เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงใหม่

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงให

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 10:12 pm

#ประวัติชุมชนตำบลแม่แวน

ตำบลแม่แวนประกอบด้วยชุมชน ๑๑ หมู่บ้าน ได้แก่บ้านล้อง บ้านแม่เหียะ บ้านเหล่า บ้านป่าแขม บ้านแม่แวน บ้านหนองบัว บ้านแม่พวก บ้านขุนแจ๋ บ้านไชยงาม บ้านร่มเกล้าและบ้านสามลี่ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม บ้านล้อง ตั้งเมื่อพ.ศ.๒๔๓๒ บุคคลกลุ่มแรกมาจากอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยการนำของนายคำ ลองวิลัย จากการสืบค้นทราบว่ามีวัดร้างตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน ๕ แห่งในจำนวนนี้ถูกน้ำกัดเซาะไปแล้ว ๓ แห่ง ที่มีหลักฐานชัดเจนคือ วัดพระธาตุสบแวน คงเหลือเจดีย์ ๑ องค์ได้รับการบูรณะแล้วและวัดต้นค่า นอกจากนั้นยังพบพระพุทธรูปศิลปะล้านนาตอนปลาย “พระสิงห์สาม” ในลำน้ำแม่แวน บ้านแม่เหียะ ตั้งขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๗๕ เดิมชื่อบ้านต้นแหน แต่เนื่องจากคนก่อตั้งหมู่บ้านกลุ่มแรกส่วนใหญ่มาจากบ้านแม่เหียะ อำเภอหางดง ได้แก่อุ๊ยแดง อุ๊ยมี อุ๊ยน้อยและอุ๊ยมูล จึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อภูมิลำเนาเดิมนายแสน ศรีธิ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก พบซากโบราณสถานที่เป็นวัดร้าง ๒ แห่ง คือวัดตะโขแดแล และลอมวัดน้อย บ้านเหล่า เดิมชื่อบ้านต้นม่วงตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.ใดไม่มีหลักฐานปรากฏคาดว่าประมาณ ๑๐๐ ปีล่วงมาแล้ว นายมูล วรรณกูล เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก พบซากโบราณสถานที่เชื่อว่าเป็นวัดร้าง ๑ แห่ง ชื่อวัดต้นม่วง บ้านป่าแขม เป็นหมู่บ้านตั้งขึ้นใหม่ในเขตนิคมสหกรณ์พร้าว เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๑๓ คนกลุ่มแรกที่ก่อตั้งหมู่บ้านคือครอบครัวนายเขียมไชยรวม และครอบครัวนายฝูง พันอัน นิยมเรียกว่าบ้านดงป่าแขมหรือดงสมบัติ นายเขียว ไชยลอม เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ๑๐ ไร่กว่าเพื่อสร้างวัด พบซากโบราณสถานวัดร้าง ๑ แห่งชื่อวัดน้อย หรือลอมวัดน้อย บ้านแม่แวน เป็นชุมชนเดิมไม่มีหลักฐานปรากฏว่ากลุ่มบุคคลใดเป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน และตั้งขึ้นเมื่อใด มีข้อมูลเล่าว่าสมัยที่พ่อน้อยก๋องแก้ว(ไม่ทราบนามสกุล)ยังเป็นเด็กในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าาฯ(ยุคพญาเขื่อนเมืองสร้างเมืองพร้าว) หมู่บ้านแห่งนี้ก็ตั้งเป็นชุมชนแล้วจึงสันนิษฐานได้ว่ามีอายุใกล้เคียงกับเวียงพร้าว หลักฐานเก่าแก่ที่สุดคืออุโบสถของวัดแม่แวนสร้างและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากเวทีชุมชนว่าชุมชนบ้านแม่แวนเดิมเรียกว่าแม่แวนหลวง เพราะเป็นชุมชนใหญ่ ครอบคลุมทั้งบ้านเหล่า หนองบัวและป่าแขม มีลักษณะพิเศษคือ ที่ตั้งวัดอยู่กลางทุ่งนาห่างจากชุมชน เคยถูกน้ำท่วมหลายครั้ง บ้านหนองบัว ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าได้รับการประกาศเป็นหมู่บ้านเมื่อใด มีผู้จำความได้ว่า นายติ๊บ สีสัน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก มักเรียกชื่อบ้านว่า “แม่แวนหนองบัว ” ไม่พบซากโบราณสถาน บ้านแม่พวก เป็นชุมชนที่ตั้งขึ้นหลังการจัดสรรที่ทำกินในเขตนิคมสหกรณ์(พ.ศ.๒๕๑๓) พบซากโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่าง ๆ ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นโบราณสถานประเภทใดเคยมีวัดร้างหรือไม่อย่างไร บ้านขุนแจ๋ ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอและจีนฮ่อ คนกลุ่มแรกที่ก่อตั้งหมู่บ้านเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากประเทศพม่าแต่ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.ใด จากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนทราบว่ามีซากโบราณวัตถุประเภทอิฐก้อนใหญ่ เชื่อว่าเคยเป็นวัดร้างอยู่ตามยอดดอยหลายจุด(ยังไม่ได้สำรวจพื้นที่) บ้านไชยงาม ตั้งเป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๐ โดยแยกมาจากบ้านแม่เหียะ บ้านร่มเกล้าเดิมชื่อบ้านป๋างป๋อ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎร และตั้งเป็นหมู่บ้าน โดยใช้ชื่อว่าบ้านสหกรณ์นิคมร่มเกล้า แต่ในทางราชการเรียกโดยย่อว่า “บ้านร่มเกล้า” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการนำระบบสหกรณ์มาใช้แก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร อีกทั้งยังได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้ด้วย ประกาศตั้งหมู่บ้านเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๗ บ้านสามลี่ เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐เดิมเป็นหย่อมบ้านบริวารของบ้านขุนแจ๋ หมู่ที่ ๘ ประกอบด้วยบ้านสามลี่ บ้านแม่แวนน้อยและห้วยทรายขาว ที่หย่อมบ้านแม่แวนน้อยพบรอยเท้ามนุษย์บนหินเชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาท ๒ รอย(ซ้าย-ขวา) ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลกชื่อว่า รอยพระบาทต้นน้ำ และพบซากโบราณสถานที่เป็นวัดร้างกอีก ๒ แห่ง ชื่อ คาลาจู(ภาษาลีซู) และวัดห้วยโป่ง คำขวัญประจำตำบล “ ถิ่นกำเนิดลำน้ำแวน ดินแดนพระสิงห์สาม ดอยเกษตรงาม ลือนามประเพณี ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 850
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงให

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 10:13 pm

#ประวัติชุมชนตำบลป่าไหน่

ชุมชนในตำบลป่าไหน่ เป็นชุมชนใหญ่ซึ่งมีบ้านเหล่าหรือบ้านเหล่าหลวงชุมชนแรกเป็นหลักประกอบกับอีก ๘ ชุมชนที่เกิดขึ้นในภายหลัง เนื่องจากการเพิ่มจำนวนประชากรและการอพยพเข้ามาหาที่ทำกินจากอำเภอสันทราย และจังหวดลำปาง บ้านป่าไหน่ ตั้งราว พ.ศ. ๒๔๙๒ มาจากบ้านเหล่าหลวงหรือบ้านเหล่า โดยการนำของ ลุงใหม่และพวก นำสัตว์เข้ามาเลี้ยง พักค้างแรม และก่อตั้งเป็นชุมชนขึ้น ผู้ใหญ่บ้านคนแรก ชื่อนายก๋องใจ (ไม่ทราบนามสกุล) มีโบราณสถานและวัดร้าง ๖ แห่งไม่มีชื่อในทะเบียนวัดร้าง คือ วัดสันมน วัดห่างอุ๊ยปา วัดดงสะเคียน วัดดงเก๊าแดง วัดแม่กอย และโบราณสถานสันป่าโย (ไม่สามารถระบุได้ว่าเคยเป็นวัดร้างหรือไม่) บ้านสันยาว ราว พ.ศ. ๒๔๐๐ ครอบครัวของพ่ออุ๊ยใจมา ไชยวรรณา และพ่ออุ๊ยตา จอมธรรม อพยพมาจากเมืองเชียงใหม่มาตั้งถิ่นฐานได้ร่วมกันบูรณะวัดตาลเปี้ย(ร้าง) ขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ได้ปลี่ยนชื่อวัดให้ตรงกับชื่อของหมู่บ้าน มีวัดร้าง ๓ แห่งแต่ไม่มีชื่อในทะเบียนวัดร้างคือวัดสันขะเจ๊าะ วัดต๋าลเปี้ย และวัดร้างไม่ทราบชื่อ บ้านเหล่า เดิมเรียกบ้านเหล่าหลวง ก่อตั้งราว พ.ศ. ๒๔๑๕ คนกลุ่มแรกมาจากจังหวัดลำปางและอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้นำหมู่บ้านคนแรกคือ นายวงศ์ (ไม่ทราบนามสกุล) มีวัดร้างในชุมชน ๒ แห่ง คือวัดดงมะดะ และวัดดงป่าเขียะ ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนวัดร้างกับข้อมูลที่ได้จากเวทีชุมชนพบว่าชื่อและที่ตั้งสลับกัน วัดดงมะดะ(ร้าง)ตั้งอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำขุนโก๋น วัดดงป่าเขียะ ปัจจุบันเป็นสำนักสงฆ์วัดดงมะดะ(ธรรมยุต) พบวัดร้างในเขตบนภูเขา ๙ แห่ง คือวัดห้วยป่ากล้วย วัดต้นขนุน(ขุนห้วยงูเหลือม) วัดห้วยฝั่งตื้น วัดพระขาวแก้ว วัดห้วยกั๋นจัย (ห้วยบ้านห่าง) วัดห่างป่าหญ้าไทร วัดห่างบ้านอาแย วัดห่างบ้านอาเส่ และวัดร้างไม่ทราบชื่อ บ้านตีนธาตุ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ มีชื่อเรียกหลายชื่อคือบ้านศรีบุญเรือง บ้านเหล่าน้อย บ้านใหม่บ้าง คนกลุ่มแรกมาจากอำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันทราย โดยการนำของนายคำ สวะกิจ พบเจดีย์ขนาดเท่าจอมปลวก เล่ากันว่าสมัยก่อนนั้นมีคนพบเห็นพระธาตุเสด็จออกเป็นแสงสว่างจ้าในเทศกาลสำคัญทางศาสนาพระครูบาศรีวิชัยได้มาบูรณะเจดีย์นี้เรียกกันว่าพระธาตุขุนโก๋นหรือพระธาตุหัวเมืองขุนโก๋น มีโบราณสถานเป็นวัดร้าง ๓ แห่ง คือ วัดป่าลัน(มีชื่อในทะเบียนวัดร้าง) วัดสะหลีปันต้นและวัดเก๊าม่วง (ตกสำรวจวัดร้าง)นอกจากนั้นในที่ทำกินไร่สวนของราษฎรยังพบซากเตาหลอมโลหะ เศษกระเบื้อง ถ้วยชาม และวัตถุโบราณ เชื่อว่าเคยมีชุมชนตั้งอยู่ก่อนหลายยุคด้วยกันบ้านสันกลาง ตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๑ เดิมชื่อ ป่าบงกลาง คนกลุ่มแรกมาจากบ้านตีนธาตุ ตำบลป่าไหน่ โดยการนำของนายสามแก้ว (ไม่ทราบนามสกุล) พบซากโบราณสถาน ๑ แห่งไม่ทราบชื่อและประวัติ บ้านสันปอธง ก่อตั้งเป็นชุมชนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ผู้นำหมู่บ้านคนแรกชื่อ นายหลวง (ไม่ทราบนามสกุล) มีวัดร้าง ๒ แห่งชื่อวัดสันปอธง(ร้าง) เชื่อว่าเป็นวัดเดิมของหมู่บ้านที่ย้ายที่ตั้งใหม่มาอยู่ที่วัดสันปอธงปัจจุบัน บ้านม่วงถ้อย ตั้งขึ้นราว พ.ศ.๒๔๒๕ พบซากโบราณสถานเป็นวัดร้างไม่ทราบชื่อ ๑ แห่ง บ้านโละปูเลย ตั้งขึ้นราว พ.ศ.๒๓๒๕ ผู้นำหมู่บ้านคนแรก คือ นายตา อินต๊ะนนท์ บ้านม่วงคำ ตั้งเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๔๐ คนกลุ่มแรกที่มาตั้งถิ่นฐาน ได้แก่ นายอ้าย นางปุ๊ นายคำ นายอิ่นแก้ว นายใจ๋ นายปั๋น นายจั๋น เป็นต้น พบวัดร้าง ๒ แห่ง คือวัดดอกบัวนาค และวัดม่วงคำได้บูรณะและยกขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแล้ว บ้านสันต๊ะผาบ เป็นหมู่บ้านที่แยกมาจากหมู่บ้านม่วงถ้อย เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๗ คนกลุ่มแรกที่มาตั้งถิ่นฐานคือ ครอบครัวของพ่ออุ๊ยวัน แม่อุ๊ยบัว คำหนัก ครอบครัวพ่อสม แม่อ้วน ทรายคำ และญาติ มีชื่อผู้นำชุมชน “ท้าวพญาผาบ” หรือพญาผาบ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เวียงพร้าวในสมัยพญาเขื่อนเมือง (พ.ศ. ๒๔๑๐-๒๔๑๔) ชาวบ้านได้บูรณะพัฒนาวัดสันต๊ะผาบ(ร้าง)ขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา วัดนี้เดิมเรียกว่า วัดคันธกุฎี คำขวัญประจำตำบลป่าไหน่ “ ป่าไม้เมืองงาม ลือนามพระธาตุขุนโก๋น พืชผลเกษตรดินดี เขียวขจีข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ ”
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 850
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงให

โพสต์โดย น้ำฟ้า » เสาร์ 04 มี.ค. 2017 10:14 pm

#ประวัติชุมชนตำบลโหล่งขอด

ชุมชนตำบลโหล่งขอด ชื่อของตำบลเกี่ยวกับตามตำนานพระเจ้าเลียบโลก เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดชาวพื้นเมืองแถบนี้ ทรงรับบิณฑบาตได้ภัตตาหารมากจนสายสลกบาตรขาด ต้องผูกเป็นปม (ภาษาถิ่นว่าขอดเป็นปม) ประกอบด้วยชุมชน ๙ หมู่บ้านบ้านทุ่งแดง แถบนี้เคยมีวัวแดงอยู่มาก เรียกว่ า “ทุ่งวัวแดง” แต่ต่อมาป่าไม้ถูกทำลายน้ำที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ก็แห้งขอด วัวแดงหายไป เหลือไว้แต่ดินแห้งสีแดง จึงเรียกเป็น “ทุ่งแดง” มีศาสนสถาน ๒ แห่ง คือวัดทุ่งแดง และวัดเจติยบรรพต สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต พบซากโบราณสถานที่เชื่อว่าเป็นวัดร้าง ๓ แห่ง คือ วัดห้วยบ้านเก่า วัดห้วยเปียง และวัดสันป่ายาง ชาวบ้านทุ่งแดงเคยเข้าไปทำกิน ปลูกข้าวและพืชสวนที่ห้วยปุยหลายครอบครัว ปัจจุบันเขตห้วยปุยยังเป็นที่ทำกินแต่ไม่มีผู้คนเข้าไปพักอาศัยบ้านป่าแต้ง ตั้งเป็นชุมชนในเวลาใกล้เคียงกับบ้านทุ่งแดง คนกลุ่มแรกอพยพมาจากอำเภอสันกำแพง (ค้าขาย หรือมาทำป่าไม้) พบซากโบราณสถาน ๓ แห่ง คือ วัดดงมะไฟ วัดขุมเงินขุมคำและวัดร้างไม่ทราบชื่อ บ้านนาเม็ง ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๙ สันนิษฐานว่าใช้ชื่อชุมชนเดิมของคนที่อพยพมาจากบ้านนาเม็ง อำเภอสันทราย มีวัดนาเม็งเป็นศาสนสถานบ้านแม่บอน มีอายุกว่าร้อยปี ตั้งชื่อตามชื่อลำห้วยแม่บอน วัดดงมะไฟเป็นศาสนสถาน พบซากโบราณสถานเชื่อว่าเป็นวัดร้างจำนวน ๓ แห่ง คือ วัดดงแสนตอง วัดห้วยบ้านเก่า วัดร้างไม่ทราบชื่อ อีกแห่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่าแท่นฤาษี ไม่ปรากฏหลักฐานหรือคำบอกเล่าว่าเป็นวัดร้างแต่อย่างใดบ้านป่าห้า ตั้งเป็นชุมชนราว พ.ศ. ๒๔๐๐ มีศาสนสถานคือ วัดป่าห้า มีปูชนียสถานตั้งอยู่บนเขาท้ายหมู่บ้านชื่อ “พระธาตุม่วงเนิ้ง” บ้านหลวง มีอายุกว่า ๗๐๐ ปี เป็นชุมชนใหญ่มาก จึงได้ชื่อว่า“บ้านหลวง” มีวัดบ้านหลวงเป็นศาสนสถาน ในหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียงพบซากโบราณสถานที่เชื่อว่าเป็นวัดร้างมาก่อนจำนวนกว่า ๑๑ แห่ง ได้แก่ วัดบ้านหลวง(ร้าง) วัดพระธาตุดอยเวียง วัดก๊างบอกไฟ นาวัดห่าง ปางปุย ดงผีฮ้าย ทุ่งเก๊าลาน หนองฆ้องคำ ห้วยตองหนาม ห้วยเขียะและดงปูแกง สันนิษฐานได้ว่าบริเวณบ้านหลวงนี้เคยเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และอาจเป็นที่ตั้งของเวียงหรือเมืองใดเมืองหนึ่งในอดีต บ้านแม่สาย หรือแม่สายป่าเหมี้ยง ตั้งขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๗๖สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีธรรมชาติที่สวยงาม อาทิ น้ำตกตาดเหมืองชาวบ้านส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำเหมี้ยง(เก็บใบชามานึ่ง) จึงทำให้ได้ชื่อ บ้านป่าเหมี้ยง พบซากโบราณสถานที่เป็นสถานที่พำนักปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตและหลวงปู่แหวนสุจิณโณ บ้านฮ่างต่ำ ตั้งขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๙๗ พบซากโบราณสถาน ๔ แห่ง คือ วัดดอยสามเหลี่ยมวัดห้วยไคร้ (๒ วัด) วัดประตูโขง(ร้าง) บ้านแม่สายนาเลา เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ตั้งเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๖ มีศาสนสถานชื่อ พระธาตุขันติธรรม พบซากโบราณสถาน ๔ แห่งคือ วัดขั้นไดหิน พระธาตุห้วยกุ๊ก วัดห่างนาเลา และป่าช้าลัวะคำขวัญประจำตำบล “ พระธาตุม่วงเนิ้งถิ่นธรรม ดอยหลวงสูงล้ำเด่นสง่ารักษ์ประเพณีไทยล้านนา ลำน้ำขอดล้นค่าเกษตรกรรม ”


#ประวัติชุมชนตำบลแม่ปั๋ง

ตำบลแม่ปั๋งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ประกอบด้วย ๑๔ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านห้วยงู ตั้งเมื่อราว ๑๐๐ปีก่อน คนย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ พบโบราณสถานแห่งหนึ่งเรียกว่าสันเวียงหรือ วังฆ้อง เนื่องจากมีคนได้ยินเสียงแห่ฆ้องกลองมาจากในถ้ำโดยเฉพาะคืนวันเพ็ญวันสำคัญทางศาสน คนรุ่นปู่อายุ ๗๕ ปีเล่าสืบกันมาว่าในถ้ำมีเครื่องใช้เครื่องครัวสามารถหยิบยืมมาใช้ในงานประเพณีของชาวบ้านได้ ต่อมาภายหลังเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เกิดน้ำท่วมสูงถึงปากถ้ำ หินทรายทับถมหน้าถ้ำจนไม่สามารถเข้าไปได้อีก นอกจากนี้ยังพบซากโบราณสถานซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นวัดร้างมาก่อนอีก ๔ แห่ง คือ ที่ห้วยเกี๋ยงซาง ๒ แห่ง ธาตุห้วยกะเราะมอ วัดน้ำบ่อลึก บ้านประดู่ อายุประมาณร้อยปี ชาวบ้านสืบเชื้อสายมาจากไทลื้อ พ่อหลวงตุ้ย (ไม่ทราบนามสกุล)เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก บ้านแม่แพง เดิมตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ตั้งปัจจุบัน เป็นคนเชื้อสายชาวไทยลื้อ ย้ายถิ่นฐานมาทำกินจากบ้านช่อแล อำเภอแม่แตงมีพ่อแก่ผัด วิกัน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก แต่เนื่องจากบ้านแม่แพงเดิมตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม เป็นเขตน้ำท่วมของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ทางราชการโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้ราษฎรใหม่ในรูปนิคมสหกรณ์แบ่งออกเป็น ๓ แปลงใหญ่คือบ้านแม่แพง บ้านผาแดง และบ้านโป่งบัวบาน บ้านสบปั๋ง เป็นหมู่บ้านดั้งเดิมสันนิษฐานว่ามีผู้คนมาตั้งรกรากอยู่แถบนี้ก่อนสร้างเมืองพร้าว ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวไทยลื้อ มีวัดพระเจ้าตนหลวงเป็นศาสนสถานประจำหมู่บ้าน วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปศิลปะผสมล้านนากับสุโขทัย ถูกทิ้งร้างตั้งอยู่กลางป่าได้รับการบูรณะและขึ้นทะเบียนเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระเจ้านั่งช้างที่บนยอดเขาใกล้หมู่บ้านมีเจดีย์องค์หนึ่งเรียกว่า“ พระธาตุกาหลง ”บ้านแม่ปั๋ง เป็นหมู่บ้านดั้งเดิมมีอายุกว่าร้อยปี สืบเชื้อสายมาจากชาวไทยลื้อ บุคคลสำคัญของหมู่บ้าน ได้แก่พ่อท้าวพระยาจักรเป็นผู้นำคนแรก ผู้นำชุมชนที่ได้รับเลือกเป็นกำนันตำบลแม่ปั๋งคือ พ่อแคว่นสุยะ ประเรืองไร และพ่อกำนันประวัติ คำเมรุ พบซากโบราณสถานซึ่งเชื่อว่าเป็นวัดร้างมาก่อน คือ ซากโบสถ์เก่าของวัดแม่ปั๋ง และวัดแม่ปั๋ง(ร้าง)อีกแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากวัดแม่ปั๋ง ปัจจุบัน บ้านทุ่งบวกข้าว เดิมเป็นหมู่บ้านเดียวกับบ้านแม่ปั๋ง แต่ไม่มีหลักฐานหรือพยานบุคคลยืนยันว่าตั้งเป็นหมู่บ้านเมื่อใด สันนิษฐานจากคำบอกเล่าและสำเนียงการพูดมีความเป็นได้ว่าสืบเชื้อสายมาจากไทลื้อเช่นเดียวกัน พบซากโบราณสถานที่เชื่อว่าน่าจะเคยเป็นวัดร้าง คือ พระธาตุดอยนะโม (เดิมเรียกน้ำมัว) วัดห้วยพระเจ้า และทุ่งเงี้ยว บ้านขุนปั๋ง ตั้งเป็นชุมชนราว พ.ศ.๒๔๗๔ เป็นชุมชนชาวบ้านที่ปลูกเหมี้ยง มีลักษณะทางธรรมชาติเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ บ้านห้วยทราย เป็นหมู่บ้านดั้งเดิมมีอายุประมาณหนึ่งร้อยปีประวัติที่มาของหมู่บ้านไม่ปรากฏชัดเจน ทราบเพียงว่าชาวบ้านอพยพมาจากบนดอยและมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือ พ่อหลวงปั๋น ตันกุณะ พบโบราณสถาน ๒ แห่ง คือวัดห้วยทราย(ร้าง)และดงเจ้านาย บ้านม่อนหินไหล เป็นหมู่บ้านดั้งเดิม มีอายุประมาณร้อยปีตั้งอยู่บนภูเขาสูงการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านต้องผ่านภูเขาสูง ซึ่งภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “ม่อน” ที่มีความชันมาก แม้ลูกหินยังไม่สามารถจะเกาะตัวอยู่ได้อย่างสนิทจะเลื่อนไหลลงสู่พื้นด้านล่างเคยเป็นพื้นที่ปลูกและเก็บใบเหมี้ยงขายเช่นเดียวกับขุนปั๋ง เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตอุทยานศรีล้านนาและสามารถเดินทางผ่านป่าเขาไปสู่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตงได้ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติ บ้านศรีประดู่ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งใหม่จากการจัดสรรที่ทำกินในรูปแบบนิคมสหกรณ์ ชาวบ้านส่วนใหญ่มาจากบ้านประดู่ และบ้านห้วยทราย รวมทั้งเกษตรกรจากที่อื่นๆประกาศเป็นหมู่บ้านทางราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ กรมส่งเสริมสหกรณ์อนุญาตให้ใช้พื้นที่๘๐ กว่าไร่สร้างวัด “วัดป่าสหธรรมิการาม” บ้านโป่ง หรือบ้านโป่งบัวบาน ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ ในเขตนิคมสหกรณ์พร้าว ราษฎรส่วนใหญ่มาจากบ้านแม่แพงและที่อื่น ๆ ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินสร้างวัดประจำหมู่บ้าน ไม่พบซากโบราณสถานใดๆ บ้านผาแดง เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่คล้ายกับบ้านโป่งบัวบาน ราษฎรส่วนใหญ่มาจากบ้านแม่แพง(เดิม) ที่อยู่ใกล้กับเขตน้ำท่วมเหนือเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล พบวัดร้าง ๑ แห่ง เรียกว่าวัดผาแดงได้บูรณะพัฒนาเพื่อยกเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา บ้านเฉลิมราช เดิมเป็นหย่อมบ้านของบ้านห้วยทราย เดิมเรียกกันว่าบ้านแม่สูน ซึ่งเป็นชื่อของลำห้วย ได้รับการประกาศตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ มีวัดร้างแห่ง ๑ ชื่อวัดสันกำแพงหรือสันกำแพงงาม ปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะพัฒนาเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกฎมหาเถรสมาคมแล้ว บ้านสันติสุขเดิมเป็นหมู่บ้านเดียวกันกับบ้านแม่ปั๋ง ประกาศเป็นหมู่บ้านเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ เป็นที่ตั้งของวัดดอยแม่ปั๋ง ศาสนสถานซึ่งเคยเป็นที่พำนักปฏิบัติธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ บริเวณบนดอยแม่ปั๋งมีลักษณะเป็นคันดิน คล้ายคูเมืองหรือเวียงเก่า คนรุ่นอายุเกิน ๗๐ ปีเล่าว่าสถานที่แห่งนี้เรียกม่อนเวียง สันนิษฐานว่าเป็นเวียงเก่าของเจ้าผู้ครองเมืองพร้าวยุคใดยุคหนึ่งหรืออาจเป็นที่ตั้งทัพ ปัจจุบันยังพอจะมองเห็นร่องรอยของคันดินได้บางส่วน คำขวัญประจำตำบล“ ดอยแม่ปั๋งล้ำค่า งามสง่าประเพณี กินอยู่ดีเกษตรกรรม สวยล้ำน้ำตกม่อนหินไหล น้ำใจมากล้นคนมีอารยธรรม ”


ที่มาข้อมูลรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการการสืบค้นประวัติศาสตร์เมืองพร้าวผ่านกระบวนการศึกษาวัดร้างอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดย มนัส ตันสุภายน และคณะ
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 850
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงให

โพสต์โดย น้ำฟ้า » จันทร์ 14 ส.ค. 2017 7:19 am

พระ พระหน้อย วัดขามสุ่มเวียง พ.ศ.๒๕๐๙

20728159_1764107463660728_1330705661290970076_n.jpg
20728159_1764107463660728_1330705661290970076_n.jpg (97.4 KiB) เปิดดู 1347 ครั้ง


ภาพ : kanphicha weschakij
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 850
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงให

โพสต์โดย น้ำฟ้า » จันทร์ 14 ส.ค. 2017 7:21 am

พ.ศ. ๒๕๐๙ พ่อครูอินปัน เวชกิจ มัดมือนาค พ่อจรัญ เวชกิจ
นาคคู่กัน คือลุง หนัม ศิริศักดิ์ พานิชกุล แม่บัวคำ พานิชกุล กำลังมืดมือ
ด้านหลังคือหมอขวัญ จื้อ พ่อหนานมอย จิตเมตตา

20708199_1764114466993361_7438307950844161413_n.jpg
20708199_1764114466993361_7438307950844161413_n.jpg (71.52 KiB) เปิดดู 1347 ครั้ง


ภาพ : kanphicha weschakij
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 850
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: เล่าเรื่องเมืองพร้าว เมืองเก่าเมืองพร้าววังหิน จ.เชียงให

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » อาทิตย์ 28 ต.ค. 2018 7:40 am

พระเจ้าล้านทอง และวัดพระเจ้าล้านทอง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

20181019_122613_resize.jpg
20181019_122613_resize.jpg (177.93 KiB) เปิดดู 171 ครั้ง



เมื่อเดินทางจากอำเภอพร้าวไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔ กิโลเมตร ไม่นานนักก็จะพบทางแยกไปยังหมู่บ้านหนองปลามัน ตำบลน้ำแพร่ ซึ่งก็คือทางไปวัดพระเจ้าล้านทองนั่นเองวัดแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอพร้าว เนื่องจากสันนิษฐานว่าที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ตั้งเมืองพร้าววังหินหรือเวียงหวายแต่เดิมนั่นเองซึ่งในปัจจุบันยังคงมีคูเมืองหลงเหลือ ให้เห็นอยู่โดยรอบวัด และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่คู่เมืองพร้าว อันได้แก่ “ พระเจ้าล้านทอง ”

พระเจ้าล้านทอง ( พระเจ้าล้านตอง ) ถูกขนานนามว่า " พระเจ้าหลวง " เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพร้าววังหินมาช้านานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อทองสำริด ขนาดหน้าตัก ๑๘๐ เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๒๗๔ เซนติเมตรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุตามประกาศกรมศิลปากรในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ ๒ ตอนที่ ๒ วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘

20181019_121723_resize.jpg
20181019_121723_resize.jpg (157.9 KiB) เปิดดู 171 ครั้ง


วัดพระเจ้าล้านทองเป็นวัดแห่งประวัติศาสตร์ ว่ากันว่าในอดีตนั้น นอกจากวัดแห่งนี้จะเป็นเมืองเก่าแก่แล้ว เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพผ่านเมืองพร้าวนั้น พระองค์ได้ ทรงหยุดทัพ ณ วัดพระเจ้าล้านทองแห่งนี้อีกด้วย วัดพระเจ้าล้านทองนั้นไม่มีพระสงฆ์จำวัดอยู่เลย มีเพียงคำร่ำลือถึงอาถรรพ์ต่างๆ ซึ่งชาวเมืองพร้าวเชื่อกันว่า พระสงฆ์ผู้มีบุญญาธิการจริงๆเท่านั้น จึงจะจำพรรษาอยู่

ณ วัดเก่าแก่แห่งนี้ได้ ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ ของทุกปีนั้น ทางวัดจะมีประเพณีทำบุญเป็นประจำทุกปีนับว่าเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ยังทรงคุณค่าในสายตาของชาวเมืองพร้าวเสมอมา และจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล


ประวัติพระเจ้าล้านทอง


20181019_122047_resize.jpg
20181019_122047_resize.jpg (162.31 KiB) เปิดดู 171 ครั้ง


ตามหนังสือเวียงพร้าววังหิน

" พระเจ้าล้านทองวียงพร้าว เป็นฝีมือการสร้างแบบสุโขทัย สร้างเมื่อจุลศักราช ๘๘๘ และเป็นพระพุทธรูปที่ซึ่งมีความสำคัญทางจิตใจอย่างมาก ต่อคนเมืองพร้าว และทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ เหนือของทุกปี ทางวัดจะมีการจัด ให้มีการสรงน้ำพระขึ้น


ตามหนังสือคนดีเมืองเหนือ

" พ่อท้าวเกษกุมารได้ครองเมืองเชียงใหม่ สืบมาในปี พ.ศ. ๒๐๖๘ ทรงมีพระนามในการขึ้นครองราชย์ว่าพระเมืองเกษเกล้า พระองค์ได้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ที่เมืองพร้าวองค์หนึ่ง ซึ่งหล่อด้วยทองปัญจะโลหะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๙ เรียกว่า พระเจ้าล้านทอง และยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้


ตามหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพร้าวของท่านพระครูโสภณกิติญาณ หน้า ๒

"พระเจ้าล้านทองเรียกอีกนามว่า พระเจ้าหลวง " ที่ฐานพระพุทธรูปมีข้อความจารึกเป็น หนังสือลายฝักขาม ซึ่งท่านผู้รู้ได้แปลไว้บ้างตอนว่า " ศาสนาพระได ๒๐๖๙ วัสสาแล…๘๘๘ ปี รวายเสด หมายความว่า พระพุทธรูปองค์นี้หล่อขึ้นในปี พ.ศ. ๒๐๖๙ ปีจอ อัฐศก" สมัยพระเกษ แก้วครอง เมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีท้าวเชียงตง ครองเวียงพร้าววังหิน ตามข้อมูลจากหนังสือดัง กล่าวสันนิษฐานได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะหล่อขึ้น ณ บริเวณวัดพระเจ้าล้านทองปัจจุบันซึ่งเป็นวัดในตัวเมืองชั้นในสมัยนั้น จากประวัติของเวียงพร้าววังหินจะทราบว่า หลังจากเวียงพร้าววังหินได้ร้างไปเพราะภัยสงครามของพระเจ้ากรุงหงสาวดี แต่ปี ๒๑๐๑ ผู้คนหนีออกจากเมืองหมด ปล่อยให้องค์พระเจ้าล้านทองประดิษฐานอยู่ในเมืองร้างนานถึง ๓๔๙ ปีจนมาถึง พ.ศ.๒๔๕๐ ได้มีดาบสนุ่งขาว ห่มขาวเป็นคนเชื้อชาติลาว เข้ามาอาศัยอยู่ที่วัดสันขวางตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว เชียงใหม่ ชื่อจริงว่าอย่างไรไม่ปรากฎหลักฐานแต่ชาวบ้านในสมันนั้นเรียกว่า ปู่กาเลยังยัง ที่เรียก อย่างนี้เนื่องจากว่า ชาวบ้านได้ยินบทสวดของท่านดาบสท่านนี้ขึ้นต้นว่า "กาเลยังยัง" จึง เรียกชื่อว่า ปู่กาเลยังยังท่านดาบสองค์นี้ชอบกินข้าวกับหัวตะไคร้ใส่ปลาร้าเป็นประจำหรือเป็นอาหารโปรดของท่าน ส่วนท่านกาเลยังยังท่านไม่กลัว เมื่อท่านกาเลยังยังอยู่ที่วัดสันขวางได้ไปเที่ยวชมทิวทัศน์บริเวณวัดพระเจ้าล้านทอง ตั้งอยู่บนฐานอิฐที่ชำรุดทรุดโทรมจะล้มมิล้มแหล่ และองค์พระพุทธรูปก็ถูกไฟป่าที่เผาเศษไม้ใบไม้แห้งกรอบ องค์พระประดิษฐานอยู่จนพระองค์ถูกรมควันไฟจนดำสนิท ท่านกาเลยังยังจึงได้หาก้อนอิฐซึ่งพอหาได้ในบริเวณนั้นมาชุบด้วยน้ำไก๋ (ชื่อไม้ชนิดหนึ่งมียางเหนียว) ซึ่งอยู่แถวนั้นมากมาย แล้วนำอิฐที่ชุบไก๋แล้วมาซ่อมแซมฐานพระพุทธรูป จนเป็นที่มั่นคงแล้วได้สร้างเพิงหมาแหงนด้วยเสาสี่ต้น มุงด้วยหญ้าคาเนื่องจากขาดคนดูแล เพิงหมาแหงนจึงถูกไฟป่าเผาไหม้หมด จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านครูบาอินตา สาธร เจ้าอาวาสวัดหนองปลามัน ได้ร่วมกับคณะศรัทธามีความคิดที่จะบูรณะ

บริเวณวัดพระเจ้าล้านทองนั้นชาวบ้านไม่อยากสัญจรเข้าไป เนื่องจากกลัวต่อภูติผีปีศาจตามคำบอกเล่าของคนเฒ่า ใครไปทำอะไรแถวๆ นั้น มักจะเกิดความวิปริตจิตฟั่นเฟือน พูดจาไม่รู้เรื่อง เดือดร้อนถึงหมอผีต้องทำบนบานศาลกล่าวถึงจะหาย บางคนถึงตายไปก็มี
จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านครูบาอินตา สาธร ได้ไปขอกุฎิวัดสันขวางของ ท่านครูบาปัญญา เชื้อสายไทยใหญ่ซึ่งชาวบ้านจะเผาทิ้ง นำมาสร้างวิหารเพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์พระเจ้าล้านทอง สาเหตุที่ชาวบ้านจะเผากุฏิ เนื่องจากกุฏิวัดสันขวางหลังนี้ ได้มาโดยท่าน พระยาเพชร และแม่เจ้านางแพอุทิศบ้านไม้สักขนาดใหญ่ของตนเอง สร้างเป็นกุฏิถวายแด่ท่านครูบาไว้เป็นที่จำวัดและอาศัย ซึ่งท่านทั้งสองมีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านครูบามาก แต่หลังจากได้สร้างกุฏิหลังใหม่ถวายได้ไม่นาน ท่านก็เกิดอาพาธทั้งๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ชาวบ้านซึ่งมีความรักในตัวครูบาเป็นอย่างมาก ต่างก็ลงความเห็นว่าอาการเจ็บป่วยของท่านคงมาจากกุฏิหลังใหม่เป็นแน่ ความทราบไปถึงครูบาอินตาซึ่งเป็นเจ้าอาวาส "วัดหนองปลามัน " จึงได้ไปขอกุฏิหลังนี้แล้วนำไปสร้างวิหาร ณ วัดพระเจ้าล้านทอง (ขณะนี้เหลือแต่ฐานของวิหารเท่านั้น ซึ่งอยู่ ทางทิศตะวันออกของวิหารหลังปัจจุบัน)

ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้มีท่านครูบาอินถา แห่ง วัดพระเจ้าตนหลวง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มาเป็นองค์ประธานก่อสร้างวิหาร แบบจตุรมุขทางทิศตะวันตกของวิหารหลังเดิมจนเสร็จได้ประมาณ ๘๐ % เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ แล้วได้ย้ายองค์พระเจ้าล้านทองขึ้นมาประดิษฐาน ณ วิหารหลังปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๑ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ตรงกับเดือน ๕ เหนือ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีกุน จุลศักราช ๑๓๓๓ ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มีการซ่อมแซมวิหารแบบจตุรมุข ให้มีสภาพดีขึ้นโดยการนำของ ท่านพระบุญชุ่มญาณสังวโร แห่งวัดพระธาตุดอนเมือง อำเภอท่าขี้เหล็ก สหภาพเชียงตุง ประเทศพม่า โดยมีพล.ท.ภุชงค์ นิลขำ (ถึงแก่กรรมแล้ว) กับคุณเทอดศักดิ์ แก้วสว่าง ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินใน การซ่อมแซม วิหารหลังนี้ ด้วยเงินประมาณ ๑ ล้านบาทเศษ

นับได้ว่าวัดพระเจ้าล้านทองเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่สร้างมาแต่สมัยเวียงพร้าววังหิน เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญ และมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ควรค่าแก่การรักษาไว้ให้เป็นเดชเป็นศรีแก่เมืองพร้าวสืบไป

20181019_121527_resize.jpg
20181019_121527_resize.jpg (139.05 KiB) เปิดดู 171 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเรียนหัดเขียน
นักเรียนหัดเขียน
 
โพสต์: 38
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน

cron