เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » ศุกร์ 25 ต.ค. 2019 4:39 pm

ถนนสายลำปาง - เชียงราย พ.ศ.๒๔๖๓
#ภาพเก่าเล่าอดีต
12366.jpg
12366.jpg (23.7 KiB) เปิดดู 119 ครั้ง


ประตูวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน พ.ศ.๒๔๘๙
#ภาพเก่าเล่าเรื่อง
12368.jpg
12368.jpg (26.67 KiB) เปิดดู 119 ครั้ง
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » ศุกร์ 25 ต.ค. 2019 4:42 pm

ดอยนางนอน (ดอยตายสะ หรือดอยสามเส้า)
ภาพจากหนังสือ’ชินกาลมาลีปกรณ์’
12335.jpg
12335.jpg (23.23 KiB) เปิดดู 119 ครั้ง


สถานีตำรวจภูธรอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย (ขณะนั้น) พ.ศ.๒๕๑๒
#ภาพเก่าเล่าอดีต
12346.jpg
12346.jpg (29.81 KiB) เปิดดู 119 ครั้ง



สถานีตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน เมื่อพ.ศ.๒๔๖๕
12350.jpg
12350.jpg (24.28 KiB) เปิดดู 119 ครั้ง
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » ศุกร์ 25 ต.ค. 2019 5:20 pm

แม่หลวงอวน และพ่อหลวงอิ่น พี่สาวและพี่เขยของครูบาเจ้าศรีวิชัย
3636.jpg
3636.jpg (82.74 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยาในอดีต
12834.jpg
12834.jpg (30.45 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง

มีล้อวัวบรรทุกถังน้ำขนาด ๒๐๐ ลิตรรวมสองถังมีก๊อกน้ำทำเองอยู่ด้านล่างถัง มีปีบน้ำมันก๊าดอยู่ด้านท้ายล้ออีก ๔ ใบสำหรับขนน้ำไปขายให้ชาวบ้านที่ต้องการซื้อ แล้วไปตักน้ำจากกว๊านพะเยาแหล่งที่สะอาดจนเต็มถัง ก่อนนำไปเร่ขายในหมู่บ้านช่วงบ่ายๆแก่พวกชาวบ้านที่ต้องการในราคาปีบละสลึงและขยับมาปีบละห้าสิบสตางค์ในภายหลัง รายได้ดีไม่เสียค่าน้ำมันมีแต่ค่าฟางหญ้าสำหรับวัว ถ้าตัดเองก้อไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » ศุกร์ 25 ต.ค. 2019 5:23 pm

โรงหนังในอำเภอรอบนอก ฉายเรื่อง "แสงกระสือ"
12332.jpg
12332.jpg (34.93 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


กาดงัว ไม่ทราบว่าที่ใด
12379.jpg
12379.jpg (79.65 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


ร้านขายของชำ ภาพน่าจะก่อน พ.ศ.๒๕๓๐
12056.jpg
12056.jpg (84.34 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » ศุกร์ 25 ต.ค. 2019 5:29 pm

การเลื่อยไม้ในอดีต ไม่ทราบ พ.ศ.
12026.jpg
12026.jpg (76.94 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


วิถีชีวิตเก่าๆ
12044.jpg
12044.jpg (54.54 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง


ในยุคที่ยังเต็มไปด้วยล้อเกวียน
12054.jpg
12054.jpg (50.38 KiB) เปิดดู 118 ครั้ง
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » ศุกร์ 01 พ.ย. 2019 10:31 am

ภาพประตูมหาวัน จังหวัดลำพูน ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐
ถ่ายภาพโดยมิชชันนารี
141160.jpg
141160.jpg (28.18 KiB) เปิดดู 86 ครั้ง


มองความเป็นล้านนาผ่านคำบอกเล่าและข้อมูลเก่า “ลิลเลียน เจ.เคอร์ทิส” (Lillian J. Curtis) หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันเคยกล่าวถึงภาพรวมของแม่ญิงล้านนาว่า “มีความขยันพากเพียร ฉลาดมากกว่าผู้ชาย เธอสามารถควบคุมสามีและมีสิทธิที่จะขับไล่สามีได้ตามใจชอบ ผู้หญิงคนเมืองมีความมั่นคงด้านกฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจมากกว่าผู้หญิงชาวสยาม” ข้อมูล : เพ็ญสุภา สุขคตะ มติชนสุดสัปดาห์

วิถีล้านนานั้น คนล้านนามีคนเป็นทาสน้อยมาก และทาสไม่ได้ถูกกดขี่ข่มเหง คนทั่วไปจะเป็นชนชั้นไพร่ (ชาวเมืองทั่วไป) ในส่วนของขุนนางในราชสำนักหากทำความผิดจะต้องโทษหนักกว่าประชาชนธรรมดาเนื่องจากได้รับสิทธิ์และศักดิ์มากกว่าคนทั่วไป เพราะทำงานให้แผ่นดิน จึงต้องวางตนเป็นแบบอย่าง และหากทำผิดอาจจะมีผลกระทบต่อบ้านเมืองได้ ด้วยโครงสร้างสังคมเช่นนี้จึงทำให้วิถีชีวิตชาวล้านนานั้นร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา
ภาพ : สมภพ แสงพรหม
สมภพ แสงพรหม 1.jpg
สมภพ แสงพรหม 1.jpg (470.72 KiB) เปิดดู 86 ครั้ง


การเต้นแม้ว ในงานพิธียกฉัตรขึ้นยอดพระธาตุ หน้าพระธาตุเจดีย์ ในงานผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต ฉลองพระธาตุ วัดห้วยเกี๋ยง หมู่ ๘ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘


ที่มา : Narin Sroymano
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » พุธ 06 พ.ย. 2019 6:09 am

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และเจ้ามหาพรหมสุรธาดา (มหาพรหม ณ น่าน)เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย พ.ศ.๒๔๓๐
2430.jpg
2430.jpg (21.65 KiB) เปิดดู 40 ครั้ง


ล่องแพแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย พ.ศ.๒๕๑๐
2510.jpg
2510.jpg (17.72 KiB) เปิดดู 40 ครั้ง
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เกร็ดล้านนาและภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเหนือ โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 10 พ.ย. 2019 7:59 pm

วัดภูมินทร์ ตั้งอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน เป็นวัดที่มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่นๆ คือ อุโบสถและวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน
มีประตูไม้ทั้ง ๔ ทิศ ซึ่งแกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือช่างเมืองน่าน นอกจากนี้ฝาผนังแสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารเมืองน่าน วัดภูมินทร์ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช๒๓๑๙ โดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ สร้างขึ้นหลังจากขึ้นครองนครน่านได้ ๖ ปี ปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่าเดิมชื่อ"วัดพรหมมินทร์" ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้าง แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ดังกล่าว ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย คือเป็นพระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจตุรมุข(กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นพระอุโบสถจตุรมุขของประเทศไทย) นาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว ตรงใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ ๔ องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อที่เล่าเรื่องชาดก ตำนานพื้นบ้านและความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต
#ภาพเก่าเล่าเรื่อง
23479.jpg
23479.jpg (24.37 KiB) เปิดดู 3 ครั้ง


ปราสาทนกหัสดีลิงค์
23481.jpg
23481.jpg (40.5 KiB) เปิดดู 3 ครั้ง

เป็นเครื่องประกอบพิธีส่งสการเก่าแก่ของคนล้านนา สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากเชียงรุ้งแห่งสิบสองปันนา เป็นการยกย่องพระเถระผู้มีความเคารพ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพิธีกรรมปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์เริ่มขึ้นบนแผ่นดินล้านนาตั้งแต่ยุคใด และมีความเก่าแก่ไปถึงยุคหริภุญไชยหรือทวารวดีหรือไม่ ทราบแต่ว่าเริ่มมีแล้วแน่ๆ ในยุคล้านนาตอนปลาย

หนังสือ “พงศาวดารโยนก” กล่าวถึงการสร้างพิมานบุษบกบนหลังนกหัสดีลิงค์ในงานถวายพระเพลิงศพนางพระญาวิสุทธิเทวี กษัตรีย์แห่งราชวงศ์มังรายผู้ครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย ราวปี พ.ศ.๒๑๒๑ ซึ่งเป็นยุคที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว ถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกที่กล่าวถึงนกหัสดีลิงค์ในล้านนา

“จุลศักราช ๙๔๐ ปีขาล สัมฤทธิศก เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ…..นางพระญาวิสุทธิเทวี….ตนนั่งเมืองนครพิงค์…ถึงสวรรคต พระญาแสนหลวงจึงแต่งการพระศพ….ทำเป็นวิมานบุษบกตั้งอยู่บนหลัง….นกหัสดินทร์ตัวใหญ่….แล้วฉุดลากไปด้วยแรงช้างคชสาร……ชาวบ้าน ชาวเมืองเดินตามไป…..เจาะกำแพงเมืองออกไปทางทุ่งวัดโลกโมฬี….และทำการถวายพระเพลิง ณ ที่นั้น…..เผาทั้งรูปปนกหัสฯ และวิมานบุษบกนั้นด้วย….. “

ด้วยเหตุที่พระนางวิสุทธิเทวีปกครองล้านนาภายใต้การบังคับบัญชาของพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า ทำให้นักวิชาการบางท่านเห็นว่าประเพณีนี้อาจถูกนำมาสถาปนาในล้านนาโดยพม่าหรือไม่ เมื่อศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกชั้นพบว่าพม่ารับวัฒนธรรมส่วนใหญ่มาจากชาวมอญอีกทีหนึ่ง แต่ที่น่าสงสัยก็คือในปัจจุบันทั้งชาวมอญ (หงสาวดี) และชาวพม่าในเมืองสำคัญๆ กลับไม่ปรากฏว่ามีพิธีการทำศพด้วยนกหัสดีลิงค์อีกต่อไป (อาจถูกตัดตอนไปแล้วในยุคล่าอาณานิคม) ยกเว้นแต่คำบอกเล่าของปราชญ์ชาวมอญบ้านเกาะเกร็ดนนทบุรี ที่บอกว่าคนเฒ่าคนแก่เคยเล่าถึงพิธีลากปราสาทศพนกหัสดีลิงค์เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันพิธีนี้ก็ยกเลิกไปแล้วเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบกับทางกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ๔๐๐ ปีก่อนได้พบคำว่า เมรุเผาศพ ขึ้น (เมรุแทนสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ) ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ราว พ.ศ.๒๑๘๑ ว่ามีการสร้างวิมานขนาดใหญ่กลางนคราเพื่อเป็นที่ถวายพระเพลิงศพกษัตริย์เป็นการเฉพาะ อันเป็นรูปแบบที่จำลองมาจากปราสาทหินนครวัด ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยามีความสัมพันธ์กับทางขอมมากกว่ามอญ จึงไม่ปรากฏเรื่องราวของนกหัสดีลิงค์

นกสักกะไดลิงค์จากเชียงรุ้งสู่ทุ่งศรีเมือง

พิธีส่งสการศพด้วยนกหัสดีลิงค์ในล้านนามีธรรมเนียมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าวิสุทธิเทวี เคียงคู่ขนานกับรัฐหลายรัฐในสายตระกูล “ล้านนา-ล้านช้าง” อาทิ รัฐฉาน และเชียงตุงในพม่า เมืองหลวงพระบาง เมืองจำปาสัก ในลาว ข้อสำคัญยังพบพิธีกรรมนี้ที่อำเภอทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเจ้านายสืบเชื้อสายมาจากเมืองเชียงรุ้ง (เชียงรุ่ง) ในสิบสองปันนา

ตำนานการทำศพด้วยนกสักกะไดลิงค์ฉบับทุ่งศรีเมืองกล่าวว่า

“มีนครหนึ่งชื่อนครเชียงรุ้งตักศิลา พระเจ้าแผ่นดินถึงแก่สวรรคต พระมเหสีนำพระบรมศพแห่แหนไปถวายพระเพลิงนอกเมือง นกสักกะไดลิงค์ บินจากป่าหิมพานต์มาเห็นเข้าจึงได้โฉบลงแย่งพระศพ พระมเหสีให้หาคนที่จะสู้นกแย่งเอาพระศพคืน ในที่สุดมีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ เจ้านางสีดา เป็นบุตรีของมหาราชครู อาสาต่อสู้นก เจ้านางสีดามีวิชายิงศรเป็นเยี่ยม ได้ใช้ศรยิงถูกนกใหญ่ตกลงมาถึงแก่ความตาย พระมเหสีจึงให้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของกษัตริย์พร้อมนกใหญ่ จนกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับเจ้านายเชื้อสายจำปาสักว่า เมื่อถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ให้ทำพระเมรุรูปนกสักกะไดลิงค์ประกอบหอแก้วแล้วเชิญศพขึ้นตั้ง ชักลากออกไปบำเพ็ญพระกุศลครบถ้วน ๓ วันจึงเผา ก่อนเผาต้องมีพิธีฆ่านก แล้วเผาทั้งศพทั้งนก”

พิธีปลงศพด้วยนกสักกะไดลิงค์ที่อุบลราชธานีในอดีตนั้นมีความหรูหราอลังการมาก นั่นคือต้องชักลากปราสาทศพออกไปบำเพ็ญกุศลกลางท้องทุ่งศรีเมืองเป็นเวลา ๓ ถึง ๕ วันจึงจะเผา เจ้าภาพต้องจัดโรงทานไว้ตลอดงานสำหรับคนที่มาร่วมงานพิธีฆ่านก ผู้ฆ่าต้องเป็นนางทรงที่สืบสกุลจากเจ้านางสีดา ซึ่งมีการสืบทอดเชื้อสายกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก่อนมีพิธีฆ่านก เจ้าภาพจะจัดพิธีทอดผ้าบังสุกุลตามพุทธศาสนาเสียก่อน หลังจากเผานกและเมรุแล้ว คืนนั้นจะมีมหรสพสมโภชอัฐิไปด้วย รุ่งเช้าเก็บอัฐิและอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย แล้วนำอัฐิไปก่อธาตุบรรจุต่อไป


เมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ปกครองเมืองอุบลได้มาร่วมงานประเพณีนี้ เห็นว่าเป็นการแข่งบารมีกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามที่มีการเผาพระบรมศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพเจ้านายที่ทุ่งศรีเมืองเสีย จากนั้นแนวความคิดรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวได้แพร่หลายนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ในการออกคำสั่งให้ยกเลิกพิธีปลงศพเจ้านายด้วยนกหัสดีลิงค์บนแผ่นดินล้านนาทั่วทุกเมืองอีกเช่นกัน

ด้วยเหตุผลที่ว่าอาณาจักรล้านนาและล้านช้างฟากตะวันตกของแม่น้ำโขงถูกรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับราชอาณาจักรสยามแล้ว ดังนั้นจึงมีพระมหากษัตริย์ได้เพียงหนึ่งเดียว ทางรัฐบาลสยามเกรงว่าหากปล่อยให้มีพิธีถวายพระเพลิงศพเจ้านายบนปราสาทนกหัสดีลิงค์ซึ่งมีความสง่างาม ยิ่งใหญ่สมฐานะบารมีต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นการแข่งขันกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงของกษัตริย์ราชวงศ์จักรี


การเมืองเรื่องปราสาทศพนกหัสดีลิงค์

แม้กระนั้นชาวล้านนาและชาวอุบลยังขออนุโลมให้ได้จัดพิธีดังกล่าวสำหรับพิธีศพของพระเถระชั้นผู้ใหญ่บ้าง เพื่อมิให้ประเพณีนี้สูญหายไป เฉพาะการลากจูงศพนั้น ต้องใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านแบบโบราณ ด้านล่างของปราสาทไม่มีล้อและกลไกขับเคลื่อน แต่ใช้ต้นมะพร้าวสองต้นเป็นส่วนฐานลากแทนล้อรถ ต้องใช้แรงงานคนในการบังคับการเลี้ยว และใช้ไม้พลองในการงัดต้นมะพร้าว ให้ไปตามทิศทางที่จะเลี้ยวด้วยความยากลำบากยิ่ง แต่การลากจูงสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของวิถีชาวบ้านอย่างแท้จริง

ภาพของประชาชนนับหมื่นที่แห่เข้าร่วมขบวนลากจูงปราสาทศพนกหัสดีลิงค์ของพระเถระผู้ใหญ่ จากวัดเคลื่อนไปตามท้องถนนสู่เมรุเผาศพในแผ่นดินล้านนานั้นกว่าจะมีให้เห็นประปรายสักครั้งจึงยากแสนเข็ญ เหตุเพราะภาครัฐและการเมืองได้เข้ามาอุปถัมภ์การจัดพิธีกรรมนี้ เพื่อจะได้กลั่นกรองพิจารณาเห็นชอบอนุญาตให้จัดได้เฉพาะพระเถระที่ทรงคุณธรรมเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความรู้ในพระปริยัติแตกฉานเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตนบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา แต่ถูกสยามมองว่าเป็น “กบฏผีบุญ” ทั้งหลาย เช่น ครูบาเจ้าศรีวิชัย จะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดพิธีศพด้วยปราสาทนกหัสดีลิงค์ แม้รัฐบาลจะมีส่วนช่วยให้พิธีกรรมส่งสการศพด้วยนกหัสดีลิงค์นี้ยังดำรงอยู่ หากแต่ในแง่หนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า ภาคการเมืองได้พยายามใช้พิธีกรรมนี้เป็นเวทีการกดข่มและขีดวงล้อมกรอบทางประเพณีของคนในท้องถิ่นไว้ด้วยเช่นกัน


ปัจจุบันไม่มี “เจ้านาย” องค์ไหนของทางล้านนาและเมืองอุบลราชธานีมีสิทธิ์ได้รับเกียรติอันสูงส่ง ในการปลงศพด้วยปราสาทนกหัสดีลิงค์อีกต่อไปแล้ว แต่หากไม่ช่วยกันรักษา “พื้นที่” อนุรักษ์พิธีกรรมนี้ไว้เมื่อพระสงฆ์ผู้หลักผู้ใหญ่ถึงแก่มรณภาพ คนในท้องถิ่นก็จะขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ในแง่ของการผลิตซ้ำอุดมการณ์ความเชื่อที่ว่าพวกตนต่างสืบเชื้อสายมาจากกลุ่ม “ล้านนา-ล้านช้าง”

เพ็บสุภา สุขคตะ.เปิดตำนาน-ความหมาย ‘ปราสาทนกหัสดีลิงค์’ ปลงศพเจ้า เผาศพพระ ในวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง.มติชน

ว่าวลม
ว่าวลม.jpg
ว่าวลม.jpg (56.71 KiB) เปิดดู 3 ครั้ง

ในประเพณียี่เป็ง มีการจุดโคม (ปกติคนเหนือจะเรียกว่าว่าวลม หรือบางท้องถิ่นเรียก ว่าวฮม และว่าวไฟ) ประกอบด้วย “โคมลอย” จุดตอนกลางวัน และ ปล่อย “โคมไฟ” ตอนกลางคืน เพื่อคารวะต่อพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ การจุดโคมไฟและโคมลอยจะเกิดขึ้นโดยประชาชนรวมตัวกันนำกระดาษสีอะไรก็แล้วแต่เอาไปรวมกันที่วัด แล้วก็ไปช่วยกันต้มแป้งเปียกเพื่อใช้เหมือนกาวติดกระดาษ ได้โคมกระดาษลูกกลมๆ โตๆ สูง ๖ ฟุต มีรูข้างล่าง เพื่อใช้จุดไฟอัดควันเข้าไป ระหว่างช่วยกันทำคนในชุมชนก็ได้พูดคุยกันไป เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน และยังประหยัดไม่ต้องซื้อหา

ส่วนกาลเทศะในการจุด “โคมลอย” นั้นจะจุดตอนเช้าก่อนหรือหลังจากพระฉันเพล ส่วนแต่ละวัดจะทำได้กี่ลูกก็ขึ้นอยู่กับกำลังศรัทธาของแต่ละวัด โดยทั่วไปจะจุดโคมลอยประมาณ ๖ ลูก และอีก ๖ ลูก จะไว้จุดกลางคืน เป็น “โคมไฟ”

ลูกที่จุดกลางวันจะมีแต่ควันอย่างเดียว ส่วนลูกที่จุดกลางคืนจะใช้ “ไต้” แขวนด้านล่าง เมื่อลอยขึ้นฟ้าจะมีแสงสว่างด้วย ซึ่ง “โคมไฟ” นี้จะมีการจุดช่วงหัวค่ำ คือจุดก่อนจะมีการเทศน์มหาชาติที่จะเริ่มประมาณหนึ่งทุ่ม จนไปถึงสิบโมงเช้า

ประเด็นหลักหัวใจของล้านนาในอดีตเป็นเรื่องชุมชน และวัดทำโคมเพื่อถวายพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ไม่ได้ผลิตจากโรงงาน วัสดุในการทำโคมก็เป็นชนิดเดียวกับที่ทำตุง โคมไฟในสมัยก่อนมีลูกใหญ่มีกำลังแรงลอยไปไกล ไฟทำจาก “ไต้” พอลอยลับตาคนก็ดับแล้ว ไม่ใช่ร่วงลงมาดับบนพื้น

โคมอย่างที่เราเห็น แต่แตกต่างจากประเพณีโบราณ เพราะตัวโคมทำจากกระดาษก็มีลักษณะเหนียวเหมือนเคลือบพลาสติก ส่วนไฟก็ทำจากกระดาษชำระชุบขี้ผึ้ง ซึ่งจะเผาไหม้นานมากไฟไม่ได้ดับบนอากาศ เป็นโคมเล็กๆ จากต้นทุน ๖ บาท แล้วนำมาขาย ๓ ลูก ๑๐๐ บาท หรือลูกละ ๖๐ บาท วิธีการผลิตและวิธีใช้ แบบทุนนิยม ผลิตจำนวนเยอะๆ ซื้อมาจุดได้ง่ายๆ ไม่ต้องเกิดจากความร่วมมือของชุมชน

(เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ของดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการด้านท้องถิ่น และล้านนาศึกษา)
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron