เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

ทำสวนผสมผสานทั้งปลูกพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และเลี้ยงสัตว์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม

Re: เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

โพสต์โดย Namfar » พุธ 03 พ.ค. 2017 7:30 pm

วิธีกำจัดไรไก่ชนและขจัดกลิ่นเหม็นในเล้าไก่

พ่อพันธุ์ไก่บ้าน-650x439.jpg
พ่อพันธุ์ไก่บ้าน-650x439.jpg (47.28 KiB) เปิดดู 599 ครั้ง



กำจัดไรไก่ด้วยเปลือกทุเรียน

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองมักจะประสบปัญหาเรื่องไรไก่ และกลิ่นเหม็นในเล้าไก่ คุณสมศรี เพชรดง เกษตรกรบ้านโนนสมบรูณ์ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำจัดไรไก่และกลิ่นเหม็นในเล้าไก่ ด้วยวิธีการที่แสนง่ายดังนี้

เพียงนำเปลือกทุเรียนที่ยังไม่แห้งมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปตากแห้งประมาน 3 แดด พอแห้งได้ที่แล้วให้นำไปรองรังไก่ก่อนที่จะเอาเศษฟางใส่ทับอีกที วิธีการนี้ช่วยกำจัดไรไก่ได้อย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว

นอกกำจัดไรไก่แล้วเปลือกทุเรียนแห้งยังสามารถดับกลิ่นมูลไก่ตามเล้าไก่ได้อีกด้วย โดยนำเปลือกทุเรียนแห้งไปวางเป็นจุดๆตามเล้าไก่ สรรพคุณของเปลือกทุเรียนที่ตากแห้งแล้วเมื่อนำมาสูดดมจะมีกลิ่นจะหอมคล้ายยาจีน จึงสามารถดับกลิ่นมูลไก่ได้เป็นอย่างดี




วิธีกำจัดไรไก่ชนและขจัดกลิ่นเหม็นในเล้าไก่

วิธีการทำโดยนำใบตะไคร้หอม 3 กก.มาหั่นเป็นชิ้นๆและนำไปตากแห้งประมาณ 3 แดด หลังจากนั้นลองนำใบตะไคร้หอมมาสูดดมดูจะได้กลิ่นที่หอม นำใบตะไคร้หอมประมาณ 2 กำมือไปโรยในรังไก่ที่กำลังฟักไข่อยู่นั้น กลิ่นจากใบตะไคร้หอมแห้งนี้สามารถกำจัดไรไก่ที่เป็นปัญหาของเกษตรกรที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองได้อย่างดี และสามารถดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในเล้าไก่ได้โดยการนำใบตะไคร้หอมแห้งโรยตามเล้าไก่ กลิ่นของใบตะไคร้สามารถดับกลิ่นมูลไก่ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

วิธีนี้เป็นภูมิปัญญาของคุณพ่อสมพาส สุโลก เกษตรกรบ้านหันเทา ต.ปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานี เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชาวชนบทที่นำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมในพื้นที่อย่างลงตัว

ที่มา : ศูนบย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 482
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 21 พ.ค. 2017 4:24 pm

วิธีทำมะม่วงให้ออกตามจุดที่เราต้องการ

18527597_1324629987614834_8931115037950874059_n.jpg
18527597_1324629987614834_8931115037950874059_n.jpg (82.1 KiB) เปิดดู 580 ครั้ง


การปฏิบัติ

1.เมื่อใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่เริ่ม "แผ่กาง" ให้เด็ดทิ้ง (เด็ดด้วยมือ) ทั้งหมด

2.เด็ดใบอ่อนทิ้งแล้ว เริ่มบำรุงทางใบด้วยสูตรสะสมตาดอก 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน.....ช่วงนี้งดการให้น้ำทางรากเด็ดขาด

3.สะสมตาดอกครบกำหนดแล้ว ให้เปิดตาดอกด้วย "ฮอร์โมนไข่ + 13-0-46 + ไธโอยูเรีย" (ฮอร์โมนไข่สูตรสเปน) 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

ผลลัพธ์เมื่อไม่มี "ตุ่มตา" ที่ซอกใบปลายยอด เนื่องจากถูกเด็ดใบทิ้งแล้ว และพัฒนาขึ้นมาใหม่ไม่ทัน ต้นจะพัฒนาตาที่อยู่ใต้เปลือกบริเวณโคนกิ่ง (กิ่งแก่) หรือใต้เปลือกบริเวณลำต้นขึ้นมาแล้วกลายเป็นตุ่มตาที่มีดอกออกมาได้แทน

หลักการและเหตุผล :

1.มะม่วงเป็นไม้ผลประเภทออกดอกติดผลที่โคนใบปลายกิ่ง ผลจากการบำรุงด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก (สะสมแป้งและน้ำตาล) แล้วปรับ C/N เรโช ไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือ ถ้าปรับ C/N เรโชแล้ว N ยังมากกว่า C (อาจเป็นเพราะ N จากน้ำฝน) เมื่อเปิดตาดอก มะม่วงต้นนั้นจะออกเป็นใบอ่อนแทนออกเป็นดอก

2.ผลจากการให้อาหารกลุ่มสร้าง C ที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งบำรุงด้วยสูตรสะสมตาดอกนั้น แม้มะม่วงต้นนั้นจะแตกใบอ่อนออกมา แต่สารอาหารกลุ่มนั้นบางส่วนยังคงเหลืออยู่ภายในต้น ซึ่งสารอาหารกลุ่มนี้ยังพร้อมที่จะส่งเสริมให้มะม่วงออกดอกชุดใหม่ได้
ประสบการณ์ตรง :

สวนมะม่วงที่ประสบความสำเร็จจากการปฏิบัติบำรุงตามแนวนี้ ได้แก่ สวนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา
สวนมะม่วงน้ำดอกไม้-เขียวเสวย-ฟ้าลั่น ที่ อ.ไชโย จ.อ่างทอง ส่วนมะม่วงขาวนิยม ที่บางบอน กทม. และ สวนมะม่วงขาวนิยม ที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรีออกดอกติดผลที่โคนกิ่ง ทั้งกิ่งอ่อน กิ่งแก่ กิ่งกลางอ่อนกลางแก่ และกลางลำต้นได้ดอกที่ออกมานี้เมื่อบำรุงตามขั้นตอนปกติ ก็สามารถพัฒนาเป็นผลระดับเกรด เอ. ได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจากลุงคิมภาพประกอบข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 482
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 21 พ.ค. 2017 8:27 pm

#การขยายพันธุ์ชมพู่

18519685_10203255808953325_3601433831771968422_n.jpg
18519685_10203255808953325_3601433831771968422_n.jpg (16.88 KiB) เปิดดู 573 ครั้ง


1.ตัดยอดชมพู่(เลือกเอาที่ใบแก่ๆสีเขียวเข้ม)

2.แช่น้ำยาเร่งราก

3.เสียบใส่ก้อนโอเอซีส ถ้าไม่มีใช้เปลือกมะพร้าวแทนได้

4.รดน้ำนำไปชำในที่ร่มหรือเรือนเพาะชำจนออกราก

5.นำไปปลูกลงกระถางหรือถุงเพราะชำรอจนโตได้ที่แล้วค่อยนำไปปลูก
(#วิธีนี้ใช้ขยายพันธ์มะนาวก็ได้)

น้ำยาเร่งราก ทำเอง ประหยัดค่าใช้จ่าย มีสูตรไม่มาก

- กะปิ ยี่ห้อใดก็ได้

- เครื่องดื่มชูกำลัง ยี่ห้อใดก็ได้

- น้ำเปล่า

- กะปิเพียวๆ เพียงปลายนิ้ว เอามาพอกตรงกิ่งตอนแล้วพอกซ้ำด้วยขุยมะพร้าวชุ่มน้ำ มัดให้แน่น เร่งรากได้

- เครื่องดื่มชูกำลัง ผสมน้ำอัตราส่วน 1ต่อ5 แช่ขุยมะพร้าวสำหรับพอกกิ่งตอนให้ชุ่ม เร่งรากได้ดี

- กะปิ 1 เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ผสมเข้ากัน ใช้เป็นหัวเชื้อ นำไปผสมกับน้ำอีกในอัตรา 1 ฝาต่อน้ำ 5 ลิตร หรือหัวเชื้อ 2 ฝา ต่อน้ำ 5 ลิตร ทำน้ำยาเร่งรากได้ดีมาก

นำน้ำที่ผสมฉีดพ่นกล้วยไม้ เร่งรากได้ดี แช่กิ่งชำ หน่อสำหรับเพาะ เร่งรากได้ดี

18556427_10203255809633342_5343910635326354501_n.jpg
18556427_10203255809633342_5343910635326354501_n.jpg (37.72 KiB) เปิดดู 573 ครั้ง


ติดตามข้อมูล: https://goo.gl/kdI7ro

Cr.ศูนย์รวมความรู้การเกษตร
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 482
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

โพสต์โดย Namfar » อาทิตย์ 23 ก.ค. 2017 3:25 pm

เด็กสิงห์บุรีลาออกจากงานมาดูแลพ่อป่วย ตัดสินใจเลี้ยงปูนา ด้วยทุนเพียง 1,000 บ. โกยรายได้เป็นล้าน

111.jpg
111.jpg (157.84 KiB) เปิดดู 493 ครั้ง


หลังผู้เป็นพ่อพลัดตกต้นไผ่ความสูงเกือบ 2 เมตร แถมแม่ก็ป่วย ทำให้ “ปานศิริ ปาดกุล” หรือ ตูมตาม ลูกชายคนเดียวในวัยเพียง 22 ปี ต้องกลายเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว เคยลำบากแม้กระทั่งไม่มีเงินซื้อข้าวสารกิโลกรัมละ 33 บาท เคยเป็นหนี้นอกระบบ ต้องทำสารพัดอาชีพแต่สุดท้ายจับทางถูก หันมาเลี้ยงปูนา บังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท

คุณตูมตาม เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ทำงานที่แรกในแผนกบัญชี บริษัทแห่งหนึ่ง จากนั้นย้ายไปอยู่โรงงานผลิตอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานี ทำงานประจำได้ราว 5 เดือน ก็ลาออก เพราะต้องกลับบ้านเกิดที่จังหวัดสิงห์บุรีไปดูแลพ่อซึ่งประสบอุบัติเหตุขาหัก เดินไม่ได้

222.jpg
222.jpg (111.08 KiB) เปิดดู 493 ครั้ง


“ผมทำงานประจำ รับเงินเดือน 2 หมื่นบาท อยู่ราว 5 เดือน พอรู้ว่าพ่อในวัย 60 ปี ประสบอุบัติเหตุตกต้นไผ่ความสูงกว่า 2 เมตร ก็เลือกที่จะลาออก แล้วกลับบ้านมาดูแล พร้อมกับแบ่งเบาภาระบุพการี ด้วยการเป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงปากท้อง 3 คน”

ในเบื้องต้นเด็กหนุ่มอนาคตไกลใช้เงินเก็บที่มีอยู่ซื้ออาหารและสิ่งจำเป็น ทว่าผ่านไปซักระยะ เงินเก็บเริ่มไม่พอ คราวนี้ต้องไปกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ ตูมตามบอกว่า เนื่องจากพ่อเดินไม่ได้ ต้องกินอาหารผ่านสายยางอยู่ 5 เดือน แม่ก็ป่วย ขณะที่ทั้งบ้านเหลือเงินเพียง 1,000 บาท



เงินติดตัวเพียง 1,000 บาทสุดท้าย เด็กหนุ่มใช้วิธีนำไปลงทุนขายไก่ย่าง หมูปิ้ง เจ้าตัว บอกว่า ขายดี พอมีรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัว ทว่าขายไปสักระยะเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น หนที่สุดจำต้องเลิกขาย แล้วหันมาใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้า ผ่านเฟซบุ๊ก กินกำไรส่วนต่าง

“ผมเลิกขายหมูปิ้ง ไก่ย่าง แล้วหันมาใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊กด้วยการรับพรีออเดอร์สินค้าจำพวกผักสด ปลา เอากำไรกิโลกรัมละ 20 – 30 บาท”

ตูมตาม บอกว่า รายได้จากการพรีออเดอร์สินค้าจำพวกอาหารสดค่อนข้างดี มีเงินหมุนเวียนในครอบครัวแต่ละเดือนเป็นหมื่น แต่นานวันอยากหาความยั่งยืนให้กับชีวิต และแล้วจู่ๆ ก็คิดเลี้ยงปูนาขึ้นมา

“ในตลาดมีคนรับพรีออเดอร์สินค้ามากขึ้น ผมเลยคิดว่าอยากจะขยับขยายหาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่า ประกอบกับส่วนตัวชอบกินปูนามาก (ปูที่ใส่ส้มตำ) เคยไปหาตามท้องนา 5-6 ชั่วโมง ไม่สามารถหาได้ เลยเกิดความคิด จะเลี้ยงขาย”



ด้วยความชอบกินปูนา ตูมตาม บอกว่า ใช้เงินเก็บที่มีอยู่จากการรับพรีออเดอร์สินค้า 2 หมื่นบาท ลงทุนเลี้ยงปูนาในบ่อปูน บนที่ดินที่มีอยู่ 1ไร่ 44 ตารางวา สั่งปูนา คละไซส์มาจากหลายจังหวัด ครั้งแรกราว 4 ตัน

การเลี้ยงปูนาครั้งแรกของตูมตามนั้นไม่สำเร็จ เด็กหนุ่ม บอกว่า ตายหมดเลย 4 ตัน เนื่องจากว่าเลี้ยงในบ่อปูน ซึ่งมีความเย็น อีกทั้งใส่น้ำประปาลงไปอีกมีคลอรีน ปูนาปรับสภาพไม่ทัน ตายเกลี้ยง
ด้วยความไม่ยอมแพ้ และกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม คราวนี้ตูมตามสั่งปูนามาเลี้ยงอีกครั้ง แต่เขาพัฒนาด้วยการเลือกซื้อพ่อแม่พันธุ์ปูนามาเลี้ยงแทนการซื้อตัวเล็ก เพราะปูนาตัวเล็กจะบอบบางตายง่ายกว่าพ่อแม่พันธุ์ ปัจจุบันเลี้ยงปู 2 สายพันธุ์ คือ ปูนาธรรมดา ตัวจะมีขนาดเล็ก และ ปูนาพันธุ์กำแพง ตัวใหญ่ รสชาติมัน



สำหรับวิธีการเลี้ยง เจ้าของฟาร์ม บอกว่า หลังจากได้ปูนาพ่อแม่พันธุ์มาแล้ว ให้เลี้ยงในบ่อดินเหนียว ใส่น้ำให้ดินแฉะๆ สร้างบรรยากาศตามธรรมชาติ เลี้ยงต่อไป จนปูนาเริ่มกินอาหารได้เอง ประมาณ 5 วัน ค่อยย้ายไปอยู่บ่อปูน บ่อปูนที่ใช้เลี้ยงปู มี 70 บ่อ ขนาดบ่อละ 2×3 เมตร 1บ่อเลี้ยงปูได้ประมาณ 10,000 ตัว

การให้อาหาร สำหรับพ่อแม่พันธุ์ เจ้าของฟาร์ม จะให้อาหารวันละ 2 มื้อ ช่วงเช้ามืด และช่วงค่ำ เป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็กโปรตีน 32 หรือจะเสริมด้วยรำข้าวก็ได้ วางตามพื้นดิน เมื่ออาหารเม็ดโดนน้ำและดินก็จะละลาย ช่วงกลางคืนและช่วงเช้ามืด ปูนาจะออกมากิน ส่วนอาหารของลูกปูนาลงเดิน จนถึงอายุ 3 เดือน เป็นไข่แดงต้มสุก ให้อาหารวันละ 1 มื้อช่วงเช้า



สำหรับเทคนิคบังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง ตูมตามเผยว่า โดยปกติปูนาจะออกลูกเพียงปีละ 1 ครั้ง ช่วงประมาณต้นเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนแต่เพื่อให้มีปูจำหน่ายตลอดทั้งปี ผมบังคับให้ปูผสมพันธุ์และออกลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง วิธีการคือ หลังจากปูนาออกลูกไปแล้วในช่วงฤดูฝน ให้ปล่อยดินแห้งแตกระแหง จากนั้นให้ฉีดน้ำเข้าไปเต็มที่ ทำให้ปูนาคิดว่าเข้าฤดูฝนอีกครั้งก็จะออกมาผสมพันธุ์กันเอง

ด้านการตลาด เด็กหนุ่มคนเมืองสิงห์ บอกว่า ขายทั้งปูสด ปูดอง และนำปูมาแปรรูปเป็นน้ำพริกเผา กะปิปู ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท



ผมขายปูทั้งตัวเล็กที่ใช้ตำส้มตำกิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนปูตัวใหญ่ที่กำลังลอกคราบ เรียกว่าปูนิ่มกิโลกรัมละ 1,200 บาท และก้ามปูกิโลกรัมละ 1,000 บาท ส่งตามร้านอาหาร ภัตตาคาร รวมถึงขายพ่อแม่พันธุ์ด้วยคู่ละ 100 บาท นอกจากนี้ยังมีการนำปูนามาเพิ่มมูลค่าเป็น ปูดอง กะปิปูนา น้ำพริกเผาปู”

ที่มา http://www.sarakdeeweb.com/2017/07/1000_21.html
Namfar
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 482
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 20 พ.ย. 2013 5:56 pm

Re: เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » ศุกร์ 06 ต.ค. 2017 1:12 pm

-ถั่วเน่าของคนเหนือ คือ ถั่วเหลืองที่เราท่านรู้จัก เห็ดถั่วเน่า คือ เห็ดชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นบนกาก ซาก ซัง ต้นเปลือกถั่วเหลืองที่สีเอาเมล็ดออกแล้ว และทิ้งให้แดดฝนย่อยสลาย

original_DS55.jpg
original_DS55.jpg (22.48 KiB) เปิดดู 338 ครั้ง


-เห็ดถั่วเน่า เป็นเห็ดดอกเล็ก ต้น ใบ ขาวนวล ทานได้ยามดอกเล็ก หากปล่อยให้บานสีดำคล้ำไม่น่าทาน และรสแย่

-เห็ดถั่วเน่า นำมาทานอาหารได้หลายชนิด คุณสมบัติที่ดี คือ แม้ผ่านความร้อนเนื้อก็ยังนุ่ม เหนียว กรอบ สำคัญมีรสหวาน กลิ่นหอม คนต่างถิ่น ได้ชิมทานเกิดความกำซาบลิ้น พลันนึกว่าทานเห็ดโคนป่าที่ราคาแพง ด้วยความคารวะรสกล่มกล่อมลิ้นจึงเรียกว่า "เห็ดโคนน้อย" ทั้งที่จริงเห็นโคนป่า และ เห็ดถั่วเน่า ต่างเหล่ากอ สายพันธุ์ไกลลิบ

-เห็ดถั่วเน่า ขึ้นได้บนซากพืชหลายชนิดนอกเหนือจากถั่วเหลือง เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด กากถั่วเขียว แม้กระทั้งแฝก หรือ หญ้าที่กำลังเน่าเปลื่อย ราของเห็ดถั่วเน่า มีในธรรมชาติเส้นใยหยาบ ใหญ่ สีขาว มองเห็นได้ในห้วงที่พืชเริ่มย่อย และมีความร้อนในกองสูง จึงนับว่ามีประโยชน์ในการย่อยสลายซากพืชให้มีขนาดเล็กลงก่อนที่ราอื่นๆจะรับหน้าที่ต่อ


-ในเมืองไทยมีการเพาะเห็ดชนิดนี้เป็นการค้า ผลผลิตส่วนใหญ่ ต้ม ดองในน้ำเกลือบรรจุขวด หรือ กระป๋องเพื่อส่งออกต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน จีน สิงค์โปร มาเลเซีย และญี่ปุ่น เป็นมูลค่าไม่น้อย

-เห็ดถั่วเน่าเพาะได้สองแบบ คือ แบบธรรมชาติ และแบบอุตสหกรรม(เพาะในโรงเรือน)



-การเพาะเห็ดถั่วเน่าในธรรมชาติ ทำได้ง่ายโดย

1.กองซากซัง เช่น กากถั่วเหลือง สูงประมาณ 1 คืบ โรยปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น 46-0-0 หรือ 21-0-0 แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

2.หากฝนตกชุกคลุมผ้าพลาสติก อบกองเชื้อให้ร้อน แต่ถ้าไม่มีฝนคลุมวัสดุพลางแสง เช่น ทางมะพร้าว หรือ สแลนพลาสติก แต่ต้องหมั่นรดน้ำไม่ให้กองแห้ง

3.ห้วง 3-5 วันแรก อากาศในกองวัสดุร้อน อาจมองเห็นไอร้อนจากกองวัสดุเป็นควัน เป็นเวลาที่เส้นใยราเจริญเติบโต จากนั้น 3-4 วัน เส้นใยหนาแน่นขึ้น เห็นเป็นสีขาวเต็มกอง และเริ่มเป็นตุ่มดอกเห็ดเกิดขึ้น จากนั้น 1-2 วันก็สามารถทยอยเก็บดอกเห็ดไปรับประทานได้ โดยต้องเก็บทุกวัน และควรเก็บเวลาบ่าย หากเก็บตอนเช้าจะต้องเก็บตอนเย็นอีกรอบเพราะเห็ดเจริญเติบโตไว(บานไว)

-เห็ดถั่วเน่า ออกดอกมาก ทานไม่ทัน อาจเก็บไว้ได้นานโดยวิธีง่าย แค่ เก็บมาตัดราก ทำความสะอาดโดยการล้างน้ำ วางให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่ถุง บรรจุในตู้เย็น ช่องแช่แข็งเก็บไว้ได้นานนับปีโดยไม่เสียรสชาดและความสด ส่วนเทคนิคในการประกอบอาหารคือ ปรุงเครื่องผัด หรือ เครื่องต้ม-แกงไว้ก่อน รอจนเดือด ใส่เห็ดถั่วเน่าที่แช่แข็งไว้โดยไม่ต้องนำมาละลายน้ำก่อน


-เห็ดถั่วเน่า นอกจากทานอร่อย ยังมีสรรพคุณทางยา เป็นที่ยอมรับ คือ มีวิตามิน หลากหลายชนิด และมีอนุมูลอิสระ ต่อต้านมะเร็ง ป้องกันเชื้อไวรัสในคน


-เห็ดถั่วเน่ามีราคาถูก และหาทานง่ายพอควรในฤดูกาลนี้ ลองทานดูสักครั้งซิครับ อาจติดใจจนลืมไม่ลง
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 91
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: เทคนิคต่างๆในการพัฒนาการเกษตรและปศุสัตว์

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อาทิตย์ 04 ก.พ. 2018 10:15 am

เคล็ดลับการทำให้ต้นบัวดินออกดอก

20180115_105638_resize.jpg
20180115_105638_resize.jpg (221.25 KiB) เปิดดู 67 ครั้ง


หากต้องการให้ออกดอกควรงดให้น้ำ ๑ - ๒ เดือน จากนั้นให้รดน้ำติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วันติดกันก็จะทำให้บัวดินออกดอกตามช่วงเวลาที่เราต้องการ ส่วนการปลูกลงดินให้ใช้วิธี ขุดหัวบัวดินขึ้นมาผึ่งลมไว้ประมาณ ๖ - ๑๐ สัปดาห์จากนั้นนำไปปลูกใหม่ก็จะทำให้ออกดอกได้เช่นกัน
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 757
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง บ้านเพียงพอ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron