เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » พุธ 05 มิ.ย. 2019 9:45 pm

สะพานเหล็กข้ามแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ในสมัยสงครามหาเอเชียบูรพา สะพานนี้ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดชำรุดบางส่วน ทางการต้องหาไม้มาปิดส่วนที่เสียหายไว้ ส่วนรถยนต์ที่เห็นนั้นเป็นรถยนต์โดยสารมาจากเมืองเชียงตุง ป้ายทะเบียKTG (Kentoong Government) ของพม่า พ.ศ.๒๔๙๑
ขัวข้ามกก.jpg
ขัวข้ามกก.jpg (17.95 KiB) เปิดดู 71 ครั้ง

ภาพ : บุญเสริม สาตราภัย

ตัวเมืองเชียงราย พ.ศ.๒๔๙๓ บริเวณถนนธนาลัย ส่วนคูหาใหญ่คือร้านซีเปียว
ที่มา : ณ โบราณกาล
เชียงราย2493.jpg
เชียงราย2493.jpg (27.75 KiB) เปิดดู 71 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 08 มิ.ย. 2019 10:25 am

พ่อเลี้ยงหนานหล้า จากคนในบังคับอังกฤษ สู่การเป็นหมอในเมืองดอกคำใต้
สมัยรัชกาลที่ ๗ (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕) ชึ่งเป็นยุคที่คนต่างด้าว และชนกลุ่มน้อย พากันอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในภาคเหนือเป็นจำนวนมาก

98127.jpg
98127.jpg (49.21 KiB) เปิดดู 59 ครั้ง


นายหล้า หมอหล้า หรือ พ่อเลี้ยงหนานหล้า คือ หมอยาพื้นบ้าน (หมอเมือง) ชาวสิบสองปันนา เกิดที่เมืองราย(ฮาย) จังหวัดสิบสองปันนา ประเทศจีน เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๒๐ จากนั้นมีการเดินทางอพยพเข้ามายังดินแดนล้านนา ภายใต้การเป็นคนในบังคับของอังกฤษ

คนในบังคับของอังกฤษ หมายถึง เป็นคนต่างด้าว ที่ไม่ใช่คนสยามแต่กำเนิด แต่เข้าอยู่ในความดูแลของประเทศอังกฤษด้วยสาเหตุสองประการ คือ เป็นลูกจ้างของบริษัทค้าไม้ของอังกฤษ หรือประเทศเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ เรื่องคนในบังคับอังกฤษนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำสนธิสัญาเบาว์ริ่ง สมัย ร.๔ ในส่วนของสิทธิสภาพนอกอาณาเขต นั่นเอง

98128.jpg
98128.jpg (79.16 KiB) เปิดดู 59 ครั้ง


พ่อเลี้ยงหนานหล้า เป็นหมอยาพื้นบ้าน ที่มีภูมิปัญญา การรักษาโรคผิดเดือน (อาการแสลง
ของคนหลังคลอดลูก)ที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น คนไข้บางคนเดินทางไกลจากเชียงรายมายังบ้านฝั่งหมิ่น อำเภอดอกคำใต้ เพื่อให้พ่อเลี้ยงหนานหล้าทำการรักษา และสามารถหายจากโรคผิดเดือนได้

แม่แสง พรมธิราช หลานสาวของพ่อเลี้ยงหนานหล้าเล่าว่า อาการคนผิดเดือนที่เคยเห็น บางคนมีอาการคุ้มคลั่ง เหมือนคนบ้าการรักษาจึงต้องจับมัดติดเสาเรือนไว้ จากนั้นจึงเริ่มการรักษาโดยการเจาะเอาเลือดบางส่วนออกจากร่างกาย จากนั้นจึงทยอยให้ยาพื้นบ้านตามสูตรของหมอหล้า บางรายหายใน ๑ เดือน บางราย ๓ เดือน นานสุด

ปัจจุบันยารักษาโรคผิดเดือน ได้รับการสืบต่อโดยแม่แสง ผู้เป็นหลานสาว ชึ่งนับเป็นภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าของบรรพบุรุษ ผู้เดินทางรอนแรมจากเส้นทางที่ยาวไกล เพื่อมาตั้งรกรากถิ่นฐานในบ้านฝั่งหมิ่น ตำบลดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
ข้อมูลและภาพถ่าย : ทีมวิจัยท้องถิ่นตำบลดอกคำใต้
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 10 มิ.ย. 2019 10:56 pm

ภาพพระเจ้าตนหลวงเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๕๖
ถ่ายโดย เรจินาลด์ เลอ เมย์ (Reginald le may) อดีต รองกงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่ เมื่อครามาสำรวจเมืองพะเยา
ที่มา : ฅนเมืองพาน
62480036_2335675323192219_945976464023486464_n.jpg
62480036_2335675323192219_945976464023486464_n.jpg (80.49 KiB) เปิดดู 42 ครั้ง



พระเจ้าตนหลวง
วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ และพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่๙ เสด็จฯ วัดพระเจ้าตนหลวง อ.พะเยา จ.เชียงราย ๖๑ ปี สมัยนั้นพะเยายังเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย
62082640_2335677399858678_8555901649103618048_n.jpg
62082640_2335677399858678_8555901649103618048_n.jpg (65.53 KiB) เปิดดู 42 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 10 มิ.ย. 2019 10:59 pm

พาคนป่วยไปโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค จังหวัดเชียงราย เมื่อพ.ศ.๒๔๙๔
ที่มา : เชียงรายในอดีต
62258428_2335794866513598_7195072829375643648_n.jpg
62258428_2335794866513598_7195072829375643648_n.jpg (108.13 KiB) เปิดดู 42 ครั้ง


62445056_2335794806513604_6157520601675202560_n.jpg
62445056_2335794806513604_6157520601675202560_n.jpg (75.04 KiB) เปิดดู 42 ครั้ง


62020109_2335794923180259_1567963916909150208_n.jpg
62020109_2335794923180259_1567963916909150208_n.jpg (45.25 KiB) เปิดดู 42 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 15 มิ.ย. 2019 4:47 pm

ฆ้องหลวง(กังสะดาล) วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ไม่ทราบ พ.ศ.ที่ถ่ายภาพ
ฆ้องหลวงสร้างขึ้นโดยพระครูมหาเถร(ครูบาวัดป่าเมืองแพร่) และเจ้าหลวงเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ หล่อขึ้นที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในปีวอก จ.ศ.๑๒๒๒ หรือปี พ.ศ.๒๔๐๓ เพื่อเป็นเครื่องบูชาองค์พระธาตุหริภุญชัย
64230047_643266412802901_359943367783612416_n.jpg
64230047_643266412802901_359943367783612416_n.jpg (44.65 KiB) เปิดดู 10 ครั้ง


วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน พ.ศ. ๒๔๗๙
ภาพเก่าวัดพระธาตุหริภุญชัย ด้านหน้าเป็นกังสดาลใหญ่ ด้านหลังคือหอพระแก้วขาว พื้นที่ถัดไปนั้นแต่เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระนาก ต่อมาพระญามังรายได้อัญเชิญพระแก้วขาวไปประดิษฐานที่วัดเชียงมั่น ภายหลังได้เกิดวาตภัยหอพระแก้ว(หอพระนาก)พังเสียหาย จนต้องรื้อออก และย้ายหอกังสดาลขึ้นไปติดตั้งบนแท่นนั้นแทน ในปัจจุบันพระนากเหลือเพียงหน้ากากพระพักตร์ จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย
ภาพ : Disapong Netlomwong
100904.jpg
100904.jpg (67.41 KiB) เปิดดู 10 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 15 มิ.ย. 2019 4:55 pm

บรรยากาศมุมหนึ่งของกว๊านพะเยา ไม่ทราบปีที่ถ่าย

101614.jpg
101614.jpg (12.05 KiB) เปิดดู 9 ครั้ง


ใบเกิดคนเหนือ พ.ศ.๒๔๕๙ ปัจจุบันอายุ ๑๐๓ ปี
104864.jpg
104864.jpg (139.33 KiB) ยังไม่มีการเปิดดู

ในอดีตมีการจารึกรายละเอียดการเกิดลงบนแผ่นไม้เนื่องจากมีอายุการใช้งานได้นาน ภาษาที่ใช้คืออักษรธรรม หรือตัวเมือง ในสมัยนั้นภาคเหนือจะเขียนด้วยตัวเมือง อู้ภาษาคำเมือง ภาษาไทยเข้ามาในล้านนา พ.ศ.๒๔๔๐ มีการจัดตั้งโรงเรียนรัฐบาลในล้านนา โดยรัชกาลที่ ๕ ทรงอาราธนากรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นผู้อำนวยการ ให้กรมหลวงดำรงราชานุภาพเป็นผู้ช่วยเหลือกิจการฝ่ายฆราวาส และอาราธนาพระสงฆ์ให้ช่วยเหลือจัดการศึกษาแก่ประชาชน แต่พระครูบาไม่ให้ความร่วมมือ ในการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือในวัด ล้านนาผนวกกับสยามเป็นมณฑลลาวเฉียงในปี ๒๔๓๗ และเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพในปี ๒๔๔๒ ล้านนาได้รับการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบ มณฑลเทศาภิบาล เป็นการยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช และผนวกดินแดนล้านนาที่อยู่ใต้การปกครองของเชียงใหม่มาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม โดยมีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายคือเจ้าแก้วนวรัฐ

การส่งข้าหลวงและข้าราชการกรุงเทพเข้ามาควบคุมเชียงใหม่ในระยะเริ่มต้น มีความลำบากด้านการสื่อสาร เพราะภาษาและวัฒนธรรมไม่ใคร่จะถูกกัน ชาวเชียงใหม่มักถูกผู้ที่มาจากกรุงเทพเรียกอย่างดูถูกว่า "ลาว" และมีการนำพฤติกรรมไปล้อเลียน เช่น "ลาวกินข้าวเหนียวยืนเยี่ยวอย่างควาย" การกระทำเช่นนี้ทำให้คนเชียงใหม่คั่งแค้น จึงมีการประดิษฐ์คำด่าสวนกลับว่า "ไทยกิ๋นข้าวจ้าว ง่าวเหมือนหมา" นอกจากนี้ คนเชียงใหม่ยังพูดถึงคนกรุงเทพและภาคกลางด้วยความหมั่นไส้ว่า "ไอ่ไทยตูดดำ"

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้มีประกาศ "พระราชบัญญัติประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๔๖๔" ขึ้น บังคับให้เด็กเข้าเกณฑ์เรียนหนังสือ ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ และอยู่ในโรงเรียนจนถึงอายุ ๑๔ ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน โรงเรียนดังกล่าวจะสอนภาษาไทย ภาษาล้านนาจึงค่อยๆเลือนหายไป พร้อมๆกับพันสาใบลานที่แทบจะไม่หลงเหลือแล้ว...

ข้อมูล : ศิลปวัฒนธรรม , วิกิพีเดีย


#คนล้านนาโบราณมีความเป็นอยู่อย่างไร
โครงสร้างทางสังคมของล้านนา ประกอบด้วย ๔ ชนชั้น คือ
๑. ชนชั้นปกครอง คือกลุ่มเจ้านายขุนนาง เจ้านายเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างจากเชื้อพระวงศ์จักรีคือ ราชวงศ์ทางเหนือจะสืบเชื้อสายต่อๆกันไปไม่มีสิ้นสุด ไม่มีการลดฐานันดรเพื่อจำกัดจำนวนเจ้า นอกจากเจ้านายแล้ว ยังมีชนชั้นขุนนางซึ่งมียศลดหลั่นกันไปตั้งแต่ พญา เจ้าแสน เจ้าหมื่น เจ้าพัน นายร้อย นายห้าสิบ นายซาว นายสิบ นายจ๊าง นายม้า นายบ้าน ขุนนางได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องเสียภาษี มีที่ดินเป็นของตัวเอง และไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานเหมือนไพร่ แต่ถ้าขุนนางทำผิดจะต้องรับโทษหนักกว่าไพร่

๒. พระสงฆ์ พระสงฆ์ถือเป็นผู้นำทางจิตใจ เมื่อถึงยามคับขันพระสงฆ์ก็เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ เช่นในช่วงพ.ศ.๒๒๗๒ -๒๒๗๕ พระอธิการวัดชมภูเมืองนครลำปาง เป็นผู้นำกอบกู้บ้านเมืองจากพม่า ประชาชนฝ่ายเหนือมีความยกย่องศรัทธาสถาบันสงฆ์มาก พระสงฆ์หลายองค์เป็นผู้นำการบูรณะสาธารณสถานต่างๆ

๓. ไพร่เมือง คือกลุ่มคนที่มีจำนวนมากสุดในสังคม รวมกันแล้วมีจำนวน ๒ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมด ประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ

๔. ทาส ในภาคเหนือมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร นายทาสค่อนข้างอะลุ่มอล่วยไม่กดขี่ บ้านเมืองเองก็มีกฎหมายคุ้มครองทาส หากนายทาสไม่เอาใจใส่ดูแลทาส เช่น ทาสป่วยแต่ไม่ยอมรักษา หรือนายคิดร้ายต่อทาส เป็นชู้กับเมียทาส ฯลฯ นายทาสต้องปล่อยทาสเป็นอิสระพร้อมทั้งเสียค่าสินไหมแก่ทาส หากทาสไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถฟ้องร้องกับทางราชการได้ การที่ทาสมีความเป็นอยู่ดีเช่นนี้ ทำให้เกิดภาวะไพร่เมืองขายตัวเป็นทาสจำนวนมาก จนทางการต้องออกกฎหมายห้ามขุนนางรับไพร่บางประเภทเป็นทาส ทาสแบ่งเป็นสามประเภท คือ

๑. ทาสเชลย คือทาสที่ถูกกวาดต้อนมาจากการทำสงคราม

๒. ทาสสินไถ่ คือคนที่ขายตัวเองหรือถูกพ่อแม่ขายเป็นทาส

๓. ข้าวัด คือทาสที่ถูกยกให้แก่วัดเพื่อรับใช้ภิกษุสงฆ์ วัดมีกรรมสิทธิ์เหนือตัวทาส

จะเห็นได้ว่าคนล้านนามีคนเป็นทาสน้อยมาก และทาสไม่ได้ถูกกดขี่ข่มเหง คนทั่วไปจะเป็นชนชั้นไพร่ (ชาวเมืองทั่วไป) ในส่วนของขุนนางในราชสำนักหากทำความผิดจะต้องโทษหนักกว่าประชาชนธรรมดาเนื่องจากได้รับสิทธิ์และศักดิ์มากกว่าคนทั่วไป เพราะทำงานให้แผ่นดิน จึงต้องวางตนเป็นแบบอย่าง และหากทำผิดอาจจะมีผลกระทบต่อบ้านเมืองได้ ด้วยโครงสร้างสังคมเช่นนี้จึงทำให้วิถีชีวิตชาวล้านนานั้นร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

FB_IMG_1549000748635_resize.jpg
FB_IMG_1549000748635_resize.jpg (92.84 KiB) ยังไม่มีการเปิดดู


ขอบคุณเจ้าของภาพ
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน

cron