อดีตกาลล้านนา

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 06 ก.ค. 2019 4:57 pm

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดอันมีพระธาตุจำประจำปีมะโรง ตามคติล้านนา ภาพเก่าไม่ทราบ พ.ศ.ที่ถ่าย

DSC_07479.jpg
DSC_07479.jpg (81.22 KiB) เปิดดู 139 ครั้ง


พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่องค์ที่ ๕ ราชวงศ์มังราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๘๘ โดยก่อสร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีก ๒ ปี จึงได้สร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลีเชียงพระ" สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย มาประดิษฐาน

ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระสิงห์สกุล ช่างเชียงแสน ศิลปะล้านนา ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเชียงราย ขณะนั้นเชียงรายกับเชียงใหม่เป็นคู่สงครามกัน เชียงใหม่เป็นฝ่ายชนะ พญาแสนเมือง (พ.ศ.๑๙๓๑ -๑๙๕๔ ) เสด็จกลับนครเมืองเชียงใหม่ จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มายังเมืองเชียงใหม่โดยล่องเรือมาตามลำน้ำปิง เรืออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาเทียบท่าฝั่งนครเชียงใหม่ ที่ท่าวังสิงห์คำ ขณะเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกปรากฎรัศมีจากองค์พระเรืองรองเป็นลำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไกลถึง ๒,๐๐๐ วา ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดขึ้น ณ ที่นั่นได้ชื่อตามเหตุอัศจรรย์ในครั้งนั้นว่า “วัดฟ้าฮ่าม” ซึ่งหมายถึงฟ้าปรากฏรัศมีอร่าม

เดิมทีพญาแสนเมืองตั้งพระทัยจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานยังวัดบุปฝาราม (วัดสวนดอก) ซึ่งตั้งอยู่นอกเวียงออกไปทางทิศตะวันตก แต่เมื่อชักลากบุษบกไปถึงวัดลีเชียงพระก็เกิดติดขัดไม่อาจลากต่อไปได้ พญาแสนเมืองมาถือเป็นศุภมิตรจึงโปรดให้สร้างมณฑปขึ้นวัดลีเชียงและ ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ ณ วัดนั้น ซึ่งต่อมานิยมเรียกวัดนี้ว่า “วัดพระสิงห์” ตามนามของพระพุทธรูป กระทั่ง พ.ศ.๒๔๘๓ จึงได้รับการสถาปนานายกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร และได้รับนามใหม่ว่าวัดพระสิงห์วรมหาวิหารมาจนถึงปัจจุบัน โดยกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญระดับชาติ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ และประกาศกำหนดขอบเขตในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๒

วัดพระสิงห์มีศาสนสถานสำคัญ อาทิ

วิหารลายคำ
วิหารลายคำ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก วิหารลายคำนี้มีลวดลายปูนปั้นที่สวยงามปราณีตบรรจงมาก แสดงให้เห็นฝีมือของช่างในยุคนั้นว่าเจริญถึงที่สุด ตัววิหารลายคำสร้างตามแบบศิลปกรรมของภาคเหนือ มีรูปปั้นพญานาค ๒ ตัวอยู่บันไดหน้า และใกล้ๆ พญานาค มีรูปปั้นสิงห์ ๒ ตัว บริเวณภายในประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” วิหารแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นวิหารสถาปัตยกรรมล้านนาบริสุทธิ์ ที่มีรูปแบบความเป็นพื้นเมืองอันงดงามสมบูรณ์แบบมากที่สุดแห่งหนึ่ง

คำว่า “ลายคำ” คือการปิดทองล่องชาดทำลวดลายเป็นภาพวิมาน เมฆ มังกร ตรงพื้นที่ด้านหลังองค์พระประธาน และเสา โดยใช้ทองมากเป็นพิเศษ เมื่อสะท้อนแสงจะทำให้วิหารดูเป็นสีทองอร่ามไปทั้งหลัง

ประวัติการก่อสร้างวิหารลายคำไม่ปรากฏเอกสารอย่างแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพญาเมืองแก้ว ยุคล้านนารุ่งเรือง และได้รับการบูรณะอีกหลายครั้ง รวมทั้งการบูรณะของครูบาศรีวิชัยด้วย

ผนังภายในของวิหาร มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนสีแสดงเรื่องราวตามปัญญาสชาดก เรื่องสังข์ทอง ในผนังด้านขวา และเรื่องสุวรรณหงส์ในผนังด้านซ้าย โดยทั้งสองเรื่องมีคำว่า ทอง เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อของวิหารที่มีคำว่า คำ

ตามหลักฐานบันทึกไว้ว่า สีที่ใช้ในจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำเป็นวรรณสีเย็นที่มีสีน้ำเงินครามและสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็มื สีแดง สีเขียว สีน้ำตาบ สีดำ และสีทอง ซึ่งใช้เขียนส่วนที่เป็นโลหะปิดด้วยทองคำเปลวตัดด้วยสีแดงและ ดำ เช่น เชิงหลังคาและยอดปราสาท สิ่งของเครื่องใช้ เช่น อาวุธ เครื่องประดับ จิตรกรรมฝาผนังที่งดงามประดับตลอดทั้งอาคาร แบ่งเป็น ๒ส่วน ดังนี้

๑. ภาพลายทองล่องชาด เทคนิคฉลุกระดาษบนเสาและผนังด้านหลังพระประธาน เป็นงานแบบลวดลายเกือบทั้งหมด ลายทองบนผนังด้านหลังพระประธาน จุดเด่นคือมีการใช้ทองมากเป็นพิเศษ ทำให้พระพุทธรูปดูเด่นเป็นสง่า

๒. จิตรกรรมภาพเขียนสี เป็นภาพเล่าเรื่อง ตลอดผนังด้านข้าง ทิศเหนือเขียนเรื่องสังข์ทอง ทิศใต้เขียนเรื่องสุวรรณหงส์

สันนิษฐานว่าช่างที่เขียนภาพเป็นชาวจีน ชื่อ เจ๊กเส่ง

ส่วนภาพผู้คนที่ปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมนี้มี บ่งบอกถึงลักษณะและขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตของคนล้านนา ทั้งการนุ่งผ้าของสตรี หรือการแต่งกายของบุรุษที่มีการสักลาย การนุ่งผ้าเตี่ยวมีผ้าสะพายพาดบ่า

ภาพจิตรกรรมดังกล่าว ถูกเขียนขึ้นเมื่อคราวที่มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยพญาสุลวฤๅชัยสงคราม (หนานทิพช้าง) ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ได้กล่าวถึงภาพจิตรกรรม ในวิหารลายคำ เอาไว้ว่า “จิตรกรรมในภาคเหนือ นิยมเขียนภาพชีวิตประจำวัน เป็นภาพเหมือนชีวิตจริงถ้ามองดูภาพที่งดงามเรื่องสังข์ทองในวิหารลายคำ พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เราจะรู้สึกคล้ายกับว่า เราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นจริงตามความเป็นอยู่เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน”

ศิลปกรรมของวิหารลายคำส่วนอื่นๆ ที่ปรากฏ ได้แก่ ลายคำประดับผนังท้ายวิหาร รูปหงส์ คันทวยเป็นลายเมฆไหล ซึ่งเป็นลวดลายในศิลปะจีน อันเป็นศิลปะพระราชนิยมในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ รวมทั้งงานจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะอิทธิพลจากยุครัตนโกสินทร์ผสมผสานกับท้องถิ่นล้านนา และศิลปะตะวันตก

รูปทรงของวิหารลายคำที่ปรากฏในปัจจุบัน แตกต่างจากอดีตที่ปรากฎในภาพถ่ายเก่า ซึ่งถ่ายไว้ก่อน แต่ยังโครงสร้างเป็นวิหารที่มีหลังคาลดชั้นของสันหลังคาลงทางด้านหน้า ๒ ช่วง ด้านหลัง ๑ ช่วง และผืนหลังคาจะซ้อนลงด้านข้าง ๑ ตับ ตามแบบแผนของวิหารล้านนาในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและวังโดยทั่วไป

ถึงแม้ว่าตัววิหารลายคำจะผ่านการบูรณะหลายครั้ง แต่ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำของวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ซึ่งถือกันว่า เป็นงานฝีมือของช่างชั้นครู ยังคงได้รับการอนุรักษ์ ดูแลอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน

หอไตร
หอไตรวัดพระสิงห์ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว ประมาณ พ.ศ.๒๐๔๐ เคยได้รับการบูรณะซ่อมแซมในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๓๙๗ - ๒๔๑๓) และเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.๒๔๖๙

ลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้ มุงหลังคากระเบื้องดินเผา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก บันไดทางขึ้นด้านหน้าเป็นรูปมกรคายสิงห์ บนแท่นข้างละตัว มีบันไดอยู่สองช่วง ช่วงบนเป็น มกรคายสิงห์ ช่วงล่างจะเป็นมกรคายนาค ซุ้มประตูทางเข้าในส่วนหน้าบันเป็นบุษบกซ้อนกัน ๕ ชั้น แกะสลักลวดลายปูนปั้น รูปเทวดาและเทพพนม จำนวน ๑๖ องค์ สัตว์หิมพานต์ อาทิ สิงห์ ช้าง กิเลน ปลา กวาง นกยูง คชสีห์ เหมราช และ นรสิงห์ เป็นต้น ชั้นบนเป็นเครื่องไม้ทาสีแดง มีปูนปั้น ประดับเป็นรูปดอกไม้ ๘ กลีบ และ มีบราลีทำเป็นรูปหงส์อยู่บนสันหลังคา

หอไตร เป็นอาคารที่ใช้สำหรับเก็บรักษาพระธรรม คัมภีร์ และหนังสือใบลานต่างๆ ในพระพุทธศาสนา หรือเรียกว่า หอพระไตรปิฏก

วัดพระสิงห์เป็นวัดสำคัญมาตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์มังราย ควรช่วยกันรักษาให้คงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม และความเป็นพุทธ สืบไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน


ภาพคูเมืองเชียงใหม่ บริเวณด้านหน้าร้านหนังสือดวงกมล ในปัจจุบัน ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖
ภาพ : Nheurfarr Punyadee

ดวงกมล2516.jpg
ดวงกมล2516.jpg (47.65 KiB) เปิดดู 120 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 13 ก.ค. 2019 9:45 pm

วัดสันติธรรม จังหวัดเจียงใหม่ เมื่อแรกสร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๙๒
ภาพ : หนังสือ ร้อยตระกูลที่ถนนช้างม่อย ของ พ.ต.อ.อนุ เนินหาด
วัดสันติธรรม.jpg
วัดสันติธรรม.jpg (10.4 KiB) เปิดดู 120 ครั้ง


คูเมืองเชียงใหม่ ในพ.ศ.๒๔๘๐ ด้านทิศเหนือ มุมกล้องถ่ายจากแจ่งศรีภูมิไปทางทิศตะวันตก ขณะนั้นกำแพงเมืองยังไม่ได้รื้อ ตามแนวกำแพงมีต้นไม้และวัชพืชปกคลุมตลอด ในคูเมืองมีผักตบชวากำลังออกดอก ทางขวามือเห็นถนนมณีนพรัตน์ที่ยังเป็นลูกรัง
จากหนังสือ ลานนาไทยในอดีต ของคุณลุงบุญเสริม สาตราภัย
คูเมืองเชียงใหม่2480.jpg
คูเมืองเชียงใหม่2480.jpg (11.53 KiB) เปิดดู 120 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » เสาร์ 13 ก.ค. 2019 9:49 pm

รูปปั้นช้างมงคลที่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จังหวัดเจียงใหม่ ปัจจุบันได้รับการสร้างใหม่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด ภาพถ่ายโดยนักสำรวจชาวเยอรมัน ซึ่งเดินทางขึ้นมาสำรวจ สภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนภาคเหนือประมาณเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ – ๒๔๕๐
จากหนังสือ เชียงใหม่เชียงเก่า
ช้างมงคล.jpg
ช้างมงคล.jpg (13.64 KiB) เปิดดู 120 ครั้ง


กู่พญาสามฝั่งแกน ในวัดป่าแดงเชียงใหม่ ภาพนี้ถ่ายราวๆ พ.ศ.๒๔๔๕ –๒๔๗๐ เชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพญาสามฝั่งแกนและพระมเหสีของพระองค์ พระญาสามฝั่งแกนเป็นกษัตริย์ล้านนา ราชวงศ์มังราย องค์ที่ ๘ ผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช
ภาพ :วารสารล้อล้านนา
วัดป่าแดง.jpg
วัดป่าแดง.jpg (80.74 KiB) เปิดดู 120 ครั้ง



แม่ค้าเดินกลับจากตลาดบนถนนลูกรัง ในจังหวัดพะเยา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑
ภาพโดย ดร. โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน (Dr. Robert Larimore Pendleton) นักวิทยาศาสตร์ทางดินและการเกษตร ชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานในฐานะที่ปรึกษาของกรมเกษตรและการประมง กระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้น
พะเยา2481.jpg
พะเยา2481.jpg (76.84 KiB) เปิดดู 120 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 4:30 pm

กำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก
เมื่อ พ.ศ.๒๕๖๑ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างก้อนอิฐที่ก่ออยู่แนวกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก(กำแพงดิน) ไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (TL) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ หรือราว ๗๐๐-๘๐๐ ปีมาแล้ว
ที่มา Archaeology 7 Chiang Mai
122177.jpg
122177.jpg (119.64 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


75168_resize.jpg
75168_resize.jpg (151.84 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 4:47 pm

ภูษา..ผ้าของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัตน์ ผู้ครองนครเชียงใหม่คนสุดท้าย

122180.jpg
122180.jpg (68.17 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


ชุดแรกเป็นผ้าเยียรบับ คำว่า เยียรบับ นั้นสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ซาระ+บัฟ จากภาษาเปอร์เซีย โดยคำว่า ซาระ แปลว่าทอง บัฟแปลว่าทอ โดยรวมแล้วมีความหมายว่าผ้าที่ทอจากทองจะเห็นว่าเสื้อเยียรบับของพลตรีเจ้าแก้วนวรัตน์นั้นมีความวิจิตรงดงามมาก ส่วนชุดที่สองเป็นเสื้อคลุมปักดิ้นเงินดิ้นทองสวยงามมากอย่างยากจะหาช่างฝีมือสมัยใหม่ที่จะทำออกมาสวยงามขนาดนี้ได้
ที่มา : เรื่องเล่าล้านนา
122181.jpg
122181.jpg (91.97 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 4:53 pm

การศึกษาแหล่งถลุงเหล็กโบราณบ้านแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ร่องรอยโลหกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนล้านนา

122182.jpg
122182.jpg (114.87 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


ตามที่ในปี พ.ศ.๒๕๖๑ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้สำรวจพบร่องรอยแหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่อำเภอลี้ไม่ต่ำกว่า ๓๐ แหล่ง และมีแนวโน้มว่าจะมีการค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างถ่านภายในก้อน Slag จากแหล่งถลุงเหล็กโบราณสิบดร ไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator mass spectrometry (AMS) dating พบว่ากิจกรรมการถลุงเหล็กที่แหล่งสิบดร มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงราว ๒,๕๐๐ - ๒,๗๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งถือเป็นค่าอายุแหล่งถลุงโบราณที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในดินแดนล้านนานั้น เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มแหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่อำเภอลี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ จึงได้กำหนดแผนงานขุดค้นศึกษาทางโบราณคดี แหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่บ้านแม่ลาน ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาอายุสมัยของเตาถลุงเหล็กโบราณ ๒) ศึกษากรรมวิธี เทคนิค และรูปแบบเตาถลุงเหล็กโบราณ และ ๓) ตีความถึงระดับการผลิตของแหล่งถลุงเหล็กโบราณ

จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบหลักฐานที่สำคัญดังนี้

๑) ฐานเตาถลุงเหล็กโบราณ พบในบริบทดั้งเดิม (in situ) ปรากฏลักษณะเป็นผนังเตาถลุง วัสดุดินเหนียวปั้นเผาไฟ ตั้งแต่ส่วนฐานที่มีช่องระบายตะกรัน จนถึงส่วนช่องเติมอากาศ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๐ เซนติเมตร

๒) ก้อนแร่เหล็กวัตถุดิบ (iron ore) เป็นแร่เหล็กชนิด Magnetite ที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีขนาด ๒-๓ เซนติเมตร

๓) ตะกรันจากการถลุงเหล็ก มีทั้งรูปแบบก้อน slag ขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ภายในเตา และรูปแบบน้ำตาเทียนที่ถูกเจาะระบายออกมานอกเตา

๔) ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthen Ware) เนื้อหยาบ ซึ่งมักพบในแหล่งโบราณโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์

การวิเคราะห์หลักฐานเบื้องต้น มีข้อสันนิษฐาน ดังนี้

๑) ประเด็นอายุสมัย จากโบราณวัตถุร่วมที่พบ สันนิษฐานว่าแหล่งถลุงเหล็กโบราณแห่งนี้ น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว) แต่ทั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ทำการเก็บตัวอย่างถ่านตกค้างอยู่ภายในก้อนตะกรัน ที่พบจากการขุดค้น เพื่อส่งไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator mass spectrometry (AMS) dating เพื่อให้ได้คำตอบเกี่ยวกับอายุสมัยของแหล่งที่ชัดเจนต่อไป

๒) ประเด็นกรรมวิธี เทคนิค และรูปแบบเตาถลุงเหล็กโบราณ พบว่าเป็นการถลุงเหล็กตามกระบวนการทางตรง (Direct Iron Smelting Process) คือ การถลุงโดยใช้ถ่านและอากาศเติมความร้อนให้กับแร่เหล็ก ทำให้ธาตุเหล็กแยกจากธาตุอื่นๆ และจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเหล็ก (Iron Bloom) บริเวณก้นเตาถลุง โดยรูปแบบสันนิษฐานของเตาถลุงมีลักษณะ เป็นเตาถลุงรูปแบบทรงกระบอกตรงมีผนังสูง (Shaft Furnace) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๐ เซนติเมตร


๓) ประเด็นการตีความถึงระดับการผลิต จากการขุดค้น พบร่องรอยของเตาถลุงเหล็กขนาดใหญ่ทับซ้อนอยู่ในหลุมขุดค้นไม่ต่ำกว่า ๘ เตา โดยเตาถลุงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๗๐ - ๙๐ เซนติเมตร เบื้องต้นจึงสันนิษนิษฐานว่าการถลุงเหล็กในพื้นที่ดังกล่าว น่าจะสร้างผลผลิตเป็นเหล็กในปริมาณค่อนข้างมากเพื่อแลกเปลี่ยนกับดินแเนภายนอก แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้ ผู้ศึกษาจะวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อคำอธิบายที่ชัดเจนต่อไป

การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นค้นพบและสร้างองค์ความรู้ครั้งสำคัญ เกี่ยวกับพัฒนาทางวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย จากยุคสมัยโลหะสู่สมัยการสร้างบ้านแปงเมืองในดินแดนล้านนา ทั้งนี้ทีมงานกลุ่มโบราณคดี จะมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียด เพื่อสร้างความกระจ่างต่อไปในอนาคต

ผู้ศึกษา นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการ

ที่มา : Archaeology 7 Chiang Mai
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 4:58 pm

ถนนอินทยงยศ...วิถีลำพูน

เจ้าจักรคำ และเจ้าหญิงแขกแก้ว อัครชายา
122184.jpg
122184.jpg (43.66 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


คุ้มคือที่อยู่ ที่พักอาศัยของเจ้านายฝ่ายเหนือในจังหวัดลำพูนและในจังหวัดเชียงใหม่ถ้าเป็นที่พักอาศัยของเจ้าผู้ครองนคร ก็ถูกเรียกว่า "คุ้มเจ้าหลวง" หรือ "คุ้มหลวง" เมื่อเจ้าผู้ครองนครถึงแก่พิราลัย คุ้มเจ้าหลวงผู้ครองนครองค์ใหม่ก็จะถูกเรียกว่า "คุ้มหลวง" ส่วนคุ้มของเจ้าผู้ครองนครองค์ที่แก่พิราลัย ก็ตกทอดเป็นของทายาทต่อไปจะถูกเรียกว่า "คุ้ม"

เมื่อครั้งเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูน คุ้มหลวงของท่านตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูนด้านหลังติดกับหนองน้ำแห่งประวัติศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี กษัตรีย์พระองค์แรกของพระนครหริภุญไชย ชื่อ "หนองน้ำจามเทวี" ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เจ้าหลวงอินทยงยศโชติได้ยกคุ้มหลวงของท่านได้แก่รัฐบาลสยาม ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารที่ว่าการเมืองหรือศาลากลางจังหวัดลำพูนในปัจจุบันนี้ เมื่อท่านถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ โอรสของท่านได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ ๖ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๑๐ มีพระนามว่า เจ้าจักรคำขจรศักดิ์

คุ้มหลวงหลังแรกของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ประกอบด้วยเรือนไม้สักชั้นเดียวใต้ถุนสูงหลายหลังอยู่ในบริเวณพื้นที่ดินประมาณ ๔ ไร่เศษ เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์พำนักที่คุ้มหลังนี้ตั้งเเต่เสกสมรสกับเจ้าหญิงขานแก้ว อรรคชายองค์แรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ราชโอรสและราชธิดาที่กำเนิดจากเจ้าหญิงขานแก้ว ทั้ง ๔ องค์ มีสูติกาลที่คุ้มหลวงหลังนี้

๑.เจ้าหญิงลำเจียก สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒

๒.เจ้าหญิงวรรณรา สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗

๓.เจ้าชายพงศ์ธาดา สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙

๔.เจ้าชายรัฐธาทร สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐

หลังจากที่เจ้าหญิงขานแก้วถึงแก่อนิจกรรมได้ ๒ ปีกว่า เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ได้เสกสมรสอีกครั้งกับเจ้าหญิงแขกแก้ว อรรคชายาองค์ที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ท่านและเจ้าหญิงเเขกแก้วยังคงพำนักที่คุ้มหลวงหลังนี้ ราชโอรสและราชธิดาที่กำเนิดจากเจ้าหญิงเเขกแก้ว ทั้ง ๔ องค์ก็มีสูติกาลที่คุ้มหลวงหลังนี้

๑.เจ้าชายวรทัศน์ สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔

๒.เจ้าชายรัชเดช สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖

๓.เจ้าชาย_______ สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ (ถึงเเก่อนิจกรรมหลังจากมีสูติกาลได้ไม่กี่วัน จึงไม่ทันได้ตั้งชื่อ)

๔.เจ้าหญิง_______ สูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ (ถึงแก่อนิจกรรมหลังจากมีสูติกาลได้ไม่กี่วัน จึงไม่ทันได้ตั้งชื่อ)

ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๐ - ๒๔๘๒ เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ได้ก่อสร้างคุ้มหลวงแห่งใหม่ เป็นตึก ๒ ชั้น รูปทรงเเบบยุโรป สวยงามมาก การปลูกอาคารแบบเป็นตึก ๒ - ๓ ชั้น รูปทรงแบบยุโรปกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกรุงเทพมหานครในช่วงเวลานั้น ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าว่า ผู้ที่ควบคุมการก่อสร้างคุ้มหลวงหลังใหม่นี้ คือ ม.จ. ทองแกมแก้ว ทองใหญ่ ราชบุตรเขยของท่าน คุ้มหลวงหลังใหม่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านได้ย้ายครอบครัวมาพำนักอยู่ที่คุ้มหลวงแห่งนี้ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ นั่นเอง และได้พำนักอยู่จนกระทั่งถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านได้ยกคุ้มหลวงหลังเก่าให้แก่เจ้าหญิงลำเจียก ราชธิดาองค์โตเป็นที่พำนักอาศัยต่อไป ผู้คนในลำพูนจึงเรียกคุ้มหลวงหลังเก่าว่า"คุ้มเจ้าหญิงลำเจียก"

โกศพระศพเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ตั้งอยู่ในห้องโถงคุ้มหลวง พ.ศ.๒๔๘๖
122189.jpg
122189.jpg (79.41 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง



เจ้าทรายแก้ว (ณ ลำพูน) กิติศรี ธิดาคนที่ ๓ ของเจ้าน้อยตื่น (ช) กับเจ้าตุ่นแก้ว (ญ) ณ ลำพูน เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อคุ้มหลวงสร้างเสร็จแล้ว เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ได้จัดให้มีงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ถึง ๗ วัน ๗ คืน เป็นที่ครึกครื่น สนุกสนาน และเป็นที่กล่าวขวัญกันทั้งเมืองเจ้าทรายแก้วเล่าเพิ่มเติมอีกว่า

"ตอนนั้นพี่อายุได้เพียง ๑๑ ปี เรียนอยู่ชั้นม.๑ จำได้ว่ายังไม่ได้สอบไล่เลยเมื่อมีงานฉลองขึ้นคุ้มใหม่งานจัดขึ้นบริเวณที่ดินที่เป็นที่ว่างอยู่หน้าคุ้มหลวง ซึ่งต่อมาก็คือบริเวณตลาดสดเดิมงานเริ่มตั้งเเต่บ่าย มีพ่อค้า แม่ค้า ทยอยมาตั้งร้านขายของกันตั้งเเต่บ่ายโมง ในงานมีลิเก ภาพยนตร์ มีซอ มีเวทีสำหรับการแสดงของคณะที่มีชื่อเสียงหมุนเวียนเปลี่ยนกันมา เเละมีการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในลำพูน ๗ คืน ก็ ๗ โรงเรียน ในตอนเย็นขอบทุกๆ วันทั้ง ๗ วันเจ้าหลวงฯ ท่านจะโปรยทาน โดยท่านจ่ายสตางค์แดง ๑ สตางค์บ้าง ครึ่งสตางค์บ้างไว้ในรูปตะกร้อบ้าง รูปปลาบ้าง รูปนกบ้าง ฯลฯ ซึ่งตะกร้อรูปสัตว์เหล่านี้สานด้วยใบมะพร้าว พวกเด็กๆ จะคอยเวลาโปรยทานกัน และก็วิ่งแย่งกันเก็บตะกร้อใบมะพร้าวที่ใส่สตางค์นี้เป็นที่สนุกสนานพอเริ่มมืดท่านก็ให้เปิดไฟในบริเวณงาน สว่างไสวมาก แล้วยังมีไฟอีก ๒ ดวงสว่างจ้าส่องไปที่ตราประจำพระองค์ที่อยู่บนหน้าบันของอาคารตึก ที่เป็นรูปช้าง ๒ ตัว มีจักรอยู่ตรงกลางระหว่าง ๒ ตัวนั่นไง" พี่ทรายแก้วเล่าต่อไปว่า "ตอนนั้นพี่เรียนอยู่ที่โรงเรียนสตรีลำพูน พี่ได้รำแสดงอะไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว อยู่ ๑ คืน เมื่อแสดงบนเวทีเส็รจแลัวนักเรียนที่แสดงรำทุกคนก็ได้รับของชำร่วยจากเจ้าหลวงฯ คนละ ๑ ชิ้น เป็นถาดเงินใบน้อยๆ ของชำร่วย ๑ คืนไม่เหมือนกันสักคืน บางคืนของชำร่วยก็เป็นถุงบุหงาหอมๆ ถุงเล็กๆ บางคืนของชำร่วยก็เป็นผ้าเช็ดปากซึ่งเป็นผ้าฝ้ายทอมือมาจากป่าซาง บอกได้เลยว่า งานฉลองคุ้มหลวงนี้เป็นงานใหญ่ของปีนั้นเลยนะ เป็นงานที่ทุกคนต้องไปเที่ยวกัน"

คุ้มหลังใหม่
achment=0]122191.jpg[/attachment]


ที่มา : Naren Punyapu
ไฟล์แนป
122191.jpg
122191.jpg (48.68 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 5:12 pm

คุ้มหลวงหลังแรกของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ประกอบด้วยเรือนไม้สักชั้นเดียวใต้ถุนสูงหลายหลังอยู่ในบริเวณพื้นที่ดินประมาณ ๔ ไร่เศษ เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์พำนักที่คุ้มหลังนี้ตั้งเเต่เสกสมรสกับเจ้าหญิงขานแก้ว อรรคชายองค์แรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ราชโอรสและราชธิดาที่กำเนิดจากเจ้าหญิงขานแก้ว ทั้ง ๔ องค์
122186.jpg
122186.jpg (61.34 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


122187.jpg
122187.jpg (63.36 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 5:41 pm

งานประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัยจังหวัดลำพูน ไม่ทราบ พ.ศ.
Naren Punyapu

60912448_2197560146990735_933786573743325184_n.jpg
60912448_2197560146990735_933786573743325184_n.jpg (46.93 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


หริภุญชัย1.jpg
หริภุญชัย1.jpg (102.95 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

Re: อดีตกาลล้านนา

โพสต์โดย น้ำฝน ทะกลกิจ » จันทร์ 15 ก.ค. 2019 5:44 pm

คุณสุชีลา ศรีสมบูรณ์ นางสาวไทย พ.ศ.๒๔๙๗ และคุณนวลสวาท ลังการ์พินธุ์ รองนางสาวไทย พ.ศ.๒๔๙๖ สองสาวงามแห่งเมืองลำพูน
นางสาวไทย ๒๔๙๗.jpg
นางสาวไทย ๒๔๙๗.jpg (106.24 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


ภาพ Naren Punyapu

คุณสุชีลา ศรีสมบูรณ์ นางสาวไทย พ.ศ.๒๔๙๗ และคุณโสภาพรรณ กันฑาซาว นางสาวลำปางพ.ศ.๒๔๙๙ สองสาวงามแห่งเมืองลำพูน
นางสาวไทยนางสาวลำปาง.jpg
นางสาวไทยนางสาวลำปาง.jpg (49.09 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
น้ำฝน ทะกลกิจ
นักเขียนแห่งปี
นักเขียนแห่งปี
 
โพสต์: 384
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 30 ก.ย. 2018 1:00 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน