เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 16 พ.ค. 2017 6:13 am

วัดเก่าแก่ที่ปัจจุบันจมอยู่ใต้เขื่อนภูมิพล

วัดเก่าแก่ปัจจุบันจมเขื่อนภูมิพล.jpg
วัดเก่าแก่ปัจจุบันจมเขื่อนภูมิพล.jpg (86.15 KiB) เปิดดู 160 ครั้ง


วัดจมเขื่อนภูมิพล บุญเสริมถ่าย.jpg
วัดจมเขื่อนภูมิพล บุญเสริมถ่าย.jpg (115.36 KiB) เปิดดู 160 ครั้ง


ภาพ : บุญเสริม ศาสตราภัย
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 452
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 28 พ.ค. 2017 9:35 am

ตำนานเสาอินทขิล

Image.jpg
Image.jpg (39.52 KiB) เปิดดู 146 ครั้ง


เสาอินทขิลมีความสำคัญต่อชาวล้านนามาแต่โบราณ ชาวเมืองจะมีการสักการบูชาเสาอินทขิลอันเป็นหลักบ้านหลักเมืองเพื่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นเป็นประจำทุกปี ในด้านความเป็นมาของเสาอินทขิลนี้เท่าที่ปรากฏในหนังสือตำนานสุวรรณ คำแดง (พระมหาหมื่น วัดเจดีย์หลวง) แปลจากอักษรพื้นเมือง มีความดังนี้

ในกาลก่อนโน้นบริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่นี้ เป็นที่ตั้งของพวกลัวะ และลัวะที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ถูกผีรบกวนต่าง ๆ นานา เป็นที่เดือดร้อนทั่วบ้านทั่วเมือง พระอินทร์ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนของพลเมือง ก็คิดจะช่วยเหลือโดยบอกให้ชาวเมืองถือศีลรักษาสัตย์บ้านเมืองจึงจะรอดปลอดภัยจากอันตราย ชาวเมืองก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เมื่อพระอินทร์ทรงเห็นว่าประชาชนมีสัตย์ดี ก็บันดาลให้บ่อเงินบ่อททองและบ่อแก้วขึ้นภายในเมือง และให้ชาวเมืองอธิบานเอาตามปรารถนา ในสมัยนั้นชาวเมืองชาวเมืองมีอยู่ ๙ ตระกูล คงจะเป็นตระกูลใหญ่ทำนองเดียวกับพวกแปะแช่ของพวกจีน พวกลัวะ ๙ ตระกูล นั้นแบ่งพวกออกเป็นหมู่ ๆ ละ ๓ ตระกลู ค่อยอยู่เฝ้ารักษาบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้วนั้น พวกลัวะทั้ง ๙ ตระกูลนี้เองทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่า "เมืองนพบุรี” ต่อมาพวกลัวะ ๙ ตระกูลนั้นได้สร้างเวียงสวนดอกขึ้น และอาศัยอยู่ภายในเมืองนั้นด้วยความเจริญรุ่งเรืองเป็นเวลานาน บรรดาลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขกายสบายใจ เพราะมีของทิพย์เกิดขึ้นในเมืองตน ไม่ต้องทำมาหากินก็มีใช้ ขุดเอาแก้ว เงิน ทอง จากบ่อไปขายก็พอกิน ต่อจากนั้น ข่าวความอุดมสมบูรณ์ของเมืองนพบุรีที่มีบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ของทิพย์เกิดขึ้นในเมืองก็เป็นที่เลื่องลือทั่วไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ ทั้งใกล้เคียงและห่างไกล พวกหัวเมืองต่าง ๆ ที่ได้ข่าวก็จัดแต่งรี้พลเป็นกองศึก ยกมาชิงเอาบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว พวกชาวเมืองได้ทราบข่าวศึก ดังนั้นก็มีความตกใจและหวาดหวั่นในการศึก จึงนำความไปให้แก่ฤๅษีที่มาจำศีลภาวนาอยู่บริเวณนั้นให้ช่วยเหลือ ฤๅษีจึงเอาความนั้นไปกราบทูลให้พระอินทร์ พระอินทร์ทรงทราบจึงเรียกกุมภกัณฑ์มา ๒ ตน แล้วให้ไปขุดเอาอินทขิลแหลมกลางใส่สาแหรกเหล็ก ให้ยักษ์ ๒ ตนหาบลงไปฝังที่เมืองนพบุรี

เสาอินทขิลดังกล่าวมีฤทธิ์มาก ด้วยอิทธิอำนาจของเสาอินทขิลนี้เองบันดาลให้พวกข้าศึกที่ยกกองทัพมาชิงเอาเมืองนพบุรีนั้นกลายร่างเป็นพ่อค้ากันหมด และเมื่อพวกพ่อค้าเหล่านี้เข้าไปในเมืองพวกลัวะ ชาวเมืองก็ถามว่าท่านมีประสงค์ต้องการสิ่งใด หรือ พวกค้าก็ตอบว่า พวกเรามีความต้องการอยากได้แก้ว เงิน ทองในเมืองของท่าน พวกชาวเมืองก็ตอบว่า พวกท่านอยากได้สิ่งใดก็อธิษฐานเอาตามปรารถนาเถิด ขอแต่ให้ท่านรักษาความสัตย์ขอสิ่งใดจงเอาสิ่งนั้น อย่าได้ละโมบไปในสิ่งอื่นด้วยก็แล้วกัน พวกพ่อค้าได้ยินดังนั้นก็มีความดีใจ ต่างก็สัจจาธิษฐานบูชาขอแก้ว เงิน ทอง ตามความปรารถนา พวกพ่อค้าเหล่านี้ได้มาอธิษฐานขออยู่ทุกปี บางคนก็ทำพิธีขอเอาตามพิธีการของพวกลัวะ บางคนก็ถือวิสาสะหยิบเอาไปเสียเฉย ๆ ไม่ปฏิบัติบูชา มิหนำซ้ำยังเอาท่อนไม้ ก้อนอิฐ ก้อนดิน และอาจมีของโสโครกขว้างทิ้งบริเวณนั้น และไม่ทำพลีกรรมบวงสรวงยักษ์กุมภัณฑ์สองตนซึ่งเฝ้าอยู่นั้น กุมภัณฑ์สองตนเห็นว่าคนพวกนั้นไม่มีความนับถือตนก็โมโห จึงพากันหามเอาเสาอินทขิลกลับขึ้นไปบนสวรรค์เสีย นับแต่นั้นมาบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้ว ก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป พวกคนนั้นจะไปขอสิ่งใดก็ไม่ได้ พวกพ่อค้าเหล่านั้นจึงขาดลาภ และต่างก็พากันกลับไปยังบ้านเกิดของตนเสีย

วันหนึ่งลัวะผู้เฒ่าซึ่งเคยไปสักการะบูชาเสาอินทขิลเสมอได้เอาดอกไม้ธูปเทียนจะไปบูชาเสาอินทขิล ก็ปรากฏว่ายักษ์สองตนนั้นหามกลับไปบนสวรรค์เสียแล้ว ลัวะผู้เฒ่ามีความเสียใจมากจึงร้องไห้ และละจากเพศคฤหัสถ์ไปถือเพศเป็นชีปะขาวบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยาง(เข้าใจว่าคงไม่ใช้ต้นยางปัจจุบัน) เป็นเวลานานถึง ๒ ปี ก็มีพระเถระเจ้าองค์หนึ่งจาริกมาแต่ป่าหิมพานต์ ทำนายว่าต่อไปบ้านเมืองนี้จะถึงกาลวิบัติ พวกลัวะได้ยินดังนั้นก็มีความกลัวเกรงเป็นอันมาก จึงขอร้องให้พระเถระองค์นั้นช่วยเหลือให้พ้นภัยพิบัติ พระเถระเจ้าก็รับปากว่าจะช่วยเหลือและได้ขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์ พระอินทร์ทรงบอกว่าให้ชาวเมืองหล่ออ่างขาง (กระทะใหญ่) หนา ๘ นิ้วมือขวาง กว้าง ๘ ศอก ขุดหลุมอีก ๘ ศอก แล้วให้ปั้นรูปสัตว์ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้อย่างละ ๑ คู่ ปั้นรูปคนทั้งหลายให้ครบ ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา เป็นรูปช้าง ๑ คู่ ม้า ๑ คู่ แล้วเอารูปปั้นเหล่านี้ใส่ลงในกระทะเอาฝังในหลุมนั้น แล้วก็เอาดินถมไว้แล้วก่อสร้างเสาอินทขิลไว้เบื้องบน และให้ทำพิธีสักการะให้เหมือนกับเสาอินทขิลจริง ๆ เถิด บ้านเมืองจะพ้นภัยพิบัติ

พระเถระก็นำความมาแจ้งแก่ชาวเมืองได้ทราบ ดังนั้นจึงปฏิบัติตามคำของพระอินทร์ทุกประการ และได้ทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาเสาอินทขิลและรูปกุมภกัณฑ์ที่สร้างเทียมไว้นั้นแทนเสาจริง ๆ มิได้ขาด บ้านเมืองก็รอดพ้นจากภัยพิบัติตามที่พระเถระได้ทำนายไว้ และเจริญรุ่งเรือวงสืบมา จึงมีประเพณีสักการบูชาเสาอินทขิลมาตราบกระทั่งทุกวันนี้

ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ครองเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงให้สร้างกุมภกัณฑ์และฤๅษีไว้พร้อมกับเสาอินทขิลนั้นด้วย เพื่อจะให้พวกประชาชนชาวเมืองได้สักการบูชาสืบต่อไป

ครูบาเถิ้ม เจ้าอาวาสวัดแสนฝางซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงทางไสยศาสตร์ครั้งนั้นเห็นว่ากุมภกัณฑ์เฮี้ยนนัก จึงทำพิธีไสยศาสตร์ตัดศีรษะกุมภกัณฑ์ออกเสีย แล้วต่อใหม่เพื่อให้ความขลังลดลง นับแต่นั้นมากุมภกัณฑ์ก็เลยลดความเฮี้ยนลงมาจนกระทั่งปัจจุบัน
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 452
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » ศุกร์ 02 มิ.ย. 2017 9:55 pm

เฮือนพญาป๋งลังก๋าสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓

เรือนพญาป๋งลังก๋าสร้าง2439.jpg
เรือนพญาป๋งลังก๋าสร้าง2439.jpg (133.43 KiB) เปิดดู 134 ครั้ง


“เรือนพญาปงลังกา” ตั้งตามชื่อของผู้เป็นต้นตระกูล สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดย พ่อน้อยถาและแม่หน้อย ซึ่งเป็นลูกเขยและลูกสาวของ พญาปงลังกา ต่อมาเรือนหลังนี้กลายเป็นมรดกตกทอดไปยัง แม่อุ๊ยคำใส ถาวร ลูกสาวพ่อน้อยถาและแม่หน้อย จนถึงรุ่นหลานในยุคปัจจุบัน คือ คุณจรัส มณีสอน ทายาทรุ่นโหลนของพญาปงลังกา เรือนหลังนี้สร้างเมื่อ แม่อุ๊ยคำใส ถาวร อายุประมาณ ๓ ขวบ เมื่อเวลาผ่านไปความทรุดโทรมของสภาพเรือนก็เพิ่มมากขึ้น คุณพูนสวัสดิ์ ทองประดี และคุณจรัส มณีสอน ทราบว่าสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มีการอนุรักษ์เรือนโบราณ จึงตัดสินใจมอบเรือนหลังนี้ให้ โดยมีมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเรือน จากบ้านเลขที่ ๗๖๙ หมู่ ๔ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำมาปลูกสร้างใหม่ตามแบบพิธีกรรมทางล้านนา เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เป็นเรือนที่สร้างจากไม้เนื้อแข็งทั้งหลังมุงหลังคาด้วย “ดินขอ” มีขนาดใหญ่ปานกลาง ถือเป็นเรือนของผู้มีฐานะ รูปแบบของเรือนคลี่คลายมาจากเรือนกาแลดั้งเดิม แต่ลักษณะการจัดพื้นที่ใช้สอยยังคงไม่แตกต่างไปจากเรือนรุ่นก่อนมากนัก โดยสร้างเป็นเรือนขนาดสองจั่วยกพื้นสูง เรือนใหญ่เป็น “เฮือนนอน” และมี “เติ๋น” เป็นพื้นที่โล่งกว้างเปิดฝาผนังด้านเดียวอยู่ด้านหน้าเรือน สำหรับนั่งทำงาน รับรองรับแขกและใช้พักผ่อนในเวลากลางวัน ส่วนเรือนเล็กทางด้านตะวันออกคือ “เฮือนไฟ” หรือห้องครัว มีประตูด้านหน้าออกไปยังชานระเบียงขนาดเล็ก ที่เชื่อมกับบันไดทางขึ้นเรือน
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 452
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 18 มิ.ย. 2017 1:00 pm

พระบรมราชานุสาวรีย์ "พญามังราย" ประดิษฐานอยู่บริเวณห้าแยก จังหวัดเชียงราย ภาพนี้ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ อธิบายเพิ่มเติมเรื่องพระนาม หลายคนคงจะขานพระนามว่า "พ่อขุนเม็งราย" แม้แต่สถานที่ในจังหวัดเชียงราย หรือชื่ออำเภอยังเป็นพ่อขุนเม็งราย ทำให้หลายคนเชื่อว่านั่นคือพระนามของพระองค์ แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปั๊บสา ใบลาน จารึกของวัดต่างๆในล้านนา ล้วนจารึกพระนามของพระองค์ว่า พญามังราย (พระญามังราย) ทั้งสิ้น สาเหตุที่คนในยุคประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้วเรียกขานพระนามว่า "พ่อขุนเม็งราย" เป็นเพราะราวๆ พ.ศ. ๒๔๔๙ พระยาประชากิจกรจักร ข้าราชการจากสยามได้เขียนหนังสือ พงศาวดารโยนก ขึ้นเผยแพร่ หนังสือเล่มนั้นเขียนพระนามพระองค์ว่า "พ่อขุนเม็งราย" หลังจากนั้นได้รวมล้านนาให้เป็นหนึ่งเดียวกับสยาม และใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอน จากที่คนล้านนาได้เรียนตัวเมืองจึงค่อยๆเลือนหายไป คนไม่รู้ตัวเมือง อ่าน-เขียนเรียนภาษาไทยอย่างเดียว ทำให้ไม่รู้ว่าในจารึก ปั๊บสา ใบลาน เขียนถึงพระนามว่า "พญามังราย" มาแต่เดิม ชื่ออำเภอ และสถานที่หลายแห่งในจังหวัดเชียงรายจึงเป็นชื่อ "พ่อขุนเม็งราย" มาตั้งแต่บัดนั้น

311591_434242223283594_743922997_n.jpg
311591_434242223283594_743922997_n.jpg (78.34 KiB) เปิดดู 90 ครั้ง
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 452
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » เสาร์ 15 ก.ค. 2017 6:19 am

02.jpg
02.jpg (19.68 KiB) เปิดดู 43 ครั้ง


สาวเครือฟ้า มาจากเรื่องจริงหรือไม่...
สาวเครือฟ้าไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น โดยที่มาจากละครอุปรากร เรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลาย และอุปรากรเรื่องนี้ก็มีที่มาจากนวนิยายฝรั่งเรื่องหนึ่งอีกต่อหนึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงนำมาดัดแปลงให้เข้ากับเนื้อเรื่องอย่างไทย ลักษณะการแต่งเป็นบทละครร้องสลับการพูด คือมีทั้งการร้องและพูดสลับกันไป โดยมีการร้องเป็นหลัก
เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวความรักระหว่างร้อยตรีพร้อม นายทหารหนุ่มชาวกรุงเทพฯที่ไปพบรักกับเครือฟ้า สาวเชียงใหม่เมื่อครั้งที่ย้ายไปรับราชการที่เชียงใหม่ แต่เมื่อร้อยตรีพร้อมถูกย้ายกลับไปอยู่กรุงเทพฯก็ปรากฏว่าเขาได้พบรักใหม่ เพราะผู้ใหญ่บังคับให้แต่งงานกับสาวกรุงเทพฯ สาวเครือฟ้าเสียใจมากจึงใช้มีดแทงตนเองตาย
บทละครร้องสาวเครือฟ้าได้นำมาใช้ในครั้งที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงสร้างกู่เจ้านายวัดสวนดอก และรื้อย้ายอัฐิจากข่วงพระเมรุ (บริเวณกาดหลวง) มาไว้ แล้วทรงโปรดให้จัดงานเฉลิมฉลอง ๕ วัน ๕ คืน และเป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะการแสดงจากเมืองหลวงมาเผยแพร่ยังเชียงใหม่ด้วย
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 452
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย Namfar » อังคาร 18 ก.ค. 2017 5:17 am

"ตำนานล้านนา” ความเชื่อและที่มาของส้มป่อย

190517-attachment.jpg
190517-attachment.jpg (72.75 KiB) เปิดดู 35 ครั้ง


ชาวเหนือ คนเมืองล้านนาเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ส้มป่อย ฝักของส้มป่อยที่ใช้ขัดไล่เสนียดจัญไร เราเรียกกันว่า น้ำสุคันโธทกะ เป็นน้ำขมิ้นส้มป่อย มีการใส่ดอกมะลิ ดอกคำฝอย และดอกสารภีลงไปด้วย จึงเรียกว่า น้ำสุคันธะ แปลว่าน้ำอบน้ำหอม มีสีเหลืองอ่อนเนื่องจากใส่ขมิ้น ส้มป่อยฝักแห้ง และดอกคำฝอย…

ส้มป่อยที่ดี คือ ส้มป่อยเดือน ๕ คือเก็บในเดือน ๕ เมือง หมายถึงปฏิทินล้านนา เดือนห้า และยิ่งเก็บในเดือน ๕ เป็ง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ฝักส้มป่อยแห้งคาต้นจะยิ่งดีที่สุด นั่นก็คือวันมาฆบูชา ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ วันที่พระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์นั่นเอง แล้วยิ่งเป็นส้มป่อยเจ็ดข้อหรือ ๗ เมล็ด ยิ่งดีเข้าไปอีก ในการปรุงก็เอามาลนไฟย่างไฟพอหอมก็หักแช่น้ำ ผู้ใดได้สระดำเป็นศรีสิริมงคล ถ้าคุณมนต์อาคม จ่ามนต์ พระยามนต์เสื่อมเนื่องจากลอดราวผ้าถุง ตกไปในที่ต่ำ ย่ำไปในที่สูง ถูกถ่มน้ำลายคายน้ำหมากใส่ ลอดใต้ลานบวบห้างลานแตง ลอดเครือฝักแฝง ลอดใต้ต้นกล้วยงำเครือ ก็เอาน้ำส้มป่อยเดือนห้านี้ชุบล้าง คุณมนต์อาคมที่เสื่อมไปจักเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาเร็วขึ้น

ทำไมต้องเจาะจงว่า ส้มป่อยเจ็ดข้อเจ็ดเมล็ด จากชาดกเรื่อง "ปุณณนาคกุมาร" โดยครั้งที่ปุณณนาคกุมารอยากกลายเป็นมนุษย์ ปุณณนาคกุมารเข้ากราบทูลพระบิดาเพื่อขออนุญาตทิ้ง สภาวะอันเป็นนาคให้กลายเป็นมนุษย์ พระบิดาทรงอนุญาต และได้ประทานขันทองคำให้ ๑ ใบ แล้วให้หาส้มป่อยให้ได้ฝัก ที่มี ๗ ข้อ จำนวน ๗ ฝัก เอาแช่ในขันที่มีน้ำจาก ๗ แม่น้ำ และ ๗ บ่อ นำไปที่ฝั่งแม่น้ำใหญ่ เสกคาถา ๗ บท จำนวน ๗ คาบ ถอดคราบออก และอาบน้ำมนต์พร้อมสระเกล้าดำหัว จากนั้นเอาคราบนาคนั้นใส่ในขันทองคำไหลลงน้ำเสียจึงจะเป็นคนโดยสมบูรณ์

ตำนานว่าไว้ส้มป่อย ปู่ส้มป่อยย่าส้มป่อยแต่เดิมอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เพราะโลกมนุษย์มีแต่โรคภัยไข้เจ็บทั้งเสนียดจัญไร ภูตผีปิศาจ ปู่ส้มป่อยย่าส้มป่อย จึงลงมาจุติขับไล่ภูตผีปิศาจ โดยครั้งลงเป็นต้นพุ่ม ปลายต้นชี้ไปถึงเมืองนาค ทำให้นาคกลายเป็นคน ออกฝักให้คนนำไปทำน้ำสระเกล้าดำหัว สาดซัดไล่ภูตผีปิศาจสิ่งเสนียดจัญไร

ครั้งในรามายะณะ ตอนกำเนิดทรพี โดยล้านนาเรารับเอาคัมภีร์พรหมจักรชาดก เรื่อง "อุสสาบารส"

ครั้งหนึ่ง มีควายชื่อทรพี คิดอยากเอาชนะพ่อ จึงท้าชนทรพาผู้พ่อ ทั้งสอง ต่อสู้กันจนเวลาล่วงเลย ฝ่ายทรพีเพลี่ยงพล้ำถูก ทรพาไล่ขวิดจนถอยร่น ไปไกล ขณะนั้นเองทรพี ได้ถอยไปชนต้นส้มป่อยที่กำลังออกฝักอยู่ ด้วยกำลังที่ชน อย่างแรงทำให้ฝักส้มป่อยหล่นลงมาถูกหัวทรพี ทันใดนั้น กำลังที่เคยอ่อนล้าหมดแรง เกิดฮึกเหิมเพิ่มขึ้น ได้ทีทรพี จึงถาโถมเข้าชนทรพาอย่างเมามัน ผู้เป็นพ่อเสียที หมด แรงถอยไปชนต้นมะขามป้อม ลูกมะขามป้อมหล่นถูกหัว เรี่ยวแรงที่อ่อนล้ายิ่งหมดไป จึงถูกทรพี ผู้เป็นลูกฆ่าตาย ในที่สุด เรื่องนี้อาจเป็นต้นเหตุหนึ่งของความเชื่อในอนุภาพ ของน้ำส้มป่อย

อตี่เต๋ก๋าเล ในอดีตก๋าลนานมาแล้ว ยังมีพระญาความตั๋วหนึ่ง ชื่อ “ควายทรพา” ซึ่งเป๋นใหญ่กว่าควายตัวหลาย ได้หมื่นตั๋ว มีนางควายเป๋นเมียได้พันนาง ควายทรพาเป๋นควายผู้มีฤทธิ์เดชบารมี อำนาจยิ่งใหญ่มากนัก แม้คนและเทวดาก็กลัวเกรง อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ปกครองหมู่ควายตังหลายมาเป๋นเวลานาน

ครั้งหนึ่ง มีเทวดาได้ทำนายไว้ว่า ภายภาคหน้า พระญาควายทรพาจะถูกลูกของต๋นซึ่งเป๋น ควายตั๋วปู้ฆ่าต๋าย ตั้งแต่นั้นมา เมื่อควายตั๋วเมียบริวารของต๋น ตั๋วใดคลอดลูกออกมาเป๋นตั๋วปู้ พระญาควายทรพา ก็จะขวิดต๋ายหมดทุกตั๋วควายตั๋วเมียทุกตั๋วก็มีความเศร้าโศกเสียใจ๋ยิ่งนัก ที่ต้องสูญเสียลูกของต๋นไปแต่จ๋ำใจ๋ต้องทำต๋ามคำสั่ง ของพระญา ควายทรพา เพราะเกรงกลั๋วอำนาจ

แต่แล้วครั้งหนึ่ง มีแม่ควายซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ตั๋วหนึ่ง บ่ต้องก๋ารที่จะหื้อ พระญาควายทรพาฆ่าลูกของต๋น จึงแอบ หนีจากฝูงไปซ่อนตั๋วอยู่ในถ้ำ จ๋นคลอดลูกออกมาเป๋นความตั๋วปู้ มีรูปร่างกำยำแข็งแรง ร่างใหญ่ยิ่งนัก นางควายจึงตั้ง ชื่อหื้อลูกว่า “ทรพี” ด้วยความรักลูก แม่ควายจึงได้เลี้ยงดูทะนุถนอมลูกน้อยจนเติบใหญ่

ทุกวันนางควายจะสั่งสอนหื้อทรพีควายน้อย ลูกขนตนอย่าได้เหลือกำออกจากถ้ำเป๋นอันขาดหื้ออาศัยอยู่แต่ในถ้ำ เท่านั้น เมื่อทรพีเติบใหญ่ก็อยากออกไปหากิ๋นใจ๊ชีวิตอยู่ข้างนอกถ้ำพ่อง จึงรบเร้าดื้อดึงที่จะออกจากถ้ำหื้อได้ แม่ควายกลั๋วลูกจะมีอันตรายจนถึงแก่ชีวิต จึงตัดสินใจ๋เล่าความจริงจ๋นหมดจ๋นเสี้ยงหื่อลูกฟังว่าทรพาผู้เป๋นป้อจะขวิด ลูกควายตั๋วปู้ทั้งหมดต๋าย ทรพีได้ฟังคำแม่เล่าจึงสงสารแม่และโกรธแคว้นความทรพาผู้เป๋นป้อ จึงพยายามออกกำลัง บำรุงร่างก๋ายของต๋นหื้อแข็งแรงเพื่อที่จะปกป้องตั๋วเก่าและผู้เป๋นแม่หื้อปลอดภัย โดยก๋ารฝึกฝนหัดขวิดต้นไม้และหินผา ทุกวัน ๆ และหมั่นไปวัดรอยเท้าของทรพาผู้เป็นพ่ออยู่เสมอ

ในที่สุดความทรพีก็ตัดสินใจ๋ไปพบพระญาควายทรพาผู้เป๋นป้อ เพราะร่างกายมันแข็งแรงพอและมีรอยเท้า ที่เท่ากับผู้เป็นป้อแล้ว มันตรงเข้าไปถามว่า ท่านคือทรพาแม่นก่อ เมื่อทรพาตอบรับ ทรพีก็บอกว่ามีนคือลูกของทรพา ที่เกิดจากแม่ควาย ซึ่งหลบหนีไปคลอดลูกอยู่ในถ้า ทรพาเมื่อทราบเช่นนั้นก็ตกใจ๋มาก เป๋นติ๋นสั้นมือสั้น เนื่องจากกลั๋วตายเป๋นดั่งคำ ทำนายทางทักที่ว่า มันจะต้องต๋ายเพราะลูกของมันเอง จึงได้ตรงเข้าไปไล่ขวิดหวังจะฆ่าลูกหื้อต๋าย

ในขณะที่ พระญาควายทรพาเป๋นผู้มีเต๋จ๊ะ ฤทธิ์เดชและอำนาจทรพีผู้เป๋นลูกก็มีความกำยำและแข็งแรงด้วยวัย หนุ่ม ตังสองป้อลูกต่อสู้ไล่ขวิดกั๋นบ่มีไผแป้ไผ่ก๊าน สู้กั๋นเป๋นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ระหว่างที่พระญาควานตังสองไล่ขวิดกั๋นนั้นบังเอิญทรพาผู้เป๋นป้อ ได้เอาหลังไปจนยังต้นบ่ขามป้อม ทำหื้อหน่วยบ่ขามป้อมตกลงมาถูกตั๋วของทรพา จ๋นทำหื้อฤทธิ์เดชอำนาจ เสื่อมลงไปทันทีอย่างงน่าประหลาด ทรพากลั๋วจะพ่ายแพ้แก่ทรพีจึงพยายามอึดใจ๋กระหน่ำ ไล่ขวิด ทรพีอย่างสุดแรง ดันร่างทรพีลูกของต๋น ทรุดลงไปอิงต้นส้มป่อยทำหื้อน้ำค้างจากใบส้มป่อยหล่นลงมาใส่หัว ของทรพี จ๋นเกิดพละกำลังขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จึงลูกขึ้นดันทรพาผู้เป๋นป้อไปสุดกำลัง

เมื่อทรพาทรุดลงไป ทรพีผู้เป๋นลูกได้ทีจึงเอาเขาขวิดป้อ เลือดพุ่ง ไส้ทะลัก จ๋นถึงแก่ความต๋ายลงทันที คนตังหลายจึงกล่าวถึงทรพีว่าเป๋นลูกที่อกตัญญูคือฆ่าป้อของต๋นจึงเปรียบและตราหน่าว่าเป๋นลูกทรพีก็เนื่อมาจากสาเหตุอันนี้

นับตั้งแต่นั้นมา ชาวล้านนาก็หันว่าส้มป่อยเป๋นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงนิยมเอาส้มป่อยมาใจ๊ในพิธีกรรม เพื่อหื้อเกิด ความศักดิ์สิทธิ์ขลัง และใจ๊อาบน้ำ พรมน้ำมนต์เพื่อหื้อเกิดพลัง และความเป๋นศิริมังคะละ (สิริมงคล) ต่อต๋นเอง อันเป๋นคติสืบทอดกั๋นมา ดังนี้แลฯ

ที่มา https://todaynewsth.com/
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 452
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron