อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

เสวนาภาษาไทย

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » อาทิตย์ 28 ต.ค. 2018 4:53 pm

วัดอินทขิล สะดือเมือง วัดโบราณเมืองเชียงใหม่

วัดอินทขิล ได้เจริญรุ่งเรืองมีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดเรื่อยมา จากเอกสารสำรวจวัดในสมัยครูบาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง พ.ศ.๒๔๒๕ ยังปรากฏชื่อวัดอินทขิลอยู่ สันนิษฐานว่าวัดอินทขิลได้กลายเป็นวัดร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (พ.ศ.๒๔๑๖-๒๔๓๙) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการรวมศูนย์เข้ากับส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทลงอย่างมาก ต้องแบ่งเงินภาษีอากรส่งไปส่วนกลาง วัดจึงขาดการทำนุบำรุง พระสงฆ์ก็ขาดการอุปถัมภ์ วัดอินทขิลหรือวัดสะดือเมืองจึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง

20181022_181024_0011_resize.jpg
20181022_181024_0011_resize.jpg (198.03 KiB) เปิดดู 7084 ครั้ง


ในสมัยพญามังรายได้ทรงสร้างวัดสะดือขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง หรือเสาอินทขิล ซึ่งตามตำนานพื้นเมืองเหนือกล่าวถึงการบูชาเสาอินทขิลไว้ว่า พระอินทร์ได้ประทานให้ลัวะในสมัยการสร้างเวียงนพบุรี โดยเศรษฐีลัวะ ๙ ตระกูล พระฤาษีให้กุมภัณฑ์ ๒ ตน เอาเสาอินทขิลใส่สาแหรกหามนำไปประดิษฐานไว้ ณ แท่นกลางเมืองนพบุรี ให้ชาวเมืองของลัวะสักการะบูชาก่อนที่จะกลายเป็นเมืองร้าง

กระทั่งพญามังราย ได้สุบินนิมิตรไล่ตามกวางเผือกจนมาพบชัยภูมิที่ดี จึงมีดำริจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ พ.ศ.๑๘๓๕ ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายได้มาสำรวจพื้นที่บริเวณเมืองนพบุรีร้าง ได้พบซากเสาอินทขิลและรูปกุมภัณฑ์ ณ ที่กลางเมืองนั้น จึงมีบัญชาให้เสนาชื่อ สรีกรชัย แต่งเครื่องบรรณาการไปหาพญาลัวะบนดอยสุเทพ พญาลัวะจึงแนะนำว่า หากเจ้าพญามังรายจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ให้อยู่เย็นเป็นสุขก็ให้บูชากุมภัณฑ์และเสาอินทขิล เมื่อพญามังรายสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่แล้ว จึงโปรดให้ยกรูปกุมภัณฑ์และเสาอินทขิลที่ประดิษฐานในบริเวณสะดือเมืองขึ้นมาเพื่อให้คนสักการะกราบไหว้ตามคำแนะนำของพญาลัวะ

20181022_181024_0016_resize.jpg
20181022_181024_0016_resize.jpg (163.93 KiB) เปิดดู 7084 ครั้ง


ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้นชื่อว่า วัดอินทขิล แต่เนื่องจากว่าวัดนี้ตั้งอยู่บริเวณสะดือเมือง ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดสะดือเมือง ในตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายวัดสะดือเมืองได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ ก่อนที่จะเป็นวัดร้างภายหลังล้านนาถูกพม่าเข้าปกครอง จนถึงปี พ.ศ.๒๓๔๓ พระเจ้ากาวิละ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์แรก ได้ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาและได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้น ได้ย้ายเสาอินทขิลจากวัดอินทขิลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง พร้อมกับบูรณะฟื้นฟูวัดอินทขิล โดยได้สร้างวิหารคล่อมฐานเดิม อัญเชิญพระอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว) มาประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร

20181022_181024_0007_resize.jpg
20181022_181024_0007_resize.jpg (184.16 KiB) เปิดดู 7084 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » อาทิตย์ 28 ต.ค. 2018 5:17 pm

พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

พระธาตุดอยสุเทพตั้งอยู่บนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ การขึ้นไปนมัสการในปัจจุบันนี้สะดวกสบายมาก เพราะมีถนนซึ่งสร้างสำเร็จโดย" ครูบาศรีวิชัย " พระคุณเจ้าได้เชิญชวนชาวบ้านในภาคเหนือทั้งหลาย ให้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้างถนนเวียนไปจนถึงยอดพระธาตุแห่งนี้

20181022_181024_0070_resize.jpg
20181022_181024_0070_resize.jpg (138.47 KiB) เปิดดู 7084 ครั้ง


ตำนานการสร้างพระธาตุดอยสุเทพกล่าวเอาไว้ว่า กล่าวถึงพระมหาสุมนเถรเจ้าแห่งสุโขทัยเกิดนิมิตฝันอันประหลาดว่า พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระเจ้าธรรมาอโศกราชให้อัญเชิญมาบรรจุไว้ณ พระเจดีย์เมืองปางจานั้น บัดนี้พระเจดีย์นั้นหักพังเสียแล้ว โดยข้างเจดีย์มีกอดอกเข็มกอหนึ่งมีลักษณะเป็นรูปม้านั่ง เป็นที่สถิตของพระบรมธาตุ ขอให้ท่านไปขุดเอาพระบรมธาตุองค์นี้มาเสีย
รุ่งขึ้น พระสุมนเถรก็นำความไปถวายพระพรแก่พระธรรมราชา เจ้าเมืองสุโขทัย ณ เมืองศรีสัชนาลัย แล้วถวายพระพรเรื่องความฝันนั้นแก่พระเจ้าลือไทยให้ทรงทราบทุกประการ พระองค์ทรงโสมนัสยิ่งนัก ตรัสสั่งอนุญาตและพระราชทานคนช่วยขุดพระบรมธาตุ พระสุมนเถรเจ้าก็พาคนไปยังเมืองปางจา แล้วสร้างศาลเพียงตากระทำการสักการะบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนต่างๆ ตกกลางคืน พระเถรเจ้าได้กระทำการบวงสรวงเทพเจ้าให้ขุดพระธาตุได้สมตามปรารถนา พอสิ้นคำอธิษฐาน พระบรมธาตุก็ทำปาฏิหารย์รุ่งโรจน์เป็นแสงรัศมีสุกใสสวยงามยิ่งนัก พระเถรเจ้าจึงได้เอาธงปักเป็นเครื่องหมายข้างกอดอกเข็มไว้

ต่อมา พระสุมนเถรเจ้า จึงให้ผู้จะขุดพระบรมธาตุนั้นทุกคนสมาทานศีล ๕ และศีล ๘ ทุกคนแล้วจึงลงมือขุดก็พบอิฐและศิลา และในไม่ช้าผอบที่บรรจุพระบรมธาตุเป็นชั้นๆ คือ

ชั้นแรก เป็นผอบทองเหลือง

ชั้นที่สอง เป็นผอบเงิน

ชั้นที่สาม เป็นผอบทองคำ

ชั้นที่สี่ เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ เป็นผอบแก้วประพาฬ ขนาดโตเท่าลูกทับทิม

เมื่อเหตุการณ์ประสบเช่นนี้แล้ว จึงมีผู้สงสัยว่าจะใช่พระบรมธาตุจริงหรือ พระสุมนเถรเจ้าจึงว่าไม่ใช่พระบรมธาตุ เป็นผอบแก้ว และทำการสักการะบูชาและตั้งสัตยาธิษฐาน จึงได้เห็นที่เปิดพระเถระเจ้าจึงเปิดผอบก็เห็นพระบรมธาตุโตประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียว มีพระรัศมีมีทองสุกปลั่ง คนทั้งหลายได้เห็นดังนั้น จึงพากันอนุโมทนา และสรงน้ำชำระพระบรมธาตุด้วยความเลื่อมใสยิ่ง เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงนำกลับมายังเมืองศรีสัชนาลัย

เมื่อพระเจ้าลือไทยทรงทราบข่าวนั้น จึงโปรดให้สร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่งเพื่อประดิษฐานพระบรมธาตุที่ได้มานี้ เพราะทรงเลื่อมใสและได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมธาตุแสดงปาฏิหารย์อย่างน่าอัศจรรย์มาแล้ว พระองค์ส่งข่าวไปถวายพระธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัย พระเจ้าธรรมราชาก็ทรงยินดียิ่ง ทรงดำริว่าถ้าพระธาตุองค์นี้แสดงปาฏิหารย์ดังที่คนเล่าลือแล้วไซร้ เราจักสร้างเจดีย์ทองคำองค์หนึ่งในเมืองนี้เพื่อประดิษฐานไว้เป็นที่สักการะบูชาให้จงได้ แต่พระบรมธาตุมิได้แสดงปาฏิหารย์ดังที่ได้ยิน จึงมิทรงเชื่อถือถึงกับรับสั่งคืนพระบรมธาตุให้แก่พระสุมนเถรเจ้าตามเดิม

ในสมัยพระเจ้ากือนา แห่งราชวงศ์มังรายที่ ๖ ขึ้นครองนครเชียงใหม่ จุลศักราช ๗๒๙ พ.ศ. ๑๙๑๐พระองค์มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงให้ไปนิมนต์พระสุมนเถรเจ้า มาประกาศศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ตามลัทธิลังกา ทางสุโขทัยก็ยินยอมให้พระสุมนเถรเจ้ามาพร้อมกับพระธาตุนั้นมาด้วย ภายหลังพระเจ้ากือนาได้อัญเชิญไปบรรจุไว้ ณ วัดบุปผารามสวนดอกไม้หลวง พ.ศ. ๑๙๒๖

ส่วนอีกองค์หนึ่ง พระองค์อธิษฐานเสี่ยงไป โดยอัญเชิญพระบรมธาตุสถิตบนหลังช้างเผือก ช้างเผือกก็แผดร้องถึง ๓ ครั้ง แล้วบ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ เดินมาพักใหญ่ถึงภูเขาลูกหนึ่งแล้วหยุดบนภูเขาลูกหนึ่ง แล้วจึงเดินต่อไปอีก ภูเขาที่ช้างเผือกหยุดนั้น ปัจจุบันเรียกว่า " ดอยช้างนอน " จนกระทั่งพักใหญ่ช้างเผือกจึงหยุดบริเวณที่กว้างและราบเรียบ แล้วจึงเดินต่อไปอีก ปัจจุบันเรียกที่ราบนั้นว่า " ยอดดอยงาม " ช้างเผือกเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลุถึงดอยสุเทพ จึงหยุดนิ่ง พร้อมกับแผดร้องขึ้นถึง ๓ ครั้ง กระทำปทักษิณสถานที่นี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วคุกเข่าทั้ง ๔ ลง พระเจ้ากือนาทรงโสมนัสยิ่งนัก รีบอาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังช้างเผือก พอช้างเผือกลงจากหลังช้างเท่านั้น ช้างเผือกก็ถึงความตายทันที

พระเจ้ากือนาได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในครั้งนี้ ก็ทรงนมัสการกราบไหว้พระธาตุด้วยความเคารพยำเกรงยิ่ง แล้วจึงรับสั่งให้ขุดสถานที่บนยอดดอยนั้นลึก ๘ ศอก ๑ วา ๓ ศอกแล้วให้เอาแท่งหินใหญ่ ๖ ศอก มากระทำเป็นหีบหินใหญ่ ใส่ลงไปในหลุมนั้น แล้วอาราธนาพระธาตุพร้อมทั้งผอบตั้งไว้ในหีบหิน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงโปรดให้สร้างเจดีย์สวมลงสถานที่ฝังพระบรมธาตุนั้นอีกองค์หนึ่งสูง ๕ วา

พระธาตุดอยสุเทพนั้น มีเจ้านายเมืองเชียงใหม่ทุกๆพระองค์เคารพนับถือมาก และบูรณปฏิสังขรณ์กันมาตลอด จนมาถึงท้าวอ้ายจึงให้สร้างเพิ่มเติมองค์พระเจดีย์ให้สูงขึ้นเป็น ๑๑ วา ต่อมาท้าวชายได้สร้างเพิ่มเติม และสร้างวิหารหน้าหลังและระเบียงรอบพระมหาธาตุ สำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

ที่มา หนังสือประวัติเจดีย์และโบราณสถาน. อุดม เชยกีวงศ์ สำนักพิมพ์ภูมิปัญญา


ในสมัยก่อน การขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน เพราะไม่มีถนนสะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ทางเดินก็แคบๆ และ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร และปีนเขาต้องใช้เวลายาวนานถึง ๕ ชั่วโมงกว่า จนมีคำกล่าวขานกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุดอยสุเทพ

ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย มาจากวัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน เป็นผู้เริ่มดำเนินการสร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น เป็นผู้เริ่มขุดดินด้วยจอบเป็นปฐมฤกษ์ ตรงที่หน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบัน ใกล้ๆ กับบริเวณน้ำตกห้วยแก้ว โดยเริ่มสร้างวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗

ครูบาศรีวิชัย เจ้าแก้วนวรัฐและพระภิกษุสงฆ์ ประชาชน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่บันไดนาค เมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘ เมื่อข่าวการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพได้แพร่สะพัดไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ชาวพุทธผู้เลื่อมใสในครูบาศรีวิชัย ต่างทยอยกันมาจากทั่วสารทิศจนเต็มบริเวณเชิงดอยหมด เพื่อมาร่วมสละแรงงานช่วยสร้างถนน โดยไม่มีค่าจ้างใดๆ ทั้งสิ้น วันๆ หนึ่งจะมีประชาชนมาร่วมสร้างถนนประมาณ ๓-๔ พันคนจากทั่วทุกจังหวัดภาคเหนือ รวมไปถึงอุตรดิตถ์-พิษณุโลก ปริมาณคนงานที่มาช่วยมีมากเกินความต้องการครูบาศรีวิชัยจึงได้กำหนดให้สร้างถนนหมู่บ้านละ ๑๐ วาเท่านั้น และต่อมายังได้ลดลงอีกเหลือประมาณหมู่บ้านละ ๒ วา ๓ วา เพราะมีคนมาขอร่วมแรงงานสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ

นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่การสร้างถนนบนภูเขายาวถึง ๑๑ กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง ๕ เดือนกับอีก ๒๒ วัน ทั้งๆ ที่อุปกรณ์การสร้างทางมี เพียงจอบ และเสียม เท่านั้น อุปกรณ์ทันสมัย เช่นในปัจจุบันยังไม่มีพิธีเปิดใช้ถนนใหม่ได้เริ่มเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘ โดยท่านครูบาศรีวิชัย เป็นคนแรกที่นั่งรถยนต์ขึ้นดอยสุเทพตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » อาทิตย์ 28 ต.ค. 2018 5:25 pm

อุโบสถเงิน วัดศรีสุพรรณ
วัดศรีสุพรรณ ตั้งอยู่บนถนนวัวลาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่มีประวัติการก่อสร้างมาตั้งแต่ครั้งอดีตกว่า ๕๐๐ ปี ในรัชสมัยของพระเจ้าเมืองแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ราชธานี และพระนางสิริยสวดี พระราชมารดามหาเทวีเจ้า โปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์ชื่อเจ้าหมื่นหลวงจ่าคำ สร้างวัดชื่อว่า “วัดศรีสุพรรณอาราม” ต่อมาเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดศรีสุพรรณ” ภายในวัดมีอุโบสถเงินแห่งแรกของโลก ที่ชาวชุมชนร่วมแรงร่วมใจสืบสานเครื่องเงินชุมชนวัวลาย ซึ่งเป็นชุมชนทำหัตถกรรมเครื่องเงินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่


108243.jpg
108243.jpg (222.4 KiB) เปิดดู 7084 ครั้ง



เนื่องด้วยวัดศรีสุพรรณตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนหัตถกรรมช่างหล่อ หัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน ของถนนวัวลาย ทางวัดจึงมีแนวคิดที่จะสืบสานมรดกงานศิลป์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ยั่งยืนสืบไปด้วยการรวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้านจัดตั้งเป็น กลุ่มหัตถศิลป์ล้านนาวัดศรีสุพรรณ มีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาศิลปะไทยโบราณ สล่าสิบหมู่ล้านนาวัดศรีสุพรรณ ขึ้นภายในวัด ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ทางวัดศรีสุพรรณมีแนวคิดสร้างอุโบสถเงินหลังแรกของโลก ให้เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีปณิธานร่วมกันเพื่อ “ฝากศิลป์แก่แผ่นดินล้านนา ถวายไว้ในบวรพระพุทธศาสนา เทิดไท้องค์ราชันย์ รัชกาล ที่ ๙ ” เกิดเป็นพุทธศิลป์อันวิจิตรที่ดึงดูดให้ทั้งพุทธศาสนิกชนและบุนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมชมความงดงามของพระอุโบสถหลังนี้อยู่ทุกวัน


พระอุโบสถเงิน

เป็นพระอุโบสถหลังใหม่ที่ปฏิสังขรณ์จากฐานและเขตพัทธสีมาของอุโบสถหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม สร้างขึ้นเพื่อทดแทนหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก มีลักษณะเป็นพระอุโบสถเงินทรงล้านนา สร้างด้วยโลหะเงินและดีบุก โดยฝีมือและภูมิปัญญาช่างท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องเงิน ทั้งภายนอกและภายในพระอุโบสถ ประดับตกแต่งด้วยหัตถกรรมเครื่องเงินอย่างวิจิตรอลังการ และมีลวดลายอ่อนช้อย ภายในประดิษฐานองค์พระประธาน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าเจ็ดตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอก สูง ๔ ศอก ปางมารวิชัย เนื้อทองสัมฤทธิ์ มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ พระพุทธปาฏิหาริย์ฯ(พระเจ้าเจ็ดตื้อ) ตลอดเวลาที่ประดิษฐานเป็นพระประธานอุโบสถวัดศรีสุพรรณมา กว่า ๕๐๐ ปี ได้แสดงปาฏิหาริย์ลงสรงน้ำในสระข้างโบสถ์ ได้โปรดเมตตาให้ผู้มีจิตอันบริสุทธิ์ด้วยศีลธรรมที่มาขอพรให้สมปรารถนา โดยเฉพาะผู้หญิงและยังมีนักพลังจิตหรือผู้มีญาณพิเศษทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้สัมผัสถึงพลัง ๓ คู่ คือ พลังหยิน – หยาง พลังร้อน – เย็น พลังเงิน-ทอง ในองค์หลวงพ่อพระเจ้าเจ็ดตื้อ ยิ่งมีผู้มีจิตศรัทธา เคารพสักการะ มานมัสการขอพรมากยิ่งขึ้น

108241.jpg
108241.jpg (198.68 KiB) เปิดดู 7084 ครั้ง


หมายเหตุ: ใต้ฐานอุโบสถ เขตพัทธสีมา (ภายในกำแพงแก้ว) ฝังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของมีค่า คาถาอาคมและเครื่องรางของคลังไว้กว่า ๕๐๐ ปีอาจก่อให้เกิดความเสื่อมแก่สถานที่หรือตัวสุภาพสตรีเองตามจารีตล้านนา จึงห้ามสุภาพสตรีขึ้นอุโบสถหลังนี้
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » ศุกร์ 02 พ.ย. 2018 5:47 am

วัดต้นเกว๋น (อินทราวาส)

20181023_181024_0008_resize.jpg
20181023_181024_0008_resize.jpg (163.89 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


วัดต้นเกว๋นสร้างขึ้นประมาณ จ.ศ.๑๒๑๘ (พ.ศ. ๒๓๙๙-๒๔๑๒) สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เป็นเจ้าหลวงปกครองนครเชียงใหม่ ต้นเกว๋น (ชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ตามภาษาพื้นเมืองล้านนา) ซึ่งมีอยู่ในบริเวณที่ สร้างวัด จึงได้ชื่อวัดครั้งแรกว่า “วัดต้นเกว๋น” ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “วัดอินทราวาส” มาจากชื่อของ เจ้าอา วาสที่สร้างวัดผสมกับคำว่า เจ้าอาวาส (อินทร์ + อาวาส)

ความสำคัญของวัดต้นแกว๋นในสมัยก่อน เป็นสถานที่พักกระบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุจากวัดพระธาตุจอมทอง เข้ามายังเมืองเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของเจ้าหลวงเชียงใหม่ วัดต้นแกว๋นแห่งนี้อยู่ในเส้นทางสายเดิม ที่ขบวนแห่จะต้องหยุดพัก เพราะในอดีตการเดินทางเข้ามายังเมืองเชียงใหม่นั้น ค่อนข้างลำบากถนนหนทางยังไม่เจริญเท่าปัจจุบัน ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุจะต้องหยุดพักประดิษฐานที่ศาลาจตุรมุขเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน เพื่อให้ศรัทธาประชาชนได้สักการะบูชา สรงน้ำสมโภช ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าปัจจุบันขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุจะไม่ได้หยุดพักที่วัดนี้แล้วก็ตาม แต่ภายในวัดยังหลงเหลือสิ่งปลูกสร้าง ที่เคยใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุอยู่ ทั้งศาลาจตุรมุข, รินรองน้ำสรงหรือแม้แต่กลองปู่จ่า

2018-10-23 14.12.15_resize.jpg
2018-10-23 14.12.15_resize.jpg (143.98 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


วิหารสร้างเมื่อ พ. ศ. ๒๔๐๑ ซึ่งได้บันทึกไว้ที่ใต้เพดานด้านเหนือ ด้วยอักษรไทยยวน (ตั๋วเมือง) นายช่างผู้สร้างวิหารมีความสามารถและชำนาญการแกะสลัก เช่น ลวดลายดอก ลายรูปสัตว์ที่หน้าจั่ว และช่อฟ้า ฐานชุกชีเป็นลายรูปปั้นดอกกูด ฝาหนังด้านหลังพระประธาน เป็นซุ้มและมีพระพิมพ์โลหะติดฝาผนัง พระพิมพ์แบ่งได้ ๒ แบบคือ ๑. แบบใบโพธิ์ปางมารวิชัยขนาด ๒ × ๔ ซม. ๒. แบบนาคปรก ขนาด ๓ × ๕ ซม.

20181023_181024_0022_resize.jpg
20181023_181024_0022_resize.jpg (131.57 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


มณฑปแบบจตุรมุข เป็นศิลปกรรมแบบล้านนา ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุชั่วคราว สร้างด้วยไม้ มุงกระเบื้องขอดินเผาแบบสมัยล้านนาโบราณ บนหลังคามีช่อฟ้าและหงส์ประดับอยู่เหนือราวหลังคา ที่มุมของสันหลังคามีการปั้นรูปยักษ์ไว้ที่เหลี่ยมเสา ปัจจุบันมีร่องรอยปรากฏที่ชัดเจนมาก ในวัดยังมีเครื่องประกอบพิธีในการสรงน้ำพระบรมธาตุ รวมทั้งมีอาสน์ สำหรับตั้งโกศพระบรมธาตุ รินรองน้ำหรือสุคนสินธุธารา คือน้ำอบน้ำหอมที่ประชาชนนำมาสรงน้ำพระบรมธาตุ รวมทั้งเสลี่ยงสำหรับหามบั้งไฟหรือบอกไฟจุดบูชา ที่สมัยก่อนเรียกกันว่า “เขนัย” และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลองโยนหรือกลองปู่จ่า ใช้สำหรับตีในวันพระ ซึ่งจะได้ยินไปทั่วทั้ง ตำบลหนองควาย เลยทีเดียว วัดต้นเกว๋นถือว่าเป็นวัดที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็นวัดที่งามที่สุดในประเทศไทย ซึ่งได้รับรางวัลสถาปัตย กรรมดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ สมเด็จพระเทพฯ เมื่อปี ๒๕๓๒
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » ศุกร์ 02 พ.ย. 2018 5:52 am

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์
พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือที่มักเรียกกันว่า อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทย ๓ พระองค์ ผู้สร้างเวียงเชียงใหม่ คือ พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

20181022_181024_0018_resize.jpg
20181022_181024_0018_resize.jpg (128.02 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ตั้งอยู่กลางเวียงเชียงใหม่ บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (อดีตศาลารัฐบาลมณฑลพายัพ) ด้านหน้าติดกับถนนพระปกเกล้า ซึ่งบริเวณนี้เอง ถือเป็นศูนย์กลางของตัวเมืองเชียงใหม่ หน้าอนุสาวรีย์มีลานกว้างขนาดใหญ่ เรียกว่า "ข่วงสามกษัตริย์" หรือ "ข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์" ด้านตรงข้ามของอนุสาวรีย์ ยังเป็นที่ตั้งของอาคารศาลแขวงเชียงใหม่เดิม ซึ่งมีสถาปัตยกรรมตะวันตกที่งดงาม

พระบรมราชานุสาวรีย์หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง สูง ๒.๗๐ เมตร ใช้เวลา ๑๐ เดือนในการออกแบบและทำการปั้นหล่อโดยอาจารย์ไข่มุกด์ ชูโต โดยได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ จากกรุงเทพมหานครขึ้นประดิษฐานบนแท่นพระบรมราชานุสาวรีย์ ในวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เวลา ๑๑.๔๙ น. พระบรมรูปประกอบด้วย พญามังรายประทับกลางเป็นประธาน พญาร่วงประทับอยู่เบื้องซ้าย และพญางำเมืองประทับอยู่เบื้องขวา

โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๗

20181022_181024_0026_resize.jpg
20181022_181024_0026_resize.jpg (152.05 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


นายชัยยา พูนศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการเชียงใหม่คนที่ ๒๑ (๑ ตุลาคม ๒๕๒๓ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๐) เป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยระดมนักประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่มาร่วมแสดงความคิดเห็นหลายครั้ง ในขั้นแรกท่านมีความคิดจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พญามังรายพระองค์เดียว ในฐานะผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อระดมหลายๆความคิด ต่างแลกเปลี่ยน เสนอแนะ จนในที่สุดก็มีมติ คือ ให้มี พญามังรายเจ้าเมืองเชียงใหม่ พญางำเมืองเจ้าเมืองพะเยา และพ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัย เนื่องจากทั้งสามพระองค์เป็นพระสหายกัน และได้มีการวางแผนสร้างนครเชียงใหม่ร่วมกัน

เมื่อได้รายละเอียดการสร้างแล้ว ต่อมาจึงต้องถกเถียงกันว่าจะตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ไว้ที่จุดใด ซึ่งมีให้เลือก ๓ จุด คือ เชิงสะพานนวรัฐ บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ๒.บริเวณข่วงประตูท่าแพ ๓.หน้าอาคารศาลากลางเก่าใกล้กลางเวียง โดยครั้งนี้ผู้ว่าฯชัยยา เป็นผู้ฟันธงว่าให้ใช้สถานที่หน้าศาลาเก่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ หลายคนคัดค้านว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้รื้อรั้วศาลากลางเก่าออกทำให้ดูเป็นมุมอับ แต่สถาปนิกอย่างท่านมองออก การปรับภูมิทัศน์ให้สวยไม่ยาก ท่านจึงให้เหตุผลว่า ตั้งกลางเวียงเป็นเดชเมือง และจะสง่างามสมพระเกียรติ เมื่อมีผู้ผ่านไปผ่านมาก็สามารถเข้าไปสักการะได้ง่าย

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์มีผู้ออกแบบคือ นางสาวไข่มุกต์ ชูโต จากกรมศิลปกร ซึ่งในการออกแบบนั้นนายชัยยามีความพิถีพิถันมาก ท่านขอดูแล้วดูอีกหลายรอบ เมื่อเป็นที่พอใจแล้วจึงมีการลงมือสร้างเมื่อ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๒๖ และประกอบพิธีบวงสรวง วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๗

ได้เจอเพื่อนก่อนกลับ..ราตรีนั้นยาวนานพอสมควร
44759942_2092527867465905_1339784519359660032_n.jpg
44759942_2092527867465905_1339784519359660032_n.jpg (59.13 KiB) เปิดดู 2562 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » ศุกร์ 02 พ.ย. 2018 6:19 am

รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จังหวัดนนทบุรี ๒๕๖๑

CCI09202018_0003_resize.jpg
CCI09202018_0003_resize.jpg (148.37 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีประกาศผลการคัดเลือก 'ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น' จังหวัดนนทบุรี ประจำปี พ.ศ ๒๕๖๑ ณ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี วันอังคาร ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๑

TRU_011400_resize.jpg
TRU_011400_resize.jpg (151.03 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


นางสาวน้ำฝน ทะกลกิจ ได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จังหวัดนนทบุรี ๒๕๖๑

TRU_0123_resize.jpg
TRU_0123_resize.jpg (127.36 KiB) เปิดดู 7045 ครั้ง


จากซ้าย - ครูลัดดา มานิตย์ ครูอนิวรรต จันทร์เทพ นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ครูน้ำฝนทะกลกิจ ครูจุฬีนาถ เปรุนาวิน และนายจุมพต ตระกูลนุช วัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » อาทิตย์ 11 พ.ย. 2018 8:07 pm

กาญจนบุรี_181110_0063_resize.jpg
กาญจนบุรี_181110_0063_resize.jpg (154.48 KiB) เปิดดู 6917 ครั้ง


๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ พานักเรียนไปประกวดเรียงความที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

กาญจนบุรี_181110_0069_resize.jpg
กาญจนบุรี_181110_0069_resize.jpg (135.53 KiB) เปิดดู 6917 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 01 ธ.ค. 2018 4:58 pm

การแข่งขันทักษะภาษาไทย งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา วันพฤหัสบดี ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ได้รับรางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง ๒ รายการ คือ กวีเยาวชนฯระดับ ม.ปลาย โดย นางสาวจิราวรรณ ชัยสมิต และนายกิตติพันธ์ บุบผานนท์
วรรณกรรมพิจารณ์ ระดับ ม.ต้น โดย เด็กหญิงพัชราภรณ์ กลิ่นอ่อน และเด็กหญิงโชติภัทร ประทุมวี

709955_resize.jpg
709955_resize.jpg (110.42 KiB) เปิดดู 6522 ครั้ง


สโมสรไลออนส์สากล ภาค ๓๑๐ เอ ๑ ได้จัด โครงการแข่งขันแต่งบทกลอนในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ครั้งที่ ๑๑ รอบคัดเลือกระดับภาค พื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและภาคกลาง วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ณ โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ โรงเรียนปากเกร็ดได้รับรางวัล คือ ด.ญ.พศิกา ล้อนพรัตน์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับ ม.ต้น นางสาวจิราวรรณ ชัยสมิต ได้รับรางวัลชนะเลิศ ม.ปลาย นายกิตติพันธ์ บุบผานนท์ ได้รับรางวัลชมเชย ระดับ ม.ปลาย ได้เป็นตัวแทนภาคกลางไปแข่งขันรอบประเทศ ทั้งระดับ ม.ต้น และม.ปลาย

709952_resize.jpg
709952_resize.jpg (110.83 KiB) เปิดดู 6522 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 08 ม.ค. 2019 8:26 pm

เรื่องเล่าในเฟซบุ๊ก เล่าเรื่องความรักเก่าๆ โดยตั้งชื่อว่า "ผู้ชายเหี้ยๆ..เอาตีนเขี่ยก็เจอ"

749951_resize.jpg
749951_resize.jpg (44.77 KiB) เปิดดู 5583 ครั้ง


มาตามสัญญา เปิดเรื่องด้วยการเฉลยคำถามเมื่อคืนว่า ในช่วงวัยรุ่นอิฉันเป็นคนรักประเภทไหน ต้องอธิบายตรงนี้ก่อนเราจึงจะอินกับหัวข้อ “ผู้ชายเหี้ยๆเอาตีนเขี่ยก็เจอ” ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอิฉันก็ทำตัวประหนึ่งนางเอกนิยาย ตั้งจุดยืนของตนเองไว้ว่าจะไม่ยอมเป็นฝ่ายไปจีบผู้ชายเป็นอันขาด ถ้ามีหนุ่มมาจีบก็ต้องวางฟอร์มไม่ดี๊ด๊าให้เขาคิดว่าเราง่าย แต่เคยมีเพื่อนฝากดอกไม้ไปให้หนุ่มจนคนนินทาทั้งหมู่บ้านหาว่าอิฉันชอบพี่คนนั้น โธ่เอ๊ยยย...ฝันฟ้าเขียวๆไปเหอะ แฟนฉันต้องพระเอกนิยายเท่านั้นย่ะ ผู้ชายเมาเหล้า ม่อหญิงไม่เลือกเวลา โนว... ค่อนข้างไว้ตัว หวงตัวพอสมควร เคยมีพวกพี่ตำรวจในอำเภอเขาลองมานั่งม้านั่งหินอ่อนตัวเดียวกัน (คาดว่าเขาคงสังเกตมาพักนึงละ) พออิฉันลุกหนี พี่แกเฮลั่น กูว่าแล้วต้องลุก เออ..จริงๆมีกรณีกับพวกนี้อยู่นิดหน่อยไว้ค่อยเล่าวันหลัง วันนี้ขอเล่าถึงแฟนเก่าก่อนก็แล้วกัน

ย้ำอีกทีว่าอ่านนิยายมาเยอะ นิยายนั่นแหละเป็นเครื่องสอนใจ อิฉันไม่ใช่คนสวย หน้าตาธรรมดาๆ เหมือนทุกวันนี้แหละ แต่การวางตัวของอิฉันนางเอกม้ากกก ต้องไว้ตัว ต้องมีสไตล์ และต้องรักษาตัวรอดแบบนางเอกแก่นๆ ถามว่าเป็นแบบที่พี่เลิศเดาไหมว่า เป็นผู้หญิงที่ทำตัวง่ายๆ ชิลๆ ซื่อๆ บ้านๆ มีข้อถูกอยู่บ้าง เรื่องง่ายๆ ชิลๆ เราเป็นคนไม่คิดมาก ไม่ค่อยกลัวอะไร ชอบทำในสิ่งที่สบายใจ แต่ไม่ใช่นางเอกสาวซื่อ พจมาน สว่างวงศ์ อะไรทำนองนั้น เป็นคนซ่าๆมาตั้งแต่วัยรุ่น มีเที่ยว มีเมาเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่มีข้อแม้ว่าถ้าอยู่บ้านจะไม่ดื่มให้พ่อแม่เห็นเป็นอันขาด และถ้าดื่มจะต้องมีลิมิต ถ้ารู้สึกเมาต้องเบรกตัวเอง ในชีวิตจึงไม่เคยถูกใครหิ้วปีกกลับบ้าน ทั่วเธคเที่ยวผับกลับได้เหมือนไก่จะบิน ถ้าหนุ่มมาคุยด้วย...คุยหมด แต่ถ้ากลับไม่มีต่อ ขอเบอร์ก็ไม่ให้ ดังนั้นจึงมีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีหนุ่มเดินตามออกมาแล้วอิฉันไม่สนใจ เลยโดนด่าทิ้งท้ายว่า “อีเหี้ย” ไม่โกรธ แค่รู้สึกขำ คนที่ไม่เหี้ยนี่ต้องยังไงเหรอ ต้องต่อยอดใช่ปะ แต่อิฉันไม่ค่ะ มีแฟนแล้ว ที่คุยด้วยแค่เฟรนด์ลี่ เพื่อนๆทุกคนคงจำได้ว่าเวลาไปเที่ยวอิฉันเป็นแผนกเฝ้าโต๊ะ สายดริ๊ง...แต่ไม่เคยเสียศูนย์

คบกับผู้ชายคนนี้อยู่เกือบสามปีกว่าๆ เรารู้จักกันตั้งแต่เพื่อนเขามาจีบ ยังไม่ทันได้คบดันไปรู้ความจริงบางอย่างก่อน จึงเอาตีนเขี่ยออกไป (ผู้ชายคนนี้มีน้องคนหนึ่งในเฟซเนี่ยรู้จักเขา แต่น้องไม่รู้ว่าอีตาเนี่ยคู่กรณีเก่าของเรา ๕๕๕) กลับมาหาคนที่คบสามปี ตอนแรกก็..มีเพื่อนเก่าของอิฉันคนหนึ่งชอบเขามาก ตามเขา เขาเองก็ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นคนเจ้าชู้ เคยประสบอุบัติเหตุแล้วเพื่อนไปเยี่ยมยังชนกับสาวอีกคนอยู่เลย ดูเขาจะไม่คบใครเป็นจริงเป็นจัง ในช่วงนั้น..วันที่ตานี่เมาเหล้า เขาสารภาพว่าเขาชอบเรา..ซึ่งก็ปฏิเสธไป เพราะไม่ยุ่งกับคนที่เพื่อนคั่วอยู่ นี่คือสปิริตความเป็นเพื่อน

เวลาผ่านไป ๑ ปีด้วยความโสด ก็เกิดความบังเอิญคือ รูมเมทของตาเนี่ยมาจีบ รู้สึกชอบเขานะแต่ไม่แสดง จนมามีเหตุการณ์ที่คนเก่าๆในเฟซคงจะจำได้ภายใต้ชื่อ “มีดปอกผลไม้” อิฉันจึงตัดสินใจตัดขาดจากนายคนนี้ โดยมารู้ทีหลังว่าจริงๆเขาเป็นรูมเมทกับพี่แฟนเก่า...สมมติว่าชื่อพี่เอ อิฉันตัดสินใจคบพี่เอ ทั้งๆที่ตอนแรกไม่ได้รักอะไร ตอนนั้นเพื่อนไปมีแฟนแล้ว ไม่ตามพี่เอละ เราก็ต้องมีแฟนตามเทรนด์ตามวัย เดี๋ยวคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง และเพื่อกันนายมีดปอกผลไม้ด้วย ทำเอานายมีดปอกผลไม้โกรธพี่เอใหญ่โต ถึงกับวางแผนพาสาวคนหนึ่งที่ปลื้มและคั่วๆกับพี่เออยู่ มาหาอิฉันถึงหอพัก แต่มันก็บังเอิญเพราะวันนั้นพี่เออยู่พอดี เราเองก็ไม่รู้ว่าหญิงคนนั้นเป็นใคร แปลกใจอยู่มากที่ชวนเขามานั่ง เขาไม่ยอมมา ยืนอยู่ตรงซอกข้างประตูฟังผู้ชายสองคนทะเลาะกัน นายมีดปอกผลไม้ทนไม่ไหว จึงแฉออกมาหมด พี่เอแสดงออกว่าแคร์ และเลือกอิฉัน ทำเอาคืนนั้นสาวเจ้าเสียใจจนคนตามหาตัวกันให้ควัก แต่สุดท้ายผู้หญิงสองคนก็ได้คุยกัน เธอคนนั้นยอมรับแต่โดยดีว่าฝ่ายชายเลือกเรา แต่จะแอบไปมาหาสู่กันหรือเปล่าไม่รู้นะ...รู้แต่ว่าเราคบกันออกสื่อ และถ้ารู้เมื่อไรว่ามีคนอื่น อิฉันเลิกทันที
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

Re: อัลบั้มรูปและบันทึกของ น้ำฝน ทะกลกิจ (น้ำฟ้า)

โพสต์โดย น้ำฟ้า » อังคาร 08 ม.ค. 2019 8:29 pm

14-รูปวาดผู้หญิง.jpg
14-รูปวาดผู้หญิง.jpg (22.05 KiB) เปิดดู 5584 ครั้ง


เราคบกันโดยที่เพื่อนๆทุกคนยอมรับเขาได้ แต่ก็รู้ดีว่าเขาพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อเรา ให้เวลากับเรา แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นในช่วง ๒ ปีแรก พอเริ่มเข้าปีที่ ๓ เขาเริ่มออกลาย โดยการใช้เวลากับเพื่อน และเล่นการพนัน เพื่อนที่เขาคบแต่ละคนก็นักเลงทั้งนั้น อิฉันนี่รู้หมดค่ะ งานฤดูหนาวเชียงใหม่วันไหนที่วัยรุ่นจะตีกัน ห้ามไป.. แรกๆก็เฉยๆแต่หลังๆชักจะเยอะเพราะมีการเล่นพนันบอล จำได้ว่าครั้งที่เป็นประเด็นคือ เขาหมดไป ๘ พัน มาเล่าให้อิฉันฟังว่านั่นคือเงินค่าเทอม เราไม่ใช่คนหยุมหยิมจึงให้กำลังใจและบอกว่าเอาไว้เป็นบทเรียนนะ อย่าทำอีก ซึ่งเขาก็รับปาก ทว่าความที่เขารู้ว่าเราเป็นคนง่ายๆไม่จุกจิกจึงคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก แล้วก็มีครั้งต่อไป เขาคิดผิด ผู้หญิงอย่างอิฉัน ไม่จุกจิกก็จริง แต่ถ้าใครสัญญาแล้วไม่พยายามทำ คุณจะไม่มีโอกาสอีก หลังจากนั้นอิฉันจึงพยายามถอยออกมา คิดว่าคงต้องเลิกกัน ถ้าเขาติดการพนันมันคงเป็นครอบครัวไม่ได้ พูดเหมือนไม่รักกันเลยเนาะ อันที่จริงรักนะ ก็คบมาตั้งนาน จึงต้องใช้วิธีการค่อยๆย้ำเตือนเหตุผลกับตนเอง ทำตัวให้ห่างออกมาโดยอยู่กับเพื่อนๆให้มากขึ้น (ปกติก็ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม) เริ่มไปนั่งเล่นเน็ตในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เริ่มคุยกับคนอื่นที่เป็นผู้ชาย แต่น้ำฟ้าก็ยังเป็นน้ำฟ้า ถ้าไม่ได้เลิกกันจริงจัง ไม่มีคนใหม่แน่นอน เราคุยกันอย่างเพื่อน แต่ถ้าไม่คิดไปเอง คนนั้นก็คงชอบเราอยู่เหมือนกัน จึงพาเราไปรู้จักกับคนที่เขานับถือ จนพี่เอเริ่มเอะใจว่าแปลกๆ จึงถามตรงๆ ซึ่งอิฉันก็ตอบตรงๆ ว่าสนิทกับคนนี้..เขาพูดเพียงว่า “แค้น”

หลังจากนั้นพี่เอก็เริ่มเปลี่ยนไป แม้แต่วันวาเลนไทน์เขามาหาอิฉันไม่นาน แล้วก็ออกไป ต่างจากทุกปีที่จะมีช่อดอกไม้มาให้ และชวนไปฉลองวันวาเลนไทน์ในร้านน่ารักๆ ทุกอย่างมาแดงเอาตอนที่มีหลายๆคนมาบอก (รวมถึงเพื่อนที่เคยชอบเราก็เห็น) ว่าเขาไปส่งสาวที่อาเขต ในตอนเช้าที่เขามารับไปส่งโรงเรียนที่ฝึกสอนอยู่อิฉันจึงถาม โดยสำทับว่า “ถ้าสารภาพเองจะอภัยให้ แต่ถ้าจับได้เองจะไม่มีวันอภัย” เขาเชื่อ..เล่าให้เราฟังทุกอย่าง เล่าว่าเจอกันครั้งแรกในผับ ตอนแค้นเราแล้วเพื่อนชวนเที่ยว จึงไปเจอสาวคนนี้ และได้กันที่ห้องสาวเจ้า ทั้งๆที่คืนนั้นเพื่อนของนางก็นอนอยู่อีกเตียง เออ..จากที่คิดว่าจะเลิกๆ พอรู้อย่างนี้เฮิร์ทนะน้ำฟ้า เหมือนก้อนหินตกใส่หัว เราทำหน้านิ่งๆ แต่น้ำตาตกใน วันนั้นรู้เลยว่า ระหว่างเราสองคนไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ไม่ใช่จะคบหนุ่มอีกคนนะ ตอนนั้นตัดขาดจากหนุ่มคนนี้ไปเลย เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่อยากไป อยากเศร้าอยู่ลำพัง มันเศร้ามากจริงๆ ในห้องสี่เหลี่ยมที่เราเคยอยู่คนเดียวมาตลอด วันนี้สุดแสนเหงา แต่ละวินาทีที่ผ่านไป มันเจ็บ...ดูเถอะ ใจมันช่างนึกตาม เขาทำอะไรกันบ้าง เหมือนอยู่ในเหตุการณ์ทุกช็อต ทุกๆความคิด ทุกๆความรู้สึกของน้ำฟ้าถูกถ่ายทอดลงในไดอารี่และกระดาษโปสการ์ด เอาติดฝาไว้ เพื่อเตือนใจว่า “มึงต้องตัดให้ขาด” ช่วงนั้นเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าอิฉันอ่อนแอกว่านี้สักนิด เลือกวิธีผิดไปสักหน่อยคงเป็นโรคซึมเศร้าถาวรแล้วแหละ เพราะช่วงนั้นดวงตก เลิกแฟน รถคว่ำ รถชน ฯลฯ แต่ไม่...

คงเพราะวิธีคิดของเราค่อนข้างแปลก เวลาผ่านไปสักพักจึงลองชวนเพื่อนไปเที่ยวผับ แล้วพบว่า เราก็มีคนมาจีบ กลางวันไปห้วยตึงเฒ่าก็ยังมีเด็กโปลิมาม่อ (ทั้งๆที่อายุเป็นรุ่นน้อง) จึงเกิดแนวคิดว่า ชีวิตเรามีค่าในสายตาคนมากมาย ต้องดึงตัวเองออกมาให้ได้ ถ้าผ่านไปสักสองปีเราจะรู้ว่าตนเองฉลาดมากที่เลิกกับคนนี้ได้ เราจึงตัดสินใจแปะโน้ตไว้หน้าห้อง...เป็นกลอน (ยังจำได้อยู่นะกลอนนั้น๕๕๕) แล้วออกไปอยู่คอนโดเพื่อน แน่นอนเขาตามไป แกเอ๊ยยยเหมือนในละครเลย นางเอกยืนอยู่ระเบียงคอนโด ดวงตาจ้องมองดอยสุเทพ พระเอกเข้ามาตอนไหนไม่รู้ มายืนอยู่ข้างๆ ถามว่าทำไมเขียนแบบนั้น อิฉันให้เขาได้เพียงความเงียบ พอเราห่าง...เขาก็พยายามตาม จนสุดท้ายอิฉันยื่นคำขาดว่า ถ้ามีเราต้องตัดอีกคน เขาตกลง จึงบอกไปว่า “ไม่เชื่อ ถ้าจะให้เชื่อต้องพาผู้หญิงคนนั้นมาบอกต่อหน้าว่าจะเลิก และเลือกฉัน” เขาสัญญาว่าวันรุ่งขึ้นจะพาสาวเจ้ามาหา ก็ไม่รู้ว่าไปพูดกันอีท่าไหน แม่สาวคนนั้นยอมมาจริงๆ แต่จากที่อิฉันเคยแอบเห็นนางผมยาวถึงก้น พอวันรุ่งขึ้นนางกลายเป็นสาวผมซอย ไปติดเชื้ออะไรกันมาฮึ อกหักต้องตัดผมเนี่ย

เราพบกันที่ห้องของอิฉันตามนัด จุดที่นั่งคล้ายเป็นมุมสามเหลี่ยม อยู่กันคนละมุม อิฉันเป็นคนถามว่าจะเอายังไง เขาก็ตอบหน้าตาเฉยว่าเลือกอิฉัน น้องคนนั้นดูหน้านิ่งๆ เขาคงคุยกันมาล่วงหน้าแล้วแหละ ความกะล่อนของคน ไม่รู้ไปกล่อมยังไงนางถึงยอม หึ เวทนาว่ะ..จริงๆอิฉันตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะปิดฉากแบบนี้ แบบที่..พอเราได้คุยกันสามคน พอเขาบอกว่าเลือกเรา เราก็จะบอกสั้นๆว่า “แต่ฉันไม่เอา ฉันจะเลิก” พอวันจริงมีการพูดเพิ่มเติมว่า “ของที่มันไม่มีค่ายังไงก็ไม่มีค่า” (ช็อตนี้เอาไปเขียนเป็นฉากในนิยายไฟพรางใจ) ผู้ชายถึงกับก้มหน้าร้องไห้ ดีวุ้ยยย คบกันมาตั้งนานได้เห็นน้ำตากันก็วันนี้แหละ จากนั้นสาวใหม่ของเขามาดึงมืออิฉัน ถามว่า “เราคบกันแบบสามคนได้ไหม” โอ้โห เขาเลือกฉันยังไม่เอาเลย มันเลยจุดที่จะกลับมารักกันได้แล้ว สามคน..บ้า แฟนเรา..ผัวชาวบ้าน ใครจะไปเอา นึกว่านี่มันละครน้ำเน่าหรือยังไง อ้อ! ส่วนสาวที่พี่มีดปอกผลไม้พามาเนี่ย ตอนเราเลิกคนนี้เขาก็ยังอยู่นะ..เห็นมาคอยปลอบด้วย ที่ผ่านมาไม่รู้นางอยู่ในสถานะไหน เพราะผู้ชายก็ตัวติดอิฉันมาก ห่างกันแค่ตอนเรียนกับนอนเท่านั้นแหละ

มีต่อหน้าถัดไป
ผู้หญิงธรรมดา..แต่ใจมันด้านชาผู้ชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
น้ำฟ้า
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 11 ก.ค. 2008 10:19 am

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง สนทนากับคนภาษาไทย

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน

cron