรุงอังกฤษจะส่งเจ้าหญิงดารารัศมีต่อพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์เป็นความจริงให้ผู้เขียนซึ่งท่านรักประดุจหลานสนิทของท่านคนหนึ่ง และท่านได้บรรยายถ่ายอุบัติกาลต่างๆ เกี่ยวกับชีวประวัติของเจ้านายฝ่ายเหนือในราชวงศ์ “ทิพย์จักราธิวงศ์” ให้ทราบพร้อมกับข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับการปกครองในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ อันเกี่ยวกับเมืองนครเชียงใหม่
ท่านเจ้าน้อยปิงเมือง ณ เชียงใหม่ ท่านเป็นนักครองรุ่นแรกของกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับราชการเป็นนายอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่เป็นนักประวัติศาสตร์และนักจดบันทึกคนสำคัญในเหตุการณ์ต่างๆ ในอุบัติกาลที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง และกว่านั้นบรรพบุรุษของท่านคือ พระเจ้าเชียงใหม่ช้างเผือก น้อย ธรรมลังกาเป็นปู่ทวดของท่าน พระเจ้ามโหตรประเทศราชาคือ ปู่ของท่าน และเจ้าอุปราชน้อยปัญญาเป็นผู้รั้งรักษาการเจ้าเมืองเชียงแสน ในฐานะเป็นเจ้าอุปราชเป็นเจ้าบิดาของท่านได้เป็นนักจดบันทึกเหตุการณ์สืบๆ ต่อมาตลอดจนถึงตัวท่าน

สำหรับเรื่องเกี่ยวกับพระประวัติของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ท่านได้เล่าว่า ตอนนั้นใน พ.ศ. ๒๔๒๖ ท่านมีอายุย่างเข้า ๒๗ ปีแล้ว และได้เป็นมหาดเล็กอยู่กับพ่อเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ โอรสองค์กลางของพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ ซึ่งขณะดังกล่าวนี้เจ้าอินทวโรรสพระนามเดิมว่า เจ้าสุริยาเมฆะ ยังมีพระยศเป็น เจ้าสุริยวงศ์ อยู่ และช่วยราชการพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ ผู้เป็นพระบิดาท่านได้เล่าให้ฟังว่า

“งานโสกันต์ตัดจุกเจ้าดารารัศมีซึ่งมีพระชนม์ได้ ๑๑ ชันษานั้น เป็นความคิดของเจ้าพระยารัตนาธิเบศสมัยเป็นพระยาเทพประชุน ข้าหลวงใหญ่เมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ มาแล้ว ท่านเองได้ตั้งชื่อให้เจ้าหญิงองค์พี่ใส่นามว่า “จันทรโสภา” และองค์น้องว่า “ดารารัศมี” องค์พี่มีบุญน้อยสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่อายุ ๕ ชันษา คงเหลือแต่องค์น้อง และท่านเจ้าคุณเทพประชุนแนะนำเสนอให้ไว้จุก เพราะเป็นเจ้านายชั้นสูง พระราชบุตรีของเจ้าผู้ครองนครและเป็น “เจ้า” ให้ถือเป็นแบบอย่างเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี พ่อเจ้าชีวิตเฒ่า (หมายถึง พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์) ก็ถือปฏิบัติตามแบบทุกอย่าง ครั้นพระชนมายุได้ ๑๑ ชันษา ก็กระทำพิธีโสกันต์คือโกนจุกนั่นเอง เมื่อก่อนเจ้านายฝ่ายเหนือไม่เคยมีและไม่เคยทำมาก่อน และได้กระทำเฉพาะเจ้าดารารัศมีองค์เดียวเท่านั้น ภายหลังก็ไม่ปรากฏว่า พระราชบุตรีเจ้าผู้ครองนครคนใดกระทำพิธีดังกล่าวนี้อีกเลย

พอกระทำพิธีโสกันต์เสร็จไม่กี่วันเสียงลือเล่าอ้างกันไปในหมู่พวกหัวหน้าพวกชาวพม่าต่องซู่ไทยใหญ่ (เงี้ยว) และได้กระจายต่อไปยังบรรดาชนสามเผ่าดังกล่าว ซึ่งเป็นคนในบังคับรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งได้ครอบครองแคว้นเชียงตุงต่อแดนของไทยไว้หมดแล้ว ว่ากันว่า สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจักรพรรดินีกรุงอังกฤษจะทรงขอรับเอาเจ้าหญิงดารารัศมีไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม จะยกย่องเสมอเจ้านายในพระราชวงศ์อังกฤษ ให้มียศเทียบเท่าพระองค์เจ้าและจะให้เป็น เจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่และเรื่องนี้พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ ได้ทรงเรียก พวกเฮ็ดแมนอังกฤษ หัวหน้าชนชาติพม่า และต่องซู่ไทยใหญ่มาไต่ถามว่าได้ข่าวมาจากไหน ถึงข่าวลือดังกล่าวนี้แล้วลือกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองไปจนถึงพสกนิกรชาวเชียงใหม่ ตลอดไปกระทั่งถึงพระยาราชเสนาเสือ พยัคฆนันท์ และพระราชสัมภากร (ชุ่ม) พระอุดรพิสดาร (สายยู) ข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ต่างตื่นเต้นและมาถามพระเจ้าอินทวโรรสว่ามีการติดต่อกับทางรัฐบาลอังกฤษดังข่าวลือจริงหรือไม่

ปรากฏว่าเฮ็ดแมนชาวไทยใหญ่ และต่องซู่ (ปะโอ) ให้การว่า นายร้อยเอกเซอร์ยอร์ช สก๊อต ผู้สำเร็จราชการอังกฤษเมืองเชียงตุง ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนเมืองเชียงใหม่ได้ประกาศแก่ชาวเชียงตุงว่า พระนางเจ้าวิคตอเรียพระเจ้ากรุงอังกฤษได้มีพระราชดำริจะขอเอาเจ้าหญิงดารารัศมีมาเป็นพระราชธิดาบุญธรรมแล้ว ต่อไปเชียงใหม่กับเชียงตุงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยจะทรงตั้งเจ้าหญิงดารารัศมีเป็นทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อีกด้วย และทางเฮ็ดแมนชาวพม่า (หัวหน้าคนในบังคับอังกฤษ) ก็ได้กราบทูลพ่อเจ้าอินทวิไชยยานนท์ว่า ชาวพม่าที่เดินทางจากเมืองย่างกุ้ง (แรงกูน) ได้ข่าวมา เช่นเดียวกับที่เมืองเชียงตุง โดยชาวพม่าพากันกล่าวขานกันทั่วไปหมดว่า ต่อไปเมืองเชียงใหม่กับเมืองเชียงตุงจะรวมกันเป็นแคว้นเดียวกันแล้วโดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน ทั้งนี้โดยพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์จะยอมยกพระราชบุตรีชื่อสอว์ดารารัศมี ให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรม แต่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจะสถาปนา สอว์ดารารัศมี (สอว์ หมายถึงคำว่าเจ้า ตามสำเนียงพม่าและไทยใหญ่เรียก “เจ้า”)

เมื่อเรื่องราวเป็นไปดังนี้ พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์เลยประกาศให้พวกหัวหน้าชนเผ่าเมืองขึ้นของอังกฤษทราบในโอกาสนั้นเลยว่า เรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น และยังยืนยันว่าเมืองเชียงใหม่และบรรดาเจ้านายในพระราชวงศ์ฝ่ายเหนือ “ทิพย์จักราธิวงศ์” ยังจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์สยาม อยู่ตลอดเวลา มิได้ผันแปรและเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

K6539337-0.jpg
K6539337-0.jpg (24.81 KiB) เปิดดู 1017 ครั้ง


นี่คือเหตุการณ์ที่มาของข่าวลือกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้างว่าตัวการเสนอความเห็นในเชิงการเมืองขู่ขวัญรัฐบาลไทยตามขั้นตอนในการเตรียมยึดดินแดนไทยที่อยู่ในเขตเชียงใหม่ โดยเซอร์ยอร์ชสก๊อต ผู้สำเร็จราชการแคว้นฉาน (ไทยใหญ่) เหนือแคว้นแดนสยาม เสนอความคิดให้สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระเจ้าจักรพรรดินีอังกฤษ ดำเนินพระราโชบายด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อขู่ขวัญรัฐบาลไทยให้กระวนกระวายใจ และระแวงเจ้าเชียงใหม่
และในปีนั้นเอง..พระยาราชเสนา (เสือพยัคฆนันท์) ข้าหลวงใหญ่กับพระราชสัมภากร (ชุ่ม) ได้ถูกย้ายกลับไปรับราชการในกรุงเทพมหานคร ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากร (พระองค์เจ้าคัคณางยุคล) มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการณ์พิเศษต่างพระเนตรพระกรรณ และส่งพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุนนาค) มาเป็นข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่และ ๕ หัวเมือง พร้อมทั้งพระราชทานกุณฑลและพระธำมะรงค์ฝังเพชร พระราชทานเป็นพิเศษแก่เจ้าหญิงดารารัศมี พร้อมกับยกย่องฐานันดรศักดิ์ของเจ้าหญิงให้สูงขึ้น โดยทรงโปรดเกล้า ฯ ให้มีทำเนียบพระพี่เลี้ยงชายหญิงประดับพระบารมีโดยให้มีบรรดาศักดิ์แบบอย่างพระราชบุตรี พระเจ้าประเทศราชอันสูงส่งโดยแต่งตั้งนางเต็ม พระพี่เลี้ยงขึ้นเป็นนางกัลยารักษ์ และแต่งตั้งนายน้อยบุญทา พระพี่เลี้ยงผู้ชายเป็นพญาพิทักษ์เทวี เหตุการณ์ตอนนี้ตรงกับพ.ศ.๒๔๒๗

ผู้ค้นคว้ารวบรวมเรื่องนี้ได้รับการบอกเล่าในเห็นการณ์ดังกล่าวแล้ว ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ในขณะที่เจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่ ภริยาของเจ้าอุตรกาลโกศล (เจ้าศุขเกษม ณ เชียงใหม่) ศรีสะใภ้ของมหาอำมาตย์โทพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งเคยถวายตัวอยู่กับเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมีตั้งแต่เด็กอยู่ในราชสำนักพระราชวังดุสิตในพระตำหนักฝรั่งกังไสตั้งแต่เด็กจนเป็นสาวใหญ่เกือบ ๑๐ ปี ก็ได้เล่าเรื่องคำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ที่ทรงตรัสให้บรรดาพระบรมราชเทวีและเจ้านายในพระราชวงศ์ ตลอดจนเจ้าจอมหม่อมห้ามเกี่ยวกับพระประวัติของเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ก่อนที่จะเข้ามาเป็น “เจ้าจอม” รับราชการฝ่ายในเมื่อตอนเข้ามาใหม่ๆ ในครั้งกระโน้นได้เล่าให้ฟังคล้ายๆ กันกับที่เจ้าน้อยปิงเมืองท่านได้กรุณาเล่าให้ฟัง




ที่มา : จากหนังสือ เพ็ชร์ลานนา
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » พฤหัสฯ. 10 ธ.ค. 2015 6:52 pm

8fmg2.jpg
8fmg2.jpg (110.06 KiB) เปิดดู 1016 ครั้ง


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติกับ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี (อ่านว่า วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) หรืออีกพระนามในหมู่ข้าราชบริพารว่า เสด็จเจ้าน้อย ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีฉลูเอกศก จ.ศ. ๑๒๕๑ ตรงกับวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒

สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันอังคาร เดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมะโรงจัตวาศก จ.ศ. ๑๒๕๔ ตรงกับวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๕ สิริพระชันษา ๔ ปี

เสด็จเจ้าน้อย ทรงเป็นที่โปรดปรานใน พระราชบิดายิ่งนัก ด้วยทรงเป็นเจ้าหญิงพระองค์น้อยที่ฉลองพระองค์ซิ่นแบบเจ้านายเมืองเหนือตลอดเวลา การสิ้นพระชนม์ของพระราชธิดาพระองค์เดียว ในครานี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ทรงมีรับสั่งกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวโทษพระองค์เอง ว่า ทรงเสียพระทัยยิ่งนักที่ทรงมิได้ตั้งพระธิดาให้เป็น "เจ้าฟ้า" เป็นเหตุให้พระธิดาสิ้นพระชนม์" ส่วนพระราชชายาเจ้าดารารัศมีผู้เป็นพระราชมารดา คงมิต้องบรรยายความรู้สึกว่าทรงเสียพระทัยเพียงใดออกมาได้ ทรงทำลายภาพพระฉายาทิสลักษณ์หมู่ ๓ พระองค์ ด้วยพระองค์เอง
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » พฤหัสฯ. 10 ธ.ค. 2015 7:44 pm

King_Intawichayanon.jpg
King_Intawichayanon.jpg (19.36 KiB) เปิดดู 1015 ครั้ง


พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ ๗

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ หรือ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พหลเทพยภักดี ศรีโยนางคราชวงษาธิปไตย์ มโหดดรพิไสยธุรสิทธิธาดา ประเทศราชานุภาวบริหารภูบาลบพิตร สถิตยชิยางคราชวงษ พระเจ้านครเชียงใหม่ เดิมทรงพระนามว่า เจ้าอินทนนท์ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงวันพระราชสมภพ เป็นเจ้าโอรสในพระยาราชวงศ์ (มหาพรหมคำคง) พระยาราชวงศ์นครเชียงใหม่ กับแม่เจ้าคำหล้า และเป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาคำฟั่นกับแม่เจ้าเนตรนารีไวยตาเวย ซึ่งเป็นพระราชธิดาในเจ้าฟ้าเมืองยางแดง อันเป็นเมืองกะเหรี่ยงที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรไม้ขอนสักจำนวนมหาศาล จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเศรษฐีนีป่าไม้ของพม่า (ผู้ได้รับกรรมสิทธิ์ครอบครองป่าไม้ในแถบขุนยวมทั้งหมด)

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ มีราชอนุชาและราชขนิษฐา ร่วมราชบิดา ๑๖ พระองค์ มีพระนามตามลำดับ ดังนี้
๑.พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗
๒.เจ้าอุปราช (บุญทวงษ์) เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่ - เจ้าปู่ของเจ้าพันธ์คำ (ณ เชียงใหม่) สุขุม ภริยาคุณประสาท สุขุม บุตรของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
๓. เจ้าราชภาติกวงศ์ น้อยเทพวัง ณ เชียงใหม่ เจ้าราชภาติกวงศ์นครเชียงใหม่
๔. เจ้าน้อยไชยลังกา ณ เชียงใหม่
๕. เจ้าฟองนวล ณ เชียงใหม่
๖.เจ้าดวงเทพ ณ เชียงใหม่
๗.เจ้าบุญฝ้าย ณ เชียงใหม่
๘. เจ้าคำทิพย์ ณ เชียงใหม่
๙.เจ้าน้อยไชยวงศ์ ณ เชียงใหม่
๑๐. เจ้าดวงทิพย์ ณ เชียงใหม่ - เจ้าปู่ใน "เจ้าทิพย์สมาตย์ ณ เชียงใหม่" "คุณหญิง เจ้าฉมชบา (ณ เชียงใหม่) วรรณรัตน์" "เจ้าวัฒนา (ณ เชียงใหม่) โชตนา"
๑๑. เจ้าบุญสม ณ เชียงใหม่
๑๒. เจ้าบัวใส ณ เชียงใหม่
๑๓. เจ้าบัวเที่ยง ณ เชียงใหม่
๑๔. เจ้ากาบเมือง ณ เชียงใหม่
๑๕.เจ้าน้อยอ๋อ ณ เชียงใหม่
๑๖. เจ้าหญิงแว่นคำ ณ เชียงใหม่

ราชโอรส ราชธิดา

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ มีเจ้าราชโอรสและราชธิดา รวม ๑๑ องค์ซึ่งอยู่ในสกุล ณ เชียงใหม่ มีพระนาม ดังนี้

กับเจ้าทิพไกรสร - ราชธิดาในพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖ กับเจ้าอุษา (มีราชธิดา ๒ องค์) คือ เจ้าจันทรโสภา ณ เชียงใหม่ และเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

กับเจ้ารินคำ - ราชธิดาในเจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๖ (มีราชโอรส ๑ องค์)คือ มหาอำมาตย์โท เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘

กับหม่อมบัวเขียว (มีราชโอรส ๒ องค์) คือ มหาอำมาตย์โท พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ และ เจ้าหญิงจอมจันทร์ ณ เชียงใหม่


กับเจ้าเทพ - เจ้านายในราชตระกูล "ณ ลำปาง" (มีราชโอรส ๒ องค์) คือ เจ้าน้อยโตน ณ เชียงใหม่ และ เจ้าแก้วปราบเมือง ณ เชียงใหม่

กับหม่อมช่างซอ (มีราชโอรส ๑ องค์) คือ เจ้าน้อยมหาวัน ณ เชียงใหม่ - ราชโอรสองค์ใหญ่


กับหม่อมคำ (มีราชโอรส ๑ องค์ ราชธิดา ๑ องค์ )คือ เจ้าราชวงศ์ (น้อยขัตติยะ ณ เชียงใหม่) เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่
เจ้าคำข่าย ณ เชียงใหม่ - สมรสกับเจ้าน้อยมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่ คหบดีแห่งบ้านสันทรายมหาวงศ์, โอรสใน "เจ้าหญิงฟองสมุทร" ราชธิดาในพระยาคำฟั่น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓ และ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๑ " และเป็นราชปนัดดา (หลาน-ปู่ทวด) ใน "เจ้าฟ้าจุฬามณีสิริเมฆ ภูมินทนรินทาเขมาธิบติราชา (เจ้าฟ้าชายสาม), เจ้าฟ้านครเชียงตุง องค์ที่ ๑" ผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์มังราย


กับหม่อมป้อม (มีราชธิดา ๑ องค์)คือ เจ้าหญิงคำห้าง ณ เชียงใหม่ - สมรสกับ "เจ้าราชภาคินัย น้อยสิงห์โต ณ เชียงใหม่, เจ้าราชภาคินัยนครเชียงใหม่"




กู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ บนยอดดอยอินทนนท์
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เสด็จขึ้นครองนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ จนกระทั่งถึงแก่พิราลัยในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๐ ด้วยโรคชรา รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร ๒๔ ปี ภายหลังเสด็จพิราลัย พระอัฐิส่วนหนึ่งได้เชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปพระอัฐิใน กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ณ วัดสวนดอก (พระอารามหลวง) และอีกส่วนหนึ่งอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปบนยอด ดอยอินทนนท์ อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงรักและหวงแหนมากที่สุด และได้นามตามพระนามของพระองค์ด้วยนั่นเอง

ราชกรณียกิจ
พ.ศ. ๒๔๑๗ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ทรงสถาปนาแม่ฮ่องสอน ขึ้นเป็นเมืองแห่งใหม่
พ.ศ. ๒๔๒๐ ทรงดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง เชื่อมไปยังท่าวัดเกต
พ.ศ. ๒๔๒๖ ทรงตั้งเมืองฝางขึ้นเป็นเมืองแห่งใหม่ และส่งเจ้ามหาวงศ์ ไปเป็นเจ้าเมืองฝาง
พ.ศ. ๒๔๓๓ ทรงส่งของขวัญถวายแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในพระราชพิธีโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ซึ่งเป็นพระอภิบาลในเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นผู้ดูแลช้างนั้น มีชื่อว่า "ช้างพลายมงคล" ช้างพลายมงคล แต่งเป็นช้างเอราวัณสามเศียร ในขบวนแห่พิธีโล้ชิงช้า พ.ศ. ๒๔๓๗


การศาสนา

ด้านการศาสนาในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้ปรากฏว่าพระองค์ทรงทำนุบำรุงวัดวาอารามหลายแห่งจนปรากฏถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา อาทิ
พ.ศ. ๒๓๙๘ ทรงสร้างอุโบสถวัดกิตติ
พ.ศ. ๒๔๑๓ ทรงรื้อหอคำของพระเจ้ากาวิโรรสฯ ไปสร้างเป็นวิหารหลวงวัดกิตติ
พ.ศ. ๒๔๑๖ ทรงสร้างวิหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ และยังสร้างอุโบสถวัดเชียงมั่นในปีเดียวกัน
พ.ศ. ๒๔๑๘ ทรงฉลองวิหารวัดข่วงสิงห์ และรื้อหอคำของพระเจ้ามโหตรประเทศฯ ไปสร้างวิหารวัดพันเตา
พ.ศ. ๒๔๑๙ ฉลองวัดพระธาตุดอยสุเทพ
พ.ศ. ๒๔๒๐ ทรงรื้อท้องพระโรงของพระเจ้ากาวิโรรสฯ ไปสร้างวิหารวัดแสนฝาง สร้างวิหารวัดเชียงมั่น และฉลองสะพานข้ามแม่น้ำปิงตรงวัดเกตุการาม
พ.ศ. ๒๔๒๒ ถวายคัมภีร์ชุดทศชาติชาดก และธรรมชาดกต่างๆ
พ.ศ. ๒๔๒๓ ทรงสร้างวิหารวัดเจดีย์หลวง ตลอดจนสร้างกุฏิ อุโบสถ วิหารพระนอน ซ่อมหอมณฑปเสาอินทขีล และกุมภัณฑ์
พ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงหล่อระฆังใบใหญ่ไว้ที่วัดข่วงสิงห์ และได้ยกช่อฟ้าวัดเจดีย์หลวง
พ.ศ. ๒๔๓๒ ฉลองวิหารวัดขี้เหล็กร่มหลวง และโปรดให้ซ่อมแซมพระธาตุดอยสุเทพ
พ.ศ. ๒๔๓๘ ทรงฉลองถวายทานวิหารและสะพานที่ถ้ำตับเตา อำเภอฝาง ถวายทานวิหารพระบาทสี่รอย และตั้งสังฆราชา ๗ องค์

เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เสด็จประพาสประทับพักแรมบนยอดดอยอินทนนท์ และโปรดให้สร้างกู่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ไว้บนจุดสูงสุดของยอดดอยอินทนนท์ ต่อมากองทัพอากาศได้สร้างเจดีย์องค์เล็กไว้ข้างกู่องค์เดิม เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ กระทั่งเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เจ้านายฝ่ายเหนือ พร้อมด้วยคณะทหารอากาศ และประชาชนร่วมกันสร้างกู่ขึ้นมาใหม่ครอบกู่องค์เดิมให้สมพระเกียรติ

ที่มา วิกิพีเดีย
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย ภาษาสยาม » เสาร์ 19 ธ.ค. 2015 6:25 pm

นางอั้วเชียงแสน มเหสีพญางำเมือง กษัตริย์แห่งเมืองพะเยา(ภูกามยาว)

12596.jpg
12596.jpg (34.6 KiB) เปิดดู 194 ครั้ง


นางอั้วเชียงแสนมีพระนามว่า “สิม” หนังสือบางเล่มจึงเรียกพระนางว่า “นางอั้วสิม” โดยคำว่า “นางอั้ว”นั้นไม่ใช่พระนามประจำพระองค์แต่อย่างใด แต่เป็นคำที่หลายแว่นแคว้นใช้เรียกสตรีชั้นสูง (เชียงราย เชียงแสน พะเยา สิบสองปันนา ฯลฯ) การใช้คำว่านางอั้วจะบ่งบอกสถานะว่าเป็นเจ้าหญิงจากเมืองใด อาทิ นางอั้วเชียงแสน เป็นพระราชธิดากษัตริย์เชียงแสน เป็นต้น

นางอั้วเชียงแสนเป็นสตรีที่มีความงามพร้อมเป็นที่ติดตาต้องใจแก่ผู้พบเห็น พระนางได้พบกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัยหลังจากที่พ่อขุนรามฯเสด็จไปยังเมืองพะเยาในช่วงสงกรานต์ เพื่อดำหัวพญางำเมืองผู้ซึ่งเคยเป็นศิษย์สำนักสมอคอลเช่นเดียวกัน(บ้างเรียกดอยด้วน บ้างเรียกสำนักสุกกะทันตะฤษี) พ่อขุนรามคำแหงนั้นเกิดจิตปฏิพัทธ์ต่อนางอั้วทันทีที่ได้พบเห็น แต่ก็เก็บงำความในพระทัยไว้มิได้แพร่งพรายแต่อย่างใด

เหตุการณ์ที่เป็นจุดพลิกผันระหว่างพญางำเมืองกับนางอั้วเชียงแสน คือ เมื่อนางอั้วได้ทรงปรุงแกงถวายกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ พญางำเมืองทรงชิมแล้วตรัสว่า “ชามปากกว้าง แกงมากไปหน่อย รสชาติจืดชืดไม่เข้มข้น” (คงประมาณว่า น้ำแก๋งนักไปหน้อย จ๋าง บ่ลำ)เหตุนี้ทำให้นางอั้วเสียพระทัยมาก พ่อขุนรามฯจึงทรงประโลมและเสวยแกงนั้นจนหมดหม้อ ความสนิทชิดเชื้อของนางอั้วและพ่อขุนรามฯก็คงจะเริ่มต้นจากจุดนี้

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น นางอั้วก็ขัดเคืองพระทัยไม่ทรงยอมให้พญางำเมืองเสด็จมาหา ทำให้ช่องว่างระหว่างทั้งสองพระองค์ขยายใหญ่ขึ้น จวบจนพ่อขุนรามคำแหงเข้ามาแทรกกลางในที่สุด ตำนานเมืองสุโขทัยกล่าวว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงรู้ว่านางอั้วมีความปฏิพัทธ์ต่อพระองค์จึงลอบเข้าหาพระนางจนได้เสียกัน แต่ตำนานเมืองพะเยากล่าวว่า ขณะที่พญางำเมืองเสด็จไปหารือกับพญามังรายในเรื่องการศึกนั้น พ่อขุนรามคำแหงได้ปลอมแปลงพระองค์เป็นพญางำเมืองเข้าหานางอั้วจึงได้เสียกัน เมื่อพญางำเมืองเสด็จกลับเรื่องจึงแดงขึ้นมา พญางำเมืองจึงทรงสั่งให้จับพ่อขุนรามคำแหงไปขังเอาไว้ในสุ่มไก่ แล้วจึงมีพระราชสาส์นทูลเชิญพญามังรายมาตัดสินคดีความ ซึ่งพญามังรายก็ไกล่เกลี่ยให้อโหสิกรรมต่อกัน และให้สิทธิ์พญางำเมืองเรียกสินไหมได้ตามแต่เห็นควร หลังจากนั้นกษัตริย์ทั้งสามพระองค์จึงกระทำสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นสหายกัน ไม่ทรยศหักหลังกัน สถานที่กระทำสัตย์ปฏิญาณครั้งนั้นคือ บริเวณแม่น้ำอิง(ในสมัยนั้นชื่อแม่น้ำภู) นักประวัติศาสตร์พะเยาคาดเดาว่าสาเหตุที่พระนางยอมแก่พ่อขุนรามคำแหงนั้นน่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าความขัดเคืองพระสวามี เนื่องจากช่วงนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเชียงแสนกับพะเยาไม่ราบรื่นนัก การมีความสัมพันธ์กับกษัตริย์สุโขทัยจึงเป็นการคานอำนาจไม่ให้พญามังรายมารุกรานเมืองพะเยา อีกทั้งทำให้พ่อขุนรามคำแหงไม่กล้ารุกล้ำเมืองพะเยาอีกด้วย

แม้ทุกสิ่งจะคลี่คลายไปแล้ว ทว่าพญางำเมืองก็คงยากที่จะระงับพระทัยมิได้บังเกิดความอับอายได้ เพราะนี่มิใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับนางอั้วเชียงแสน เนื่องจากเมื่อครั้งที่พญางำเมืองยกทัพไปตีเมืองปัว (ปัจจุบันคืออำเภอปัว จังหวัดน่าน) ได้รับชัยชนะ ต่อมาพญาผานองราชบุตรของเจ้าเมืองปัวได้ยกทัพมาตีเอาเมืองคืน เมื่อสำเร็จพญาผานองก็มีรับสั่งให้จับนางอั้วเชียงแสนไปเป็นชายาของพระองค์อยู่ระยะหนึ่ง(พงศาวดารเมืองน่าน ภาคที่ ๑๐ ได้ระบุว่า นางอั้วเชียงแสนเคยเป็นชายาของพญาผานอง)

บั้นปลายชีวิตของนางอั้วเชียงแสนเป็นช่วงเวลาเดียวกับการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ เมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ ได้เชิญพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ร่วมพิจารณาสร้างเมือง เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว พญางำเมืองเสด็จกลับ โดยพญามังรายทรงมอบผอบมณีรัตนะ อันเป็นสมบัติต้นวงศ์แห่งลาวลังกราช และทรงเวนคืนเมืองพาน เมืองเชียงเคี่ยน และเมืองเทิงให้ พร้อมกับพระราชทานสตรีชั้นสูงให้อีกผู้หนึ่ง ฝ่ายพระนางอั้วเชียงแสนทรงทราบว่า พระราชสวามีมีพระชายาใหม่ ก็มีพระทัยโทมนัสยิ่ง รับสั่งให้เสนาอำมาตย์จัดแจงม้าพระที่นั่ง เสด็จออกติดตามพระสวามี หมายจักประหารพระชายาใหม่ให้สิ้นพระชนม์ แต่พระนางก็สิ้นพระชนม์เสียกลางทาง ด้วยเหตุพระทัยแตก พญางำเมืองทรงทราบด้วยความสลดพระทัยยิ่ง แต่มิรู้จะทำประการใดจึงจัดพระราชทานเพลิงพระศพพระนางอั้วเชียงแสนตามประเพณี ต่อมาได้มอบราชกิจต่าง ๆ ในการปกครองบ้านเมืองให้พญาคำแดงราชบุตร แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อนที่เมืองงาว หรือเมืองเงิน (อำเภองาว จังหวัดลำปาง)

(เรียบเรียงจาก รักหลังราชบัลลังก์,ประเสริฐ ณ นคร. ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด,วิกิพีเดีย,หนังสือพิมพ์พะเยารัฐ)
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 799
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » พุธ 30 มี.ค. 2016 7:58 pm

เจ้าหญิงฟองแก้ว ณ เชียงใหม่ ผู้ยึดมั่นในฮีตฮอยล้านนา จนขอแยกทางกับสามี

K4770953-21.jpg
K4770953-21.jpg (92.4 KiB) เปิดดู 865 ครั้ง


เจ้าหญิงฟองแก้ว เป็นธิดาในเจ้าน้อยบัวละวงษ์ ณ เชียงใหม่ พระบิดาถวายให้ตามเสด็จพระราชชายา เจ้าดารารัศมีตั้งแต่ยังเล็ก จึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในตำหนักของพระราชชายา ในพระราชวังจนเติบโตเป็นสาวรุ่นงดงาม

เมื่อเข้าสู่วัยสาว ด้วยความงามอันเลื่องลือของเหล่าข้าหลวงนางในตำหนักพระราชชายา ที่แต่งกายงามแบบชาวล้านนา คือ นุ่งซิ่น ผมยาว เกล้ามวย ทั้งยังเล่นดนตรี และร่ายรำได้งดงามอ่อนช้อย จึงไม่พ้นที่จะมีบุรุษมาสนใจและมอบความรักให้ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเหล่ามหาดเล็กน้อยใหญ่ ไปจนถึงเสนาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหญิงฟองแก้วเองก็เช่นกัน

โดยเริ่มจาก เจ้าจอมมารดาชุ่ม ได้มาสู่ขอเจ้าหญิงให้แก่พี่ชายของท่าน แต่พระราชชายาทรงปฏิเสธ ด้วยทรงมองว่าไม่เหมาะสม (คิดว่าพี่ชายของเจ้าจอมคงจะสูงอายุพอสมควร) ต่อมากรมหมื่นปราบปรปักษ์ ทรงสู่ของเจ้าหญิงฟองแก้วให้แก่โอรสของพระองค์ คือ ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล ณ อยุธยา (ขณะนั้นรับราชการ กินตำแหน่งจมื่นภักดีจงขวา มหาดเล็กนั้นเอง ) พระราชชายาทรงอนุญาต ทั้งสองจึงได้สมรสกัน มีบุตรชายหนึ่งคน คือ มล. เทียม มาลากุล ณ อยุธยา

ทัศนคติของชาวกรุงสมัยนั้น มองว่าเชื้อสายทางฝ่ายเหนือทั้งหมดนั้นเป็นลาว และค่อนข้างจะมองไปในแง่ลบ คือเหยียดหยามว่าต่างชั้น และต้อยต่ำกว่าชาวสยาม เพราะเป็นเพียงประเทศราชเท่านั้น ผู้ใหญ่ทางฝ่ายสามีจึงไม่ใคร่จะพอใจในการสมรสกันของทั้งสองนัก ด้วยอับอายที่จะต้องตอบคำถามแก่ผู้คนในสังคม ถึงสาเหตุที่มีสะใภ้เป็นลาว จึงบังคับให้เจ้าหญิงฟองแก้วตัดผมแบบชาวสยามทั่วไป คือ ทรงดอกกระทุ่มจอนยาวและแต่งกายแบบชาวสยามทั่วไป เพื่อขจัดคำครหา แทนที่ ม.ร.ว.ปุ้มผู้เป็นสามีจะปกป้องภรรยาของตน กลับยื่นคำขาดแก่เจ้าหญิงฟองแก้วให้ตัดผมทิ้งเสียและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้เหมือนคนอื่นทั่วไป ไม่เช่นนั้นจะแยกทางกับเจ้าหญิง เพื่อล้างความอับอายที่มี

เจ้าหญิงฟองแก้วนั้นแม้จะรักบุตรมาก แต่ไม่ทรงคิดจะละทิ้งความเป็นล้านนาของตน จึงนำความกราบทูลพระราชชายา ซึ่งพระองค์ทรงกริ้วมาก และให้เจ้าหญิงแยกทางกับสามี มาอยู่ที่ตำหนักกับพระองค์เช่นเดิม โดยรับหน้าที่เป็นต้นห้องแทนคุณหญิงบุญปั๋น เทพสมบัติที่ออกเรือนไป เจ้าหญิงฟองแก้วจึงกลับมารับใช้พระราชชายาอีกครั้ง และพยายามจะนำบุตรชายมาเลี้ยงเอง แต่ทางม.ร.ว.ปุ้มไม่ยินยอม ท่านจึงใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักและตามเสด็จพระราชชายา ต่อมาได้สมรสกับเจ้าวุฒิ ณ ลำพูน แต่ก็ได้แยกกันอยู่อีกครั้ง และท่านก็ใช้ชีวิตเพียงลำพังจนกระทั่งท่านเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง ๔๐ เศษๆเท่านั้น

ที่มา หนังสือเพ็ชร์ลานนา
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 28 พ.ค. 2016 9:22 am

"เจ้านางบัวสวรรค์"

12144264_1490866001242354_1398036336_n.jpg
12144264_1490866001242354_1398036336_n.jpg (51.22 KiB) เปิดดู 799 ครั้ง


เจ้านางบัวสวรรค์เป็นธิดาในเจ้าก้อนแก้วอินแถลงเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงหรือที่เรียกอย่างลำลองว่าเจ้าฟ้าเฒ่าและเจ้านางจันฟอง เจ้านางบัวสวรรค์เป็นที่โปรดปรานของเจ้าฟ้าและทุกคนในหอหลวงเพราะว่ามีหน้าตาหมดจดงดงาม

บรรดาธิดาเจ้าขุนส่าและเจ้าแว่นแก้วแห่งเมืองลอกจ๊อกยังกล่าวชมว่าเจ้าบัวสรรค์นั้นงดงามที่สุด กล่าวกันว่าเจ้าฟ้าโปรดเจ้านางบัวสวรรค์มากถึงให้ถือกุญแจหีบสมบัติท้องพระคลังหลวง ด้วยเหตุนี้ใครๆจึงเรียกเจ้านางบัวสวรรค์ว่า ”เจ้านางเศรษฐี”

ในสมัยนั้นชีวิตในหอหลวงเมืองเชียงตุงรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด เจ้านายชายหญิงในราชสำนักได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี ในขณะที่เจ้านายทางหัวเมืองล้านนายังคงนั่งช้างนั่งเกวียนแต่เจ้านางบัวสวรรค์มักขับรถไปพักผ่อนที่ดอยเหมยซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เปรี้ยวและนำสมัยมาก มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งบรรดาเจ้านางไปพักผ่อนกันที่ดอยเหมย มีเจ้านางองค์หนึ่งถูกผีเข้า เจ้านางบัวสรรค์ต้องขับรถมารับเจ้าฟ้าเฒ่าที่หอหลวงเพื่อไปไล่ผี

เจ้านางบัวสวรรค์สืบทอดคาถาอาคมจากเจ้าฟ้าเฒ่ามาทั้งหมดและครองตัวเป็นโสดมาตลอดชีวิต หรืออีกสาเหตุหนึ่งคือเจ้านางเพียบพร้อมไปด้วยรูปและทรัพย์สมบัติจึงไม่มีชายใดที่เหมาะสมเป็นคู่ครอง เจ้านางบัวสวรรค์มีสิ่งของราคาแพงใช้ อาทิเช่น ซิ่นไหมคำปิง ที่เจ้านางสุคันธาเล่าว่า
“ เจ้าพี่บัวสวรรค์นั้นเป็นคนสวย หุ่นดี คงมีซิ่นไหมคำปิงอยู่หลายผืนกระมัง..... .เจ้าปี้บัวสวรรค์เปิ้นฮ่างงาม ของเปิ้นมีนักก้าหา..."

เมื่อเจ้ากองไทพี่ชายร่วมมารดาของเจ้านางบัวสวรรค์ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง ในวันที่เกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์เจ้ากองไท เจ้านางเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและเห็นหน้าคนร้าย แต่ทว่าเจ้านางก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นใครเเละความลับนี้ก็ตายไปพร้อมกับเจ้านางบัวสวรรค์นั่นเอง

เจ้านางบัวสวรรค์เดินทางมาบางกอกอยู่หลายครั้ง เมื่อหอหลวงเชียงตุงล่มสลาย เจ้านางอยากจะมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่กับพี่น้อง แต่ด้วยเหตุผลบางประการเจ้านางบัวสวรรค์จึงต้องอยู่ที่เมืองเชียงตุงจนกระทั่งถึงแก่กรรมที่หอใหม่เมืองเชียงตุง

ที่มา : สุทธิศักดิ์ แต้มลิก

"เจ้านางบัวสวรรค์" เจ้านางบัวสวรรค์ ผู้เลอโฉม และฉลาดปราดเปรื่อง ผู้ครองความโสดชั่วชีวิต เป็นบุตรสาวของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลงที่ท่านเมตตามากที่สุด โดยท่านได้ถ่ายทอดวิชาอาคมของท่านให้เจ้านางสืบต่อเพียงผู้เดียวเท่านั้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าขุนศึกได้ช่วยบริหารบ้านเมือง และตรวจเยี่ยมชาวเมืองที่ต่างแตกแยกไปหลบสงครามแล้วกลับมารวมตัวกันใหม่ และส่งลูกมาเรียนที่เชียงใหม่ ที่บ้านหม่อมธาดาถนนวัวลายได้มีการประชุมของรัฐฉานกับพม่าที่ปางโหลง แต่เจ้าขุนศึกไม่ได้ไปเพราะเป็นทหารของอังกฤษ อยู่ จึงมีการเขม่นจากทหารพม่ากับเจ้าขุนศึก เจ้าขุนศึกได้รับโทรเลขจากย่างกุ้งให้ไปประชุมมีกำหนด ๒ วัน จึงรับคำเชิญไปโดยเครื่องบินออกจากเชียงตุงในตอนเช้า เมื่อไปถึงทหารพม่ากลับพาตัวไปกักกันไว้ และไม่ให้ใครทราบว่าอยู่ที่ใด คหบดีคนเชียงตุงที่ไปค้าขายที่ย่างกุ้งได้แอบส่งโทรเลขมายังเจ้านางบัวสวรรค์ ว่าเจ้าขุนศึกถูกกักขังโดยทหารพม่า แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ขอให้เจ้านางขึ้นไปด่วน และพักที่บ้านของเขา เมื่อเจ้านางทราบเรื่อง คืนนั้นเจ้านางก็นำบริวารหญิง-ชายมาที่โถง เจ้านางบัวสวรรค์เลือกเด็กสาวที่ขวัญอ่อนที่สุดมาปิดตาให้สนิท และให้หันหน้าไปยังเมืองย่างกุ้ง นั้นจึงท่องคาถาที่ได้รับการถ่ายทอดจากเจ้าพ่อ และบอกให้เด็กมองเข้าไปในเมืองย่างกุ้ง ถ้าเห็นแล้วให้บอก เมื่อเด็กเห็นแล้วก็บอกว่า เห็นเมืองย่างกุ้งแล้ว เจ้านางบัวสวรรค์ก็ถามว่า เจ้าฟ้าขุนศึกเป็นอย่างไร เด็กก็ตอบว่า เจ้าอยู่ในห้องเพียงผู้เดียว ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เมื่อทราบเช่นนั้น วันรุ่งขึ้นเจ้านางบัวสวรรค์ก็ได้ออกเดินทางไปย่างกุ้ง และสั่งการจัด ทำพิธีบูชาที่หอหลวง โดยให้หม่อมธาดา ภริยาเจ้าขุนศึกทำพิธี ๑๑ วัน โดยทำของบูชาไปถวายตามจุดที่เจ้านางบัวสวรรค์บอกไว้ติดต่อกัน ทำอย่างนี้ด้วยจิตบริสุทธิ์ และครบถูกวิธี เจ้าขุนศึกจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ในช่วงวันทำพิธีเจ้าแม่นางบุญยวงได้มานั่งเป็นประธานสั่งการบริวารอย่างละเอียด ในวันสุดท้ายของพิธีบูชาเป็นการส่งเคราะห์นพเกล้า เอารูปเจ้าฟ้าและเสื้อผ้าใส่ในพิธีนี้ด้วย ปรากฏผลบุญบันดาลให้เจ้าฟ้าขุนศึกได้รับการปล่อยตัวกลับเชียงตุงพร้อมเจ้านางบัวสวรรค์ ครบสิบเอ็ดวันพอดี หลังจากนั้นเจ้าขุนศึกก็อพยพมาอยู่เชียงใหม่ และไม่กลับไปเชียงตุงอีกเลย
แก้ไขล่าสุดโดย Namfar เมื่อ เสาร์ 28 พ.ค. 2016 10:49 am, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 28 พ.ค. 2016 9:26 am

13315227_967458956686436_8490261768977582933_n.jpg
13315227_967458956686436_8490261768977582933_n.jpg (18.07 KiB) เปิดดู 802 ครั้ง



หีบพระศพของเจ้านางบัวสวรรค์
483039_207898949341200_1751268571_n.jpg
483039_207898949341200_1751268571_n.jpg (73.26 KiB) เปิดดู 802 ครั้ง
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » พฤหัสฯ. 29 มิ.ย. 2017 8:39 pm

งานพระศพเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้านครเจียงใหม่องค์สุดท้าย พระบิดาของเจ้าอุตรการโกศล (ศุขเกษม ณ เชียงใหม่) หรือเจ้าน้อยศุขเกษม

งานพระศพเจ้าแก้วนวรัฐ.jpg
งานพระศพเจ้าแก้วนวรัฐ.jpg (137.88 KiB) เปิดดู 279 ครั้ง


เจ้าแก้วนวรัฐประสูติเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๐๕ เป็นราชโอรสในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ประสูติแต่แม่เจ้าเขียว และเป็นเจ้านัดดา (หลานปู่) ในพระยาราชวงศ์ (มหาพรหมคำคง) พระยาราชวงศ์นครเชียงใหม่ เจ้าแก้วนวรัฐมีพระขนิษฐาร่วมพระมารดา ๑ พระองค์ คือ เจ้าหญิงจอมจันทร์ ณ เชียงใหม่ เมื่อโตขึ้นได้เลื่อนอิสริยยศตามลำดับ จนกระทั่งในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔ จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้านครเชียงใหม่ มีราชทินนามว่า เจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธ์อินทนันทพงษ์ ดำรงนพิสีนครเขตร ทศลักษณเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษ์ปัจฉิมานุทิศ สุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงษาธิบดี ท่านถึงแก่พิราลัย เมื่อเวลา ๒๑.๔๐ น. ของวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร ๒๘ ปี สิริพระชันษา ๗๖ ปี
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: กษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

โพสต์โดย Namfar » จันทร์ 10 ก.ค. 2017 9:36 pm

เจ้าสร้อยดารา สิโรรส พระธิดาเจ้าบัวทิพย์กับ ร้อยตรี เจ้ากุย สิโรรส เจ้าสร้อยดารา สิโรรส ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๑๐ ปี
เจ้าบัวทิพย์ ณ เชียงใหม่ เป็นพระธิดาในเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ เกิดแต่เจ้าจามรีวงศ์ มีพี่น้องคือ เจ้าอุตรการโกศล (ศุขเกษม ณ เชียงใหม่) และเจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่)

เจ้าสร้อยดารา สิโรรส.jpg
เจ้าสร้อยดารา สิโรรส.jpg (69 KiB) เปิดดู 248 ครั้ง
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 481
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron