เชียงใหม่ในอดีต..ภาพเก่าเล่าความหลัง โดย น้ำฟ้า

เรื่องราวของอาณาจักรล้านนา

Re: เชียงใหม่ในอดีต..ภาพเก่าเล่าความหลัง โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย admin » พุธ 20 พ.ค. 2020 5:03 pm

เรื่องเล่าจากแฟนเพจ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ "#คนที่โดนเวนคืนที่ดิน" #จากการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ FB Supitchanan Pattasayakul ได้เล่าว่าบุคคลในรูปภาพคือคุณตาของเธอ
68590.jpg
68590.jpg (39.18 KiB) เปิดดู 2306 ครั้ง

ท่านเป็นเจ้าของเดิมของที่ดินใกล้ๆโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายจะสร้าง มช.ก็มีการเจรจาขอเวนคืนที่ดินกับชาวบ้าน ซึ่งเจ้าของที่ดินก็ให้ความร่วมมือ โดยครอบครัวของเธอนำเงินที่ได้จากการเวนคืนที่ดินไปซื้อที่บริเวณ มช.ซอย ๗ และอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับคุณ Sunun Panupaisal เล่าว่า ตอนแรกรัฐบาลตั้งใจจะสร้างมหาวิทยาลัยที่จังหวัดพิษณุโลก แต่ราคาที่ดินแพง ต่างกับเชียงใหม่ที่ส่วนหนึ่งให้ฟรี ส่วนหนึ่งก็ราคาถูกกว่ามาก #กว่าจะมาเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีผู้มีอุปการคุณเป็นจำนวนมาก ที่เสียสละ ย้ายที่อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียน เป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคแห่งแรกแห่งนี้

คุณ Supitchanan Pattasayakul เล่าเป็นภาษาเหนือ ดังนี้ “นี่คือ ฮูปป้ออุ๊ย(คุณตา) ของข้าเจ้า บ้านเดิมป้ออุ๊ยอยู่ตรงจุดตี้โกล้กับโฮงอาหารคณะวิศวะฯ มช.ในปัจจุบัน...แม่เล่าหื้อฟังว่า ต้นตระกูลข้าเจ้าเกิดและอยู่ในตี้ดินผืนหั้นกั๋นมาแต่ดั้งเดิมเป๋นทอดๆ จากรุ่นสู่รุ่น (แม่เกยปาไปผ่อตวยว่า บ้านเก๊าของป้ออุ๊ยอยู่ตั๊ดใด) พอรัฐบาลมีนโยบายจะสร้างมหา"ลัย ทางก๋ารเปิ้นก่อมาเจรจาขอเวนคืนตี้ดิน จาวบ้านตึงหมดก่อหื้อความร่วมมือจ้าดดี เพราะเปิ้นก่อต่างดีใจ๋ตี้เจียงใหม่เฮาจะมีมหา'ลัยไว้หื้อลูกหลานได้ฮ่ำได้เฮียนสูงๆ ต๋อนนั้นก่อมีก๋ารทำตี้ดินจัดสรรขาย แหมะๆฮั้ว มช.ในปัจจุบัน พอป้ออุ๊ยได้เงินค่าเวนคืนตี้ดินมา แกก่อไปซื้อตี้แป๋งบ้าน ก่อคือ เขยิบออกมาบะไกล๋จากตี้อยู่เดิม ตระกูลตางแม่และญาติๆนับเป๋นคนกลุ่มแรกตี้มาบุกเบิกสร้างบ้านอยู่ตรงหั้น (หลัง มช.ซอย 7 ซอยเยื้องๆกับประตู๋หอนาฬิก๋า) เกิดมาแต่หน้อยๆข้าเจ้าก่อได้ยินจื้อ แม่นายกิมฮ้อ แต่บะเกยเจอตั๋วเปิ้นนะเจ้า เวลาไปทำบุญตี้วัดฝายหินซึ่งเป๋นวัดตี้อยู่ติดกับฮั้ว มช. ข้าเจ้าก่อจะต้องก๋ายบ้านแม่นายตลอด (ตางขึ้นหลิ่งไปร้านอาหารกาแล) บริเวณเขตบ้านแม่นายกิมฮ้อกว้างขนาด ข้าเจ้าเกยเข้าไปแอ่วสมัยละอ่อน เพราะมีคนฮู้จักเป็นคนงานดูแลสวนหื้อแม่นาย ถึงแม่นายกิมฮ้อเปิ้นจะต๋ายไปเมินแล้ว แต่ ลูกเปิ้นก่อยังเก็บตี้แปลงนี้ไว้เต๊าบะเดี่ยว...แม่บอกว่า ตอนเวนคืนตี้ดินหื้อตางก๋าร ป้ออุ๊ยกึ๊ดไว้ว่า ซักวันนึงขอหื้อมีลูกหลานเปิ้นได้เฮียนในฮั้ว มช.และข้าเจ้าก่อทำหื้อเปิ้นสมหวังได้...สมัยก่อนสอบเข้า มช.ประกาศผลสอบตางทีวี ป้ออุ๊ยนั่งหน้าจอลุ้นแหมะฮาก เปิ้นบอกไว้ว่า ถ้าสอบติด มช.เปิ้นจะหื้อค่าขนม ๕๐๐ พอฮู้ผลสอบ เปิ้นดีใจ๋ขนาด ฟั่งเดินไปหยิบตังค์ ๕๐๐ หื้อข้าเจ้าโวยว่อง

ส่วนคุณ Sunun Panupaisal เล่าว่า “ใช่เลย เพราะเราเป็นเด็กอพ่อเราบอกว่าไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยที่กทม.แล้ว มีคนใจบุญหลายคนที่เชียงใหม่ยกที่ดินให้ ที่จริงรัฐบาลอยากตั้งมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือที่พิษณุโลก แต่ผู้ว่าฯและ ชาวบ้านขายที่ดินแพง ในขณะเดียวกันที่เชียงใหม่ให้ฟรี&ส่วนหนึ่งขายให้ราคาถูก จึงเป็นเรื่องโชคดีของเชียงใหม่จ้า พ่อเราพาไปเที่ยวเชียงใหม่ ๒๕๐๗ พาเข้าไปเที่ยวในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย แต่ตอนนั้นเราค้านในใจเพราะอยากไปเรียนมหาวิทยาลัยในกทม. แต่ในที่สุดก็มาเป็นลูกศิษย์มช.อันเป็นที่รักของเราจ้า”

ขอขอบคุณเรื่องเล่าทุกเรื่อง ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน...

ด้านล่างเป็นข้อมูล #ประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“เราต้องการมหาวิทยาลัยประจำลานนาไทย”
“เพื่อศักดิ์ศรีของคนเมือง เราต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย”
“จงสู้จนสุดใจขาดดิ้น เพื่อมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย”

ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงการเรียกร้องของประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นทั้งสิ้น หากจะกล่าวไปแล้วความคิดในการขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกสู้ภูมิภาคมีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ในสมัยของพันเอก หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนาวาเอกหลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้เชิญ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในขณะนั้นไปปรึกษา เรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค แต่ในที่สุดก็ต้องหยุดชะงักไปเพราะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา

ต่อมาได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อสงครามเสร็จสิ้นลง กล่าวคือเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ นายทองดี อิสราชีวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ กระทู้ดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลพิจารณาขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกไปสู่ภูมิภาคตามที่เคยดำริไว้แต่เดิม ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของประชาชนชาวเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นคือ “หนังสือพิมพ์คนเมือง” ซึ่งมีนายสงัด บรรจงศิลป์ เป็นบรรณาธิการ ได้เสนอข่าวการตั้งกระทู้ถามของนายทองดี อิสราชีวิน เรื่องมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านหนังสือพิมพ์ดังกล่าวนั้นด้วย

เหตุการณ์เริ่มเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เมื่อหนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๖ ได้เริ่มต้นรณรงค์เรียกร้องให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยภาคเหนือขึ้น และนับตั้งแต่ฉบับวันที่ ๖ มิถุนายน –๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๖ รวม ๘ สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ผ่านทาง “บทนำ” และคอลัมน์ “ออกข่วง” ซึ่งตั้งหัวข้ออภิปรายเรื่อง “ ควรตั้งมหาวิทยาลัยภาคเหนือหรือไม่?” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

ข้อคิดเห็นส่วนใหญ่ต้องการให้มีมหาวิทยาลัยภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น เช่น ให้เหตุผลว่า “…..เป็นการเผยแพร่ศีลธรรม วัฒนธรรม และจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นลานนาไทย…..เชียงใหม่เป็นนครที่ใหญ่กว้างขวาง ภูมิประเทศเหมาะแก่การจะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยมาก ทั้งอากาศก็สบาย การคมนาคม การสาธารณูปโภคก็สะดวกสมบูรณ์….”

ไม่เพียงแค่การเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องของหนังสือพิมพ์คนเมืองเท่านั้น ประการสำคัญได้มีการพิมพ์บัตรวงกลมสีแดงเข้ม บัตรแสตมป์สีแดงเข้ม และบัตรห่วงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งล้วนแต่พิมพ์ข้อความที่เป็นการเรียกร้องให้มีมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น โดยสิ่งเหล่านี้ได้แจกจ่ายเผยแพร่ให้แก่สาธารณชนทั้งในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง รวมทั้งเผยแพร่ไปทั่วประเทศ

อาจกล่าวได้ว่านอกจากหนังสือพิมพ์คนเมืองจะเป็นหลักในการเรียกร้องมหาวิทยาลัยแล้ว หนังสือพิมพ์คนเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ และหนังสือพิมพ์ไทยล้านนาของจังหวัดลำปางก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน โดยการเป็นสื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น รวมทั้งการรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของการเรียกร้อง

บัตรห่วง แสตมป์ และป้ายวงกลมการเรียกร้องมหาวิทยาลัย

ประชาชนชาวเชียงใหม่ได้เรียกร้องให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้ตั้งมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคผ่านคอลัมน์ “ออกข่วง” ของหนังสือพิมพ์คนเมืองซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและได้โฆษณาเผยแพร่ข้อความเรียกร้องในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ด้วย เช่น “จงสู้จนสุดใจขาดดิ้น เพื่อมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” และ “เพื่อศักดิ์ศรีของคนเมือง เราต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” เป็นต้น นอกจากการรณรงค์ผ่านบทความและข้อความโฆษณาแล้วหนังสือพิมพ์คนเมืองยังได้พิมพ์บัตรต่างๆเพื่อแจกจ่าย นักเรียนและประชาชน ดังต่อไปนี้

๑. บัตรแสตมป์สีแดงเข้ม มีข้อความเขียนไว้ว่า “เราต้องการมหาวิทยาลัยประจำลานนาไทย” มีวัตถุประสงค์ให้นำไปติดไปกับซองจดหมายคู่กับดวงตราไปรษณีย์หรือปิดบนเอกสารคู่ไปกับอากรแสตมป์และติดทั่วๆไปตามแต่ผู้ใช้จะเห็นสมควรเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงความต้องการของชาวเชียงใหม่

๒. บัตรวงกลมสีแดง มีข้อความเขียนว่า “ในภาคเหนือ เราต้องการ มหาวิทยาลัย โปรดร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งมหาวิทยาลัย ประจำภาคเหนือ”


๓. บัตรห่วงมหาวิทยาลัย มีข้อความเขียนว่า “ห่วงมหาวิทยาลัย เราประชาชนคนภาคเหนือมีความเชื่อมั่นว่า การจัดให้มีสถาบันการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยขึ้นในลานนาไทยนั้นเป็นความจำเป็นอย่างรีบด่วน เราเชื่อว่าอนาคตและความวัฒนาสถาพรของลานนาไทยนั้นขึ้นอยู่กับแรงปณิธานของลูกลานนาไทยทุกคน เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เท่านั้น ที่จะเป็นแหล่งผลิตปัญญาชนคนลานนาเพื่อออกไปทำประโยชน์และเป็นผู้นำของลานนาไทยในอนาคต” บัตรนี้มีความประสงค์ที่จะให้นักเรียนและประชาชนทั้งหลายส่งไปถึงญาติมิตรแล้วให้กระจายเพิ่มขึ้นไปทั่วประเทศ


นอกจากหนังสือพิมพ์คนเมืองจะเป็นสื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเพื่อเรียกร้องมหาวิทยาลัยในภาคเหนือแล้ว ในขณะนั้นหนังสือพิมพ์ไทยลานนาแห่งจังหวัดลำปางก็ได้เสนอข่าวและความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน
การรณรงค์เรียกร้องของชาวลานนาไทยที่ต้องการมหาวิทยาลัยที่จังหวัดเชียงใหม่ แม้จะไม่ได้ผลในทันที แต่ก็เป็นการกระตุ้นเตือนรัฐบาลให้เริ่มคิดอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

ที่มา หอประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หอศิลป์ปิ่นมาลา)
ภาษาสยาม "งดงามความเป็นไทย"
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 292
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:28 pm

Re: เชียงใหม่ในอดีต..ภาพเก่าเล่าความหลัง โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย บ้านเพียงพอ » อังคาร 17 พ.ย. 2020 11:05 am

Railway Terminas Hotel
151421.jpg
151421.jpg (182.72 KiB) เปิดดู 1472 ครั้ง

โรงแรมรถไฟเชียงใหม่ เข้าใจว่าเป็นโรงแรมแห่งแรกของเชียงใหม่ ภาพเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว หันหน้าเข้าหาอาคารสถานีรถไฟ เปิดในปี พ.ศ. ๒๔๖๔

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ โรงแรมรถไฟมีทหารญี่ปุ่นพักอยู่เต็ม จึงเป้าหมายโจมตีแห่งหนี่ง จนระเบิดลงเสียหายไปทั้งหมด รวมทั้งสถานีรถไฟ

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สถานีรถไฟเชียงใหม่หลังนี้ ถูกเครื่องบินของฝ่ายสัมพัธมิตรทิ้งระเบิดพังพินาศไปพร้อมกับชีวิตคนนับร้อย รวมทั้งอาคารบ้านเรือน โกดังเก็บสินค้า โรงแรม ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงราบเรียบไปหมดเมื่อวัน ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๖

หลังจากสถานีเชียงใหม่ถูกระเบิดทางราชการต้องประกาศงดใช้สถานีรถไฟแห่งนี้ไปหลายปี ผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟต้องไปขึ้นลงที่สถานีป่าเส้า จังหวัดลำพูน แทน ต่อมาเมื่อสงครามสงบแล้วจึงได้สร้างสถานีรถไฟขึ้นมาใหม่ในที่เดิมในปี พ.ศ.๒๔๘๘ และเปิดอีกครั้งในปี พ. ศ.๒๔๙๑

โรงแรมรถไฟเชียงใหม่ ต่อมาหลังสงครามกลายเป็นสถานที่ทีลือว่าผีดุมาก ต่อมาสร้างใหม่เป็นโรงแรมใหญ่หรูหรา อาคารคอนกรีต และ ถูกทุบทิ้งเมื่อทรุดโทรม เมื่อราวยี่สิบปีก่อน (ราวๆ พ.ศ.๒๕๔๖) ปัจจุบันสร้างเป็นสวนสาธารณะ

ขอบคุณเจ้าของภาพ

เรือนไม้ที่ บ้านดงป่าแดง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
9553.jpg
9553.jpg (109.43 KiB) เปิดดู 1471 ครั้ง

ภาพ : Kibkae Tiwakorn Srithikan
โลกใบเก่าเหงาเหมือนเคย
ภาพประจำตัวสมาชิก
บ้านเพียงพอ
นักเขียน VIP
นักเขียน VIP
 
โพสต์: 136
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2008 8:47 am

Re: เชียงใหม่ในอดีต..ภาพเก่าเล่าความหลัง โดย น้ำฟ้า

โพสต์โดย ภาษาสยาม » จันทร์ 06 มิ.ย. 2022 5:52 am

#เจดีย์หลวง #เชียงใหม่ เมื่อ 51 ปีก่อน
ภาพถ่าย วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1971(2514)
284377907_526946682407529_4220977735479005172_n.jpg
284377907_526946682407529_4220977735479005172_n.jpg (307.27 KiB) เปิดดู 89 ครั้ง

วัดเจดีย์หลวงก่อนการบูรณะ ขณะนั้นเต็มไปด้วยวัชพืช และ นักท่องเที่ยว เอามอเตอร์ไซค์ขับตามถนน เข้าไปถึง เจดีย์หลวง ได้
วัดเจดีย์หลวงวรวิหารเป็นพระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ราชกุฏาคาร วัดโชติการามสร้างขึ้นในรัชสมัย#พญาแสนเมืองมา เจ้าหลวงองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้าง ในปี พ.ศ. 1928 - 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญ ครั้งหนึ่งในอดีตกาล บนเจดีย์ด้านทิศตะวันออกเคยเป็นจุดที่ประดิษฐาน #พระแก้วมรกต เจดีย์ ตั้งอยู่พื้นที่กลางเวียง ใน เขตกำแพงเมืองเชียงใหม่

ที่มา : ปี้น้อยหนานแตงโม ฉตสาขาโก เทววํโส
285488471_322029760106234_57905913180014479_n.jpg
285488471_322029760106234_57905913180014479_n.jpg (117.5 KiB) เปิดดู 89 ครั้ง

☆☆☆..ราวห้าปี๋ก่อนย้ายงานฤดูหนาวจากโฮงเฮียนยุพราชฯ มาตี้ "โต้ง(ทุ่ง)หนองบัว"มีก๋านถุ่ย,ถมดินคันนาลงใส่หนองบัว, "หล้างบ่าหล้าง"ไปตุ๊บทุบเอาแผวก๋ำแปงเวียงเจียงใหม่ ลงถมตั๊ดตี้ เป๋นสนามเล่น(ฟุต)บอลบัดเดี่ยวนี้ หาว่ามันจะได้เเน่นดี...วัดป่าไผ่ปันสาทหิ้น ตางใต้วัดกู่เต้าโดนไถธาตุเจดีย์ลงก่อนเปิ้น ไถวิหารอยู่จู(ถึง)ฮั้วเหล็กสนามบอลลงก๋างหนอง, ถัดมาเป๋นวัดต้นต๋าลวันออกหนองโดนไถเป๋นถ้วนสอง...กำนี้ละ ก่ปากั๋นมาเล็งผ่อวัดกู่เต้าอ้างว่า ซ้ำเตื้อก่มีตุ๊พระมาอยู่ซ้ำเตื้อบ่มีพระมาอยู่วัสสา เป๋นก๋านชาวบ้านต้องเปลี่ยนมาเฝ้าอยู่เจื่อ(บ่อย) เล็งแล้วถ้าตัดซื่อเอาแนวก๋ำแปงสนามฯ ก่ตั๊ดวิหารหลวงจะว่าจะใดกั๋น? คันจาวกู่เต้าจ๊างเผือกฮู้เรื่องตี้"งำ"ไว้(เรื่องลับ) ก่ปากั๋นออกมา"ทะ"(ห้าม,ปราม)บอกว่า เป๋นวิหารตี้ครูบาศีลธรรมสะหลีวิไจยแป๋งไว้ เป๋นขี้มือเปิ้น จะมา"ซิด"มาตัดบ่ได้เป๋นอันขาด, คันว่าจะตัดสนามกีฬามาแผวติดวิหารก่บ่ยอมใดๆ...ก๋ำลังตี้ยัง"สึงสังอึงอัง"(ชักเย่อ,ต่อกร)กั๋นอยู่, วัดพระสิงห์หันท่าบ่ดี เลยส่งตุ๊มหาต๋นหนึ่งมาอยู่วัส
สากิ๋นวัดกู่เต้ากั้นไว้ เรื่องก่ดักเงียบไป

☆☆☆...กำนี้ก่เหลือวัดสะหลีบุญเฮือง(ศรีบุญเรือง) วัดนี้ขึ้นกับวัดสะหลีเจียงยืน เปิ้นอัสสะอาศัยเปิ้งอิงกั๋นมา วัดนี้ก่ยังดีอยู่ หนหลังมาถึงจะเก่าเป๋นฮกเป๋นพงพ่อง แต่ก่รอดถูกขุดธาตุ เจาะเอาใจ๋พระเจ้าย้อนวัดกับจาวเจียงยืนผลัดกั๋นมาผ่อกอย, คันล่วงมาได้แหมเป๋นสิบปี๋เป๋นยามตี้วัดเจียงยืน ขาดตุ๊พระมาอยู่วัสสา..."มันจะมีหวะนั่น วัดสะหลีบุญเฮีอง ก่มาหมดมาเสี้ยงอายุเป๋นวัดเป๋นวา ศรัทธาวัดเก๊าก่บ่มี เปิ้งเอาก้าศรัทธาวัดเจียงยืน...ต๊าย(ท้าย)มาคนเฒ่าคนแก่ เอาสวยข้าวตอกดอกไม้ไปไหว้ขอสมาลาโต้ดแล้ว ก่ออกมายืนฮ่ำยืนไห้ปากั๋นผ่อรถไถทุบพังถุ่ยเอาวิหาร เอาธาตุก๋ำแปงลง, เป๋นเหียะอันใดบ่ได้...

ขอขอบพระคุณเจ้าของภาพ"วัดกู่เต้า"ซึ่งถ่ายในปี 2463 (1920) อายุภาพได้102 ปีครับ ภาพถ่ายไปทางตะวันตกซึ่งรก เพราะสมัยนั้นเป็นด้านหลังวัดแต่ปัจจุบันเป็นด้านหน้าวัด, ในอดีตนั้น ด้านหน้าวัดอยู่ทางตะวันออกติดกำแพงเวียงเชียงโฉม(เวียงบัว)มีคูน้ำกั้นระหว่างกำแพงกับหนองบัวเจ็ดกอ,จึงเรียกวัดกู่เต้าว่า กู่เต้าเวียงบัว ครับ..(งานฤดูหนาวฯจัดขึ้นเป็นปีเเรกที่ "ทุ่งหนองบัว" ในปี 2497 ครับ)

ที่มา : เลาะเวียง
บาดแผลเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ภาษาสยาม
Administrator
Administrator
 
โพสต์: 847
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 06 ก.ค. 2008 9:43 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง ร้อยเรื่องเมืองล้านนา

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron